ตอนที่ 450 ความภาคภูมิใจ
ลู่หลีเห็นดังนั้นก็เบาใจ เธอเองก็ไม่อยากเห็นทุกคนต้องหนาวตาย ทำได้เพียงเท่าที่สามารถทำได้
ทุกคนจากไปหมดแล้ว เหลือเพียงเจ้าของเครื่องคีบตุ๊กตาและเจ้าของต้นแอปเปิลที่ยังอยู่ข้างนอก
ทั้งสองมองหน้ากัน พลางครุ่นคิดว่าถึงเวลาที่ควรไปพักที่สถานีรถไฟความเร็วสูงแล้วหรือยัง
พวกเขาหันไปมองพ่อค้าลู่ เห็นว่าเธอไม่มีทีท่าว่าจะรั้งพวกเขาไว้ จึงจำใจหันหลังเดินจากไป
พอเดินไปได้สองก้าว ลู่หลีก็โผล่หน้าออกมาตะโกนเรียก “เอ๊ะ สองคนนั้นจะไปไหนน่ะ?”
สุดท้าย เครื่องคีบตุ๊กตาจึงถูกนำมาติดตั้งไว้ข้างๆ คลินิก ที่นั่นมีเครื่องเช่าคอมพิวเตอร์แสงอยู่ด้วยพอดี ลงตัวเลย
ส่วนต้นแอปเปิล ลู่หลีให้เขาหาที่วางเอง จะติดตามลู่หลีไป หรือไม่ไปก็ตามใจชอบ
ถ้าเลือกที่จะติดตามลู่หลี แอปเปิลบนต้นก็สามารถนำไปให้เซิ่งเสวียนวางบนแท่นสำหรับให้ทุกคนแย่งซื้อได้
รายได้ก็แบ่งกันสามคน
พอนึกคำนวณกันดูแล้ว แน่นอนว่าต้องติดตามพ่อค้าลู่สิ ถึงจะมีเนื้อกินมีน้ำซุปให้ซด!
ในเมื่อตกลงที่จะติดตามเธอแล้ว ลู่หลีจึงจัดห้องพักพนักงานให้คนละห้อง
ทั้งสองคนไม่นึกเลยว่าจะโชคดีขนาดนี้ ไม่เพียงแต่รายได้ในอนาคตจะมั่นคงแล้ว ยังมีที่พักให้อีกด้วย!
พวกเขาพยักหน้ารับด้วยความตื่นเต้น แล้วรีบเดินตามหลังลู่หลีไปยังหอพักพนักงาน
ระหว่างทางไปหอพักพนักงาน จะมองเห็นถนนสายนี้และร้านค้าที่เรียงรายอยู่สองข้างทางอย่างเป็นระเบียบ
อดไม่ได้ที่ทั้งคู่จะรู้สึกภาคภูมิใจ ต่อจากนี้ไปพวกเขาจะเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่แล้ว!
ให้ตายเถอะ นี่เป็นโอกาสที่ผู้รอดชีวิตจำนวนนับไม่ถ้วนใฝ่ฝันหา!
โอกาสที่พวกเขาได้รับมานี้ ทั้งสองคนพกพาความตื่นเต้นและความซาบซึ้งใจมาจนถึงหอพักพนักงาน
เมื่อเห็นห้องพักของตัวเอง ความตื่นเต้นและความซาบซึ้งก็พุ่งถึงขีดสุด
เฟอร์นิเจอร์ใหม่เอี่ยม ห้องที่กว้างขวาง ก๊อกน้ำที่มีน้ำไหลตลอดเวลา แถมยังมีน้ำร้อนด้วย!
ตื้นตันจนอยากร้องไห้
แต่พอทั้งคู่คิดจะแสดงความขอบคุณต่อพ่อค้าลู่ เธอก็จากไปเสียแล้ว
ทำงานเสร็จแล้วจะให้อยู่ทำไมล่ะ เป็นเสาไฟฟ้าเหรอ?
ลู่หลีกลับมาที่ร้านลอตเตอรี่ด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย พบว่าเสิ่นปิงกำลังนั่งอยู่บนโซฟา กำลังก้มตัวหยอกล้อกับเย่เย่อยู่
ดูออกเลยว่าเขาอยากจะได้รับความยอมรับจากสุนัขตัวน้อยตัวนี้มาก
เย่เย่เมินเฉยต่อเขา ปล่อยให้เขาลูบขนไปตามเรื่อง แต่พอได้กลิ่นของลู่หลี
จู่ๆ มันก็ปีนขึ้นจากพื้น สะบัดขนสีขาวที่หนานุ่มและสะอาดตา แล้ววิ่งรุดหน้าไปยังลู่หลี
ในมุมมองของลู่หลี รู้สึกเหมือนก้อนสำลีสีขาวนวลกำลังพุ่งเข้ามาหา
เธอยิ้มกว้างแล้วย่อตัวลง ตั้งใจจะรับร่างที่พุ่งมาเหมือนกระสุนนั่น แต่เย่เย่ดูเหมือนจะรู้ตัวว่าขนาดตัวมันใหญ่เกินไป
พอถึงตัวก็เบรกเล็กน้อย ลดแรงปะทะไปได้เกือบครึ่ง ถึงได้พุ่งเข้าสู่อ้อมกอดของลู่หลี
“อื้อ เจ้าเด็กดี~” ลู่หลีโอบกอดหัวสุนัขของเย่เย่ แล้วขยี้มันอย่างไม่เกรงใจ
สัมผัสนั้นมันช่างนุ่มฟูและแน่นหนา ดีต่อใจเหลือเกิน! รู้สึกเหมือนอารมณ์ความรู้สึกได้รับการเยียวยาไม่น้อย!
เสิ่นปิงยังคงนั่งอยู่บนโซฟา ใช้ข้อศอกเท้าหัวเข่า จ้องมองลู่หลีไม่วางตา
เธอยิ้มแย้มสดใส หางม้าต่ำที่รวบไว้มีความหลวมเล็กน้อยจากการเคลื่อนไหวเมื่อครู่ ทำให้มีปอยผมตกลงมา
มีทั้งที่แนบอยู่กับแก้ม และที่ปลิวไสวไปตามลม ในวินาทีนั้นเสิ่นปิงถึงกับอยากเป็นปอยผมเส้นนั้นเสียเอง
ได้แนบชิดติดตัวเธอ ได้อยู่ใกล้เธออย่างไม่ต้องกังวลสิ่งใด
ลู่หลีขยี้เย่เย่อยู่พักใหญ่ ถึงค่อยลุกขึ้นด้วยความพอใจแล้วเดินไปยังโซฟา
เย่เย่คอยตามเธอไม่ห่าง คอยเอาหางปัดเธอเป็นระยะ
จนกระทั่งลู่หลีนั่งลงบนโซฟา เย่เย่ก็ทิ้งตัวลงนอนข้างเท้าเธอ เอาหัววางบนเท้าของเธอโดยตรง
“ทำไมยังไม่กลับไปนอนอีก?” ลู่หลีถาม พลางกวาดสายตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า “ไม่หนาวเหรอ?”
เสิ่นปิงส่ายหน้า แล้วมองสำรวจตัวเองตามสายตาของเธอ
“ไม่หนาวเลยสักนิดครับ” เสิ่นปิงกล่าวตามจริง
“งั้นฉันเริ่มหนาวนิดหน่อยแล้ว มากอดหน่อย~” ลู่หลีพุ่งเข้าไปในอ้อมกอดเขา แต่รู้สึกว่ามันหนาวกว่าอุณหภูมิข้างนอกเสียอีก
เธอรีบดิ้นขลุกขลักลุกขึ้นทันที “นึกออกแล้ว นายเป็นผู้มีพลังพิเศษธาตุน้ำแข็ง จะมากลัวหนาวได้ยังไง!”
เสิ่นปิงยิ้ม โอบกอดเธอไว้ในอ้อมแขน แต่เว้นระยะห่างไว้เล็กน้อยไม่ให้ความเย็นไปสัมผัสเธอ
เย่เย่ที่กำลังนอนอยู่อย่างสงบพอเห็นดังนั้น ก็รีบลุกขึ้นมาแทรกกลางระหว่างทั้งคู่ พยายามแยกพวกเขาออกจากกันอย่างดื้อรั้น
เสิ่นปิงตอนนี้ขี้เกียจจะผูกมิตรกับมันแล้ว จึงผลักมันออกไป
ราวกับจะพิสูจน์อะไรบางอย่าง เขาโอบกอดลู่หลีไว้ในอ้อมแขน แล้วส่งสายตาไปให้เย่เย่
“โฮ่งๆๆ!” เย่เย่ไม่พอใจ แต่มันพูดไม่ได้ ทำได้เพียงใช้เสียงแสดงการต่อต้าน
“เย่เย่ ถึงเวลาแล้ว ไปนอนเถอะนะ~” ลู่หลีเร่ง
แต่ในใจกำลังคิดว่า ไปเร็วๆ สิเจ้าหมา อย่ามาทำลายโอกาสดีๆ ของพี่สาวเลย!
หางของเย่เย่ตกวูบ มันวิ่งดึ๋งๆ ขึ้นบันได เปิดประตูเข้าไปในห้องสัตว์เลี้ยง หมอบลงบนเบาะประจำตัว
ชั้นล่าง ในวินาทีที่เย่เย่ลับสายตาไป เสิ่นปิงก็รีบโน้มตัวลงจูบอย่างไม่อาจอดใจ
จูบกันอย่างดูดดื่ม
ลู่หลีรีบห้ามไว้ทันเวลา
ทั้งสองกลับมานอนบนเตียงอีกครั้ง ต่างเลือกที่จะนิ่งเงียบ ฟังเพียงเสียงลมหายใจของอีกฝ่ายเท่านั้น
ลู่หลีกำลังพักผ่อนพลางหวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่
ส่วนเสิ่นปิงกำลังคิดว่า หากปฏิเสธเธอเมื่อกี้ เธอจะโกรธไหมนะ?
พักไปพักไป ดวงตาของลู่หลีก็ค่อยๆ ปิดลงจนหลับไปในที่สุด
ทิ้งให้เสิ่นปิงจ้องมองเพดาน อยากจะอธิบายให้เธอฟัง
เสิ่นปิงเตรียมใจมาอย่างดี พลิกตัวหันหน้าเข้าหาลู่หลี กำลังจะเริ่มอธิบาย
กลับพบว่าเธอหลับไปเสียแล้ว เสิ่นปิงพูดไม่ออก หลับไปก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องคิดมาก
ก็นะ นิสัยอย่างพ่อค้าลู่ ถ้าไม่พอใจอะไรคงพูดออกมาตรงๆ ไม่เก็บไว้ในใจแน่
เสิ่นปิงค่อยๆ ขยับเข้าไปหา โอบกอดเธอไว้ในอ้อมแขน สูดดมกลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวเธอ แล้วก็หลับไปในที่สุด
วันรุ่งขึ้น ลู่หลีตื่นขึ้นมาในอ้อมกอดของเสิ่นปิง ขยับตัวเล็กน้อย
ลู่หลีนึกแค้นในใจ พลิกตัวอย่างไม่สบอารมณ์ ตั้งใจจะมุดออกไป
กลับสัมผัสได้ว่าเขาก็ตื่นแล้ว ไม่ใช่แค่คนเดียวที่ตื่น แต่ “เสี่ยวปิง” ก็ตื่นด้วยเหมือนกัน
เขาคว้าเธอเข้าไปในอ้อมแขน กอดไว้แน่นเสียจนขยับไม่ได้
เธอหยุดนิ่งแต่เช้าตรู่แบบนี้ มันลำบากใจจริงๆ...
ในเมื่ออากาศหนาว เธอเองก็ไม่คิดจะเปิดร้านเช้าขนาดนั้น ในเมื่อเป็นแบบนี้... =
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป ลู่หลีถูกเสิ่นปิงอุ้มออกมาจากห้องน้ำ
ปรนนิบัติสวมเสื้อผ้าให้ ถูกเธอถลึงตาใส่หลายที เสิ่นปิงก็น้อมรับไว้ทั้งหมด
---
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น