ตอนที่ 89 พี่ชาย เป็นไปได้ไหมว่าพี่เป็นอัลไซเมอร์?
ระบบชาเขียวไม่ยอมลดละ: [ฉันไม่สน ถ้าเธอไม่ฟังฉันจะอาละวาดแล้ว]
[ฉันจะอาละวาดแล้ว ฉันจะอาละวาดแล้ว ฉันกำลังอาละวาดอยู่เนี่ย]
ซือเซี่ย: "..."
ซือเซี่ยสูดหายใจเข้าลึกๆ ระงับความคิดที่อยากจะตัดหัวคนซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นมานานแล้ว
เธอยิ้มแบบฝืนๆ: "พูดมา"
เธออยากจะรู้นักว่ายัยระบบเน่าจะเล่าเรื่องซุบซิบอะไรออกมาได้บ้าง!
ระบบชาเขียวสมปรารถนา รีบเล่าเรื่องซุบซิบที่ได้ยินมาทันที: [แม่ของเธอน่ะ...]
เพิ่งพูดได้คำเดียวก็ถูกซือเซี่ยขัดขึ้น
"ฉันไม่มีแม่!"
[อ้อๆๆ โอเคๆๆ] ระบบชาเขียวตอบส่งๆ ก่อนจะเล่าต่อ: [ซือเข่อซินคนนั้นน่ะ ถึงกับคุกเข่าโขลกหัวให้ฉงอี้ซิง อ้อนวอนขอให้ฉงอี้ซิงเล่าเรื่องของเธอให้ฟัง ทำเอาฉงอี้ซิงตกใจแทบแย่ เกือบจะโยนเธอลงจากรถไปแล้ว คิกๆๆ~ ขำชะมัดเลย~ คิกๆ~]
เรื่องนี้ไม่ธรรมดาใช่ไหมล่ะ? แม่เฮงซวยของยัยตัวแสบทำตัวหน้าแตกต่อหน้าคนอื่นแน่ะ!
ซือเซี่ย: "..."
เมื่อได้ยินระบบเน่าหัวเราะคิกๆ ราวกับคนประสาทแดก ซือเซี่ยก็รู้สึกบอกไม่ถูก: "แค่นี้?"
แค่นี้ แค่นี้ แค่นี้เองเหรอ? แค่นี้ก็เรียกเรื่องซุบซิบแล้วเหรอ? ประสาทกลับหรือเปล่ายัยระบบเน่า!
ซือเซี่ยไม่อยากสนใจมันอีกต่อไปแล้ว เธอคิดขึ้นมาได้ว่าวันนี้ยังไม่ได้ปิดกั้นระบบเน่าเลย จึงเตรียมจะโยนมันเข้าห้องมืด
[คุณซือเซี่ย! ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง! ฉินเหนียนกับฉงอี้ซิงเดาได้แล้วว่าความทรงจำถูกลบ!] ดูเหมือนจะรับรู้ได้ถึงอันตราย ยัยระบบเน่าจึงรีบตะโกนลั่น
อย่าปิดกั้นมันนะ! มันไม่อยากอยู่ในห้องมืด! มันเหงามาก!
นิ้วมือของซือเซี่ยชะงักไป ดวงตาหรี่ลงอย่างอันตราย: "แกพูดว่าอะไรนะ?"
ไอ้คนนิสัยเสียรู้แล้วเหรอว่าเธอแอบทำเรื่องไม่ดีไว้? ยัยระบบเน่านี่มันไร้ประโยชน์จริงๆ!
[ฉงอี้ซิงคนนั้นฉลาดเกินไป เป็นคนเดาได้น่ะ] ระบบชาเขียวเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองพูดอะไรออกไป น้ำเสียงที่เคยตื่นเต้นพลันอ่อยลงทันที
แย่ละ! ทำไมเวลาตื่นกลัวถึงหลุดปากพูดเรื่องนี้ออกไปได้นะ! ยัยตัวแสบต้องมองว่ามันไร้ความสามารถแน่ๆ เลย!
แต่มันไม่เกี่ยวกับมันเลยนะ!
ซือเซี่ยเปลี่ยนคำเรียกให้ระบบชาเขียวด้วยความรังเกียจ: "ระบบไร้ประโยชน์!"
ดีแต่บอกเธอว่าสามารถลบความทรงจำได้
แต่ไม่ยอมบอกเลยว่าการลบความทรงจำมันยังมีบั๊กอยู่
ไร้ประโยชน์จริงๆ!
พอซือเซี่ยพูดจบก็ไม่อยากฟังมันกรีดร้องอีก จัดการยัดมันเข้าห้องมืดอย่างว่องไว
-
ภายในห้องโถงรถบ้าน
คนขับรถเปลี่ยนเป็นฉงอี้ซิงแล้ว ส่วนฉินเหนียนกำลังเอนกายพิงโซฟาหลับตาพักผ่อน
ตรงมุมห้องที่อยู่ใกล้กับห้องนอน ซือเข่อซินนั่งอยู่บนโซฟา เหม่อมองไปข้างหน้าด้วยแววตาว่างเปล่า
บนใบหน้าของเธอยังคงมีคราบน้ำตาหลงเหลืออยู่
เมื่อประกอบกับใบหน้าที่คล้ายคลึงกับซือเซี่ยอยู่สี่ห้าส่วนแล้ว มันทำให้เธอประสาทดูอ่อนแอและน่าสงสารมาก
"พี่ชาย"
ซือเซี่ยเดินออกมาจากห้องนอน เธอไม่ได้ชายตามองอีกฝ่ายเลยแม้แต่นิดเดียว แต่เดินตรงไปยังตำแหน่งที่ฉินเหนียนนั่งอยู่ทันที
"แม่หนูน้อย" ฉินเหนียนลืมตาขึ้น เมื่อเห็นว่าเธอกลับมามีชีวิตชีวาเหมือนเดิมแล้ว ในใจก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาโบกมือเรียกเธอ: "มานี่สิ"
ซือเซี่ยรู้ว่าเขาจับสังเกตเรื่องการลบความทรงจำได้ ในใจจึงรู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูก
เธอเลยไม่ถือสาที่เขาโบกมือเรียกเธอราวกับเรียกแมวน้อย
เธอวิ่งกระโดดโลดเต้นเข้าไปนั่งลงบนโซฟา แล้วเอนกายพิงอกเขาหาท่าทางที่สบาย
จากนั้นซือเซี่ยก็แอบชำเลืองมองฉินเหนียนแวบหนึ่ง
อืม
สีหน้าดูเป็นปกติสุขดี
เธอแอบมองเขาอีกแวบหนึ่ง
อืม
ไม่ได้โกรธ
เธอแอบมองเขาอีกแวบหนึ่ง
อืม
โดนจับได้แล้ว
ซือเซี่ยสบเข้ากับสายตาอันอ่อนโยนของฉินเหนียน ในใจยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้นไปอีก
อ๊ากกกก! ไอ้คนนิสัยเสียนี่ทำไมถึงแสดงเก่งขนาดนี้นะ? ในเมื่อเดาได้แล้วทำไมไม่ยอมเอ่ยปากถามเธอสิ!
ฉินเหนียนลูบหัวเด็กสาวที่คอยทำตัวลับๆ ล่อๆ แอบมองเขาเป็นระยะ พลางเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล: "แม่หนูน้อย"
มาแล้ว มาแล้ว! กำลังจะถามแล้วใช่ไหม! เธอจะหาข้ออ้างอะไรดีนะ? บอกว่าไอ้คนนิสัยเสียเป็นอัลไซเมอร์ดีไหม?
ได้! เอาอันนี้แหละ! รอให้ไอ้คนนิสัยเสียถามเมื่อไหร่เธอจะตอบแบบนี้ทันที!
ซือเซี่ยนั่งตัวตรงเป๊ะ พลางเอ่ยถามอย่างว่างง่ายและน่ารัก: "มีอะไรเหรอคะพี่ชาย?"
ฉินเหนียนเห็นเธอทำท่าทางราวกับกำลังจะไปออกรบก็หลุดขำออกมาเบาๆ เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้ใบหูของเธอ แล้วเอ่ยกระซิบเสียงต่ำ: "แม่หนูน้อยแอบไปทำเรื่องไม่ดีอะไรมาหรือเปล่าครับ?"
ซือเซี่ยฟังคำถามของเขาไม่ค่อยถนัด จึงโพล่งคำตอบที่เตรียมไว้ออกไปทันที: "พี่ชาย เป็นไปได้ไหมว่าพี่เป็นอัลไซเมอร์?"
ฉินเหนียน: "..."
อัลไซเมอร์? ตัวเขาเป็นอัลไซเมอร์เนี่ยนะ?
ยัยหนูรังเกียจว่าเขาอายุมากแล้วงั้นเหรอ?
ใบหน้าของฉินเหนียนพลันมืดมนลงทันตา เขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพูดว่า: "แม่หนูน้อย ปีนี้พี่เพิ่งจะอายุยี่สิบห้าปีเองนะ!"
เอ๊ะ? เพิ่งจะอายุยี่สิบห้าเองเหรอ? ซือเซี่ยครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามอย่างหยั่งเชิง: "งั้น... อัลไซเมอร์วัยหนุ่ม?"
ฉินเหนียน: "..."
ช่างเถอะ
ไม่พูดแล้ว
ความคิดของเด็กสาวคนนี้เขาตามไม่ทันจริงๆ
ฉินเหนียนไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาดึงตัวเธอเข้ามากอดไว้ตามเดิม
เมื่อซุกตัวอยู่ในอ้อมกอด ซือเซี่ยก็ไม่ได้เอ่ยถึงหัวข้อเรื่องอัลไซเมอร์หรืออัลไซเมอร์วัยหนุ่มอีก
แต่เธอเริ่มหันมาเอ่ยถามเรื่องอื่นแทน: "พี่ชาย พี่เพิ่งจะอายุยี่สิบห้าจริงๆ เหรอคะ?"
"อืม ก่อนจะมาเจอเธอไม่นาน พี่เพิ่งจะผ่านวันเกิดอายุยี่สิบห้ามาเองครับ" ฉินเหนียนตอบกลับอย่างอดทน
ซือเซี่ยเหลียวซ้ายแลขวา
ฉงอี้ซิงกำลังขับรถอยู่
ลั่วอั๋งกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟาอีกตัวหนึ่ง
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครได้ยิน เธอจึงขยับเข้าไปใกล้ฉินเหนียนแล้วแอบกระซิบถามเบาๆ: "แล้วทำไมทุกคนถึงพากันเรียกพี่ว่าพี่ฉินล่ะคะ? พี่ลั่วอั๋งกับพี่อี้ซิงดูแล้วหน้าตาแก่กว่าพี่ตั้งเยอะแน่ะ"
ฉินเหนียนเลียนแบบท่าทางของเธอ เขาลดเสียงต่ำลงตอบกลับเช่นกัน: "เพราะพี่เป็นหัวหน้าหน่วยครับ อี้ซิงอายุแก่กว่าพี่นิดหน่อย ส่วนลั่วอั๋งอายุเท่ากันกับพี่"
ซือเซี่ยร้องอ้อออกมาคำหนึ่ง: "หนูนึกว่าพวกเขาหน้าแก่ตามธรรมชาติเสียอีกค่ะ"
ที่แท้ฉงอี้ซิงอายุแก่กว่าไอ้คนนิสัยเสีย ส่วนลั่วอั๋งอายุเท่ากันกับเขานี่เอง
เธอนึกว่าไอ้คนนิสัยเสียจะอายุมากที่สุดเสียอีกนะ!
ลั่วอั๋งที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่: "..."
เขาจำเป็นต้องบอกพี่ฉินกับเซี่ยเซี่ยไหมว่า จริงๆ แล้วเขาได้ยินเรื่องที่พวกเธอพูดทั้งหมดเลยน่ะ?
ฉงอี้ซิงที่กำลังขับรถอยู่: "..."
เขาก็ได้ยินเหมือนกันโว้ย!
-
เนื่องจากถูกดึงดูดความสนใจไปด้วยเรื่องอายุของฉินเหนียน ซือเซี่ยจึงลืมเรื่องที่ฉินเหนียนอาจจะเดาเรื่องการลบความทรงจำได้ไปสนิทใจในพริบตา
เธอนอนซุกตัวอยู่ในอ้อมอกของฉินเหนียน พลางหยิบเครื่องโปรเจกเตอร์และแท็บเล็ตออกมาจากมิติส่วนตัว
เปิดดูการ์ตูนอย่างเพลิดเพลินใจ
สายตาของซือเข่อซินยังคงจับจ้องอยู่ที่ตัวซือเซี่ยตลอดเวลา เมื่อเห็นลูกสาวของตัวเองมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้ชายคนหนึ่ง
ในใจของเธอก็รู้สึกไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่นัก
เธออยากจะเดินเข้าไปดึงคนทั้งคู่ให้แยกออกจากกันใจจะขาด
แล้วเอ่ยเตือนซือเซี่ยว่า ผู้ชายที่กล้ามาทำรุ่มร่ามกอดจูบลูบคลำต่อหน้าต่อตาแม่ของฝ่ายหญิงไม่ใช่คนดีอะไรหรอก
ทว่าน่าเสียดายที่เธอไม่มีฐานะหรือสิทธิ์ที่จะทำแบบนั้นได้เลย
ซือเข่อซินก้มหน้าลงพลางลอบถอนหายใจออกมาอย่างไรร่องรอย ดูเหมือนจะนึกเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้ แววตาของเธอพลันไหววูบ
ยามเมื่อเงยหน้าขึ้นมาจับจ้องมองดูซือเซี่ยอีกครั้ง
ในดวงตากลับมีประกายแสงบางอย่างที่ยากจะอธิบายพาดผ่านเพิ่มขึ้นมา
-
ยามดึกสงัด
ในที่สุดพวกซือเซี่ยก็เดินทางกลับมาถึงฐานที่มั่นห้าสีมณีฉายเรียบร้อยแล้ว
หลังจากภารกิจที่ 5 สำเร็จลุล่วง พื้นที่ของฐานที่มั่นก็ขยายกว้างขึ้นถึงห้าสิบเท่า กำแพงอิฐแดงที่พวกฉินเหนียนช่วยกันก่อไว้รวมถึงรั้วลวดหนามที่ลั่วอั๋งพาคนไปล้อมไว้ต่างก็ขยายขอบเขตตามไปด้วยเช่นกัน
ไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่ประตูใหญ่ตรงกำแพงที่เคยเปิดไว้ให้รถออฟโรดวิ่งผ่านได้พอดีก็ขยายขนาดใหญ่ขึ้นอีกหลายเท่าตัว
จนกระทั่งรถบ้านสามารถขับเคลื่อนผ่านเข้าไปด้านในได้แล้ว
ลั่วอั๋งจอดรถลงตรงหน้าประตู ทันทีที่ก้าวเท้าลงไปเปิดประตูใหญ่ เขาก็จ้องมองสภาพของฐานที่มั่นด้วยความมึนตึ้บและสับสนอย่างหนัก
เขาจำเส้นทางผิดงั้นเหรอ? นี่เขาขับรถมาผิดฐานหรือเปล่าเนี่ย? แต่มันไม่น่าใช่นะ ก็ประตูใหญ่มันยังเปิดออกได้ตามปกตินี่นา
ลั่วอั๋งยกมือขึ้นเกาหัว พลางเลิกคิดหาคำตอบ เขาเดินกลับมานั่งตำแหน่งคนขับ แล้วจัดการบังคับรถบ้านแล่นผ่านเข้าไปด้านใน
เนื่องจากช่วงเวลาดึกดื่นค่ำมืดมากแล้ว ผู้คนภายในฐานที่มั่นต่างพากันเข้าสู่นิทรากันหมดแล้ว
ลั่วอั๋งจึงก้าวเท้าลงไปปิดประตูใหญ่ให้แน่นหนาตามเดิม แล้วเดินกลับเข้ามานอนพักผ่อนบนรถบ้านทันที
-
ซือเซี่ยนอนหลับมาตลอดทั้งบ่ายในช่วงกลางวัน ยามค่ำคืนเธอจึงนอนไม่ค่อยหลับเท่าไหร่ เธอขยับตัวมุดออกจากอ้อมกอดของฉินเหนียน
ก่อนจะเอ่ยเรียกระบบชาเขียวในใจ
"เสี่ยวชาจ๊ะ~"
เพิ่งจะเอ่ยเรียกไปได้คำเดียว ระบบชาเขียวที่กำลังงอนเพราะถูกจับยัดเข้าห้องมืดก็เอ่ยสวนกลับมาด้วยน้ำเสียงประชดประชันทันที: [เสี่ยวชงเสี่ยวชาที่ไหนกันล่ะจ๊ะ ตัวเขาเป็นได้แค่ระบบไร้ประโยชน์เท่านั้นแหละน่า!]
ยัยผู้หญิงนิสัยเสียย่อมต้องมีเรื่องมาพึ่งพามันอีกแน่นอนเลย
มันไม่อยู่โว้ย! มันก็เป็นแค่ระบบไร้ประโยชน์ตัวหนึ่งเท่านั้นแหละจ้ะ!
(จบตอน)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น