ตอนที่ 391 ซ้อนท้ายร่วมทาง
สถานีรถไฟความเร็วสูง เป็นชื่อที่คุ้นเคยกันดี มันสามารถพาทุกคนไปยังสถานที่ใดก็ได้ที่อยากไป
เพียงแต่ว่านี่ก็เข้าสู่วันสิ้นโลกแล้ว รถไฟความเร็วสูงยังจะใช้งานได้จริงงั้นเหรอ
ถ้าหากเป็นคนอื่นพูดเรื่องนี้ พวกเขาคงจะเยาะเย้ยและไม่เชื่อถืออย่างแน่นอน แต่ถ้าหากเป็นบอสลู่ที่ก้าวออกมาพูด
พวกเขากลับคิดว่ามันถูกต้องโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดด้วยซ้ำ แถมยังอยากจะลิ้มลองใช้งานดูในทันที
ช่วยไม่ได้ ก็เพราะเธอสร้างปาฏิหาริย์เอาไว้มากมายเหลือเกิน
ในขณะที่พวกเขากำลังถกเถียงกันว่าสิ่งก่อสร้างนี้จะใช้งานได้จริงหรือไม่ ก็พลันมองเห็นคนเดินออกมาจากประตูทางออก
เพิ่งจะคิดสงสัยว่าใครกันที่มีความสามารถเก่งกาจขนาดนี้ ก็มีคนตาไวสังเกตเห็นเข้าเสียก่อน
“นั่นมันบอสลู่นี่นา!”
“จริงหรือเปล่าเนี่ย”
“อะไรนะ บอสลู่กำลังจะกลับมาแล้วเหรอ”
“อะไรนะ! บอสลู่จะกลับมาขายสลากขูดแล้วงั้นเหรอ?!”
“ฉันได้ยินมาว่ามีร้านค้าเพิ่มขึ้นตั้งเยอะแน่ะ ถ้าบอสลู่พากลับมาด้วยทั้งหมดละก็~ เฮเฮ! มันคงจะสะใจสุดๆ ไปเลย!”
“ดูท่าทางแล้วไม่เหมือนจะกลับมาขายสลากขูดเลยนะ?”
ในระหว่างที่พูดคุยกัน บอสลู่ก็ได้เดินออกมาจากประตูทางออกแล้ว พร้อมกับทอดสายตามองไปยังฐานที่มั่นกลางที่อยู่ห่างออกไป
เธอไม่ได้สนใจกลุ่มคนที่ไม่ไกลจากตรงนั้น ก่อนจะหันไปพูดกับหลัวมู่ “จะไปดูที่ฐานที่มั่นกลางหน่อยไหม หรือว่าจะกลับเลย”
หลัวมู่ไม่ค่อยชอบฐานที่มั่นกลางเท่าไรนัก เขารู้สึกว่าที่นี่มีการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันมากเกินไป และทุกคนต่างก็มีเล่ห์เหลี่ยมเยอะเหลือเกิน
เมื่อได้ยินบอสลู่ถามเช่นนั้น เขาจึงตอบกลับไปตามตรง “กลับเลยดีกว่า ที่นี่ไม่มีอะไรน่าสนุกเลย”
“นั่นสินะ” ลู่หลีตอบรับ จากนั้นทั้งสองคนก็เดินไปยังห้องโถงขายตั๋วเพื่อซื้อตั๋วอีกครั้ง
การหยุดแวะพักเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ทว่ากลับสร้างความตื่นตระหนกครั้งใหญ่หลวงให้เกิดขึ้นในฐานที่มั่นกลาง
เริ่มมีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วว่าบอสลู่กำลังจะกลับมาแล้ว แถมยังมีการแนบภาพถ่ายหน้าตรงและภาพด้านข้างของทั้งสองคนเอาไว้ด้วย
ที่มุมของภาพถ่ายนั้น สามารถมองเห็นกำแพงเมืองของฐานที่มั่นกลางอยู่รำไรจริงๆ
รวมไปถึงภาพถ่ายด้านหน้าของสถานีรถไฟความเร็วสูง เรียกได้ว่ามีข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์ และยังมีการรวบรวมรายชื่อร้านค้าที่มีอยู่ของลู่หลี โดยระบุว่าร้านค้าเหล่านี้กำลังจะย้ายตามมาที่นี่
เมื่อผู้อยู่อาศัยในฐานที่มั่นกลางได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจเป็นล่ะล้น นิวเคลียสคริสตัลที่พวกเขาสะสมมาเป็นเวลานาน ในที่สุดก็จะได้มีโอกาสนำออกมาใช้งานเสียที!
เมื่อผู้เฒ่าเสิ่นได้ยินข่าวนี้ เขาก็เกือบจะหมดสติไปด้วยความตื่นเต้นยินดี
ทว่าเมื่อดึงสติกลับมาคิดดูอย่างละเอียด หากลู่หลีจะมาที่นี่จริง เธอก็คงจะต้องแจ้งให้พวกเขาซาบล่วงหน้าก่อนอย่างแน่นอน
แต่ว่าในภาพถ่ายใบนั้นก็มองเห็นฐานที่มั่นกลางอยู่จริงๆ นี่นา
รวมไปถึงสถานีรถไฟความเร็วสูงแห่งนี้ด้วย เธอสร้างมันเสร็จรวดเร็วขนาดนี้เชียวเหรอ? ทั้งที่การประชุมสัญจรยังไม่ได้จัดขึ้น และเงินทุนก็ยังไม่ได้โอนไปเลยด้วยซ้ำ
การลงมือของเธอช่างรวดเร็วนัก ผู้เฒ่าเสิ่นจึงรู้สึกกังวลใจว่า ส่วนแบ่งที่เคยตกลงกันไว้จะยังมีอยู่อีกไหม
สรุปแล้วลู่หลีตั้งใจจะมาที่ฐานที่มั่นกลางจริงหรือเปล่านะ?!
ไม่ใช่แค่ผู้เฒ่าเสิ่นเท่านั้นที่กำลังคิดถึงปัญหานี้ แม้กระทั่งผู้ดูแลคนอื่นๆ หัวหน้าแผนกต่างๆ ผู้อยู่อาศัยในฐานที่มั่นกลาง รวมไปถึงตระกูลลึกลับต่างก็กำลังขบคิดเรื่องนี้เช่นเดียวกัน
ถึงแม้ว่าลู่หลีจะจากไปแล้ว แต่ตระกูลลึกลับก็ยังไม่สามารถช่วงชิงสิทธิ์ในการควบคุมฐานที่มั่นกลางกลับคืนมาได้อยู่ดี
เนื่องจากลู่หลีใช้วิธีบุกโจมตีอย่างเด็ดขาด เธอเดินทางไปพบหัวหน้าฐานที่มั่นหลายแห่งเพื่อเสนอการส่งมอบเสบียงอย่างกระตือรือร้น และยังแชร์ลิงก์โปรแกรมขนาดเล็กของซูเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์ออกไปได้อย่างทั่วถึง
ในปัจจุบันนี้ มีฐานที่มั่นมากกว่าร้อยละห้าสิบที่มีคอมพิวเตอร์แสง และพวกเขากำลังใช้งานมันอยู่
ส่วนฐานที่มั่นอื่นๆ นั้น ถ้าไม่ใช่เพราะตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลจนข้อมูลข่าวสารปิดกั้นอย่างรุนแรง ก็เป็นเพราะมีตระกูลลึกลับหนุนหลังอยู่เบื้องหลัง และสั่งห้ามไม่ให้พวกเขาใช้งานโดยเด็ดขาด
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม สถานะของตระกูลลึกลับก็กำลังลดน้อยถอยลงในทุกๆ วัน
ลู่หลีไม่ได้สนใจว่าพวกเขาจะคิดอย่างไร เธอซื้อตั๋วรถไฟขากลับเรียบร้อยแล้ว
เมื่อก้าวขึ้นสู่รถไฟความเร็วสูงขากลับ กระทั่งเวลาห้าโมงเย็นเศษ รถไฟก็เดินทางมาถึงฐานที่มั่นชวนเจียว นั่งนานจนลู่หลีรู้สึกเจ็บก้นไปหมด
หลังจากเดินออกมาจากสถานีรถไฟความเร็วสูง ลู่หลีก็ขึ้นไปนั่งบนรถมอเตอร์ไซค์ของหลัวมู่อีกครั้ง
เธอยังเจาะจงความต้องการเพิ่มเติมอีกว่า “ขับวนเพิ่มอีกสักสองรอบหน่อยนะ ขอนั่งรับลมให้สมองตื่นหน่อย เมื่อกี้ตอนนั่งรถไฟเกือบจะหลับไปแล้ว”
เมื่อหลัวมู่ได้รับคำสั่ง เขาก็จรดเท้าเหยียบคันเร่งอย่างแรง รถมอเตอร์ไซค์ทั้งคันพุ่งทะยานออกไปราวกับลูกกระสุนปืนใหญ่
แม้ความเร็วจะว่องไว ทว่ากลับมีความมั่นคงเป็นอย่างยิ่ง
คราวนี้ลู่หลีเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้พร้อมแล้ว เธอจึงเอื้อมมือไปโอบกอดรอบเอวที่เพรียวบางทว่าแข็งแกร่งของเขาเอาไว้ในทันที คุณแม่จะได้ไม่ต้องคอยเป็นห่วงว่าฉันจะโดนเหวี่ยงหลุดกระเด็นออกไปอีก
สายลมพัดแรงมาก แรงจนลู่หลีไม่อาจลืมตาขึ้นมาได้ เธอจึงตัดสินใจซุกศีรษะลงบนลาดไหล่ของเขาเสียเลย
ใช้แผ่นไหล่ที่กว้างขวางของเขาคอยช่วยบดบังกระแสลม หลัวมู่มองเห็นภาพนี้ผ่านทางกระจกมองหลัง
เขารู้สึกราวกับมีหางที่นุ่มฟูของสัตว์เลี้ยงมาเขี่ยหัวใจเล่นเบาๆ จนเกิดความรู้สึกคันยิบๆ ขึ้นมา
ยามที่เธอซุกศีรษะลงไป จึงมองเห็นเพียงเนินเขาสีดำขนาดเล็กที่นุ่มฟูและนูนขึ้นมา ดูแล้วน่ารักน่าเอ็นดูเป็นพิเศษ
สองมือที่โอบรอบเอวกระชับแน่นขึ้น หลัวมู่กลับรู้สึกชื่นชอบมันอย่างบอกไม่ถูก มันให้ความรู้สึกที่มั่นคงปลอดภัยดี
หลัวมู่เริ่มผ่อนความเร็วให้ช้าลง เพราะเขาอยากจะใช้เวลาร่วมกับเธอให้นานขึ้นอีกหน่อย
ทันทีที่กลับไปถึงรถบ้าน เสิ่นปิงก็คงจะทำตัวเหมือนแมลงวันที่คอยเกาะแกะ คอยตามติดบอสลู่ไม่ยอมห่างแน่ๆ!
เหอะ! แค่เห็นก็รู้สึกหงุดหงิดชะมัด! รู้จักแต่จะเข้ามาอยู่ใกล้ๆ บอสลู่!
เมื่อลู่หลีรับรู้ได้ว่ากระแสลมเริ่มเบาลงและความเร็วเริ่มลดช้าลง เธอจึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมา ร่างกายขยับไปข้างหน้าเล็กน้อย แล้ววางคางเกยไว้บนลาดไหล่ของเขา
เธอหลับตาทั้งสองข้างลง เพื่อเงียบๆ สัมผัสกับสายลมที่ไม่ได้รุนแรงนัก และค่อนข้างจะอ่อนโยน
ในใจของหลัวมู่รู้สึกอ่อนนุ่มไปหมด ราวกับหัวมันเทศที่ถูกต้มจนสุกงอม เพียงแค่สะกิดเบาๆ ก็สามารถแตกออกได้ ด้านในเป็นสีชมพูละมุนละไม ไม่มีพิษภัยใดๆ
มีเพียงความอร่อยเท่านั้น
หลัวมู่พยายามรักษาร่างกายให้อยู่ในท่าทางเดิมโดยไม่กล้าขยับเขยื้อน ปล่อยให้เธอโอบกอดและพาดพิงร่างกายตามใจชอบ
พละกำลังทั้งหมดของเธอเอนเอียงมาที่ร่างกายของเขา ในใจของเขาช่างรู้สึกอิ่มเอมและมีความสุขเหลือเกิน
เขาอยากจะให้ช่วงเวลาดำเนินอยู่แบบนี้ตลอดไป
สายลมเริ่มเบาบางลงเรื่อยๆ จนกระทั่งดูเหมือนจะหยุดนิ่ง ลู่หลีลืมตาขึ้นมา
เธอก็มองเห็นหลัวมู่ที่กำลังขับรถราวกับว่ากำลังเดินเล่นอยู่ มันช้ามาก ช้ามาก ช้ามากๆ จนถึงขนาดต้องใช้เท้าช่วยพยุงประคองเอาไว้
หลัวมู่คอยแอบมองลู่หลีผ่านทางกระจกมองหลังอยู่ตลอดเวลา เมื่อเห็นเธอเปิดตาขึ้นมา จึงเอ่ยปากถาม “ยังอยากจะขับวนเล่นอีกหน่อยไหม”
“ไม่วนแล้ว กลับกันเถอะ” ศีรษะของลู่หลียังคงพาดอยู่บนไหล่ของเขา และเธอก็ขี้เกียจที่จะเงยหน้าขึ้นมา จึงทำเพียงบดเบียดนวดคลึงไปบนลาดไหล่ของเขา พลางส่ายศีรษะไปมาเบาๆ
ศีรษะของเธอไม่ได้หนักหนาอะไร การบดเบียดเช่นนั้นจึงให้ความรู้สึกที่ซ่านซ่า ความแรงที่เบามือทำให้หลัวมู่รู้สึกค่อนข้างจะชอบการสัมผัสของเธอ
เขายังคงถูกเธอโอบกอดเอาไว้ ก่อนจะสตาร์ทเครื่องยนต์รถมอเตอร์ไซค์ เลี้ยวโค้งด้วยความชำนาญ มุ่งหน้าตรงไปยังร้านลอตเตอรี่
หลังจากรถแล่นออกไป ลู่หลีก็หลับตาลง สัมผัสกับเสียงสายลมที่พัดผ่านหูไปอย่างรวดเร็ว
โดยไม่รู้ตัว ศีรษะของเธอก็เอนไปซบลงบนลาดไหล่ของหลัวมู่ แนบชิดสนิทกันอย่างสมบูรณ์
ใบหน้าเนียนนุ่มแนบสนิทไปกับผิวพรรณที่เปลือยเปล่าของหลัวมู่ จนเขาเกือบจะสะดุ้งและเหยียบเบรกในทันที
ใบหน้าของเธอมีความอบอุ่น และนุ่มนวลมาก ตอนนี้เขากลับรู้สึกว่าปกติแล้วตัวเองอาบน้ำหยาบกระด้างเกินไป กลัวว่าจะทำให้ผิวของเธอระคายเคืองเอาได้
ไม่อยากจะกลับไปถึงเลย จะทำอย่างไรดีนะ
ทว่าต่อให้ไม่อยากกลับเพียงใด ท้ายที่สุดก็เดินทางมาถึงจนได้ เมื่อรับรู้ได้ว่ารถหยุดนิ่งแล้ว ลู่หลีลืมตาขึ้น ก่อนจะยืดตัวตรง ไม่ได้แนบชิดเกาะแกะเขาอีกต่อไป
เธอรอจนกระทั่งหลัวมู่ตั้งขาตั้งรถเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงค่อยจับมือของเขาเพื่อก้าวลงมาจากรถ
หลังจากขับรถเที่ยวเล่นเสร็จ เวลาคราวนั้นก็ล่วงเลยมาจนถึงหกโมงเย็น ซึ่งเป็นเวลาอาหารเย็นพอดีเลยล่ะ!
ภาพเหตุการณ์นี้ถูกคนในรถบ้านมองเห็นเข้าพอดี ความคิดเล็กๆ น้อยๆ ในใจของแต่ละคนยังไม่ขอกล่าวถึง ทว่าสีหน้าท่าทางของทุกคนกลับน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
แววตาของเสิ่นปิงดูมีความมืดมนอยู่เล็กน้อย เขาจับจ้องไปยังการมีปฏิสัมพันธ์เล็กๆ น้อยๆ ของทั้งสองคนตาไม่กระพริบ แทบอยากจะมองทะลุมือของหลัวมู่ให้เป็นรู
ส่วนฉู่หลีเซิงก็นั่งไขว่ห้าง มองไปทางหลัวมู่ที มองไปทางเสิ่นปิงที พลางลอบส่ายหัวอยู่ในใจ
ในดวงตาของหวังหยางไม่มีคนอื่นอยู่อีกเลย ทันทีที่ลู่หลีปรากฏตัวขึ้น เขาก็ล็อกเป้าหมายโดยอัตโนมัติ สายตายังคงมีความร้อนแรงเหมือนเช่นเคย
จงเซี่ยและเซิ่งเสวียน…กำลังง่วนอยู่กับการทำอาหารในห้องครัว เดิมทีตรงนั้นยังมีเสิ่นปิงอยู่ด้วย ทว่าเมื่อเขาได้ยินเสียงคำรามของเครื่องยนต์รถมอเตอร์ไซค์ เขาก็เดินออกมาโดยไม่รู้ตัว
ทั้งสองคนเดินตามกันขึ้นมาบนรถ ก่อนจะต้องเผชิญหน้ากับสายตาที่แตกต่างกันของทั้งสามคน
ลู่หลีเลือกที่จะทำเป็นมองไม่เห็นและเดินผ่านไปทั้งหมด ก่อนจะนั่งลงเธอก็ใช้มือตบไปที่ก้นเบาๆ รู้สึกราวกับว่าก้นจะระบมไปหมดแล้ว
หลัวมู่จัดการเก็บรถมอเตอร์ไซค์เรียบร้อยแล้ว ในเวลานี้นั่งลงข้างกายลู่หลีด้วยท่าทางที่เบิกบานสำราญใจ โดยไม่ได้สังเกตเห็นสายตาของคนเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย
(จบตอน)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น