ตอนที่ 96 การจับมือเป็นพันธมิตร
ดังนั้น ความตายของเพื่อนบ้านจะไปเกี่ยวข้องอะไรกับพวกเธอได้
เมื่อเห็นว่าทั้งสามห้องบนชั้น 32 ต่างนิ่งเงียบ ซูหานก็ไม่ได้รู้สึกโกรธเคือง เพียงแต่เอ่ยว่า “ไม่ว่าจะยังไง บ่าย 3 โมงวันนี้มาร่วมประชุมกันหน่อยเถอะ อย่างน้อยพวกเราที่เหลือรอดอยู่ตรงนี้ ก็จะได้ปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับปัญหาที่พวกเราต้องเจอต่อจากนี้”
ปัญหาที่จะเจอต่อจากนี้? ปัญหาที่ว่านั่นจะมีอะไรกันเชียว? หรือว่าพวกเขาจะจับกลุ่มกันเพื่อหาทางรอดงั้นหรือ? แบบนั้นไม่ยิ่งอันตรายกว่าเดิมหรอกหรือ? ต่างคนต่างก็ไม่รู้จักมักคุ้นกัน จะเชื่อใจกันได้ยังไง
ข้อเสนอของซูหานไม่ได้ทำให้หลันจิ่นรู้สึกสนใจเลยสักนิด แต่เธอกลับต้องการฉวยโอกาสนี้เพื่อทำความเข้าใจว่า ในตึกที่ 12 ของพวกเธอนี้เหลือประชากรอยู่เท่าไหร่ และพวกเขามีความคิดเห็นอย่างไรกันบ้าง ดังนั้นการประชุมในตอนบ่าย หากไม่มีอะไรผิดพลาด เธอตั้งใจจะไปนั่งฟังดูสักหน่อย
หลังจากเกลี้ยกล่อมเสร็จ ซูหานก็ไม่ได้รอฟังคำตอบจากพวกเธอ แต่เดินขึ้นชั้นบนไปทันที
พูดตามตรง คนผู้นี้ช่างขยันขันแข็งเหลือเกิน ตึกแต่ละตึกสูงเสียขนาดนี้ แต่ละชั้นก็มีตั้งหลายห้อง ต้องเดินเคาะประตูแจ้งเตือนทีละห้องขนาดนี้ ถ้าบอกว่าเรื่องนี้ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงอยู่ เธอคงไม่มีวันเชื่อเด็ดขาดว่าซูหานจะมีความอดทนได้มากขนาดนั้น
หลังจากซูหานเดินไปแล้ว หลิงเจียงไม่ได้กลับบ้านตัวเอง แต่กลับเดินตามหลันจิ่นเข้ามาในบ้าน พอเธอหย่อนตัวลงบนโซฟาแล้วก็เอ่ยถามว่า “บ่ายนี้เธอจะไปไหม?”
“ก็น่าจะไปนะคะ เขาคงไม่ได้มาดีอะไรแน่ๆ แต่ฉันคิดว่าการรู้เขารู้เราถึงจะรบชนะร้อยครั้งค่ะ” หลันจิ่นตอบอย่างตรงไปตรงมา ทุกคนไม่ใช่คนโง่ มีอะไรบ้างที่พวกเขาจะไม่เข้าใจ
หลิงเจียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า “เดิมทีพี่ไม่ได้ตั้งใจจะไปหรอก แต่พอเธอพูดแบบนี้ก็น่าคิดแฮะ อีกอย่างดูจากท่าทางของเขาเมื่อครู่แล้ว เกรงว่าต่อให้วันนี้ไม่ไป เขาก็คงไม่ยอมปล่อยคนที่ไม่ได้ไปให้รอดพ้นแน่ๆ เอาเถอะ งั้นบ่ายนี้ฉันจะไปพร้อมกับเธอ ไปฟังดูหน่อยว่าเขามีแผนการอะไรกันแน่”
นอกจากนี้ แม้บ้านของหลิงเจียงจะยังมีเสบียงเหลืออยู่บ้าง แต่มันก็เริ่มร่อยหรอเต็มที เธออยากจะลองประเมินดูว่าซูหานมีการจัดจัดการเรื่องอาหารการกินสำหรับลูกบ้านอย่างไร หากสรุปได้ว่าพึ่งพาซูหานไม่ได้ เธอจะได้หาทางเลือกอื่นเตรียมไว้แต่เนิ่นๆ
หลิงเจียงจ้องมองหลันจิ่นอยู่นานพอสมควร เหมือนตัดสินใจอะไรบางอย่างได้แล้วจึงเอ่ยถามว่า “ที่บ้านเธอมีเสบียงเหลืออยู่บ้างไหมคะ? จะประทังชีวิตไปได้อีกนานเท่าไหร่ บ้านฉันเสบียงเริ่มจะไม่พอแล้วล่ะ”
“อาหารน่ะยังมีกินค่ะ แต่จะให้ประทังไปได้นานๆ คงเป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ ทว่าในตอนนี้จะไปหาอาหารจากที่ไหนกันล่ะคะ” หลันจิ่นตอบ “คนอย่างซูหานน่ะ พี่คิดว่าเขาคงหาอาหารมาให้ไม่ได้หรอก ไม่แน่ว่าเสบียงที่บ้านเขาอาจจะหมดเกลี้ยงแล้ว เลยจ้องจะมาสูบเลือดสูบเนื้อบ้านคนอื่นแทน”
“ตึกของพวกเราในตอนนี้เสบียงคงไม่เหลือเยอะนักหรอก พี่คิดว่าถ้าอยากได้เสบียงยังไงก็ต้องออกไปหาข้างนอกนั่นแหละ”
พูดจบ หลิงเจียงก็เอ่ยต่อว่า “บ้านเหล่าเกามีเรือพายยางอยู่ตัวหนึ่ง พอจะใช้ออกไปหาเสบียงได้ แต่เรือนั่นมันเล็กมาก พวกเราสี่คนยัดลงไปไม่ได้หรอก แต่ถ้าแบ่งกันออกไปหาทีละชุดก็พอจะทำได้ ทว่าพี่มีความคิดว่าพวกเราสี่คนต่างก็เป็นคนปกติ แถมยังมีศิลปะป้องกันตัวติดตัวกันทุกคน ทำไมไม่มาจับคู่เป็นพันธมิตรกันล่ะ พี่กับเหล่าเกาเป็นกลุ่มหนึ่ง ส่วนเธอคู่กับเสี่ยวหวงเป็นอีกกลุ่มหนึ่งแล้วออกไปหาเสบียงด้วยกัน
แน่นอนว่าถ้าเธออยากจะแยกกลุ่มเป็นแบบอื่นก็ได้ พี่กับเธอ แล้วเหล่าเกากับเสี่ยวหวง เสบียงที่หามาได้เราก็แบ่งกัน 4 บ้านเท่าๆ กัน ถ้าเราสี่คนร่วมมือกัน ด้วยความสามารถของพวกเรา การจะเอาชีวิตรอดที่นี่ต่อไปไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไรหรอก”
เมื่อได้ฟังข้อเสนอนี้ หลันจิ่นพินิจพิจารณาหลิงเจียงอยู่นานก่อนจะเอ่ยถามอย่างจริงจังว่า “คุณหมายความว่าอยากจะจับมือเป็นพันธมิตรกันงั้นเหรอคะ?”
หลิงเจียงหัวเราะ “ถ้าบอกว่าจับมือเป็นพันธมิตรมันก็ดูเป็นทางการเกินไปหน่อย ทว่าพี่ก็หมายความตามนั้นแหละค่ะ พี่เพิ่งย้ายมาที่นี่ได้ไม่นาน คนที่รู้จักก็มีแค่เธอกับเสี่ยวหวง แม้จะไม่ได้พูดอะไรออกมาแต่พี่ก็ดูออกนะว่าความสัมพันธ์ของเธอกับเสี่ยวหวงเป็นยังไง การที่พวกเธอจับมือเป็นพันธมิตรกันเองก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ทว่าทำไมไม่ให้พี่กับเหล่าเกาเข้าร่วมด้วยล่ะ 4 คนย่อมแข็งแกร่งกว่า 2 คนอยู่แล้ว
พูดไปก็อย่าหาว่าพี่ขำเลยนะ หากพี่อยู่คนเดียว ไม่ว่าใครจะมาพี่ก็ไม่กลัว ไม่จำเป็นต้องไปจับกลุ่มกับใครเลยด้วยซ้ำ ในช่วงเวลาแบบนี้การ ‘จัดการ’ คนสักสองสามคนไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรแน่นอนว่าเรื่องนี้ห้ามให้ตาแก่สือรู้เด็ดขาด แต่พี่ก็ยังมีคุณย่าอยู่ด้วย จะปล่อยให้ท่านตกระกำลำบากไม่ได้ เรื่องนี้เลยต้องคิดให้รอบคอบหน่อย
หลายวันมานี้พี่คิดเรื่องนี้มาตลอด เธอเองก็ไม่ใช่คนโง่ พี่เชื่อว่าเธอก็คงมองออกว่าสภาพในตึกตอนนี้ดูเหมือนจะราบรื่นดี แต่ตราบใดที่ฝนยังไม่หยุดตก การที่ทุกคนไม่มีเสบียงกินแล้วจะไม่เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นน่ะสิถึงจะเป็นเรื่องแปลก ดังนั้นในเมื่อยังไม่ถึงคราวจลาจล พวกเรามาร่วมมือกันหาเสบียงกักตุนไว้เถอะ”
ต้องยอมรับเลยว่าสิ่งที่หลิงเจียงพูดนั้นถูกต้องอย่างยิ่ง การจับมือเป็นพันธมิตรกันในครั้งนี้สำหรับหลันจิ่นแล้วไม่มีอะไรเสียหาย เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับคนแปลกหน้าคนอื่นๆ ในตึก อย่างน้อยเธอก็เคยร่วมเป็นร่วมตายและรู้จักมักคุ้นกับทั้งสองคนนี้มาแล้ว นอกจากนี้พละกำลังของทั้งคู่ยังสูงมาก หากได้ร่วมมือกันระดับความปลอดภัยย่อมสูงขึ้นอีกหลายเท่าตัว
ไม่พูดถึงเรื่องอื่น อย่างน้อยในสายตาของเธอ ทั้งสองคนนี้ถือว่าเชื่อใจได้ในระดับหนึ่ง
ทว่าต่อให้เชื่อใจได้เพียงใด ตัวเธอกับหวงจิ้งเหอ…… เธอสามารถตัดสินใจแทนตัวเองได้ แต่จะให้ไปตัดสินใจแทนหวงจิ้งเหอเลยย่อมไม่ได้ หากเกิดปัญหาขึ้นมาจะไปโทษใคร ดังนั้นหลันจิ่นจึงเอ่ยว่า “ขอฉันไปปรึกษากับเสี่ยวหวงก่อนนะคะ”
คำตอบของหลันจิ่นทำให้หลิงเจียงรู้สึกแปลกใจ “พี่นึกว่าเธอกับเสี่ยวหวง เสี่ยวหวงมักจะเป็นฝ่ายฟังคำสั่งเธอเสียอีก ไม่นึกว่าเธอต้องไปถามความคิดเห็นเขาด้วย”
“พวกเราสองคนปรึกษาหารือกันมาตลอดค่ะ ไม่มีใครเป็นใหญ่เหนือใคร การมีอะไรก็ช่วยกันคิดช่วยกันทำถึงจะอยู่ด้วยกันได้นาน อีกอย่างพวกเราก็เพิ่งมารู้จักกันตอนย้ายเข้ามานี่เอง ยังไม่ครบปีเลย เรื่องแบบนี้ฉันตัดสินใจแทนตัวเองได้ แต่ในส่วนของหวงจิ้งเหอ เขาต้องเป็นคนตัดสินใจด้วยตัวเองค่ะ เดี๋ยวฉันจะไปถามเขาให้ ถ้าเขามีคำตอบอย่างไร เรามานัดเปิดประชุมคุยกันอีกรอบนะคะ มาคุยกันว่าเสบียงพวกนั้นจะจัดจัดการกันอย่างไร”
“ตกลงจ้ะ”
หลันจิ่นจัดการขังหลันเฉียวเฉียวไว้ในห้องนั่งเล่นโดยให้น่าน่าช่วยเฝ้าไว้ จากนั้นจึงเดินออกจากห้องพร้อมกับหลิงเจียง หลิงเจียงแยกตัวไปหาเหล่าเกา ส่วนหลันจิ่นย่อมมุ่งหน้าไปหาหวงจิ้งเหอ
หลังจากเข้าห้องมาและหลันจิ่นได้เล่าสถานการณ์ให้ฟัง หวงจิ้งเหอกลับทำท่าทางไม่เข้าใจ “พี่หลัน เราจำเป็นต้องจับมือเป็นพันธมิตรด้วยเหรอครับ ที่บ้านเรามีเสบียงตั้งเยอะแยะ ต่อให้ออกไปไหนไม่ได้เลยก็กินไปได้อีกหลายปีเลยนะครับ”
หลันจิ่นอธิบายว่า “อาหารที่บ้านเรากินได้อีกหลายปีก็จริงค่ะ ทว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าเราคิดอย่างไร แต่มันอยู่ที่คนอื่นต่างหาก การที่เธอไม่ออกไปข้างนอกแต่ยังมีกินมีใช้อยู่ตลอด นั่นหมายความว่าบ้านเธอมีเสบียงกองพะเนิน คุณคิดเหรอว่าคนอื่นจะไม่จ้องมองมัน? คนสองคนจ้องมองอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่ ทว่าถ้าทั้งตึกมองว่าบ้านเธอคือเป้าหมาย คุณจะต้านทานไหวหรือคะ
ต่อให้คนอื่นในตึกคุณอาจจะพอรับมือได้ ทว่าด้วยพละกำลังของเหล่าเกากับหลิงเจียง หากพวกเขาจ้องจะมาแย่งชิงเสบียงของคุณจริงๆ คุณจะต้านไหวไหมล่ะคะ
อีกอย่างเรื่องแย่งชิงเสบียงน่ะมันเรื่องเล็ก ทว่าหากถึงขั้นต้องฆ่าแกงกันขึ้นมาสิถึงจะไม่คุ้มค่า ดังนั้นพวกเราห้ามให้ใครรู้เด็ดขาดว่าบ้านเรามีเสบียงกักตุนอยู่ วิธีเดียวคือต้องทำตัวให้เหมือนคนอื่นๆ คือต้องออกไปหาเสบียงข้างนอกเหมือนกับชาวบ้านเขา ทว่าในตึกนี้จะมีใครอีกล่ะที่เหมาะจะจับกลุ่มออกไปหาเสบียงด้วยกัน”
คำถามนี้ไม่ต้องเสียเวลาคิดก็น่าจะรู้คำตอบอยู่แล้ว
“เมื่อเทียบกับคนไม่รู้จัก ก็ต้องเป็นพี่หลิงกับเหล่าเกาที่เหมาะสมที่สุดใช่ไหมครับ ถ้าพวกเราสี่บ้านจับมือเป็นพันธมิตรกัน วันหน้าหากบ้านไหนโดนเพ่งเล็ง อีกสามบ้านก็สามารถออกไปช่วยเหลือกันได้ ด้วยวิธีนี้ต่อให้ที่บ้านจะมีเสบียงสำรองอยู่ก็ถือว่าอยู่ในสถานะที่ปลอดภัยครับ”
(จบตอน)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น