-->

วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ตอนที่ 87 ยากจะอธิบาย



ตอนที่ 87 ยากจะอธิบาย

หลังจากเดินออกจากสถานีตำรวจ กลุ่มของพวกเธอก็หิ้วของพะรุงพะรังเดินมุ่งหน้ากลับมาทางหมู่บ้าน

ตอนแรกนึกว่าช่วงเวลานี้ที่สำนักงานชุมชนคงจะไม่มีคนอยู่แล้ว เพราะปกติเป็นเวลาทำงานเช้าเก้าเย็นห้า ทว่าใครจะรู้ว่าตอนนี้ทางชุมชนจัดเจ้าหน้าที่อยู่เวรผลัดเปลี่ยนตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นตอนที่หลันจิ่นเดินไปถึง จึงยังมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกจัดจัดการเรื่องให้อยู่จริงๆ

เธอส่งเอกสารประจำตัวรวมถึงใบรับรองที่เพิ่งออกให้เมื่อครู่ให้แก่เจ้าหน้าที่ จากนั้นจึงเอ่ยถามว่า “เวลานี้ยังทำเรื่องพวกนี้ได้อยู่ใช่ไหมคะ”

ทำน่ะทำได้ ทว่าเมื่อเจ้าหน้าที่ก้มมองใบรับรองในมือ หล่อนก็อดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำออกมา “เวลานี้ยังมีคนมาทำเรื่องประเภทนี้อยู่อีกเหรอเนี่ย”

หลันจิ่นยิ้มตอบ “ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ช่วงเวลาแบบนี้คงไม่มีใครนึกถึงเรื่องพวกนี้หรอกค่ะ”

เนื่องจากเรื่องราวของหวงจิ้งเหอและเหตุการณ์วุ่นวายที่ตึก 12 มีมากเกินไป เรื่องราวระหองระแหงในบ้านของหลันจิ่นเจ้าหน้าที่ชุมชนจึงพอจะระคายหูอยู่บ้าง ยิ่งเมื่อครู่ตอนไปรองน้ำก็เพิ่งจะเกิดเรื่องอื้อฉาวเสียงดังโครมครามขนาดนั้น พอหลันจิ่นเอ่ยขึ้นมา มีหรือที่เจ้าหน้าที่คิวจะไม่เข้าใจ

ในเมื่อเอกสารและหลักฐานทุกอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ย่อมไม่มีใครคิดจะหาเรื่องบีบคั้นเธอ หล่อนจึงรับบัตรประจำตัวผู้อยู่อาศัยไปดำเนินการให้ทันที

เจ้าหน้าที่เริ่มจากการอัปเดตข้อมูลในบัตรประจำตัวผู้อยู่อาศัย จากนั้นจึงรีเซ็ตระบบคีย์การ์ดเข้าออกตึกใหม่ และท้ายที่สุดก็เปิดฟังก์ชันแต้มผลงานให้ด้วย ถึงแม้เด็กน้อยตัวแค่อย่างหลันเฉียวเฉียวจะยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้ ทว่าเบื้องบนมีคำสั่งลงมาว่าต้องเปิดให้ครบทุกฟังก์ชัน หล่อนจึงต้องเปิดระบบใหม่อีกรอบตามระเบียบ

ขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีก็เสร็จสิ้น หลังจากจัดการเรียบร้อยเจ้าหน้าที่ก็ส่งใบรับรองและบัตรประจำตัวผู้อยู่อาศัยคืนให้แก่เธอ พร้อมกับเอ่ยแนะนำทิ้งท้ายว่า “เรียบร้อยแล้วค่ะ เดี๋ยวตอนกลับไป…… อ้อ เวลานี้ระบบยังทดสอบไม่ได้ ฉันแนะนำให้คุณลองตื่นมาทดสอบช่วงกลางดึกดูนะว่าคีย์การ์ดตรงประตูทางเข้าตึกและประตูหมู่บ้านสามารถใช้งานได้ปกติไหม หากใช้งานไม่ได้ พรุ่งนี้ฉันจะได้รีเฟรชข้อมูลให้ใหม่ แต่ถ้าใช้ได้ก็เป็นอันใช้ได้ค่ะ”

การต้องตื่นมากลางดึกในเวลานี้ไม่ได้นับเป็นเรื่องยุ่งยากอะไร หลันจิ่นรีบเอ่ยขอบคุณ “ได้ค่ะ คืนนี้ฉันจะลองมาทดสอบดู พอใช้ได้แล้วฉันจะได้สบายใจขึ้นค่ะ”

หลันจิ่นอาศัยกระเป๋าบังสายตาแล้วเก็บเอกสารทั้งหมดเข้าพื้นที่มิติ เมื่อเก็บเรียบร้อย ภารกิจสุดท้ายหลังจากเดินออกจากสำนักงานชุมชนก็คือการซื้อข้าว

เวลานี้เป็นช่วงเวลาอาหารพอดี แถวคนต่อคิวยาวเหยียดจนน่าตกใจ เมื่อพวกเธอเดินไปต่อท้ายแถว หวงจิ้งเหอก็เอ่ยอย่างนึกเสียดายว่า “ผมควรจะล่วงหน้ามาต่อแถวก่อนแท้ๆ ดูท่าคราวนี้คงต้องรอนานหน่อยแล้วครับ”

หลันจิ่นเหลียวมองแถวแล้วบอกว่า “คนไม่ได้เยอะเท่าไหร่หรอกจ้ะ เดี๋ยวก็ถึงคิวแล้ว เพราะอาหารทุกอย่างเขาแพ็กใส่กล่องไว้เรียบร้อย แค่หยิบยื่นให้ก็เสร็จแล้ว”

ถึงจะพูดอย่างนั้น ทว่าพวกเธอก็ยังต้องยืนต่อแถวรอนานถึง 20 分钟 (นาที) กว่าจะถึงคิว หลังจากยืนยันจำนวนกล่องอาหารเรียบร้อย หลันจิ่นก็ยื่นบัตรประจำตัวผู้อยู่อาศัยของตนเองให้แก่เจ้าหน้าที่พร้อมกับบอกว่า “ข้าวกล่องสี่ชุดกับน้ำแร่สี่ขวดค่ะ”

พูดจบ เธอก็ยื่นถุงสำหรับใส่กล่องอาหารให้เจ้าหน้าที่ช่วยจัดใส่ จากนั้นจึงหันไปพูดกับคนข้างกายทั้งสองคนว่า “วันนี้พวกนายห้ามแย่งพี่จ่ายเด็ดขาดนะ เรื่องในวันนี้ต้องขอบคุณพวกนายจริงๆ ถ้าตอนนี้ร้านอาหารยังเปิดทำการอยู่ พี่ต้องพานายออกไปเลี้ยงมื้อใหญ่แน่ ทว่าตอนนี้…… เอาเป็นว่าให้พวกนายต้องมากินของพรรค์นี้ พี่เกรงใจจะแย่อยู่แล้ว เพราะงั้นห้ามปฏิเสธเด็ดขาดนะ”

“ก็ได้ครับ แต่แค่ มื้อนี้มื้อเดียวนะครับ ช่วงนี้ชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนลำบากกันทั้งนั้น พี่ต้องเก็บออมไว้เลี้ยงลูกด้วยนะ”

“จ้ะ” หลันจิ่นจำต้องตอบตกลงอย่างแกนๆ

เมื่อซื้ออาหารเรียบร้อย ในที่สุดคราวนี้ก็จะได้กลับบ้านเสียที ทว่าในระหว่างทางเดินกลับ หวงจิ้งเหอคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวทางด้านหลังตลอดเวลา ก่อนจะเอ่ยเตือนว่า “พี่หลัน เมิ่งอิ่งยังคงเดินสะกดรอยตามหลังพวกเรามาไม่ห่างเลยครับ ปล่อยให้หล่อนรู้ว่าพวกเราพักอยู่ตึกไหนแบบนี้มันจะไม่ค่อยดีหรือเปล่าครับ”

“ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ รู้ว่าอยู่ตึกไหนก็ไม่เป็นไร ในเมื่อตอนนี้ไม่มีลิฟต์ให้ใช้ หล่อนคงไม่มีปัญญาเดินตามพวกเราขึ้นไปถึงข้างบนหรอก ตราบใดที่หล่อนไม่รู้เลขชั้นที่แน่ชัด มันก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับพี่เลยสักนิด”

เมื่อเห็นหลันจิ่นมีท่าทีไม่แยแสเมิ่งอิ่งอย่างแท้จริง หวงจิ้งเหย่อมไม่คิดจะเอ่ยปากพูดอะไรให้มากความอีก ทว่าเรื่องบางเรื่องหลิงเจียงกลับนึกสงสัยขึ้นมา “จริงด้วย ฉันขอถามพวกเธอหน่อยสิ พวกเธอไปรู้จักกับตาแก่สือได้ยังไงกัน ฉันรู้สึกว่าพวกเธอทั้งสองคนดูจะคุ้นเคยกับเขาดีนะ ทว่าทำไมฉันไม่เห็นเขาเคยเล่าเรื่องพวกเธอให้ฟังเลยล่ะ”

เมื่อได้ยินคำถามนี้ หลันจิ่นและหวงจิ้งเหอก็มองหน้ากันพลางยิ้มขมขื่น ก่อนจะเอ่ยว่า “เรื่องนี้มันน้ำเน่าและยาวเหยียดมากค่ะ ถ้าคุณสนใจ พรุ่งนี้ตอนไปยิมมวยฉันจะเล่าให้ฟังนะ”

หวงจิ้งเหอรีบพยักหน้าสนับสนุนทันที “ใช่ครับ ยาวมากจริงๆ เรื่องมันแยะจนไม่สามารถเล่าให้จบได้ในเวลาสั้นๆ หรอกครับ”

สิ้นเสียงคำพูด พวกเธอก็เดินมาถึงหน้าทางเข้าตึก 12 พอดี

หลันจิ่นต้องจูงหมาและอุ้มลูก มือไม้จึงไม่สะดวกที่จะหิ้วของพะรุงพะรังขึ้นตึก เมื่อครู่ตอนอยู่ข้างนอกยังพอจะวางถังน้ำของหลิงเจียงและกล่องอาหารของทั้งสี่คนไว้บนแผ่นกระดานของรถลากได้ ทว่าเวลานี้ตอนจะขึ้นตึกย่อมต้องเปลี่ยนมาหิ้วด้วยแรงมือตนเองเท่านั้น

หลิงเจียงยื่นมือไปรับถังน้ำและกล่องอาหารมาถือไว้ทันทีพลางเอ่ยว่า “น่าเสียดายที่ปากถังน้ำของฉันมันกว้างเกินไป ไม่อย่างนั้นฉันคงขอยืมรถลากของเธอมาลากขึ้นไปเองแล้ว ส่วนกล่องอาหารนี่ฉันช่วยหิ้วให้เองนะ ขืนใส่ไว้ในรถลากลากขึ้นบันได เดี๋ยวกับข้าวได้หกเลอะเทอะหมดพอดี”

“ขอบคุณมากนะจ๊ะ”

“เธอเกรงใจเกินไปแล้ว เรื่องแค่นี้ต้องขอบคุณอะไรกัน เห็นเธอพูดคำว่าขอบคุณอยู่ตลอดเวลาเลย”

“ก็ฉันรบกวนเธอตั้งหลายเรื่องนี่นา ย่อมต้องพูดจาให้มันสุภาพหน่อยสิคะ”

สิ้นคำสนทนา กลุ่มของพวกเธอก็เริ่มก้าวเท้าเดินขึ้นตึก เพื่อเป็นการออมพละกำลัง ในระหว่างที่เดินขึ้นบันไดพวกเธอจึงไม่ได้เอ่ยปากพูดคุยกันอีกเลย จนกระทั่งเดินมาถึงชั้น 32 หวงจิ้งเหอเหลียวมองสองสุภาพสตรีที่ยืนนิ่งไม่มีอาการหอบหายใจรุนแรงแม้แต่น้อย ก็รู้สึกว่าตนเองในฐานะผู้ชายและวัยรุ่นกำลังโดนเหยียดหยามพละกำลังอย่างรุนแรง ในใจของเขาช่างอัดอั้นตันใจเหลือเกิน “ดูท่าผมคงต้องตั้งใจเรียนมวยบ้าพลังให้ดีแล้วละครับ ไม่อย่างนั้นด้วยพละกำลังแค่นี้ วันหน้าคงโดนพวกพี่ถล่มราบคาบแน่ๆ”

หลิงเจียงบอกว่า “ไม่ได้เรียนเพื่อเรื่องอื่นหรอกจ้ะ แค่ฝึกฝนร่างกายให้แข็งแรงก็ถือเป็นเรื่องดีแล้ว เอาละ พรุ่งนี้เจอกันนะ ฉันออกมาข้างนอกตั้งครึ่งค่อนวันโดยไม่ได้บอกกล่าว ป่านนี้คุณย่าคงจะเป็นห่วงแย่แล้ว ฉันขอตัวเข้าห้องก่อนนะ”

สิ้นเสียงของหลิงเจียง ประตูบ้านของหล่อนก็ถูกเปิดออกพอดี คุณย่าสะสมมองเห็นคนทั้งสามยืนอยู่ตรงโถงทางเดินจึงเอ่ยทักว่า “พวกหลานทำไมมายืนคุยกันตรงโถงทางเดินล่ะ ย่าได้ยินเสียงแว่วๆ นึกว่าใช่เสียงแกซะอีก วันนี้กลับมาซะดึกเชียวนะ”

“เปล่าค่ะย่า หนูจะเข้าห้องเดี๋ยวนี้แหละ ย่าช่วยหลบทางหน่อยนะคะ หนูขอเอาน้ำเข้าไปเก็บในบ้านก่อน”

หลิงเจียงส่งถังน้ำเข้าประตูบ้านไป จากนั้นจึงตักแบ่งข้าวกล่องออกมา 2 ชุดเตรียมจะกลับเข้าห้อง หลันจิ่นรีบส่งขวดน้ำแร่ให้แก่หล่อน “นี่เป็นส่วนที่ซื้อมาตามจำนวนคนจ้ะ”

หลิงเจียงไม่ได้อิดออด หล่อนรับข้าวกล่องไปแล้ว การรับน้ำแร่เพิ่มอีกสองขวดจึงไม่ได้นับเป็นเรื่องใหญ่อะไร หลังจากเอ่ยปากขอบคุณ หล่อนก็รับน้ำแร่แล้วเดินกลับเข้าห้องไป

เมื่อหลิงเจียงกลับเข้าห้องเรียบร้อย หลันจิ่นและหวงจิ้งเหอก็แบ่งปันข้าวกล่องและน้ำแร่ในส่วนที่เหลือ จากนั้นเขาก็เดินกลับเข้าห้องของตนเองไปทันที

……

วันนี้นับเป็นวันที่ใช้ชีวิตได้อย่างคุ้มค่าและเต็มอิ่มเหลือเกิน เรื่องราวสารพัดสารพันพากันหลั่งไหลพุ่งเข้ามาเกิดขึ้่นในวันเดียวกันจนหมด มันทำให้หลันจิ่นรู้สึก…… ยากจะอธิบายจริงๆ

ทว่าโชคยังดี ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงดำเนินอยู่ภายใต้ขอบเขตที่เธอสามารถควบคุมจัดการได้ มันจึงช่วยให้เส้นประสาทที่เคยตึงเครียดของเธอผ่อนคลายลงได้มากทีเดียว

ในเวลานี้เมื่อกลับมาถึงบ้านของตนเอง หลันจิ่นก็ไม่ได้ปล่อยเนื้อปล่อยตัวผ่อนคลายจนเกินไปนัก เพราะอย่างไรเสียเรื่องราวยังไม่ได้ถูกสะสางจนเสร็จสิ้นสมบูรณ์ มีอะไรน่าดีใจตื่นเต้นกัน

เธอวางน้ำแร่และข้าวกล่องที่หิ้วกลับมาไว้บนโต๊ะรับแขกก่อน จากนั้นจึงก้าวเท้าเดินไปที่ริมหน้าต่าง แอบมองลอดลงไปด้านล่างอย่างเงียบเชียบ และเธอก็มองเห็นเงาร่างของเมิ่งอิ่งกำลังเดินป้วนเปี้ยนอยู่ด้านล่างตึกจริงๆ

หลันจิ่นหลุดยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ยัยคนนี้ไม่ยอมไปไหนจริงๆ หล่อนไม่มีที่ไปแล้ว และหากไม่มีอะไรผิดพลาด คืนนี้หล่อนคงจะไม่คิดย้ายร่างไปจากที่นี่แน่ ประจวบเหมาะกับตอนกลางดึกเธอมีเหตุผลที่ต้องลงไปข้างล่างพอดี ตราบใดที่เมิ่งอิ่งยังคงปักหลักอยู่ที่นี่ ครั้นพอถึงเวลาเที่ยงคืน……

(จบตอน)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บันทึกแล้ว
บันทึกไว้แล้ว!

📚 ชั้นหนังสือของฉัน

ฟอนต์
ขนาดตัวอักษร
ธีมสี
ระยะห่างบรรทัด
🔔 0
รายชื่อตอน
× LIST OF CHAPTERS กำลังโหลด...
กำลังดึงรายการ...
🎁

ส่งของขวัญให้ผู้แปล 💖

ขอบคุณที่สนับสนุนผู้แปลค่ะ 💕

×