ตอนที่ 393 สติหลุด
สำหรับส่วนแบ่งแบบสามต่อเจ็ด ทางฐานที่มั่นกลางก็ไม่มีข้อคัดค้านอะไร
อันที่จริงแล้วมีคนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่มีประโยชน์ เสียงส่วนน้อยต้องยอมจำนนต่อเสียงส่วนใหญ่
ด้วยเหตุนี้ ลู่หลีจึงได้รับเงินก้อนโตมาหนึ่งล้านเครดิต
มันเป็นเงินที่ผู้เฒ่าเสิ่นใช้แมวกวักที่อยู่ในจุดแลกเปลี่ยนเสบียงของฐานที่มั่นกลางทำการแลกเปลี่ยนออกมา
เงินหนึ่งล้านเครดิตนี้ สามารถนำไปสร้างสถานีรถไฟความเร็วสูงได้ถึงห้าแห่ง ส่วนรางรถไฟนั้นต้องคำนวณแยกต่างหาก
ความหมายของผู้เฒ่าเสิ่นก็คือ อยากจะเชื่อมต่อเมืองสองสามแห่งที่อยู่รอบๆ เมืองซ่างจิงเข้าด้วยกันก่อน และเนื่องจากอยู่ใกล้กับฐานที่มั่นกลาง เมืองเหล่านี้จึงมีการพัฒนาที่ดีที่สุด
แต่ลู่หลีกลับรู้สึกว่า การมุ่งพัฒนาแต่ฐานที่มั่นที่ดีๆ แล้วละเลยฐานที่มั่นที่อยู่ห่างไกลออกไปเช่นนี้
มันจะยิ่งทำให้ช่องว่างของทุกคนกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ
เดิมทีฐานที่มั่นที่ห่างไกลก็มีความทุรกันดารมากอยู่แล้ว ปกติก็มักจะไม่ได้ผลประโยชน์อะไรเลย คราวนี้คงจะยิ่งล้าหลังเข้าไปใหญ่
เรื่องนี้ทั้งสองคนยังไม่ได้ข้อสรุปจากการหารือกัน ดังนั้นตอนนี้ลู่หลีจึงกำลังนั่งขบคิดอยู่
เธอเองก็อยากจะสร้างสถานีรถไฟความเร็วสูงไว้ที่ฐานที่มั่นที่ห่างไกลที่สุดโดยตรงเหมือนกัน แต่กฎเกณฑ์มันไม่เอื้ออำนวยนี่สิ
จำเป็นต้องเป็นสถานที่ที่เธอเคยเดินทางไปเยือนแล้วเท่านั้นถึงจะทำได้…
ช่างเป็นกรรมตามสนองจริงๆ เธอพบว่าแทบจะทุกสิ่งก่อสร้างหรือรางวัลต่างๆ ล้วนมีข้อจำกัดแบบนี้ทั้งนั้น
ลู่หลีเอ่ยปลอบใจตัวเอง มันต้องเป็นเพราะระบบกลัวว่าฉันจะก้าวเดินเร็วเกินไปจนก้นกบหักแน่ๆ
ช่วยไม่ได้ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ทำได้เพียงเริ่มสร้างสถานีรถไฟความเร็วสูงจากฐานที่มั่นที่เคยไปมาแล้วเท่านั้น
ขั้นแรกเชื่อมต่อห้าฐานที่มั่นในเมืองซ่างจิงเข้าด้วยกันก่อน ซึ่งประกอบไปด้วย ฐานที่มั่นกลาง ฐานที่มั่นโจวเจิ้ง ฐานที่มั่นซวี่รี่ ฐานที่มั่นจื้อสิง และฐานที่มั่นฮว่านเฟย
ดีมาก เพียงเท่านี้เงินหนึ่งล้านเครดิตก็ถูกใช้งานไปจนเกือบจะหมดสิ้นแล้ว…
ตอนนี้ทั้งห้าฐานที่มั่นของเมืองซ่างจิงต่างก็มีสถานีรถไฟความเร็วสูงแล้ว ลู่หลีจึงแจ้งข่าวนี้ให้ผู้เฒ่าเสิ่นซาบ
ในเวลานี้ มีผู้อยู่อาศัยบางส่วนที่เพิ่งจะกลับมาจากการออกไปเข่นฆ่าซอมบี้ที่ด้านนอก
พวกเขาบังเอิญได้เห็นการปรากฏขึ้นของสถานีรถไฟความเร็วสูงพอดี จึงอดไม่ได้ที่จะพากันตกใจหน้าถอดสี แต่พวกเขาก็ล้วนเป็นคนที่เคยผ่านพบเรื่องราวใหญ่โตของบอสลู่มาแล้วทั้งนั้น
ไม่นานนักก็กลับมาสงบสติอารมณ์ได้ดังเดิม แถมยังพากันผลักดันเบียดเสียดเข้าไปดูใกล้ๆ
บางคนที่ความจำดีรีบโพล่งขึ้นมาทันที “นี่มันสถานีรถไฟความเร็วสูงนี่นา! นึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็นสถานีรถไฟความเร็วสูง!”
บางคนที่อายุยังน้อยหน่อยก็เอ่ยถามขึ้นมา “สถานีรถไฟความเร็วสูงคืออะไรเหรอ? มันเอาไว้ทำอะไร? กินได้ไหม?”
ชายคนนั้นหันไปมองดูอายุของอีกฝ่าย พลางกลืนคำด่าที่อยากจะพ่นออกมาลงคอไป แล้วอธิบายด้วยความอดทน “รถไฟความเร็วสูงก็คือรถไฟที่แล่นด้วยความเร็วไวมากๆ ขอแค่ซื้อตั๋ว ไม่ว่าที่ไหนก็สามารถเดินทางไปถึงได้ทั้งนั้น!”
“ว้าว!” ทุกคนเริ่มส่งเสียงร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ
“นี่ต้องเป็นฝีมือที่บอสลู่เนรมิตขึ้นมาแน่ๆ เลย!”
“นอกจากเธอแล้ว ยังจะมีใครหน้าไหนที่มีความสามารถเก่งกาจขนาดนี้อีกซะที่ไหนล่ะ”
“ตอนนี้เปิดให้บริการหรือยังนะ? ขึ้นไปนั่งได้ไหม? อยากจะลองไปชิมลางดูจังเลย!”
“เดินทางไปต่างประเทศได้ด้วยไหมนะ”
ชายคนนั้นถึงกับสำลักคำพูด “ไม่แน่หรอกนะ บางทีอาจจะยังไม่ได้เปิดเส้นทางไปถึงมั้ง ตรงนี้คือห้องโถงขายตั๋ว พวกเราลองเข้าไปดูกันเถอะ”
ด้านในมีตู้ขายของอัตโนมัติสำหรับขายตั๋ววางเรียงรายอยู่ริมกำแพง ทุกคนพากันรุมล้อมเข้าไปที่หน้าตู้เครื่องหนึ่งพร้อมกัน
คนที่อยู่ด้านในสุดลงมือจิ้มกดสั่งการอยู่ครู่หนึ่ง ทุกคนก็พากันร้องอุทานออกมา “ว้าว นึกไม่ถึงเลยว่าจะสามารถเดินทางไปถึงฐานที่มั่นฮว่านเฟยได้ด้วยน่ะ! ฉันจำได้ว่าฐานที่มั่นนี้อยู่ห่างไกลออกไปตั้งเยอะเลยนะ!”
“ตอนนี้มีสถานีรถไฟความเร็วสูงแค่หกแห่งเองเหรอ? มีสถานีรถไฟความเร็วสูงกลาง ฮว่านเฟย โจวเจิ้ง จื้อสิง ซวี่รี่ แล้วก็ยังมีชวนเจียวอีกแห่งหนึ่ง?”
“ว่าแต่ฐานที่มั่นชวนเจียวมันตั้งอยู่ที่ไหนนะ”
“อยู่ที่เมืองข้างๆ น่ะ ถัดจากเมืองชวนเป้ยไป ดูเหมือนจะชื่ออะไรนะ เมืองอิ๋นเซี่ยง มั้ง?”
“โอ้~ อยู่ไกลจังเลยนะ~ นึกไม่ถึงว่าจะเดินทางไปถึงได้เหมือนกัน!”
หลังจากเดินสำรวจดูสถานีรถไฟความเร็วสูงเสร็จสิ้นแล้ว พวกเขาก็หันมาดูราคาตั๋วต่อ แล้วก็ต้องส่งเสียงร้องอุทานออกมาอีกครั้ง
“จากฐานที่มั่นกลางเดินทางไปถึงฐานที่มั่นชวนเจียว นึกไม่ถึงเลยว่าจะใช้เงินแค่ยี่สิบนิวเคลียสคริสตัลเอง! ส่วนเดินทางไปถึงฐานที่มั่นโจวเจิ้งใช้แค่สิบห้าชิ้นเท่านั้นเอง! ทำไมมันถึงได้ถูกขนาดนี้กันนะ!”
ทุกคนพากันวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ ต่างพากันรู้สึกว่าลู่หลีกำลังทำทานการกุศลอยู่แน่ๆ
อันที่จริงลู่หลีเองก็เคยคำนวณดูแล้ว จากฐานที่มั่นกลางไปถึงฐานที่มั่นชวนเจียวต้องใช้นิวเคลียสคริสตัลยี่สิบชิ้น ซึ่งก็เท่ากับสองพันเครดิต ถือว่าไม่ได้ถูกเลยนะ
สถานีรถไฟความเร็วสูงที่โผล่มาจากความว่างเปล่า ได้สร้างความตื่นตัวและกลายเป็นกระแสยอดฮิตในโลกอินเทอร์เน็ตอีกระลอกหนึ่ง
ตอนนี้ทุกคนก็ไม่มีเรื่องอะไรให้สนุกสนานกันอยู่แล้ว ในแต่ละวันจึงเอาแต่คอยให้ความสนใจว่าบอสลู่จะมีลูกเล่นอะไรใหม่ๆ ออกมาอีกไหม
เธอมีลูกเล่นเพิ่มขึ้นมาอย่างหนึ่ง ทุกคนก็มีเรื่องให้สนุกสนานเพิ่มขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่ง
และต่างก็สืบทราบกันแล้วว่าบอสลู่กำลังทำการออกเดินทางสัญจรไปตามฐานที่มั่นต่างๆ และรู้ดีว่าต้องมีสักวันที่เธอจะเดินทางมาถึงฐานที่มั่นของตัวเอง
ผู้คนจำนวนมากต่างพากันเฝ้ารอคอยมาเป็นเวลานานแสนนาน
และลู่หลีเองก็กำลังพยายามอย่างเต็มที่ในการปรับปรุงพื้นที่บริเวณนี้ เธอเดินทางมาถึงตลาดมืด
พลางเอ่ยปากพูดกับบรรดาเจ้าของร้านค้าที่ตั้งแผงลอยกันอย่างระเกะระกะเหล่านั้นว่า “พวกนายช่วยจัดระเบียบแผงค้าของตัวเองให้ดีๆ หน่อย ไปตั้งเรียงแถวหน้ากระดานอยู่ริมกำแพงนู่นเลย”
“ให้เจ้าของร้านไปยืนอยู่ด้านหลังแผงค้า จะได้สะดวกต่อการค้าขาย พวกลูกค้าเวลาเดินเข้ามาจากประตูทางเข้า จะได้สามารถมองกวาดสายตาดูไปได้ตามแนวเดียวกัน อย่ามาตั้งตรงนี้แผงตรงนั้นแผง มันดูไม่เจริญหูเจริญตาเอาเสียเลย!”
เมื่อได้รับคำสั่งของลู่หลี เจ้าของร้านค้าทั้งสิบรายก็เริ่มลงมือปฏิบัติการทันที
เครื่องไม้เครื่องมือของแต่ละคนมีความแตกต่างกันไป อย่างเช่นคนที่ขายถังหู่ลู่ ก็ถือไม้เสียบไว้ในมืออันหนึ่ง ไม่สิ ตอนนี้อัปเกรดขึ้นมาเป็นสองอันแล้ว ถือไว้ในมือข้างละอัน
ทว่าแผงค้าส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องจักรอุปกรณ์ที่สมบูรณ์แบบ ด้านล่างมีล้อเลื่อนติดอยู่ สามารถผลักดันให้เคลื่อนที่ไปมาได้
ในเวลาต่อมา พวกเขาก็จัดเรียงแถวเป็นแนวเดียวกันตามที่ลู่หลีบอกเรียบร้อย
มันดูดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมากจริงๆ แต่ทว่าก็ยังมีคนที่มีความคิดเห็นขัดแย้งอยู่ดี
เขายังไม่ทันจะได้อ้าปากพูด ลู่หลีก็ชิงพูดขึ้นมาเสียก่อนว่า “พวกเราจะจัดตำแหน่งที่ยืนตามลำดับก่อนหลังที่เดินทางมาถึง มีความพิถีพิถันกันตามนี้เลย”
จะได้ไม่มีใครมาคอยมีปัญหา ว่าตัวเองต้องไปยืนอยู่ข้างหลังสุดแล้วเกิดความไม่พอใจขึ้นมา
ลู่หลีเองก็ทำตัวลำบากเหมือนกันนะเนี่ย! เธอยืนมองดูทุกคนเข้าประจำที่ใหม่อีกครั้ง เมื่อเห็นว่าเริ่มมีลูกค้าทยอยเดินเข้ามากันเรื่อยๆ แล้ว เธอจึงเดินกลับร้านลอตเตอรี่
วันนี้รู้สึกค่อนข้างจะเหน็ดเหนื่อย ช่วงบ่ายเอาแต่นั่งรถไปโน่นมานี่ ถึงแม้จะเอาแต่นั่งอยู่เฉยๆ แต่ก้นก็รู้สึกเจ็บระบมอยู่ไม่น้อย
หลังจากลู่หลีกลับมาถึงก็พบว่า เสิ่นปิงและหลัวมู่ยังไม่ได้กลับไปเลย
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในรถบ้าน ก็ต้องสบเข้ากับสายตาของทั้งสองคน อื้ม มองออกเลยว่าต่างคนต่างก็มีความคิดในใจซ่อนอยู่ แต่ความคิดที่ซ่อนอยู่นั้นคืออะไรกันล่ะ?
ไม่รู้สิ ไม่อยากจะรับรู้ด้วย ตอนนี้อยากจะนั่งพักผ่อนใจจะขาด
เธอทำตามความต้องการของหัวใจ เดินไปหาที่ว่างแล้วล้มตัวลงนอนพิงผ่อนคลายอยู่บนโซฟาเพื่อพักสายตา
ด้านข้างมีหลัวมู่นั่งอยู่ เขาหัวเราะหึๆ ออกมาสองสามที ในสมองยังคงคิดทบทวนไปถึงภาพเหตุการณ์ในช่วงบ่ายที่เขาได้พาบอสลู่ซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์อยู่เลย
อืม พอลู่หลีได้ยินเสียงหัวเราะอย่างโง่ๆ ของเขา ในใจก็รู้สึกผ่อนคลายลงไปบ้าง
ส่วนบนโซฟาเดี่ยวอีกตัวหนึ่งมีเสิ่นปิงนั่งอยู่ เขาค่อยๆ เคลื่อนตัวขยับเข้ามาหาอย่างเงียบๆ จนทำให้เธอโดนคนทั้งสองคนนั่งขนาบข้างอยู่ตรงกลางสำเร็จ
เธอเอ่ยถามขึ้นมา “มีอะไรกันเหรอ” เป็นการเอ่ยถามคนทั้งสองคนพร้อมกัน
หลัวมู่หัวเราะอย่างซื่อบื้อ “ไม่มีอะไรหรอก แค่อยากจะหัวเราะเฉยๆ น่ะ เฮเฮเฮ”
มีหรือที่ลู่หลีจะไม่รู้ว่าเขากำลังหัวเราะเรื่องอะไรอยู่ แม้กระทั่งเสิ่นปิงเองก็พอจะคาดเดารู้เรื่องอยู่บ้างเล็กน้อย
อาการหัวเราะร่าเริงอย่างคนโง่ของหลัวมู่ในตอนนี้ มันช่างเหมือนกับอาการทางจิตของเขาในวันนั้นหลังจากที่ได้จูบกับลู่หลีไม่มีผิดเพี้ยน ภาพเหตุการณ์นั้นมักจะแวบเข้ามาในหัวอยู่เป็นระยะๆ
เขาอดไม่ได้ที่จะกำหมัดแน่นขึ้นมาทันที มันต้องไม่ใช่แบบที่เขาคิดเอาไว้แน่ๆ…
แต่ทว่าเจ้าเด็กหลัวมู่คนนี้แต่ไหนแต่ไรมาก็เป็นคนที่เก็บงำความลับอะไรไม่ค่อยอยู่เอาเสียเลย ชวนให้อยากรู้อยากเห็นเหลือเกินว่า ช่วงบ่ายวันนี้เกิดเรื่องราวอะไรขึ้นระหว่างพวกเขาสองคนกันแน่
เมื่อลู่หลีเห็นว่าเสิ่นปิงไม่ได้ปริปากพูดอะไรออกมา เธอก็ไม่ได้เอ่ยคำใดต่อ อารมณ์บางอย่างก็คงต้องปล่อยให้อีกฝ่ายไปทำความเข้าใจระงับสติอารมณ์เอาเอง
เธอค่อยๆ ลุกขึ้นยืน พลางใช้มือปัดฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงบนลาดไหล่เบาๆ “วันนี้รู้สึกค่อนข้างจะเหนื่อยหน่อย ขอตัวขึ้นไปอาบน้ำก่อนนะ”
พอดีลู่หลีเดินจากไป เสิ่นปิงก็ไม่ได้เสแสร้งแกล้งทำอีกต่อไป สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นมืดมนลงทันตา ก่อนจะรีบขยับเข้าไปประชิดตัวหลัวมู่อย่างรวดเร็ว
เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำ “บ่ายวันนี้ นายกับบอสลู่พากันไปทำอะไรมา”
หลัวมู่ยังคงมีอาการขัดเขินอยู่บ้าง พลางเอื้อมมือไปเกาจมูกเบาๆ “ก็แค่พากันนั่งรถไฟความเร็วสูงไปกลับมาสองรอบเอง อ้อ จริงด้วย ขี่รถมอเตอร์ไซค์คันนั้นของฉันไปน่ะ”
ขี่รถมอเตอร์ไซค์ พากันนั่งรถไฟความเร็วสูงไปกลับตั้งสองรอบ
กันตามลำพัง
เรื่องราวใดเรื่องราวหนึ่งในนี้ ล้วนสามารถทำให้เสิ่นปิงสติหลุดกระเจิงได้ทั้งสิ้น และเขาก็ไม่กล้าที่จะคิดเชื่อมโยงรายละเอียดภาพเหตุการณ์เหล่านั้นต่อเลย
เสิ่นปิงอยากจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่างออกมา เขาอ้าปากค้างไว้ ทว่ากลับรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในสถานะที่เหมาะสม และไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไรเลย
ทำได้เพียงเอื้อมมือไปตบที่ไหล่ของหลัวมู่เบาๆ ก่อนจะเดินคอตกกลับไปด้วยจิตใจที่เหม่อลอยไร้ชีวิตชีวา
(จบตอน)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น