ตอนที่ 94 อยู่เป็นเพื่อนกัน
ในความเป็นจริง อีกไม่นานเหล่าคนโง่เขลาในตึกก็เริ่มส่งเสียงด่าทอกันระงม
“ฉันดมอากาศดูนึกว่าฝนกรดหมดแล้วนะ ใครจะไปรู้ว่าที่ตกอยู่นี่ยังเป็นฝนกรดอยู่เลย ถังน้ำฉันโดนกัดกร่อนจนพังหมดแล้วเนี่ย”
“เมื่อกี้บ้านใครน่ะ โง่จริงหรือแกล้งโง่เนี่ย ต่อให้ไม่ใช่ฝนกรดก็อย่าเอาถังไปรองน้ำสิ ฝนไม่ได้ตกมาตั้งนานแล้ว ใครจะไปรู้ว่าน้ำฝนมันสกปรกแค่ไหน เอามาใส่ไว้แล้วจะเอาไปรองน้ำประปาได้ยังไงนั่นอีกน้ำต้องเอาไว้ดื่มนะ”
“แต่นี่บ้านฉันมีถังใบเดียว ถ้าไม่เอาใบนี้รองก็ทดสอบไม่ได้หรอกว่าฝนมันเป็นยังไง”
“แล้วขวดน้ำแร่ที่พวกเราดื่มกันไปนั่นน่ะเธอทิ้งไปแล้วหรือไง? นั่นก็พลาสติกเหมือนกันไม่ใช่เหรอ เอาวางไว้ข้างนอกขวดหนึ่งก็รู้แล้วว่าฝนเป็นยังไง จำเป็นต้องเอาถังไปเสี่ยงทดสอบด้วยเหรอ”
“ถังพังน่ะยังพอทน แต่เมื่อกี้ตอนฉันโยนขวดน้ำแร่ใบหนึ่งออกไปข้างนอก มือฉันเผลอไปโดนน้ำฝนเข้า ตอนนี้ปวดแสบปวดร้อนไปหมดแล้ว โชคดีที่โดนแค่จุดเล็กๆ ทำยังไงดีล่ะเนี่ย มีใครมียาบ้างไหม”
“ใครจะไปมียาเล่า เพ้อเจ้ออะไรอยู่เนี่ย”
……
เวลานี้ชาวบ้านทุกคนไม่มีอุปกรณ์สื่อสารอะไรไว้ติดต่อกันได้ ดังนั้นการจะพูดคุยกันจึงอาศัยวิธีตะโกนข้ามห้องเอา แต่ไม่ว่าจะอย่างไร หลันจิ่นก็จับใจความสำคัญได้หนึ่งอย่าง นั่นคือวันนี้ยังคงเป็นฝนกรดอยู่
หลังจากฝนปรอยๆ ตกลงมาติดต่อกันได้สองวัน ปริมาณน้ำฝนก็เริ่มทำท่าว่าจะตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ชาวบ้านที่ปิดประตูหน้าต่างไว้อย่างแน่นหนาตั้งแต่แรก คราวนี้ยิ่งไม่กล้าเปิดออกไปใหญ่
ใครจะไปนึกว่าผ่านไปอีกสามวัน ปริมาณฝนจากฝนปานกลางก็กลายเป็นฝนห่าใหญ่
เวลานี้ตรงหน้าชาวบ้านมีข่าวสองกระแส ข่าวดีหนึ่งอย่าง ข่าวร้ายหนึ่งอย่าง
ข่าวดีคือ หลังจากฝนเปลี่ยนเป็นฝนห่าใหญ่ ฤทธิ์กัดกร่อนของฝนกรดเดิมก็หายไปแล้ว
ข่าวร้ายคือ เนื่องจากสองวันที่ผ่านมาฝนกรดตกหนักเกินไป ผนังของตึกมีร่องรอยการถูกกัดกร่อนจริงๆ อย่างเช่นหน้าต่างบานเอียงบนห้องใต้หลังคาชั้นบนสุดของหวงจิ้งเหอ ปูนที่เพิ่งฉาบไปไม่นานกลับมีร่องรอยเหมือนถูกหลอมละลาย
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ฝนกรดหายไปก็ถือเป็นเรื่องดี
ตอนที่เขาปิดผนึกหน้าต่างก่อนหน้านี้มีวัสดุเหลือใช้อยู่มาก ครั้งนี้เขาจึงไม่สนอะไรทั้งนั้น ผสมปูนฉาบปิดหน้าต่างจนหมด แล้วปูด้วยถุงพลาสติกทับอีกทีเพื่อไม่ให้น้ำฝนเซาะจนพังทลาย
ส่วนวัสดุที่เหลืออยู่ก็นำไปช่วยปิดช่องโหว่ของบ้านทั้งสามหลังคือของพวกเธอด้วย
ทว่าบ้านคนอื่นกลับไม่ได้โชคดีขนาดนั้น แม้ฝนห่านี้จะไม่รุนแรงเท่ากับช่วงพายุโหมกระหน่ำก่อนหน้า ทว่ามันกลับมาพร้อมกับลมพายุที่พัดพาทุกอย่างปลิวว่อน น้ำฝนย่อมสาดซัดทะลักเข้าไปตามช่องว่างของบ้านแต่ละหลังอย่างบ้าคลั่ง
สรุปสั้นๆ ก็คือบ้านแต่ละหลังเริ่มรั่วซึม ประเด็นสำคัญคือไม่มีวัสดุไว้ซ่อมแซม ชีวิตของทุกคนจึงตกอยู่ในห้วงทุกข์ยากลำบาก
สุดท้ายไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเอาเสื้อผ้าเก่าๆ และเศษผ้ามาช่วยอุดรอยรั่ว จะอย่างไรก็ตาม ตราบใดที่ไม่ใช่ฝนกรด การสัมผัสน้ำฝนแล้วไม่ทำให้บาดเจ็บก็นับว่าเป็นโชคดีแล้ว
ฝนห่านี้ตกต่อเนื่องจากปี 2121 ลากยาวมาถึงปี 2122 ทว่านี่ยังไม่ใช่จุดจบของมัน เพราะฝนยังคงตกไม่หยุดหย่อน เพียงแค่วันเดียวท่อระบายน้ำก็อุดตันสนิท ผ่านไปหนึ่งวันหนึ่งคืน ชั้นหนึ่งของตึกทั้งหมดก็ถูกน้ำท่วมขังจมอยู่ใต้กระแสน้ำ
จากความหวาดกลัวในช่วงพายุโหมกระหน่ำครั้งก่อน ต่อให้น้ำท่วมจนไม่มีไฟฟ้าใช้ก็ไม่มีใครกล้าอาศัยอยู่ชั้นล่างๆ อีกต่อไป ดังนั้นเมื่อปรึกษาหารือกันแล้ว ทุกคนต่างก็อยากจะย้ายขึ้นมาบนชั้นบนสุด
สิ่งที่พวกเขาตามหาก่อนเป็นอันดับแรก ก็คือบ้านที่มีคนอาศัยอยู่คนเดียว เพราะถ้าอยู่เป็นคู่ก็ยังพอมีเพื่อนคอยปรึกษาหารือหากเกิดเหตุฉุกเฉินอะไรขึ้น
แต่จริงๆ แล้วพูดให้ชัดก็คือ พวกเขาเข้าบ้านคนที่ไม่มีคนอยู่ไม่ได้นั่นเอง หากใช้วิธีพังประตูเข้าไปแล้วลูกบิดพัง ชีวิตความเป็นอยู่หลังจากนั้นย่อมไม่ปลอดภัยยิ่งกว่าเดิม
ไม่นานนัก ประตูห้องของหลันจิ่นก็มีเสียงเคาะดังขึ้น
คนที่มาหาคือผู้หญิงที่พักอยู่ห้อง 701 ยังจำห้อง 701 ได้ไหม? คือห้องที่เป็นเพื่อนบ้านของชายหญิงจากห้อง 1404 ที่หลันจิ่นจัดการโยนลงไปข้างล่างห้องนั้นนั่นแหละ ผู้หญิงคนนี้มีลูกชายคนหนึ่ง ทว่าลูกชายย้ายไปอยู่ที่ฐานที่มั่นแล้ว หล่อนไม่ยอมละทิ้งบ้านหลังนี้ไปจึงเลือกที่จะอาศัยอยู่คนเดียว
การที่คนอยู่คนเดียวอยากหาเพื่อนร่วมห้องหลันจิ่นสามารถเข้าใจได้ ทว่าถ้าจะมาหาเธอ ต้องขอโทษด้วย เธอไม่ยินดี แต่ตอนที่หล่อนเคาะประตูน้ำเสียงยังถือว่าใช้ได้ หลันจิ่นจึงยืนฟังความต้องการของหล่อนอยู่หลังประตูเหล็กดัด “สวัสดีค่ะ ฉันเป็นเพื่อนบ้านห้อง 701 ข้างล่างนี้ ช่วงนี้ฝนตกหนักใช่ไหมคะ ชั้นล่างน้ำก็ท่วมแล้ว ฉันรู้ว่าคุณอยู่คนเดียว เลยอยากจะขึ้นมาอยู่เป็นเพื่อนกันค่ะ พวกเราอยู่ด้วยกันจะได้ปลอดภัยและไม่เหงาด้วย”
ดูคำพูดที่หล่อนใช้สิ ช่างไม่เกรงใจกันเลยแม้แต่น้อย
ทว่าในเมื่อเธอไม่ยินดี ก็คือไม่ยินดี ไม่นับรวมว่าผู้หญิงคนนี้มีแผนการอะไรซ่อนอยู่ในใจ เพียงแค่เรื่องที่หล่อนเคยมีส่วนรู้เห็นกับการที่ผู้ชายของหล่อนโดนจัดการไป เธอก็ไม่มีวันปล่อยให้ผู้หญิงคนนี้ย้ายเข้ามาแน่ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่เธอมีพื้นที่มิติอยู่ หากถูกใครจับได้จะทำอย่างไร “ฉันไม่สะดวกค่ะ คุณลองไปถามคนอื่นเถอะค่ะ”
พูดจบ หลันจิ่นก็ปิดประตูทันที ไม่เปิดโอกาสให้หญิงคนนั้นได้พูดอะไรต่อ
ผู้หญิงคนนั้นรู้ดีว่าการจะบุกเข้ามาไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่าก็ไม่คาดคิดว่าหลันจิ่นจะพูดจาปฏิเสธตัดเยื่อใยขนาดนี้ หลังจากหล่อนยืนด่าทออยู่หน้าห้องหลันจิ่นพักใหญ่จนหนำใจแล้วจึงจากไป
เสียงด่าทอจากชั้นล่างกระตุ้นให้หวงจิ้งเหอที่อยู่ชั้นบนรับรู้ทันที หลันจิ่นเพิ่งปิดประตูไปไม่ทันไร วอล์กเกอร์ทอล์กบนโต๊ะรับแขกก็ส่งสัญญาณขึ้นมา
หวงจิ้งเหอ: “พี่หลัน เกิดอะไรขึ้นครับ เมื่อกี้มีอะไรหรือเปล่า?”
หลันจิ่น: “มีคนมาเคาะประตูอยากจะย้ายเข้ามาอยู่ด้วยน่ะ ไม่รู้เหมือนกันว่าในหัวเขาคิดอะไรอยู่ จำไว้นะไม่ว่าใครจะมาก็ห้ามเปิดประตูเด็ดขาด บ้านเราทั้งสองหลังมีเสบียงเยอะมาก ถ้าใครย้ายเข้ามาจะลำบากเปล่าๆ ทันทีที่ถูกพบว่ามีเสบียงพวกนั้น พวกเราจะตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนทันที”
หวงจิ้งเหอ: “พี่หลัน ผมเข้าใจแล้วครับ ผมจะไม่เปิดให้ใครเข้ามาเด็ดขาด”
ทว่าการไม่เปิดประตูให้คนเข้ามาเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ภายนอกน้ำท่วมขังและทุกคนถูกกักขังอยู่ในตึกมานานกว่าสัปดาห์แล้ว เสบียงที่แต่ละบ้านสำรองไว้ก็คงใกล้จะหมดลงเต็มที จะไม่ให้พวกเขารีบคิดหาทางออกได้อย่างไร?
หลันจิ่น: “ยังไงก็ระวังตัวให้ดีนะ ทุกคนถูกกักขังมา 8-9 วันแล้ว ต่อให้มีเสบียงสำรองก็น่าจะกินกันจนใกล้จะหมดแล้ว นี่เป็นแค่เรื่องที่พักอาศัย อีกไม่กี่วันเดี๋ยวพวกเขาก็ต้องเริ่มคิดแผนการชั่วร้ายเพื่อแย่งชิงอาหารกันแล้วล่ะ”
หวงจิ้งเหอถอนหายใจ: “เฮ้อ จริงๆ ผมก็นึกถึงปัญหานี้อยู่เหมือนกัน แต่ผมยังรู้สึกโชคดีนะ พี่ดูน้ำข้างนอกนั่นสิ ถ้าฝนตกไม่หยุดแบบนี้ ระดับน้ำคงท่วมสูงไม่รู้ถึงไหนแล้ว หากพวกเรากำลังเดินทางไปจิงซื่อ คงได้ติดแหง็กอยู่กลางทางแน่ๆ ต่อให้ตอนนี้จะยากลำบากแค่ไหน แต่อย่างน้อยพวกเราก็ยังได้อยู่ในบ้านตัวเอง”
หลันจิ่น: “นั่นสิคะ โชคดีจริงๆ ที่เรายังไม่ได้ออกเดินทางไป……”
คำพูดของหลันจิ่นยังไม่ทันขาดคำ เสียงเคาะประตูด้านนอกก็ดังขึ้นอีกครั้ง หลันจิ่นรู้สึกหมดคำจะพูด “ประตูบ้านฉันโดนเคาะอีกแล้ว ฉันดูเหมือนคนที่จะหลอกลวงง่ายขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย? คนพวกนี้ทำไมถึงชอบเลือกมาเคาะประตูบ้านฉันก่อนตลอดเลย แต่ฟังจากเสียงเคาะประตูแล้ว เหมือนจะเป็นคนใหม่นะ”
หวงจิ้งเหอ: “พี่หลัน พี่จะเปิดประตูไหมครับ? งั้นอย่าเพิ่งปิดวอล์กเกอร์ทอล์กนะ ถ้ามีอะไรฉุกเฉินผมจะได้รีบลงไปช่วย”
“ได้ค่ะ”
แน่นอนว่าประตูต้องเปิดออก เธอไม่ชอบความไม่ชัดเจน หากจะปฏิเสธเธอก็ต้องพูดให้ชัดเจนไปเลย จะได้ไม่ต้องมาคอยหวาดระแวงให้เสียเวลา
หลันจิ่นเดินไปที่หน้าประตู ทันทีที่เปิดออกเธอก็พบว่า คนที่อยู่หน้าประตูคือเด็กสาวที่อาศัยอยู่คนเดียวจากชั้น 12 นั่นเอง
(จบตอน)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น