-->

วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ตอนที่ 86 หมาพึ่งบารมีคน



ตอนที่ 86 หมาพึ่งบารมีคน

“ไม่เป็นไร หรอก อยู่บ้านเฉยๆ ก็ไม่มีอะไรทำ ออกมาข้างนอกยังได้ดูละครฉากหนึ่งด้วย” หลิงเจียงตอบอย่างเป็นกันเอง แน่นอนว่าละครฉากนี้ไม่ได้หมายถึงหลันจิ่น แต่เป็นอีกสามคนนั้น ทว่าต่อให้หมายถึงหลันจิ่น เธอเองก็ไม่เก็บมาใส่ใจ อย่างไรเสียวันนี้ก็ต้องขอบคุณหลิงเจียงและหวงจิ้งเหอจริงๆ

หวงจิ้งเหอก็ตอบเช่นกัน “ไม่เป็นไรเลยพี่หลัน ถังน้ำกับรถลากผมถือไว้หมดแล้ว พวกเรากลับกันเถอะ ต้องแวะไปซื้อข้าวที่ฝั่งสำนักงานชุมชนด้วย”

“อืม ไปกันเถอะ”

ทันทีที่พวกเขาเดินพ้นประตูห้องโถงใหญ่ เจ้าหน้าที่ตำรวจสองสามคนที่เล่นกับหมาก็จูงน่าน่ามาคืนให้เธอ พร้อมกับเอ่ยชม “คุณเลี้ยงหมาตัวนี้ได้ดีจริงๆ”

“นั่นสิ มันคงจะรำคาญพวกเราแหละ แต่เพราะคุณสั่งไว้ไม่ให้มันกัดคน มันเลยทำแค่แยกเขี้ยวขู่ตั้งนานแต่ไม่เคยอ้าปากงับเลย แม้แต่ตอนเห่าก็ยังเห่าเสียงเบามาก” เจ้าหน้าที่ตำรวจเอ่ยด้วยความอิจฉา ทว่าน่าเสียดายที่เป็นหมาของคนอื่น

คนอื่นชมหมาของเธอ เธอย่อมมีความสุขมาก หลันจิ่นเอ่ยขอบคุณอีกครั้ง “ขอบคุณพวกคุณที่ช่วยดูแลน่าน่านะ น่าน่า บอกลาพวกพี่ชายเร็วลูก”

น่าน่าหันกลับไปทำหน้าตาเบื่อหน่ายพลางเห่า ‘โฮ่ง’ ใส่พวกเขาทีหนึ่ง จากนั้นก็สะบัดหางอย่างร่าเริง ลากเธอเดินออกไปข้างนอกโดยไม่คิดจะหันกลับมามอง ท่าทางเหมือนการได้ไปจากที่นี่เป็นเรื่องที่น่าดีใจมาก ทำเอาทุกคนพากันขำไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก

ทว่าพอพ้นจากสถานีตำรวจมาเห็นคนสามคนที่ยืนอยู่ตรงประตูใหญ่ น่าน่าก็ตื่นตัวขึ้นมาบังหน้าเธอไว้ทันที มันแยกเขี้ยวขู่พลางแผดเสียงเห่า ‘โฮ่ง’ ดังลั่นอยู่หลายครั้ง จนทำให้คนสามคนที่เดิมทีคิดจะเข้ามาหาเรื่องพากันขวัญหนีดีฝ่อถอยกรูดไปไม่กล้าก้าวเข้ามา

หลันจิ่นเห็นเรื่องสนุกย่อมไม่คิดจะห้าม เธอเอ่ยลอยๆ “เฮ้อ บางคนคืนนี้ยังไม่มีที่ซุกหัวนอนเลย ไม่รู้ว่าเมียของชู้รักเก่าจะยอมเมตตารับเลี้ยงบางคนไว้ไหมนะ”

คำพูดนี้หลิงเจียงฟังแล้วสะใจมาก และเธอก็ไม่นึกเลยว่าหลันจิ่นจะปากคอเราะร้ายได้ขนาดนี้ ส่วนหวงจิ้งเหอที่อยู่ข้างๆ ทำได้เพียงยิ้มแห้ง โลกของผู้ใหญ่นี่มันมีเรื่องวุ่นวายเยอะขนาดนี้เลยเหรอ

เขาหวนนึกถึงครอบครัวตัวเอง——

เอาเถอะ คุณปู่คุณย่ากับคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ได้อยู่ด้วยกันตั้งแต่แรก ทว่าเวลาที่พ่อแม่กลับบ้านมาเจอกันเป็นครั้งคราว บรรยากาศก็ดูท่าทางไม่ค่อยดีเท่าไหร่

เรื่องที่ไกลตัวกว่านี้หวงจิ้งเหอไม่อยากคิดแล้ว อย่างไรเสียเขายังไม่ถึงวัยนั้น คิดไปก็ไม่มีประโยชน์

คำพูดประโยคเดียวของหลันจิ่นแทงใจดำคนสามคนที่ยืนรออยู่ข้างนอกจนเจ็บแสบไปถึงทรวง

พ่อหวงและแม่หวงโกรธจนหน้าเขียว สะบัดหน้าเดินหนีไปทันที เดิมทีพ่อหวงคิดจะอ้าปากด่าเธอสักสองสามคำ ทว่าโดนหมาขู่ขวัญจนต้องกลืนคำพูดลงคอแล้วล่าถอยไป

ส่วนเมิ่งอิ่งนั้นไม่มีที่ไปจริงๆ เวลานี้ในใจของหล่อนมีความนึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง หล่อนจะตามแม่หวงออกมาทำไมกันนะ ถ้าตอนนั้นไม่ตามออกมา อย่างน้อยตอนนี้หล่อนยังมีห้องหนังสือไว้นอนซุกหัวนอน ไม่ต้องมาตกระกำลำบากไม่มีแม้แต่ที่พักพิงเช่นนี้

ดังนั้น ความคิดที่เมิ่งอิ่งอยากจะเข้าไปพำนักในบ้านของหลันจิ่น จึงยิ่งเหนียวแน่นราวกับเหล็กกล้าจนไม่มีอะไรมาสั่นคลอนได้อีกต่อไป

เมิ่งอิ่งตะโกนไล่หลังหลันจิ่นมาแต่ไกล “ตอนนี้เธออยู่คนเดียวไม่ใช่เหรอ แบ่งห้องให้ฉันอยู่สักห้องมันจะตายหรือไง เชื่อไหมว่าฉันจะไปแจ้งความจับเธอ”

“เธอนี่บ้าหรือเปล่า นั่นมันบ้านของฉันเอง ต่อให้เธอไปแจ้งความมันก็ไม่มีประโยชน์ แล้วนี่เธอยังไม่เข็ดอีกเหรอ เห็นฉันแล้วทำไมไม่รู้จักเดินอ้อมไปทางอื่น”

เมิ่งอิ่งมีหรือจะไม่รู้ว่าควรเดินอ้อม ทว่าถ้าเดินอ้อมแล้วหล่อนจะไปอยู่ที่ไหนได้ หล่อน無處可去 (ไม่มีที่ไปแล้ว) ได้แต่ยึดหลันจิ่นไว้เป็นฟางเส้นสุดท้าย “หลันจิ่น ฉันอยากคุยกับเธอ”

“ฉันมีอะไรต้องคุยกับเธอด้วย ตอนที่ฉันอยากคุยเธอไม่ยอมคุย ตอนนี้จะมาคุยอะไร มีอะไรน่าคุยกันฮะ”

หลันจิ่นพูดจาขัดกับความในใจสิ้นดี ความจริงเธอยากจะคุยกับเมิ่งอิ่งใจจะขาด อยากหาที่ลับตาคนไม่มีผู้ใดเห็นแล้วสะสางบัญชีแค้นกับหล่อนอย่างเป็นส่วนตัว ทว่าน่าเสียดายที่ตอนนี้คนพลุกพล่านเกินไป หลันจิ่นจำต้องล้มเลิกโอกาสนี้ไปก่อน เพื่อไม่ให้ไฟลามมาลวกตัวเองจนเกิดเรื่องวุ่นวายไม่จบสิ้น

การแก้แค้นย่อมสำคัญ ทว่าในยามนี้ความรอบคอบระมัดระวังก็ขาดไม่ได้เช่นกัน จะปล่อยให้คนอย่างเมิ่งอิ่งมาทำให้ชีวิตหลังจากนี้ของเธอต้องหมดสนุกไม่ได้ ไม่อย่างนั้นช่วงเวลาหลายเดือนที่เธออดทนอดกลั้นมาคงต้องสูญเปล่า

ยิ่งไปกว่านั้น หลันจิ่นอ่านใจของเมิ่งอิ่งออกทะลุปรุโปร่งแล้ว เธอรู้ดีว่าต่อให้เธอจะพูดผลักไสอย่างไรเมิ่งอิ่งก็ไม่มีวันไปจากเธอแน่ เพราะหล่อนไม่มีที่ไป

เวลานี้หลันจิ่นกลับคิดจะเปิดโอกาสให้หล่อนดูสักครั้ง อยากรู้นักว่าในยามที่ไร้ผู้คน หล่อนจะหาเรื่องรนหาที่ตายอย่างไร

พูดจบหลันจิ่นก็ไม่สนใจเมิ่งอิ่งอีก และเป็นไปตามคาด เมิ่งอิ่งยังคงเดินสะกดรอยตามหลังหลันจิ่นมาไม่ห่าง

ทว่าด้านหน้ามีเจ้าน่าน่าคอยอารักขาตลอดทาง ชาวเมืองที่เดินผ่านไปมาเห็นท่าทางดุร้ายของมันต่างพากันหลบทางให้ราวกับมีคนมาคอยเบิกทาง หลิงเจียงเห็นแล้วขบขันยิ่งนัก “พวกเรานี่นับว่าเป็นพวกคนพึ่งบารมีหมาหรือเปล่านะ เดินกับน่าน่าแล้วรู้สึกว่าทุกคนพากันหลบหน้าหนีหายหมดเลย”

หวงจิ้งเหอตอบกลับ “พวกเรานี่มันคนพึ่งบารมีหมาชัดๆ เลยครับ แต่พูดก็พูดเถอะพี่หลัน น่าน่าเพิ่งจะอายุ 10 เดือนเองไม่ใช่เหรอ ทำไมรู้สึกว่ามันตัวสูงและดูล่ำสันกว่าร็อตไวเลอร์ตัวอื่นทั่วไปล่ะครับ”

“ช่วงนี้มันกินเยอะน่ะสิ คงไม่ได้อ้วนฉุหรอกมั้ง” หลันจิ่นแสร้งทำท่าครุ่นคิด ทว่าพอพูดถึงคำว่าอ้วนฉุ เจ้าน่าน่าก็ไม่ยอมทันที มันหันมาปรายตามองหลันจิ่นพลางส่งเสียงครางฮึ่ม ‘โฮ่ง’ เบาๆ ในลำคอเป็นการประท้วง

หลันจิ่นรีบปลอบ “เอาละๆ ไม่พูดว่าแกอ้วนแล้ว ไม่ชอบฟังละสิ ทว่าแกกำลังโตวันโตคืนจริงๆ นั่นแหละ ช่วงสองเดือนมานี้ตัวโตไวมาก แถมยังกินจุขึ้นตั้งเยอะ”

น่าน่ากินอาหารวันละสามมื้อเหมือนกับสองแม่ลูก มื้อเช้าเป็นอาหารเม็ด มื้อกลางวันและมื้อเย็นกินข้าวหุงคลุกสำหรับสุนัข ปริมาณอาหารคลุกแต่ละมื้อเท่ากับขนาดหนึ่งกำปั้นของผู้ชายผู้ใหญ่ ตอนที่น่าน่ายังเล็ก อาหารคลุกหนึ่งกำปั้นนี้สามารถแบ่งกินได้ทั้งมื้อกลางวันและมื้อเย็น ทว่าตอนนี้มื้อเดียวก็ซัดไปหนึ่งกำปั้นเต็มๆ ยิ่งไปกว่านั้นตอนกลางดึกเธอยังต้องเพิ่มมื้อดึกให้มันอีกมื้อ

ถึงแม้มื้อดึกจะทำแบบตามใจฉัน บางครั้งเป็นอาหารเม็ดผสมอาหารกระป๋อง บางครั้งเป็นข้าวคลุกสุนัข หรือไม่ก็เป็นข้าวเหลือที่เธอกับเฉียวเฉียวกินไม่หมด ทว่าไม่ว่าจะกินอะไร สรุปคือวันละสี่มื้อไม่ขาดสายแน่นอน

กินเยอะขนาดนี้ทุกวัน การจะตัวสูงและล่ำสันขึ้นย่อมเป็นเรื่องปกติธรรมดาไม่ใช่หรือ ประกอบกับช่วงนี้เธอทำอาหารคลุกสุนัขบ่อย ผักสดที่เคยเก็บกักตุนไว้ในพื้นที่มิติก่อนหน้านี้น่าน่ากินจนแทบจะหมดเกลี้ยงแล้ว เมื่อมาถึงตอนนี้เธอจึงต้องเปลี่ยนมาใช้ผักสดที่เติบโตในพื้นที่มิติมาป้อนเพื่อตอบสนองความต้องการในแต่ละวันของน่านแทน

ผักในพื้นที่มิติมันอุดมไปด้วยสารอาหารและมีรสชาติอร่อยกลมกล่อมยิ่งกว่าเดิม การที่น่าน่าจะตัวโตขึ้นย่อมเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลอยู่แล้ว เพียงแต่เมื่อดูจากรูปร่างของมันในตอนนี้ มันช่างดูสูงใหญ่และล่ำสันกว่าสุนัขทั่วไปมากจริงๆ

ทว่าเมื่อพูดถึงเรื่องทำอาหาร ต่อให้เป็นอาหารสุนัขเธอก็ไม่มีทางลงมือทำข้างนอกเด็ดขาด กลิ่นหอมของมันคงโชยโชยไปทั่วทั้งตึกจนคนรู้กันหมด พอนึกดูแล้ว ในพื้นที่มิติก็มีรถบ้านอยู่ไม่ใช่หรือ ในตัวรถมีห้องครัวพร้อมสรรพแค่ใช้พลังงานไฟฟ้าก็จัดการได้แล้ว ดังนั้นอย่าว่าแต่เฉพาะอาหารคลุกของน่าน่าเลย บางครั้งเวลาที่เธอและลูกสาวอยากจะทำกับข้าวเพิ่ม เธอก็จะเข้ามาลงมือปรุงสดใหม่ในห้องครัวของรถบ้านภายในพื้นที่มิติเช่นกัน

เพียงแต่มีจุดหนึ่ง คนที่ตัวล่ำและโตขึ้นมีเพียงเจ้าน่าน่าตัวเดียวเท่านั้น ส่วนตัวเธอและเหrินซือเฉียว…… ไม่สิ หลันเฉียวเฉียว ร่างกายกลับไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เลย เธอคาดเดาว่าน่าจะเป็นเพราะน้ำพุวิญญาณ ตัวเธอและเฉียวเฉียวได้รับการปรับสภาพร่างกายมาตั้งแต่ช่วงแรกๆ ผักสดในพื้นที่มิติจึงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อร่างกายของสองแม่ลูกมากมายขนาดนั้น

ดังนั้น เด็กน้อยวัยยังไม่เต็ม 3 ขวบจึงยังคงมีความสูงเพียงนิดเดียวเท่าเดิม เวลาที่อยู่ข้างๆ เจ้าน่าน่าจึงดูตัวเล็กจนเทียบกันไม่ได้เลย

(จบตอน)อ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บันทึกแล้ว
บันทึกไว้แล้ว!

📚 ชั้นหนังสือของฉัน

ฟอนต์
ขนาดตัวอักษร
ธีมสี
ระยะห่างบรรทัด
🔔 0
รายชื่อตอน
× LIST OF CHAPTERS กำลังโหลด...
กำลังดึงรายการ...
🎁

ส่งของขวัญให้ผู้แปล 💖

ขอบคุณที่สนับสนุนผู้แปลค่ะ 💕

×