ตอนที่ 93 ฝนกรด
เจ้าตัวเล็กในตอนแรกยังไม่ทันตั้งตัว แต่พอได้ยินเสียงโหยหวนจากในตัวตึกอย่างชัดเจนอีกครั้ง ก็เกิดความหวาดกลัวขึ้นมาทันที เธอทิ้งซาลาเปาในมือแล้วโผเข้ากอดหลันจิ่นแน่นพลางร้องไห้โฮ “ฮือ แม่จ๋า หนูกลัว กลัวค่ะ”
เสียงกรีดร้องจากภายนอกยังคงดังอย่างต่อเนื่อง หลันจิ่นพยายามปลอบเท่าไหร่เจ้าตัวเล็กก็ไม่ยอมหยุดร้อง จนผ่านไปครู่หนึ่ง หลิงเจียงจากห้องข้างๆ จึงต้องเดินมาดู
หลันจิ่นรีบเก็บมื้อเช้าบนโต๊ะเข้าพื้นที่มิติ ทันทีที่เปิดประตูออกไป หลิงเจียงก็เอ่ยถามขึ้นว่า “เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ เฉียวเฉียวร้องไห้มาตั้งนานแล้ว”
“เมื่อกี้แกจะออกไปเล่นน้ำฝนค่ะ พอดีเป็นเวลาทานมื้อเช้าพอดีแม่เลยไม่ให้เล่น ใครจะไปรู้ว่าพอได้ยินเสียงคนกรีดร้องข้างนอกแกจะตกใจกลัวขนาดนี้”
นับว่าเป็นโชคดีจริงๆ ที่หลันเฉียวเฉียวไม่ได้ออกไปเล่นน้ำฝน
ทว่าห้องของหลิงเจียงกลับไม่โชคดีนัก แม้ตัวหลิงเจียงจะไม่ได้ไปเล่นน้ำฝน ทว่าคุณย่าหลิงกลับนึกอยากจะเอาถังไปรองน้ำฝนมาไว้ใช้ราดส้วม ใครจะไปรู้ว่าฝนนี้มีสารอะไรบางอย่างผสมอยู่ เพียงครู่เดียวถังพลาสติกก็โดนกัดกร่อนจนรั่วซึมไปหมดแล้ว เวลานี้หล่อนยังคงนั่งมองถังใบนั้นด้วยความเสียดาย ทว่าแม้จะเสียดายถังเพียงใด เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้จากห้องข้างๆ หล่อนจึงเร่งให้หลิงเจียงรีบมาดูแม่ลูกคู่นี้
เมื่อเห็นว่าพวกเธอปลอดภัยดี หลิงเจียงก็เบาใจ “ปลอดภัยก็ดีแล้วค่ะ งั้นเดี๋ยวฉันขึ้นไปดูห้องข้างบนหน่อย”
ทว่าคนห้องข้างบนจะต้องการให้หลิงเจียงไปดูหรือไม่นั้นคงไม่สำคัญแล้ว เพราะเจ้าตัวยังนอนขดอยู่บนเตียงหลับปุ๋ยไม่รู้เรื่องรู้ราว จึงไม่ได้มีส่วนร่วมใน ‘กิจกรรม’ รองน้ำฝนครั้งนี้เลย
ทว่าเมื่อได้ยินสิ่งที่หลิงเจียงบอก ทั้งสองคนก็ลืมตาปรือลงมาดูสถานการณ์เล็กน้อย
แต่การที่น้ำฝนสามารถกัดกร่อนถังพลาสติกได้ สำหรับคนสองคนที่ยังตื่นไม่เต็มตาสมองย่อมคิดตามไม่ทัน “ในฝนนี้มันมีสารอะไรกันแน่ ถึงได้กัดกร่อนถังจนทะลุได้ขนาดนี้”
ทว่าเมื่อเหล่าเกาพูดจบ หวงจิ้งเหอที่ยังสะลึมสะลืออยู่ข้างๆ ก็พลันนึกถึงนิยายวันสิ้นโลกที่เคยอ่านผ่านตาขึ้นมาได้ หรือว่านี่จะเป็นฝนกรด?
เขาเอ่ยอย่างระมัดระวังว่า “ฝนกรดหรือเปล่าครับ? ผมจำได้ว่าถ้าฝนกรดมีความเข้มข้นสูงจะสามารถกัดกร่อนสิ่งของได้ ทั้งผิวหนังหรืออย่างอื่นก็ไม่เหลือ หากฝนกรดมีปริมาณมากพอ มันจะกัดกร่อนได้แม้กระทั่งผนังตึกหรือเหล็ก นี่ฝนนี้จะเป็นฝนกรดหรือเปล่าครับ? แล้วตึกของเราจะปลอดภัยไหม? อีกอย่างฝนกรดถ้าสัมผัสผิวหนังต้องใช้น้ำสะอาดปริมาณมากในการชะล้าง แต่ตอนนี้ประปาหยุดไหลแล้ว…… พวกคุณไม่ได้สัมผัสน้ำฝนพวกนี้ไปแล้วใช่ไหมครับ”
หลิงเจียงรีบส่ายหัวทันที ฝนนี้ดูผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด ตอนที่คุณย่าหลิงตั้งใจจะเอามือไปแตะน้ำฝนก็โดนหลิงเจียงห้ามเอาไว้ได้ทัน
ทว่าพอนึกถึงความสามารถในการกัดกร่อนของฝนกรด ก็เกรงว่าสัญญาณสื่อสารภายนอกคงจะพังพินาศ เพราะสายไฟเส้นเล็กๆ พวกนั้นคงทนความกัดกร่อนได้ไม่นาน……
หลันจิ่นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาตรวจสอบ และก็เป็นไปตามคาด สัญญาณถูกตัดขาดไปเรียบร้อยแล้ว ดูท่าฝนนี้จะเป็นฝนกรดไม่มีผิด ทว่าในเมื่อฝนเพิ่งจะเริ่มตก ไม่จำเป็นต้องตื่นตูมจนเกินไป เธอจึงปลอบใจทุกคนว่า “อย่าเพิ่งตกใจไปเลยค่ะ ที่คุณพูดว่าต้องมีปริมาณมากพอถึงจะกัดกร่อนได้ก็ถูก รอให้ฝนกรดนี้ตกไปสักพักก่อนแล้วค่อยดูสถานการณ์กันอีกทีเถอะค่ะ”
แต่ไม่ว่าฝนกรดนี้จะตกนานแค่ไหน อย่างน้อยพวกเขาก็ถูกกักขังอยู่ในตึกนี้อีกครั้ง และฝนกรดที่อยู่ข้างนอกนี้ก็มีความรุนแรงไม่ได้น้อยไปกว่าหมอกพิษก่อนหน้านี้เลย อย่างน้อยหมอกพิษยังมีชุดป้องกันให้พอออกไปไหนมาไหนได้บ้าง แต่ถ้าเจอฝนกรดแบบนี้ ตัวตึกยังแทบเอาตัวไม่รอด อุปกรณ์กันฝนจะไปเหลืออะไร ดังนั้นเชื่อฟังและกบดานอยู่ในบ้านนั่นแหละดีที่สุด
เหล่าเกาอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ “แต่ละวันเนี่ย ทำไมเรื่องราวมันเยอะแยะนักนะ”
หลันเฉียวเฉียวในอ้อมกอดของเธอในที่สุดก็ได้รับการปลอบขวัญจนหยุดร้องไห้ ทุกคนจึงไม่ได้รั้งอยู่ที่หน้าห้องของหลันจิ่นนานนัก ทว่าในจังหวะที่ทุกคนตั้งใจจะแยกย้ายกลับห้อง ชายหญิงคู่เดิมห้อง 3204 ก็เปิดฉากทะเลาะกันอีกรอบ เริ่มจากการด่าทอ แล้วตามด้วยการทุบตีข้าวของโครมคราม ส่งผลให้หลันเฉียวเฉียวที่เพิ่งจะปลอบจนหยุดร้องไห้ไปเมื่อครู่ ต้องกลับมาแผดเสียงร้องไห้ออกมาอีกครั้ง
หลิงเจียงรู้สึกหมดคำจะพูด เดิมทีหล่อนตั้งใจจะเดินไปเตะประตูห้องคนพวกนั้นสักที ทว่ากลับโดนเหล่าเกาห้ามไว้เสียก่อน “ฉันถามหน่อยสิ ทำไมถึงได้อารมณ์รุนแรงขนาดนี้ สองคนนั้นก็ไม่ใช่พึ่งจะทะเลาะกันวันแรกเสียหน่อย เอาเถอะ พี่หลัน รีบเข้าห้องแล้วปิดประตูเถอะค่ะ พอไม่ได้ยินเสียงพวกนั้นเดี๋ยวเฉียวเฉียวก็คงหยุดร้องเอง”
“ได้ค่ะ พี่ปิดประตูเดี๋ยวนี้ พวกคุณเองก็รีบกลับเข้าห้องไปเถอะ ระวังอย่าให้โดนฝนละอองเข้าล่ะ”
พอบานประตูถูกปิดสนิท หลังจากปรับอารมณ์อยู่ครู่หนึ่ง หลันเฉียวเฉียวก็หยุดร้องไห้จริงๆ เธอขยี้ดวงตาที่แดงก่ำพลางมองไปยังมื้อเช้าที่ยังว่างเปล่าบนโต๊ะรับแขก เธอจำได้แม่นว่าตัวเองยังกินไม่เสร็จ จึงรีบเอ่ยถาม “แม่จ๋า มื้อเช้าของหนู”
หลันจิ่นอดขำไม่ได้ “ร้องไห้ไปตั้งเยอะขนาดนั้นยังจำได้อีกเหรอว่ากินมื้อเช้าไม่เสร็จ ร้องไห้ไปตั้งนานขนาดนี้ อาหารที่กินเข้าไปเมื่อกี้คงย่อยหมดแล้วละมั้ง”
หลันเฉียวเฉียวด้วยความเขินอายจึงรีบมุดหน้าหนีเข้าไปในอ้อมกอดของหลันจิ่น ทว่าประสาเด็กน้อย เรื่องเศร้าของเด็กมักจะมาไวและไปไวเสมอ พอหลันจิ่นนำอาหารมื้อเช้าออกมาวางตรงหน้าอีกครั้ง หลันเฉียวเฉียวก็กลับมานั่งกินต่อได้อย่างเป็นปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แน่นอนว่า เสียงโหยหวนจากห้องอื่นๆ รอบข้างยังคงดังระงมไม่จบสิ้น ทว่าเมื่อเจ้าตัวเล็กเริ่มคุ้นชินกับบรรยากาศ ก็ไม่ได้แสดงท่าทีหวาดกลัวเหมือนตอนแรกอีกต่อไป
ยิ่งไปกว่านั้น หลันเฉียวเฉียวยังเอ่ยกับเธออย่างจริงจังว่า “แม่จ๋า ต่อไปนี้เฉียวเฉียวจะเชื่อฟังแม่จ๋าให้มากๆ เลยค่ะ”
“แม่ยังไม่ได้บอกเลยนะว่าหนูไม่เชื่อฟัง? เมื่อกี้พอแม่เรียกปุ๊บ หนูก็วิ่งมาหาเลยไม่ใช่เหรอ การเป็นเด็กดีคือการเชื่อฟังนะ หนูเป็นเด็กดีมากเลยจ้ะ”
พอโดนหลันจิ่นชมเข้าให้ ก้นเล็กๆ ของเจ้าตัวน้อยก็แทบจะลอยขึ้นไปบนฟ้าด้วยความภูมิใจ
ทว่าคนอื่นๆ กลับไม่ได้โชคดีเหมือนพวกเธอ เรื่องถังน้ำพังน่ะถือเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย แต่ถ้าผิวหนังสัมผัสเข้ากับฝนกรดนั่นสิถึงจะเรียกว่าความทรมานที่แท้จริง
ความเจ็บปวดลึกถึงกระดูกย่อมไม่ต่างกัน ทว่าในสถานการณ์เช่นนี้ทำได้เพียงรักษาไปตามอาการ ซ้ำยังไม่มีน้ำสะอาดเพียงพอสำหรับชำระล้างบาดแผลอีกด้วย
เมื่อมองดูบาดแผลที่เกิดจากความประมาทซ้ำแล้วซ้ำเล่าในช่วงเวลานี้ ทุกคนต่างรู้สึกสิ้นหวังและไม่อยากจะดิ้นรนอะไรอีก ทว่าความเจ็บปวดกลับทำให้พวกเขาไม่สามารถนิ่งเฉยได้
ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าในช่วงนี้สภาพร่างกายของทุกคนคงดูไม่ได้แน่ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการพบเห็นสิ่งที่ไม่อยากเห็น หลันจิ่นจึงตัดสินใจว่าจะไม่ออกไปข้างนอกอีกพักใหญ่ รวมถึงได้แจ้งข่าวนี้ให้หวงจิ้งเหอรับทราบด้วยเช่นกัน
ส่วนหลิงเจียงและเหล่าเกาต่างก็ตัดสินใจโดยไม่ได้นัดหมายว่าจะไม่ออกไปไหนเช่นกัน อีกอย่างในสถานการณ์เช่นนี้ การจะออกไปข้างนอกก็แทบเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
สายฝนยังคงโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะความเข้มข้นในการกัดกร่อนของมันรุนแรงมาก หรือเพราะเหตุใด แม้สายฝนจะไม่ได้ตกหนักหนาอะไร ทว่าจำนวนแมลงภายนอกกลับลดลงไปมากกว่าครึ่งหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด
ฝนกรดนี้
เมื่อพูดถึงฝนกรด หลันจิ่นในตอนนี้ก็ตัดสินใจปล่อยวางทุกอย่างทิ้งไปเสีย
ช่วยไม่ได้หรอก เพราะในชาติก่อนที่ไหนจะมีฝนกรดแบบนี้ล่ะ อีกอย่างในชาติก่อนหลังจากเข้าสู่ช่วงฝนห่าใหญ่เธอเองก็สิ้นชีพไปแล้ว จะไปก่อนหรือจะไปหลังก็ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากมายนัก
คืนนี้ผ่านไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งแสงตะวันสาดส่องในยามเช้า ก็แทบจะไม่พบเห็นร่องรอยของแมลงภายนอกอีกเลย
หลันจิ่นมองผ่านมุ้งลวดออกไป เธอสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นอับชื้นของฝุ่นควันและพายุทรายเมื่อวานได้จางหายไป กลับมีกลิ่นไอความสดชื่นของใบไม้เขียวขจีเข้ามาแทนที่ ซึ่งสร้างความรู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาดใจ
หวงจิ้งเหอคอยจับตาดูฝนภายนอกอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่เพราะอะไรหรอกหลักๆ คือเพราะเขาอาศัยอยู่ชั้นดาดฟ้า หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นเขาย่อมเป็นคนแรกที่รับเคราะห์ เมื่อคืนเขาไม่ได้นอนเลยทั้งคืน พอเห็นว่าหลันจิ่นตื่นขึ้นมาแล้ว เขาจึงรีบติดต่อผ่านวอล์กเกอร์ทอล์กทันที “พี่หลัน ผมรู้สึกว่าฝนข้างนอกนี่มันเปลี่ยนไปแล้วนะครับ เหมือนว่าตอนนี้มันจะไม่ใช่ฝนกรดแล้ว”
“ไม่ว่าจะใช่หรือไม่ใช่ คุณก็อย่าเพิ่งรีบไปทดสอบอะไรนะ เกิดผิดพลาดขึ้นมาจริงๆ แล้วบาดเจ็บขึ้นมาจะไม่มีตัวยาช่วยรักษานะคะ อีกอย่างในตึกของเรามีพวกคนโง่เง่าที่ชอบเป็นหนูทดลองให้เห็นอยู่เยอะแยะ คุณจะรีบร้อนไปทำไมกันคะ”
(จบตอน)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น