ตอนที่ 92 ฝนตกแล้ว
คำอธิบายของหลันจิ่นนับว่าไม่มีปัญหาอะไร เพราะการจะตัดสินใจย้ายถิ่นฐานไปสถานที่ใหม่ย่อมต้องพิจารณาความรู้สึกของคนในครอบครัวเป็นสำคัญ ประกอบกับเธอและหวงจิ้งเหอต่างก็มีแผงโซลาร์เซลล์ไว้ใช้ แม้จะไม่มีเครื่องปรับอากาศและขั้นตอนการรองน้ำจะยุ่งยากไปบ้าง ทว่าในด้านอื่นๆ ก็ไม่แตกต่างจากที่เคยใช้ชีวิตอยู่มากนัก เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันแล้ว การอยู่บ้านตัวเองย่อมสะดวกสบายกว่าเห็นๆ
ทว่าหลันจิ่นและหวงจิ้งเหออาจจะอยู่สุขสบายดี แต่หลิงเจียงกลับรู้สึกอึดอัดใจ “ฉันเองก็อยากพาย่าไปอาศัยที่ฐานที่มั่นเหมือนกันค่ะ แต่ถ้าเราย้ายไปเมื่อไหร่ ฉันกับตาแกสือก็ต้องแยกจากกัน แถมตอนนี้ก็ไม่มีรถด้วย ถ้าขืนย้ายไปแล้วจะกลับมาหาเขาก็คงยาก ย่าของฉันก็ไม่ยอมไปค่ะ เพราะกลัวว่าถ้าฉันอายุอานามขนาดนี้แล้วต้องแยกกับตาแกสือไป เดี๋ยวจะหาคนคุยด้วยไม่ได้เอา”
เหล่าเการีบกล่าวเสริมขึ้นทันที “ไม่หรอกครับ ความรักของพวกคุณลึกซึ้งขนาดนั้น”
เหล่าเกาอธิบายให้พวกเธอฟังว่า “พี่หลิงกับตาแกสือเป็นเพื่อนร่วมชั้นตั้งแต่อนุบาล ประถม มัธยม แล้วค่อยแยกกันตอนเข้ามหาวิทยาลัย ถือเป็นคู่รักวัยเด็กที่โตมาด้วยกันเลยครับ แต่เห็นคบกันมานานแบบนั้น ทั้งคู่กลับเพิ่งจะตกลงคบกันจริงจังตอนอายุเกิน 30 ปีนี่เอง ไม่รู้ก่อนหน้านี้มัวแต่ทำอะไรกันอยู่ แต่ยังไงผมก็เชื่อว่าพวกคุณไม่มีทางแยกจากกันแน่นอนครับ”
“จะแยกหรือไม่แยกก็อีกเรื่อง แต่ตอนนี้ไม่มีรถนี่คะ ย่ากับฉันย้ายไปแล้วก็คงไม่ได้เจอหน้าตาแกสือแน่ๆ การที่ย่ามีความคิดแบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติค่ะ” หลันจิ่นเอ่ยขึ้น “พวกคุณเองก็ใจเย็นๆ ไว้ก่อนเถอะค่ะ ค่อยๆ ดูสถานการณ์ไปก่อน รอดูก่อนว่าสภาพแวดล้อมที่นั่นเป็นอย่างไร คนที่นี่น้อยลงแล้วสภาพความเป็นอยู่เป็นอย่างไร แล้วค่อยตัดสินใจอีกที อีกอย่างตาแกสือเองก็อาจจะมีแผนการอะไรอยู่ก็ได้ การย้ายไปฐานที่มั่นไม่ใช่โอกาสที่มีเพียงครั้งเดียว ค่อยๆ คิดไปค่ะ ไม่ต้องรีบร้อน”
ดูเหมือนทั้งสี่คนจะไม่ได้รู้สึกรีบร้อนอะไรเกี่ยวกับเรื่องฐานที่มั่น หลังจากนั้นพวกเขาก็ไม่ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาสนทนากันอีกเลย
หนึ่งสัปดาห์ให้หลัง รถบัสสองคันแล่นมาจอดที่หน้าหมู่บ้าน รถบัสเหล่านี้เตรียมมารับผู้พักอาศัยเพื่อย้ายไปยังฐานที่มั่น ทว่าหลังจากที่ชาวบ้านที่ลงทะเบียนไว้ขึ้นรถไปจนหมดแล้ว พวกเธอกลับพบว่ารถบัสทั้งสองคันนี้กลับมีที่นั่งเหลืออยู่ไม่น้อยเลย
ทว่าหลังจากกลุ่มคนชุดแรกย้ายออกไป บรรยากาศก็เริ่มเปลี่ยนไป ถึงแม้คนจะย้ายไปแล้ว แต่ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตยังใช้งานได้ปกติ ยังมีน้ำ มีไฟ มีเครื่องปรับอากาศ แถมยังมีสัญญาณเน็ตให้เล่น ผู้ที่ย้ายไปต่างตื่นเต้นดีใจจนถ่ายรูปสภาพความเป็นอยู่ภายในฐานที่มั่นส่งเข้ามาในกลุ่มไลน์ของหมู่บ้าน ซึ่งมันดึงดูดใจจนทำให้ผู้ที่ยังลังเลอยู่หลายคนตัดสินใจลงชื่อสมัครตามไปกันอย่างรวดเร็ว
หลังจากเริ่มมีกระแสตอบรับที่ดี จำนวนคนที่มาลงทะเบียนรอบต่อมาจึงเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว
ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา สถานที่ที่คึกคักที่สุดย่อมหนีไม่พ้นซูเปอร์มาร์เก็ต ทรัพยากรเหล่านี้หามาจากไหน? ก็ต้องใช้แต้มผลงานซื้อจากซูเปอร์มาร์เก็ตนั่นแหละ มาถึงป่านนี้แล้วจะมีบ้านไหนเหลือทรัพยากรส่วนเกินอีกล่ะ ในแต่ละวันนอกจากการต่อแถวรองน้ำและซื้อข้าวแล้ว สถานที่ที่วุ่นวายที่สุดก็คือซูเปอร์มาร์เก็ตนี่เอง
ทว่าไม่ว่าจะวุ่นวายเพียงใด ทรัพยากรก็มีอยู่อย่างจำกัด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงมาตรการจำกัดการซื้อที่เคร่งครัด ยิ่งแต่ละบ้านมีสมาชิกหลายคนด้วยแล้ว ดังนั้นต่อให้มีคนจำนวนมากที่ต้องการย้ายออก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ภายในเวลาชั่วข้ามคืน
จนกระทั่งกลุ่มชาวบ้านชุดถัดมาถูกส่งตัวไปยังฐานที่มั่น เวลาบนปฏิทินก็ก้าวเข้าสู่เดือน 12
……
อากาศยังคงร้อนระอุ อุณหภูมิภายนอกอาคารที่คงระดับความร้อนสูงถึง 60 องศาเซลเซียสมาเป็นเวลานาน ในที่สุดเดือนนี้มันก็พุ่งทะลุเกิน 70 องศาเซลเซียสเสียที
ใบไม้ถูกแดดแผดเผาจนกลายเป็นสีเหลืองแห้งกรอบ ผืนดินแตกระแหง ภายนอกอาคารเต็มไปด้วยพายุทรายและฝุ่นควัน ทว่าเรื่องพวกนี้ยังไม่ถือว่าเป็นปัญหาหนักที่สุด เมื่ออากาศร้อนจัด แมลงและยุงร้ายก็ยิ่งแพร่พันธุ์ระบาดหนัก จากเดิมที่ยังพอสวมเสื้อแขนยาวขายาวเดินออกไปข้างนอกได้ ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าแค่เดินผ่านกันก็ต้องกระแทกหน้ากันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งสกปรกทั้งร้อนจนทรมาน หลันจิ่นและหวงจิ้งเหอปรึกษากันอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดจึงตัดสินใจยุติการเรียนศิลปะป้องกันตัวลงชั่วคราว
สำหรับการตัดสินใจของพวกเธอ เหล่าเกาและหลิงเจียงไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร เพราะต่อให้มีแต้มผลงานมากแค่ไหน ก็ไม่มีใครแบกรับค่าใช้จ่ายระยะยาวได้ไหว
เพียงแต่หลังจากที่พวกเธอเลิกเรียน ยิมมวยของเหล่าเกาก็ต้องหยุดกิจการลงถาวร
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ผ่านการเรียนมาครึ่งเดือน หลันจิ่นรู้สึกว่าตนเองได้รับประโยชน์มากมายจริงๆ เพราะเมื่อมีทักษะศิลปะป้องกันตัวผสานเข้ากับพละกำลังที่มีอยู่ ย่อมทำให้นับเป็นสองเท่าของการประหยัดแรง ปัญหาความปลอดภัยของเธอจึงได้รับการยกระดับขึ้นไปอีกขั้น
ส่วนหวงจิ้งเหอ……
เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับความพยายามของเขาเองจริงๆ ในช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการสอนของเหล่าเกาหรือหลิงเจียง เขาก็ไม่เคยมีวันไหนที่ไม่ร้องครวญครางออกมาอย่างหมดสภาพเลยสักวัน
ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา หวงจิ้งเหอได้รับความรู้สึกพ่ายแพ้จนอัดอั้นเต็มอก ทว่าหลิงเจียงกลับแอบบอกเธอในภายหลังว่า “เสี่ยวหวงพัฒนาขึ้นมากนะ ในเวลาที่ต้องลงมือปะทะกันจริงๆ เห็นผลชัดเจนเลยล่ะ”
เมื่อได้ยินหลิงเจียงพูดแบบนั้น หลันจิ่นก็ค่อยเบาใจขึ้นมาได้บ้าง
หากเห็นผลลัพธ์ก็ถือว่าดีแล้ว และนั่นหมายความว่าแต้มผลงานที่เสียไปในช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมาไม่ได้สูญเปล่า
เวลาล่วงเลยไปอีกหนึ่งสัปดาห์ ในจังหวะเดียวกับที่ชาวบ้านกลุ่มที่สามถูกส่งตัวออกไป หลันจิ่นก็เริ่มเฝ้าสังเกตการณ์สภาพอากาศอย่างจดจ่อ
เพราะตามเหตุการณ์ในชาติก่อน ฝนห่าใหญ่ควรจะเริ่มตกลงมาในช่วงเวลาที่ชาวบ้านกลุ่มที่สามกำลังเดินทางไปฐานที่มั่น ทว่าห่าฝนดังกล่าวกลับไม่มีทีท่าว่าจะตกลงมา ซ้ำร้ายเวลาผ่านไปอีกครึ่งเดือนท้องฟ้าก็ยังคงใสเคลียร์ไร้วี่แววของเมฆฝน
หลันจิ่นเริ่มรู้สึกสับสน ในเมื่อวันสิ้นโลกในชาตินี้กับชาติก่อนแตกต่างกันขนาดนี้ แล้วยุคสมัยแห่งฝนห่าใหญ่จะยังเกิดขึ้นอีกหรือเปล่า?
หากเวลานี้พ่อหวงกับแม่หวงโทรศัพท์มาหา เธอควรจะเลือก ‘ไป’ หรือ ‘ไม่ไป’ ดี?
ทว่าเธอยังไม่ทันจะได้ข้อสรุป ในเช้าวันหนึ่งของช่วงปลายเดือน 12 สายฝนที่พรำลงมาหยดลงบนหลังคาเหล็กจนเกิดเสียงดังเปาะแปะชวนฟัง
ไม่นานนัก เสียงฝนก็เริ่มกระหน่ำลงมาหนักขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางเสียงฝนที่ตกลงมายังได้ยินเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีจากชาวบ้านภายในตึกเสียด้วย เพราะตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาไร้ซึ่งหยาดฝน ไม่ต้องพูดถึงเรื่องความร้อนที่ลดลง แค่สามารถกำจัดแมลงและยุงร้ายให้เบาบางลงได้ ก็นับเป็นเรื่องที่น่าปีติยินดีที่สุดแล้ว
ทว่าทันทีที่ฝนห่านี้ตกลงมา กลิ่นอายของหยาดฝนที่ผสานเข้ากับฝุ่นควันและโคลนตมกลับส่งกลิ่นเหม็นอับอบอวลไปทั่วอากาศจนแทบจะหายใจไม่ออก
หลันจิ่นรีบเปิดเครื่องทำความชื้นแล้วหยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นเปปเปอร์มินต์ลงไป หลังจากกลิ่นหอมระเหยกระจายตัวออกไป อากาศภายในห้องจึงรู้สึกสดชื่นขึ้นมาได้บ้าง
เพราะไม่ได้เห็นสายฝนมานานมากแล้ว หลันเฉียวเฉียวที่เพิ่งตื่นนอนจึงรู้สึกตื่นเต้นจนอยากจะเปิดหน้าต่างออกไปรับน้ำฝน ทว่าหลันจิ่นกลับห้ามเอาไว้ “ไว้เดี๋ยวค่อยออกไปเล่นน้ำฝนนะลูก พวกเรากินมื้อเช้ากันก่อนดีกว่า เฉียวเฉียวอยากกินอะไรคะ เดี๋ยวแม่ทำให้กินแล้วค่อยออกไปเล่นนะ”
พอได้ยินคำว่ามื้อเช้า ยัยตัวเล็กนักกินก็ยอมละทิ้งความคิดที่จะออกไปเล่นน้ำฝนทันที เธอถือเก้าอี้ตัวจิ๋วของตัวเองเดินมานั่งข้างโต๊ะรับแขกแล้วเริ่มครุ่นคิดอย่างจริงจัง
“ซาลาเปาอร่อยค่ะ เอาแบบเดียวกับเมื่อวานนะแม่จ๋า”
เมื่อวานหลันเฉียวเฉียวได้กินซาลาเปาไส้ครีมรูปการ์ตูน ซึ่งเป็นของโปรดที่เด็กน้อยเกือบทุกคนชื่นชอบ และไม่ใช่แค่เมื่อวานเท่านั้นที่หลันเฉียวเฉียวได้กิน ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาเธอเรียกร้องจะกินแต่ซาลาเปาไส้ครีมโดยไม่เปลี่ยนรสชาติเลยแม้แต่วันเดียว
หลันจิ่นหยิบซาลาเปาไส้ครีมออกมา และหยิบซาลาเปาไส้เนื้อให้ตัวเองอีกสองสามลูก เมื่อจัดวางพร้อมกับน้ำเต้าหู้ มื้อเช้าแสนอร่อยก็พร้อมเริ่มรับประทาน
ทว่าในตอนที่สองแม่ลูกยังกินมื้อเช้าไม่ทันเสร็จ ก็ได้ยินเสียงหวีดร้องระงมดังออกมาจากภายนอก “อ๊าก! ฝนอะไรกันเนี่ย ทำไมมันแสบแบบนี้!”
เสียงร้องโหยหวนดังระงมไปทั่วทั้งตึก และยังมีอีกหลายเสียงที่ดังอยู่ใกล้ห้องของเธอมาก เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมไม่ใช่เหตุการณ์บังเอิญในวงแคบแน่นอน ฝนห่านี้ต้องมีปัญหาแน่ๆ
เมื่อนึกย้อนไปว่าก่อนหน้านี้เจ้าตัวเล็กเกือบจะวิ่งออกไปเล่นน้ำฝน หลันจิ่นก็รู้สึกโล่งใจอย่างที่สุดที่ห้ามเด็กน้อยเอาไว้ได้ทัน “โชคดีจริงๆ ที่เรานั่งกินมื้อเช้ากันก่อน ไม่อย่างนั้นตอนนี้หนูก็คงต้องร้องโหยหวนเหมือนคนพวกนั้นแน่ๆ เลย”
(จบตอน)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น