ตอนที่ 62 ใช้พลังเงินตราสยบผีงั้นเหรอ?
“นาฬิกาอยู่นี่ครับ”
หมอชายพูดพลางดึงลิ้นชักโต๊ะออกมา พร้อมกับบ่นอุบอิบ “คนไข้บางคนอารมณ์ร้ายชะมัด พอผมบอกว่าเขาป่วยก็ไม่ยอมรับ แถมยังเอาข้าวของในห้องมาไล่ทำร้ายผมอีก ผมเลยต้องเก็บของทุกอย่างไว้แบบนี้แหละ”
ซ่งหมางเดินเข้าไปดู และเห็นนาฬิกาข้อมือเปื้อนเลือดเรือนหนึ่งวางอยู่ในลิ้นชัก
กระจกหน้าปัดนาฬิกามีรอยร้าวเขรอะขระ
ซ่งหมางเอ่ยอย่างประหลาดใจ “นี่มันนาฬิกาข้อมือนะคะ ไม่ใช่นาฬิกาแขวนผนัง แถมหน้าปัดยังร้าวขนาดนี้ มันยังเดินตรงอยู่เหรอคะ?”
“ตรงสิครับ” หมอชายตอบ “อะไรที่แสดงเวลาได้ มันก็คือนางฬิกาทั้งนั้นแหละ”
ซ่งหมางเหลือบมองเวลาที่แสดงบนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือ
11:30
มันไม่ตรงกับเวลานาฬิกาเรือนใหญ่ที่โถงกลาง
หากดูจากสีของท้องฟ้านอกโรงพยาบาลและบรรยากาศข้างใน ถ้าเวลาบนนาฬิกาเรือนนี้ถูกต้อง แสดงว่าตอนนี้คือเวลาห้าทุ่มครึ่ง
นั่นหมายความว่า อีกไม่นานจะถึงเที่ยงคืนแล้ว เธอต้องรีบกลับเข้าห้องพักของตัวเอง!
ซ่งหมางบอกหมอชายว่า “นาฬิกาเรือนนี้ขายให้ฉันได้ไหมคะ? คุณลองเรียกราคามา”
หมอชายกลอกตาไปมาพลางฉีกยิ้มกว้าง “นี่เป็นของส่วนตัวของหมอนะครับ ตามหลักแล้วขายให้คนอื่นไม่ได้หรอก...”
“บอกมาเถอะค่ะว่าเท่าไหร่”
“หนึ่งแสน!”
ซ่งหมางกระตุกมุมปากอย่างเย็นชา “คุณหมอคะ การเรียกราคาแบบขูดเลือดขูดเนื้อไม่ใช่พฤติกรรมที่ดีเลยนะคะ ฉันเชื่อว่าในโรงพยาบาลนี้ไม่ได้มีแค่คุณคนเดียวที่มีนาฬิกาข้อมือ”
“อีกอย่าง นาฬิกาคุณก็ร้าวเยินขนาดนี้ ดูท่าจะเป็นของเกรดต่ำ ไม่รู้เวลาจะเดินตรงจริงหรือเปล่าด้วยซ้ำ”
หมอชายแค่นเสียงหึ “นาฬิกาเรือนนี้เป็นเรือนเดียวที่เวลาตรงครับ นาฬิกาที่โถงข้างนอกหรือของคนอื่นน่ะเดินไม่ตรงหรอก คุณซื้อไปก็เปล่าประโยชน์!”
“อ้อเหรอคะ? แล้วทำไมเวลาถึงไม่ตรงล่ะ?”
“ก็เพราะว่า...”
พูดถึงตรงนี้ หมอชายก็รีบตะครุบปากตัวเองทันที ดวงตาฉายแววหวาดวิตก เห็นได้ชัดว่าปัญหาเรื่องทำไมเวลาถึงไม่ตรงนั้นเป็นคำถามที่เขาไม่ได้รับอนุญาตให้ตอบ
“สรุปคุณจะซื้อไหม? ถ้าไม่ซื้อก็ไม่ต้องถามต่อ ผมยังต้องใช้เรือนนี้ดูเวลาอยู่!” หมอชายเอ่ยอย่างหงุดหงิด
“ซื้อค่ะ”
ซ่งหมางหยิบเงินออกมาหนึ่งหมื่นหยวน “แต่ฉันให้ได้แค่หนึ่งหมื่นนะคะ เงินที่เหลือฉันยังต้องเอาไว้ใช้ทำอย่างอื่นอีก คงให้หมดทีเดียวไม่ได้ ถ้าคุณคิดว่าน้อยไป ก็ช่างมันเถอะค่ะ ฉันไม่ซื้อแล้ว”
“ก็ได้ ๆ หนึ่งหมื่นก็หนึ่งหมื่น”
หมอชายรับเงินหนึ่งหมื่นหยวนไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะส่งนาฬิกาข้อมือเปื้อนเลือดให้ซ่งหมาง
ระหว่างที่ซ่งหมางกำลังตรวจดูนาฬิกา หมอชายก็หรี่ตามองเธออยู่นาน
ถึงแม้จะไม่มีนาฬิกาเรือนนี้เขาก็ดูเวลาไม่ได้ แต่มันก็ยังมีวิธีอื่นที่จะรู้เวลาที่ถูกต้อง
ทว่า... นาฬิกาเรือนนี้น่ะ เดิมทีมันก็เป็นของเธออยู่แล้ว
หมอชายนึกถึงเงินกงเต็กหนึ่งหมื่นหยวนที่เพิ่งได้มา ในใจก็เกิดความรู้สึกผิดขึ้นมาวูบหนึ่ง
เขานิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะบอกว่า “เดี๋ยวผมจะพาคุณไปที่ห้องพัก จำไว้นะว่าหลังเที่ยงคืนห้ามออกมาข้างนอกเด็ดขาด ถ้าคุณออกมาแล้วเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้น ผมไม่รับผิดชอบนะ!”
“ตกลงค่ะ”
ซ่งหมางสวมนาฬิกาไว้ที่ข้อมือ เธอสัมผัสได้ว่ายันต์คุ้มครองบนตัวไม่ร้อนแล้ว แสดงว่าเจตนาร้ายของหมอผีตนนี้ที่มีต่อเธอได้หายไปแล้ว
ใช้พลังเงินตรา ซื้อใจผีได้สำเร็จงั้นเหรอ?
พวกเขาทั้งคู่เดินขึ้นมาที่ชั้นสี่
ชั้นสี่และชั้นห้าคือแผนกผู้ป่วยใน
หมอชายพาซ่งหมางมาที่ห้องสุดท้ายตรงสุดทางเดินชั้นสี่ เขาเปิดประตูให้เธอเข้าไป
“นี่คือห้องของคุณ คืนนี้พักผ่อนให้เต็มที่นะครับ ที่หัวเตียงมีโทรศัพท์ ถ้าคุณต้องการอะไรก็ยกหูโทรหาผมได้”
“แต่ผมขอเตือนไว้ก่อนนะ หลังเที่ยงคืนไปแล้วถ้าเรียกผมมาช่วย จะต้องเสียค่าธรรมเนียมเป็นสองเท่า เพราะการเข้าเวรดึกมันเหนื่อยมากนะครับ”
ซ่งหมางพยักหน้า “ไม่มีปัญหาค่ะ”
“อ้อ เดี๋ยวรอก่อนครับ”
ขณะที่ซ่งหมางกำลังจะก้าวเข้าห้อง หมอชายก็เรียกเธอไว้ ก่อนจะเดินไปที่ห้องข้างๆ ที่เปิดประตูค้างไว้ แล้วเข็นรถเข็นเล็ก ๆ ออกมา
บนรถเข็นมีอุปกรณ์ทำแผลมากมาย เช่น ไอโอดีน แอลกอฮอล์ สำลีก้าน ผ้าพันแผล และที่ชั้นสองของรถเข็นยังมีพวกยาแก้อักเสบและยาสมานแผลภายนอกวางอยู่ด้วย
หมอชายกวาดสายตามองซ่งหมางตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วพูดว่า “คุณบาดเจ็บหนักมากนะ ต้องการซื้อยาหน่อยไหม? ผมกลัวว่าแผลฉกรรจ์ขนาดนี้คุณจะทนไม่ถึงเช้าน่ะสิ”
ซ่งหมางจำได้ว่าตอนเธอได้รับบาดเจ็บในดันเจี้ยนสวนสนุก เธอทานยาของเซียวจวิ้นเจ๋อจนหายดีแล้ว
เธอยังหยิบเสื้อผ้าชุดสะอาดออกมาจากมิติเพื่อเปลี่ยนชุดใหม่ไปแล้วด้วย ดังนั้นบนเสื้อผ้าจึงไม่มีรอยเลือดหลงเหลืออยู่เลย
ทำไมหมอชายถึงบอกว่าเธอบาดเจ็บล่ะ?
ซ่งหมางนิ่งคิดแล้วถามหยั่งเชิง “ฉันบาดเจ็บจริง ๆ นั่นแหละค่ะ สมองเลยเบลอ ๆ ไปหมด คุณหมอช่วยบอกทีได้ไหมคะว่าฉันบาดเจ็บตรงไหน และต้องใช้ยาอะไรบ้าง?”
หมอชายตอบ “แขนข้างหนึ่งของคุณหักสะบั้น เลือดไหลไม่หยุดจนเสื้อผ้าชุ่มไปหมดแล้ว ตอนนี้ผมมานึกดู คุณอาจจะไม่ได้ใส่ชุดนอนสีแดงหรอก แต่น่าจะเป็นเลือดที่ย้อมเสื้อผ้าคุณจนแดงฉานไปทั้งตัวโดยที่คุณไม่รู้ตัวต่างหาก”
“เพราะฉะนั้นคุณต้องซื้อยาแล้วล่ะ ถ้าปล่อยให้เลือดไหลทั้งคืน คุณตายแน่”
หมอชายหยิบไอโอดีน สำลีก้าน ผ้าพันแผล ยาแก้อักเสบ และยาสมานแผลส่งให้เธอ “ทั้งหมดนี้ราคาค่าน้ำใจสองร้อยหยวนกงเต็กครับ ให้ผมช่วยพันแผลให้ไหม? ถ้าให้ผมพันแผลให้ด้วย คิดเพิ่มอีกหนึ่งร้อยครับ”
“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวฉันจัดการเอง”
ซ่งหมางรับยาเหล่านั้นมา
เมื่อเธอมอบเงินให้หมอชาย เขาก็ยิ้มแก้มปริทันที “คุณเป็นคนไข้ที่ใจกว้างที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมาเลย ขอให้หายป่วยไว ๆ นะครับ”
“อ้อ ใช่... ผมจำได้ว่าคุณชอบส่องกระจกมาก แต่คืนนี้ห้ามส่องกระจกเด็ดขาดนะครับ ผมกลัวว่าสภาพคุณตอนนี้จะทำให้คุณช็อกตายเสียก่อน”
“ถ้าเสียสติจนเป็นบ้าไปอีกโรค ต้องเสียเงินรักษาสองต่อนะครับ มันไม่คุ้มหรอก”
ตอนที่หมอชายพูดประโยคนี้ ซ่งหมางสัมผัสได้ถึงความห่วงใยและความจริงใจในแววตาของเขา
“ขอบคุณค่ะ”
เธอเดินเข้าห้องไปด้วยความครุ่นคิด
หลังจากปิดประตู ซ่งหมางก็เหลือบมองนาฬิกาข้อมือ ตอนนี้เป็นเวลา 11:50 น. แล้ว
อีกไม่กี่นาทีจะถึงเที่ยงคืน ไม่รู้ว่าข้างนอกนั่นจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
ถ้าหมอชายไม่ได้หลอกเธอ ห้องที่เธออยู่ตอนนี้น่าจะเป็นบ้านปลอดภัย และคืนนี้ก็น่าจะได้พักผ่อนอย่างสบายใจ
แต่คำพูดทิ้งท้ายก่อนเขาจากไปหมายความว่ายังไง?
“คืนนี้อย่าส่องกระจกเด็ดขาด”
เขาหมายความว่า แม้แต่ในบ้านปลอดภัยก็ห้ามส่องกระจกงั้นเหรอ ไม่อย่างนั้นจะเกิดอันตราย?
ความจริงตอนนี้ซ่งหมางอยากส่องกระจกใจจะขาด
หากดูจากคำตอบในแบบสอบถามและพฤติกรรมของหมอชาย ซ่งหมางสันนิษฐานว่า ภาพที่หมอชายมองเห็นเธอนั้น ต่างจากภาพที่เธอรับรู้เกี่ยวกับตัวเองอย่างสิ้นเชิง
ภาพที่เธอเป็นในสายตาหมอชาย: สวมเสื้อผ้าสีแดง มีป้ายชื่อระบุตัวตนติดอยู่ที่หน้าอก และได้รับบาดเจ็บสาหัส แขนหักหนึ่งข้าง เลือดไหลโชกไปทั้งตัว
แต่ความเป็นจริงที่เธอเห็น ตัวเธอไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย
หรือว่าในดันเจี้ยนเดี่ยวนี้ เธอไม่ได้เข้ามาด้วยตัวตนจริงๆ แต่กำลังสวมบทบาทเป็น "ใครบางคน" ในโรงพยาบาลแห่งนี้?
เดี๋ยวก่อน...
ซ่งหมางชะงักกึก เธอสำรวจการตกแต่งภายในห้องพักนี้ แล้วสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที
4. คุณเป็นหมอใช่หรือไม่? ใช่
หมอ?
เธอเป็นหมองั้นเหรอ?
เธอไม่ใช่คนไข้หรอกเหรอเนี่ย?!
(จบตอน)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น