-->

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ตอนที่ 392 พ่อแม่ของต้าตง



ตอนที่ 392 พ่อแม่ของต้าตง


เขายังพูดกับลู่หลีด้วยความตื่นเต้นเป็นพิเศษอีกว่า “หลังจากนี้ถ้าเธอต้องการเมื่อไหร่ ฉันพร้อมสแตนบายเสมอ ที่นั่งข้างหลังจะเหลือไว้ให้เธอตลอดไป”

ลู่หลียิ้มรับพลางตอบตกลง จากนั้นก็รินน้ำให้ตัวเองแก้วหนึ่ง แล้วหันไปมองทั้งสามคนที่กำลังง่วนอยู่ในครัว

รอเวลากินข้าวอย่างเงียบๆ

หวังหยางจึงเอ่ยปากถามขึ้นมา “ช่วงบ่ายวันนี้พวกนายสองคนไปไหนกันมา”

ลู่หลีกำลังส่งข้อความคุยกับผู้เฒ่าเสิ่นอยู่ จึงไม่ได้ยินคำถามชัดเจนนัก

หลัวมู่รีบพูดขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นทันที “พวกเราสองคนไปนั่งรถไฟความเร็วสูงมาน่ะ นั่งยิงยาวไปถึงฐานที่มั่นกลางเลย ใช้เวลาแค่สามชั่วโมงครึ่ง ตั๋วราคายี่สิบนิวเคลียสคริสตัล ถือว่าถูกมากเลยล่ะ!”

หากเลือกที่จะเดินเท้าไปฐานที่มั่นกลาง คาดว่าคงต้องใช้เวลาหลายวันเลยทีเดียว แถมยังไม่แน่ว่าจะเดินทางไปถึงอย่างปลอดภัยไหม

แต่รถไฟความเร็วสูงนั้นสามารถรับประกันความปลอดภัยและความเร็วให้ได้อย่างแน่นอน

“รถไฟความเร็วสูงงั้นเหรอ” ฉู่หลีเซิงและหวังหยางโพล่งออกมาพร้อมกัน

“เฮเฮ พวกนายยังไม่รู้สินะ~ บอสลู่เพิ่งจะสร้างสถานีรถไฟความเร็วสูงแห่งใหม่ขึ้นมา อยู่ที่ด้านนอกฐานที่มั่นชวนเจียว นี่เอง!” หลัวมู่พูดด้วยความตื่นเต้นและภาคภูมิใจราวกับว่าสถานีรถไฟความเร็วสูงแห่งนี้เป็นฝีมือการสร้างของเขาเองอย่างนั้นแหละ

หลังจากลู่หลีพูดคุยเรื่องนี้กับผู้เฒ่าเสิ่นเสร็จเรียบร้อยแล้ว พอเงยหน้าขึ้นมาก็ต้องเผชิญหน้ากับสายตาชื่นชมบูชาจากหลายๆ คนในทันที

“อ้าว?” เมื่อครู่เพิ่งโดนผู้เฒ่าเสิ่นเอ่ยปากชื่นชมแถมยังให้กำลังใจมาชุดใหญ่ ตอนนี้สมองของเธอจึงยังรู้สึกมึนๆ อยู่เล็กน้อย จึงเอ่ยถามไปว่า “มีอะไรกันเหรอ”

ฉู่หลีเซิงและหวังหยางยกนิ้วโป้งให้ลู่หลีพร้อมกัน

ถึงแม้ว่าหวังหยางจะเป็นซอมบี้ แต่เขาก็รู้สึกว่านี่เป็นเรื่องที่ดีงามมาก จึงเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความคาดหวังว่า “ซอมบี้สามารถนั่งรถไฟความเร็วสูงได้ไหม”

อีกสามคนที่เหลือต่างพากันมองเขาด้วยสายตาแปลกประหลาด ลู่หลีจึงช่วยเลือกสรรคำพูดอย่างระมัดระวัง “ถ้าแบบนั้นซอมบี้ก็คงได้เปิดโต๊ะจีนกินเลี้ยงกันเลยล่ะมั้ง…” ถือว่าพูดจาได้ประนีประนอมและนุ่มนวลมากเลยนะ~

หลัวมู่เข้าใจความหมายทันที เขาหัวเราะจนตัวงอลงไปนอนบนโซฟา ปากก็คอยพูดทวนคำสองคำนั้นซ้ำๆ “เปิดโต๊ะจีนกินเลี้ยง ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า เปิดโต๊ะจีนกินเลี้ยง ลู่หลีเธอช่างน่าตลกจริงๆ เลย!”

ฉู่หลีเซิงเองก็กลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่ พลางหัวเราะและตบไปที่ไหล่ของหวังหยางเบาๆ

หวังหยางยังคงทำหน้ามึนงง “เปิดโต๊ะจีนกินเลี้ยงคืออะไร”

ฉู่หลีเซิงอธิบาย “ก็คือการกินข้าวยังไงล่ะ ถ้าหากโยนซอมบี้เข้าไปในกลุ่มฝูงชน มันจะไม่ใช่การเปิดโต๊ะจีนกินเลี้ยงกันหรอกเหรอ”

เมื่อหวังหยางลองคิดตามดู มันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ หากโยนเขาเข้าไปในมหาสมุทรที่เต็มไปด้วยบอสลู่ล่ะก็ เขาคงจะมีความสุขจนตายไปเลย ค่อยๆ กินไปวันละคน เฮเฮเฮ~

เริ่มส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างโง่ๆ น้ำเสียงดูซื่อบื้อเกินไป จนทุกคนต้องหันมามองเขาเป็นตาเดียว

หวังหยางหัวเราะอยู่คนเดียวพักใหญ่ถึงค่อยๆ สงบลง พอหันไปสบเข้ากับสายตาเคลือบแคลงสงสัยของทุกคน เขาก็ส่งเสียงหึออกมาเบาๆ แล้วทำเป็นไม่สนใจพวกนั้น

เพียงแต่แอบขยับก้นเคลื่อนตัวไปทางลู่หลีอย่างเงียบๆ อีกสองสามที เฮเฮ ขยับเข้าไปใกล้ๆ หน่อย ถึงเวลาเปิดโต๊ะจีนกินเลี้ยงจะได้อ้าปากงับได้ทันท่วงที

ไม่นานนัก อาหารและกับข้าวก็ทำเสร็จเรียบร้อย เสิ่นปิงและพวกทั้งสามคนช่วยกันยกจานกับข้าวออกมา จัดวางจานอาหารแต่ละอย่างจนเข้าที่

ทุกคนนั่งประจำที่กันเรียบร้อยแล้ว สายตาของลู่หลีเหลือบไปเห็นต้าตงโดยไม่ได้ตั้งใจ เอ๊ะ รู้สึกเหมือนตัวเองจะลืมอะไรบางอย่างไปเลยนะ

วันนั้นที่เดินทางไปหาเสิ่นปิง ก็รู้สึกว่าอารมณ์ของต้าตงดูแปลกๆ ไป แต่หลังจากนั้นเธอก็ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท

พอคราวนี้นำกลับมาสังเกตดูอีกที ก็ยังคงรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องจริงๆ

ลู่หลีหยิบถ้วยข้าวขึ้นมา พลางเอ่ยถามว่า “ต้าตง? นายเป็นอะไรไปหรือเปล่า มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นงั้นเหรอ”

ในฐานะหัวหน้าที่ได้มาตรฐาน การให้ความสำคัญและใส่ใจต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของพนักงานถือเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก ยิ่งไปกว่านั้น เด็กคนนี้ยังเป็นพนักงานรุ่นบุกเบิกของเธออีกด้วย

เป็นคนที่ร่วมเดินทางผ่านพ้นสิ่งต่างๆ มาด้วยกันตั้งแต่แรกเริ่ม ยิ่งต้องคอยเอาใจใส่ดูแลให้ดี

ต้าตงเงยหน้าขึ้นมาด้วยความตื่นตระหนก สบสายตาเข้ากับแววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของลู่หลี ก่อนจะรีบก้มหน้าลงต่ำทันที แล้วแสร้งทำเป็นพุ้ยข้าวเข้าปากเพื่อปกปิดพิรุธ

เสิ่นปิงเองก็หันไปมองเขาเช่นกัน ช่วงนี้ในหัวของเขาเอาแต่คิดถึงเรื่องของลู่หลี จนลืมที่จะให้ความสนใจและดูแลพวกเด็กๆ ไปเลย

ทุกคนต่างก็หันมามองข้ามไปทางเขา เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสายตาที่จับจ้องเข้ามามากมายขนาดนี้ ต้าตงจึงเริ่มทำตัวไม่ถูก

เขาพูดจาอึกอักอ้อมแอ้มออกมาว่า “ฉัน ฉันเหมือนจะมีพ่อแม่น่ะ”

“อ้าว? พวกเราทุกคนก็มีกันทั้งนั้นแหละ ไม่ได้กระโดดออกมาจากซอกก้อนหินเสียหน่อย” ลู่หลีหัวเราะ

เธอพยายามใช้น้ำเสียงที่ผ่อนคลายและสนุกสนาน เพื่อช่วยทำลายบรรยากาศที่ดูอึมครึมและตึงเครียดในเวลานี้ลง

ต้าตงมีสีหน้าอมทุกข์และไม่เป็นสุข แถมยังพูดจาตัดพ้อปนน้อยใจออกมาว่า “ฉันรู้ แต่ว่าตอนนั้นพวกเขาใจดำทอดทิ้งฉันไปแท้ๆ ตอนนี้กลับอยากจะมาขอรับฉันคืนซะงั้น…”

ลู่หลีถึงกับอึ้งไปเลย นึกไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องราวแบบนี้ขึ้น นึกว่าเป็นแค่เด็กน้อยที่กำลังคิดถึงพ่อแม่เสียอีก

“แล้วนายล่ะ” เธอช่วยเลือกสรรคำพูดอย่างระมัดระวัง

“ฉันไม่อยากกลับไปหรอก พวกเขาแค่เห็นในอินเทอร์เน็ตว่าฉันได้ดีมีสุขอยู่ในเซเว่น เลยคิดอยากจะมาหาผลประโยชน์จากฉันต่างหาก! ตอนที่ผลักไสทอดทิ้งฉันไปคราวนั้นช่างเด็ดขาดสิ้นดี!” ต้าตงพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

ถ้อยคำวาจาเต็มไปด้วยความเกลียดชังและรังเกียจที่มีต่อพ่อแม่ หลังจากถูกบุพการีทอดทิ้ง ก็ได้พี่เสิ่นปิงนี่แหละที่คอยหยิบยื่นบ้านหลังที่สองให้แก่เขา

ในช่วงแรกเริ่มเขายังเคยคิดว่าพ่อแม่จะต้องกลับมาตามหาเขาอย่างแน่นอน ทว่าเฝ้ารอคอยเช่นนี้มานานถึงครึ่งปี

ในที่สุดเขาก็ถอดใจและยอมรับความจริงได้

เขาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับพี่เสิ่นปิงอย่างสบายใจ หลังจากนั้นก็มีเซียวตี๋ จานถิง เฉินสือ เฉินจิ่ว รวมเป็นหกคนที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขมาก

และต่อมาก็ได้พบเจอกับพี่ลู่หลี ทุกคนได้มาอาศัยอยู่ร่วมกัน ยิ่งทำให้ชีวิตมีความสุขและสมบูรณ์พูนสุขมากขึ้นไปอีก เขาไม่อยากจะกลับไปหาพวกนั้นเลยแม้แต่น้อย!

ลู่หลีเห็นพ้องต้องกัน “นั่นสิ พ่อแม่เฮงซวยพรรค์นั้นจะกลับไปหาทำไม กลับไปหาเรื่องใส่ตัวรึไง ตอนที่พวกเขาทิ้งนายไปคงไม่ได้คิดเลยด้วยซ้ำว่านายจะมีชีวิตรอดมาได้”

แม้คำพูดจะดูหยาบกระด้างไปหน่อย แต่มันคือเรื่องจริง

ในเมืองที่เต็มไปด้วยซอมบี้วิ่งพล่านขนาดนี้ เด็กตัวเล็กๆ ที่ไม่มีพลังพิเศษคนหนึ่งจะเอาชีวิตรอดได้อย่างไร? การทำแบบนั้นมันก็ไม่ต่างจากการปล่อยให้เขาไปตายหรอก!

ต้าตงได้รับแรงผลักดันและกำลังใจ ทำให้จิตใจของเขายิ่งมีความหนักแน่นมั่นคงมากขึ้น ทว่าในใจก็ยังคงมีความกังวลอยู่บ้าง

“แต่พวกเขาก็บอกว่า ถ้าหากฉันไม่ยอมกลับไป หรือไม่ยอมส่งเสบียงไปให้พวกเขา พวกเขาจะมาสร้างความวุ่นวายที่เซเว่น ฉันกลัวว่า…”

“ไม่ต้องกลัว! นายมีพี่ชายตั้งเยอะแยะขนาดนี้ ถึงเวลาแค่ออกปากเรียกใครสักคน ก็สามารถสั่งสอนและไล่พวกนั้นไปได้แล้ว!” ลู่หลีพูดจาอย่างโอหังและทรงพลัง

ก่อนจะฉุกคิดขึ้นมาได้ และเอ่ยถามด้วยความเคลือบแคลงใจว่า “แล้วพวกเขา รู้ได้ยังไงว่านายทำงานอยู่ที่เซเว่น”

หลัวมู่ช่วยอธิบายแทน “ปกติก็มักจะมีคนถ่ายรูปโพสต์ลงอินเทอร์เน็ตอยู่บ่อยๆ ไม่ใช่เหรอ คาดว่าต้าตงคงจะปรากฏตัวในรูปบ่อยเกินไป ก็เลยโดนสังเกตเห็นเข้า”

ในตอนนี้พวกเด็กๆ ต่างก็มีคอมพิวเตอร์แสงกันหมดแล้ว เพื่อความสะดวกในการติดต่อสื่อสารและการระบุตำแหน่ง เป็นต้น

และเพื่อความสนุกสนาน พวกเขายังได้ลงทะเบียนบัญชีผู้ใช้ของตัวเองในโซเชียลมนุษย์อีกด้วย แถมด้านหน้าชื่อยังมีการใส่คำนำหน้าของเซเว่นเอาไว้เหมือนกันหมด

พอพ่อแม่ของต้าตงสืบรู้ว่าเขาทำงานอยู่ในเซเว่น จึงสามารถค้นหาบัญชีผู้ใช้ของเขาได้อย่างง่ายดาย

แล้วเริ่มทำการส่งข้อความส่วนตัวมาหาอย่างบ้าคลั่ง…

ในปัจจุบัน แผนการเดินทางของร้านลอตเตอรี่ไม่ได้ถือเป็นความลับอีกต่อไป ทุกครั้งที่เดินทางไปถึงฐานที่มั่นแห่งใหม่ ก็มักจะมีชาวบ้านจำนวนนับไม่ถ้วนสมัครใจถ่ายรูปโพสต์ลงอินเทอร์เน็ต เพื่อให้คนอื่นรู้สึกอิจฉาตาร้อนเล่นๆ

เพียงแต่ลู่หลีรู้สึกว่า พวกนั้นไม่มีทางตามความเร็วของร้านลอตเตอรี่ได้ทันหรอก

เพราะว่าในหนึ่งวันก็เปลี่ยนฐานที่มั่นไปแห่งหนึ่งแล้ว นอกเสียจากว่านายจะเป็นผู้มีพลังพิเศษสายความเร็ว หรือมีขนาดยานพาหนะส่วนตัว ไม่อย่างนั้นจะเอาอะไรมาวิ่งไล่ตามตามทันกัน?!

“ไม่เป็นไร ไม่ต้องกลัวนะ!” ลู่หลีเอ่ยปากปลอบใจ

เธอยังคีบน่องไก่ชิ้นโตใส่ลงในถ้วยของเขาเพื่อเป็นการให้กำลังใจ ต้าตงอ้าปากงับคำโตทั้งน้ำตาคลอเบ้า

ตามปกติแล้วเฉินสือมักจะต้องแย่งกินกับเขาอยู่เป็นประจำ คราวนี้นึกสงสารและเห็นใจเขาขึ้นมา จึงช่วยคีบกับข้าวส่งให้เขาด้วยตัวเอง

เสิ่นฝูเฟิงเห็นดังนั้น ก็ช่วยคีบกับข้าวให้เขาด้วยเหมือนกัน แถมยังพูดสำทับอีกว่า “กินเยอะๆ นะ” ท่าทางดูเหมือนผู้ใหญ่ที่โตแล้วเลยล่ะ

คนอื่นๆ ก็พากันคีบกับข้าวให้ต้าตงเช่นเดียวกัน ผ่านไปไม่นาน จานแบ่งใบเล็กที่อยู่ตรงหน้าของเขาก็พูนจนเต็ม

ต้าตงเปลี่ยนจากร้องไห้มาเป็นส่งยิ้มออกมา “พอแล้วๆ พวกพี่ก็รีบกินกันเถอะ”

ช่างดีเหลือเกินที่มีครอบครัวที่น่ารักแบบนี้อยู่เคียงข้าง

ส่วนลู่หลีก็คีบปีกไก่ให้ตัวเองชิ้นหนึ่ง เธอไม่ค่อยชอบกินน่องไก่เท่าไหร่

หลังจากกินข้าวเสร็จเรียบร้อย ลู่หลีก็หยิบคอมพิวเตอร์แสงออกมาเริ่มนั่งศึกษาและวางแผนเกี่ยวกับเรื่องของสถานีรถไฟความเร็วสูงต่อ

ก่อนจะกินข้าวเธอได้พูดคุยกับผู้เฒ่าเสิ่นเรื่องนี้มาระดับหนึ่งแล้ว ทางฝั่งนั้นก็ได้จัดประชุมสัญจรกันเสร็จสิ้นเรียบร้อย และพร้อมจะให้การสนับสนุนเธอในการสร้างสถานีรถไฟความเร็วสูงอย่างเต็มที่

โดยตกลงกันว่า รายได้จากค่าตั๋วและค่าสินค้าที่ขายได้บนรถไฟความเร็วสูง จะแบ่งผลประโยชน์กันในสัดส่วนสามต่อเจ็ด

ลู่หลีได้ส่วนแบ่งร้อยละเจ็ดสิบ ส่วนทางฝั่งนั้นได้ร้อยละสามสิบ

เพราะอย่างไรเสีย สถานีรถไฟความเร็วสูงแห่งนี้ก็เป็นสิ่งที่ลู่หลีเนรมิตขึ้นมาเอง และพวกข้าวกล่อง ขนมขบเคี้ยว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบนรถไฟ ก็ล้วนจัดหามาจากโรงงานและเซเว่นของเธอทั้งสิ้น

(จบตอน)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บันทึกแล้ว
บันทึกไว้แล้ว!

📚 ชั้นหนังสือของฉัน

ฟอนต์
ขนาดตัวอักษร
ธีมสี
ระยะห่างบรรทัด
🔔 0
รายชื่อตอน
× LIST OF CHAPTERS กำลังโหลด...
กำลังดึงรายการ...
🎁

ส่งของขวัญให้ผู้แปล 💖

ขอบคุณที่สนับสนุนผู้แปลค่ะ 💕

×