ตอนที่ 85 หลันเฉียวเฉียว
“ไม่ได้”
“ไม่ได้”
สองสุ้มเสียงประสานคัดค้านขึ้นมาอย่างสุดกำลัง
ทว่าการที่เหrินซือเฉียวจะเปลี่ยนนามสกุลหรือไม่มันไปเกี่ยวข้องอะไรกับพวกหล่อน หลันจิ่นเอ่ยว่า “ฉันจะเปลี่ยนนามสกุลให้ลูกของฉันเอง มันไปเกี่ยวอะไรกับพวกคุณด้วยคะ”
“จะไม่เกี่ยวได้ยังไง เฉียวเฉียวเป็นเด็กของตระกูลเยิ่นนะ” แม่หวงตบโต๊ะลุกขึ้นยืนด่าทบทันที ทว่าหลันจิ่นขี้เกียจจะเสวนากับหล่อนอีกต่อไป “เฉียวเฉียวไม่รู้จักพวกคุณด้วยซ้ำ ยังจะมาอ้างว่าเป็นปู่เป็นย่า ตัวพวกคุณเองเป็นตัวอะไรยังไม่รู้เลย ไปจัดการเรื่องอัปยศในบ้านตัวเองให้เรียบร้อยก่อนเถอะค่ะ พ่อสามีแอบกินตับผู้หญิงข้ามหัวลูกชายตัวเองแบบนี้ คุณนี่ช่างมีหน้ามีตาเหลือเกินนะคะ”
เมิ่งอิ่งที่ยืนดูละครอยู่นานไม่นึกเลยว่า จู่ๆ ประโยคนี้จะวกกลับมาทิ่มแทงตัวเองอีกรอบ หล่อนรีบปฏิเสธทันควัน “เธอพูดจาส่งเดชอะไรฮะ พวกเราบริสุทธิ์ใจต่อกันนะ”
“เหอะ บริสุทธิ์ใจ ถ้ายกย่องว่าบริสุทธิ์ใจแล้วยัยแก่คนนี้จะตบตีเธอทำไมล่ะคะ หรือว่าจะตบตีระบายอารมณ์แทนฉันงั้นเหรอ ฉันหย่ากับเหรินสิงมาตั้งนานนมแล้ว แรงสะท้อนการตอบกลับของหล่อนจะยาวนานขนาดนั้นเชียวเหรอคะ ขืนขืนใช้ตรรกะแบบนี้ ทรัพย์สินเงินทองในบ้านคงโดนปอกลอกจนหมดตัวแล้วกระมัง”
คำพูดเพียงประโยคเดียวของหลันจิ่นตอกหน้าจนแม่หวงพูดไม่ออก ชั่วขณะนั้นหล่อนหาข้ออ้างมาโต้แย้งไม่ได้เลยจริงๆ
ทว่าเรื่องราวความวุ่นวายนี้ แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงเรื่องระหองระแหงในครอบครัว สุภาษิตที่ว่า ‘เปาบุ้นจิ้นยังยากจะตัดสินความในบ้าน’ เป็นเรื่องจริงที่สืบทอดมานับร้อยนับพันปี ดังนั้นเรื่องน่าปวดหัวพรรค์นี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงจัดการได้ยาก ยิ่งไปกว่านั้นก็ไม่ได้มีใครได้รับบาดเจ็บรุนแรง หลังจากระบายอารมณ์และตักเตือนอบรมสั่งสอนไปยกใหญ่แล้ว เจ้าหน้าที่จึงปล่อยตัวพวกหล่อนไป
พ่อหวง แม่หวง และเมิ่งอิ่ง ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวออกไปส่งข้างนอก ส่วนกลุ่มของหลันจิ่นสามคนจำเป็นต้องรอถังน้ำที่กำลังนำมาส่ง จึงนั่งรออยู่ตรงห้องโถงใหญ่ ทว่าเวลานี้หลันจิ่นกลับเริ่มพิจารณาเรื่องเปลี่ยนนามสกุลอย่างจริงจัง เธอรู้สึกว่าเรื่องนี้สามารถทำได้ทันที จึงเอ่ยถามขึ้นว่า “ผู้กองสือคะ ฉันขอสอบถามหน่อยค่ะ การจะเปลี่ยนนามสกุลให้เด็กต้องใช้เอกสารอะไรบ้างคะ”
ผู้กองสือเหลือบมองเธอทีหนึ่งอย่างไม่ได้แปลกใจนัก “คุณคิดจะเปลี่ยนนามสกุลให้เด็กจริงๆ เหรอครับ”
“ค่ะ ตอนแรกก็แค่พูดประชดไปงั้นๆ แต่พอนึกดูแล้วก็ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้นี่คะ ในเมื่อเฉียวเฉียวไม่ได้เป็นที่รักของคนตระกูลเยิ่น แล้วทำไมต้องไปใช้นามสกุลร่วมกับคนพวกนั้นด้วยล่ะคะ สู้เปลี่ยนไปเลยดีกว่า”
ผู้กองสือขมวดคิ้ว หลันจิ่นจึงหันไปมองหลิงเจียงเพื่อขอแรงช่วยสนับสนุน หลิงเจียงย่อมเข้าใจสายตาของเธอดี ความจริงกระบวนการเหล่านี้หากดำเนินตามขั้นตอนปกติมันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร หล่อนจึงเอ่ยถามแทนว่า “ตอนนี้ที่สถานีไม่ได้เปิดรับทำเรื่องนี้แล้วเหรอคะ”
“ก็ไม่ใช่หรอกครับ แต่ตามปกติการเปลี่ยนนามสกุลต้องได้รับความยินยอมและลงลายมือชื่อจากฝ่ายบิดาด้วย หากเขายังมีชีวิตอยู่ก็ต้องมาเซ็นชื่อด้วยตัวเอง แต่ถ้าเสียชีวิตไปแล้วก็ต้องใช้ใบมรณบัตร แต่สถานการณ์ของคุณในตอนนี้มันค่อนข้างจะจัดจัดการยากน่ะสิครับ”
เหรินสิงอยู่ในสถานะบุคคลสูญหาย จะว่ายังอยู่หรือตายไปแล้วก็ระบุไม่ได้ชัดเจน จึงค่อนข้างยุ่งยากจริงๆ
ทว่า เรื่องพวกนี้เป็นข้อกำหนดเก่าตั้งแต่ช่วงก่อนหมอกพิษระบาด ในเวลานี้การควบคุมดูแลของระบบไม่ได้เข้มงวดกวดขันเหมือนเมื่อก่อนแล้ว หากคิดจะทำจริงๆ ตัวเขาเองก็พอจะช่วยผ่อนปรนให้ได้ เพียงแต่เขากังวลว่าหากพ่อแม่ตระกูลเยิ่นรู้เรื่องเข้าแล้วมาตามอาละวาดทวงความขัดแย้ง มันจะกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตไม่จบไม่สิ้น เขาจึงมีความลังเลอยู่บ้าง
“อ้าว ไม่มีหนทางอื่นเลยเหรอคะ” หลันจิ่นพูดพลางลูบศีรษะเล็กๆ ของเหrินซือเฉียวด้วยความหงุดหงิดใจ เธอเอ่ยถามย้ำอีกครั้ง “หากไม่มีลายเซ็นของฝ่ายพ่อจะไม่ได้เลยเหรอคะ พอจะมีวิธีอื่นไหมคะ”
เจ้าหน้าที่ตำรวจที่นั่งข้างผู้กองสือเอ่ยขึ้นว่า “ที่ต้องใช้ลายเซ็นของฝ่ายพ่อเป็นหลัก เพราะกังวลว่าหลังจากเปลี่ยนนามสกุลให้เด็กเรียบร้อยแล้ว ฝ่ายนั้นจะมาตามหาเรื่องสร้างความเดือดร้อนในภายหลังน่ะครับ”
เมื่อเห็นว่าพอมีช่องทาง หลันจิ่นจึงรีบเอ่ยการันตีทันที “เรื่องนั้นไม่มีปัญหาแน่นอนค่ะ ฉันแค่เปลี่ยนนามสกุลให้ลูกเงียบๆ ไม่คิดจะเอาไปป่าวประกาศให้ใครรู้อยู่แล้ว และไม่มีทางไปเสนอหน้าให้พ่อแม่ตระกูลเยิ่นเห็นแน่นอน เรื่องนี้ฉันเข้าใจดีค่ะ”
หลิงเจียงส่งสายตาวิงวอนไปทางผู้กองสือ ในที่สุดผู้กองสือจึงยอมผ่อนปรนตอบตกลง “ก็ได้ครับ งั้นคราวนี้ผมจะอนุโลมจัดจัดการให้เป็นกรณีพิเศษแล้วกัน”
เมื่อได้ยินคำอนุมัติจากปากผู้กองสือ หัวใจที่บีบรัดของหลันจิ่นก็คลายความกังวลลงได้เสียที รวมถึงหวงจิ้งเหอด้วยเช่นกัน ตอนแรกเขาแอบคิดไว้ว่าหากหลันจิ่นตั้งใจจะเปลี่ยนนามสกุลให้เหrินซือเฉียวจริงๆ แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ยอมจัดจัดการให้ เขาจะโทรศัพท์ไปไหว้วานให้พ่อและแม่ช่วยใช้เส้นสายความสัมพันธ์จัดการให้ แต่ในเมื่อตอนนี้ทุกอย่างราบรื่นแล้ว เขาก็ไม่จำเป็นต้องไปรบกวนหาคนช่วยให้วุ่นวาย
ขั้นตอนการทำเรื่องไม่ได้ซับซ้อนอะไร เพราะระบบข้อมูลทุกอย่างยังเชื่อมต่อเครือข่ายออนไลน์อยู่ อีกทั้งเหrินซือเฉียวยังเด็กมากและยังไม่ได้ทำบัตรประชาชน สิ่งที่ต้องใช้จึงมีเพียงทะเบียนบ้านและบัตรประจำตัวผู้อยู่อาศัยเท่านั้น
หลันจิ่นพกกระเป๋ามาด้วย เธอจึงใช้กระเป๋าใบนี้เป็นสิ่งบังสายตาในการหยิบเอาเอกสารทั้งสองอย่างออกมาจากพื้นที่มิติ แน่นอนว่าการพกเอกสารสำคัญติดตัวใส่กระเป๋าเดินไปเดินมามันอาจจะดูแปลกประหลาดไปบ้าง ทว่าก็ไม่มีกฎข้อไหนห้ามไม่ให้พกนี่นา แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังเอ่ยปากอธิบายเพื่อความแนบเนียน “ที่บ้านฉันโดนคนงัดแงะมาตั้งหลายรอบแล้วค่ะ ถ้าวันไหนน่าน่าอยู่เฝ้าบ้านฉันก็จะไม่พกเอกสารติดตัวหรอกค่ะ แต่ถ้าน่าน่าไม่อยู่ ฉันมักจะพกติดตัวไว้ตลอด กลัวว่าถ้าหายไปแล้วมันจะ補辦 (ทำเรื่องขอออกใบใหม่) ได้ยากน่ะค่ะ”
เอกสารที่หลันจิ่นหยิบออกมายังมีใบลงทะเบียนสุนัขของเจ้าน่าน่าปะปนอยู่ด้วย ดูแล้วสมจริงตามข้ออ้างที่เธอแจ้งไว้ทุกประการ
ทว่าเมื่อมาถึงขั้นตอนที่ต้องระบุว่าเหrินซือเฉียวจะเปลี่ยนไปใช้ชื่ออะไร หลันจิ่นกลับต้องหยุดคิดทบทวนครู่หนึ่ง
หลันเฉียว?
ฟังดูพ้องเสียงคล้ายกับสถาบันอาชีวะหลันเสียงยังไงพิกล
หลันซือเฉียว?
ก็พอได้อยู่ ทว่าเปลี่ยนแบบนี้ก็เหมือนไม่ได้เปลี่ยน ความแตกต่างมันน้อยเกินไป
หลันจิ่นก้มลงมองเหrินซือเฉียวแล้วเอ่ยถาม “เฉียวเฉียวลูก พอเปลี่ยนมาใช้นามสกุลเดียวกับแม่แล้ว หนูอยากจะชื่อว่าอะไรดีคะ”
เหrินซือเฉียวเอียงคอซ้ายทีขวาทีมองหลันจิ่น นี่แม่กำลังถามความเห็นของเธออยู่ใช่ไหมนะ
แต่เด็กตัวน้อยอย่างเธอจะไปมีความเห็นอะไรล่ะ เหrินซือเฉียวจึงตอบกลับเสียงเบา “เฉียวเฉียวไงคะ”
“เฉียวเฉียวเหรอลูก” หลันจิ่นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “งั้นเปลี่ยนเป็นชื่อ หลันเฉียวเฉียว แล้วกันนะลูก”
เจ้าหน้าที่ตำรวจและหวงจิ้งเหอที่ยืนอยู่ข้างๆ ต่างพากันมุมปากกระตุก การตั้งชื่อครั้งนี้มันช่าง…… มักง่ายและตามใจฉันเสียจริง ทว่าพอนำมาออกเสียงดูก็ไม่ได้แย่อะไรนัก
ชื่อหลันเฉียวเฉียวนี้ เหrินซือเฉียวได้ยินแล้วรู้สึกชอบใจมาก เธอพยักหน้าตกลงทันที “ดีค่ะ ดีค่ะ ไพเราะมาก เฉียวเฉียวก็ยังเป็นเฉียวเฉียวเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนมาใช้นามสกุลเดียวกับแม่แล้ว”
“ใช่แล้วจ้ะเฉียวเฉียว ต่อไปนี้หนูมีชื่อว่า หลันเฉียวเฉียว แล้วนะลูก”
เมื่อกำหนดชื่อใหม่ได้เรียบร้อย ผู้กองสือก็พาเธอและเด็กน้อยไปดำเนินกระบวนการอัปเดตข้อมูล เริ่มจากการแก้ไขชื่อในระบบทะเบียนบ้านและสั่งพิมพ์เอกสารฉบับใหม่ออกมา จากนั้นจึงอัปเดตข้อมูลในบัตรประจำตัวผู้อยู่อาศัย
ตัวบัตรประจำตัวผู้อยู่อาศัยนั้น ด้านหน้าและด้านหลังมีเพียงรูปถ่ายของเด็กและรหัสคิวอาร์โค้ดเท่านั้น จึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวบัตรใหม่ เพียงแค่เชื่อมต่อคิวอาร์โค้ดเข้ากับระบบเพื่อรีเฟรชข้อมูลใหม่ก็เป็นอันเสร็จสิ้น หลังจากแก้ไขเสร็จแล้ว ผู้กองสือก็ส่งเอกสารคืนให้แก่เธอ พร้อมกับเอ่ยแนะนำว่า “ระบบทางฝั่งนี้แก้ไขเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ ทว่าหากคุณต้องการเปิดใช้งานระบบคีย์การ์ดเข้าออกตึกและฟังก์ชันแต้มผลงาน คุณจำเป็นต้องถือใบรับรองนี้ไปแจ้งเรื่องกับทางสำนักงานชุมชนให้เขาเปิดระบบให้อีกทีครับ ตอนนี้เวลายังไม่ดึกเท่าไหร่ พวกคุณรีบไปจัดจัดการตอนนี้เลยเถอะครับ นี่คือใบรับรองที่เพิ่งออกให้ ยื่นให้เจ้าหน้าที่ดูแล้วเขาจะดำเนินการให้ทันทีครับ”
ต่อให้หลันจิ่นจะไม่เข้าใจระบบงานราชการ ทว่าเธอก็รู้ดีว่ากระบวนการเหล่านี้ไม่ใช่ขอบเขตหน้าที่โดยตรงของผู้กองสือ อีกทั้งยังใช้เวลาจัดการเพียงไม่นานก็เสร็จสิ้น มีหรือที่หลันจิ่นจะไม่ซาบซึ้งใจ หลังจากรับใบรับรองมาแล้ว เธอจึงเอ่ยขอบคุณ “ขอบคุณมากนะคะผู้กองสือ วางใจได้เลยค่ะ ฉันจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้พวกคุณแน่นอนค่ะ”
ผู้กองสือไม่ได้เชื่อคำพูดของหลันจิ่นเลยสักนิด ความจริงเธอไม่ได้เป็นคนหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวหรอก ทว่าเรื่องเดือดร้อนต่างหากที่วิ่งโร่มาหาเธอเอง “ไม่เป็นไรครับ ช่วงเวลานี้ขั้นตอนการดำเนินเอกสารมันผ่อนปรนกว่าเมื่อก่อนมาก คุณรีบไปจัดการเถอะครับ ขืนช้ากว่านี้สำนักงานชุมชนจะปิดทำการเสียก่อน”
“ได้ค่ะ ขอบคุณผู้กองสือมากนะคะ”
และแน่นอนว่า คนที่เธอต้องเอ่ยปากขอบคุณยังมีหลิงเจียงและหวงจิ้งเหอที่อยู่ข้างกายด้วย “วันนี้ต้องขอโทษที่ทำให้พวกคุณเดือดร้อนวุ่นวายไปด้วยนะคะ ต้องอยู่เป็นเพื่อนฉันจัดการตั้งนานสองนาน”
(จบตอน)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น