-->

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ตอนที่ 390 รถไฟความเร็วสูง เริ่มออกเดินทาง!



ตอนที่ 390 รถไฟความเร็วสูง เริ่มออกเดินทาง!


ลู่หลีก็รู้สึกว่ามันสุดยอดมาก ทุกอย่างโผล่มาจากความว่างเปล่า มันช่างสะใจเหลือเกิน!

หลัวมู่คาดเดาอย่างกล้าหาญ “แค่ขึ้นรถไฟความเร็วสูง ก็จะสามารถไปที่ไหนก็ได้ที่อยากไปเลยใช่ไหม”

“เป็นไปได้ยังไง ต้องให้ฐานที่มั่นนั้นมีสถานีรถไฟความเร็วสูง และมีเส้นทางเชื่อมต่อกันก่อนถึงจะใช้ได้” ลู่หลีหัวเราะ

ฐานที่มั่นชวนเจียวถือเป็นฐานที่มั่นแรกในทั่วทั้งหัวเซี่ยที่มีสถานีรถไฟความเร็วสูง แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่ได้เชื่อมต่อกับฐานที่มั่นอื่นก็ตาม

แต่มันก็เป็นเรื่องของเวลาเท่านั้น!

เมื่อคิดถึงตรงนี้ ลู่หลีก็อยากจะลองนั่งรถไฟความเร็วสูงขึ้นมาทันที แม้ว่าเธอจะเคยนั่งรถไฟความเร็วสูงมาหลายครั้งแล้ว แต่ในวันสิ้นโลกแบบนี้ มันยังเป็นครั้งแรกเลยนะ

ลู่หลีติดตั้งสถานีรถไฟความเร็วสูงไว้ที่ด้านนอกฐานที่มั่นกลางทันที

พอสถานีรถไฟความเร็วสูงเข้าที่ รางรถไฟตรวจพบมันก็จะทอดยาวไปจนถึงใต้ชานชาลา ลู่หลีมองดูในคอมพิวเตอร์แสง สถานีรถไฟความเร็วสูงทั้งสองแห่งเชื่อมต่อกันเสร็จสมบูรณ์ พร้อมเปิดให้รถวิ่งแล้ว

ลู่หลีลากหลัวมู่ไปที่ห้องโถงขายตั๋วด้วยความดีใจ ที่นี่ไม่มีช่องขายตั๋ว ทุกอย่างเป็นตู้ขายตั๋วอัตโนมัติทั้งหมด

แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ประหยัดแรงงานคนไปได้เยอะ

การใช้งานก็ง่ายมาก แค่เลือกสถานีรถไฟความเร็วสูงที่ต้องการจะไป จากนั้นก็จ่ายนิวเคลียสคริสตัลตามจำนวนที่กำหนดก็เป็นอันเรียบร้อย

แน่นอนว่าตอนนี้มีสถานีรถไฟความเร็วสูงเพียงสองแห่ง จึงเดินทางไปกลับได้แค่สองที่นี้เท่านั้น และระหว่างทางก็ไม่สามารถลงรถได้ เป็นการเดินทางแบบยิงยาวไปถึงจุดหมายโดยตรง

ลู่หลีซื้อตั๋วมาสองใบ รวมเป็นนิวเคลียสคริสตัลสี่สิบชิ้น ซึ่งหมายความว่าตั๋วหนึ่งใบราคาเวียนอยู่ที่ยี่สิบนิวเคลียสคริสตัล

ว้าว มันถูกมากเลยนะ เพราะการไปกินอาหารมื้อใหญ่ที่โรงหม้อไฟสักมื้อ ยังต้องใช้นิวเคลียสคริสตัลตั้งห้าหกชิ้นเลย

เธอจำได้ว่าเมื่อก่อนรถไฟความเร็วสูงยังแบ่งเป็นที่นั่งชั้นธุรกิจ ที่นั่งชั้นหนึ่ง ที่นั่งชั้นสองอะไรพวกนั้น แต่ที่นี่ไม่มีการแบ่ง ทุกคนเท่าเทียมกันหมด และราคาก็เท่ากันด้วย

หลังจากลู่หลีซื้อตั๋วเสร็จ สถานีรถไฟความเร็วสูงก็เริ่มทำงาน

หน้าจออิเล็กทรอนิกส์ในห้องโถงผู้โดยสารขาออกแสดงข้อมูลเที่ยวรถ เวลาออกเดินทาง เวลาถึง สถานีต้นทางสถานีปลายทาง ห้องโถงรอรถไหน และชานชาลาไหนอย่างชัดเจน

พอมองไปรอบๆ ก็เข้าใจง่ายมาก ตราบใดที่อ่านหนังสือออกก็สามารถเข้าใจได้หมด

เนื่องจากตอนนี้มีเพียงเส้นทางเดียว สถานีรถไฟความเร็วสูงทั้งสองแห่งจึงให้บริการสำหรับฐานที่มั่นทั้งสองแห่งนี้เท่านั้น ดังนั้นรอบรถจึงมีเยอะมาก

แทบจะออกรถทุกๆ ครึ่งชั่วโมง จากฐานที่มั่นชวนเจียวไปถึงฐานที่มั่นกลางใช้เวลานั่งประมาณสามชั่วโมงครึ่ง ถือว่าค่อนข้างเร็วทีเดียว

ลู่หลีไม่ได้คิดอะไรมาก ลากหลัวมู่ผ่านช่องตรวจตั๋วเข้าไป แล้วไปยืนอยู่ที่ชานชาลาอีกครั้ง

ด้านหน้าชานชาลามีรถไฟความเร็วสูงขบวนหนึ่งจอดเตรียมพร้อมอยู่แล้ว รอเพียงแค่ถึงเวลาก็จะออกเดินทาง

รถไฟความเร็วสูงขบวนหนึ่งมีทั้งหมดแปดตู้โบกี้ หลัวมู่อ้าปากค้างด้วยความตกใจ มันแทบจะไม่ต่างจากในความทรงจำเลย แถมยังดูใหม่เอี่ยมกว่าเดิมอีกด้วย

“ไป ขึ้นไปดูกัน” ลู่หลีพูด

ทั้งสองคนหาที่นั่งของตัวเองตามข้อมูลบนตั๋ว

ตู้โบกี้ที่ 7 ที่นั่ง 3D และ 3F

แถวหนึ่งมีห้าที่นั่ง ประกอบด้วย ABCDF โดยมีทางเดินคั่นกลางระหว่าง C กับ D

หลังจากทั้งสองคนนั่งเรียบร้อยแล้ว ก็มองสำรวจสภาพแวดล้อมรอบๆ ด้วยความสนใจ ด้านบนหัวเป็นชั้นวางกระเป๋าเดินทาง และที่หัวท้ายของตู้โบกี้แต่ละตู้จะมีห้องน้ำและที่ฝากกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่

แถมในตู้โบกี้ที่ 5 ยังมีสถานที่สำหรับรับประทานอาหาร ด้านในมีข้าวกล่อง น้ำแร่ เครื่องดื่ม และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปวางขายอยู่ด้วย

แน่นอนว่าต้องเสียเงินซื้อ

เวลาสิบเอ็ดนาฬิกาสิบนาที รถไฟความเร็วสูงเริ่มเคลื่อนตัว

ตอนแรกทั้งสองคนยังนั่งติดที่ มองดูทิวทัศน์ด้านนอกที่เคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็วด้วยความสนใจ ความเร็วของมันไวมาก

เพียงแต่ไม่มีทิวทัศน์อะไรให้ดูเลย มีแต่ภาพเมืองที่พังทลายและทรุดโทรม หรือไม่ก็เป็นทะเลทรายที่ไร้ผู้คน

หลัวมู่ยังถามขึ้นมาว่า “ทำไมไม่เห็นซอมบี้เลยล่ะ พวกมันไม่สงสัยเหรอ”

“สงสัยความเร็วจะไวเกินไป พวกมันเลยวิ่งตามไม่ทันมั้ง” ลู่หลีคาดเดา

ในใจก็คิดว่ารถไฟความเร็วสูงน่าจะมีมาตรการป้องกันบางอย่าง ที่ทำให้ซอมบี้รังเกียจ หรือมองไม่เห็น หรือไม่ก็เป็นเพราะความเร็วที่ไวเกินไป ต่อให้เห็นก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี

พอนั่งไปได้อีกสักพัก ทั้งสองคนเริ่มนั่งไม่ติดที่ และประจวบเหมาะกับช่วงเวลาอาหารกลางวันพอดี

หลัวมู่เสนอขึ้นมา “ไปดูที่ตู้เสบียงกันหน่อยไหม”

ลู่หลีลุกขึ้นยืนแล้ว และเร่งเร้า “ไปสิ”

เพราะเขานั่งอยู่ด้านนอก ลู่หลีรีบร้อนเกินไปหน่อย จึงบังเอิญไปสะดุดเข้ากับเก้าอี้ ร่างกายเสียหลักพุ่งไปข้างหน้าอย่างควบคุมไม่ได้

หลัวมู่ตาไวคว้าตัวเธอไว้ได้ทัน มือยาวเอื้อมไปช้อนประคองไหล่ข้างหนึ่งไว้ ส่วนอีกมือก็จับข้อมือของเธอเอาไว้

มุมปากของเขายกยิ้มขึ้นเล็กน้อย พูดอย่างเอาแต่ใจว่า “โถๆ จะรีบร้อนอะไรขนาดนั้นกันจริงๆ เลยนะ~”

ต่อให้ อยากจะโผเข้าอ้อมกอดก็ไม่เห็นต้องเป็นที่นี่เลย~ หลัวมู่คิดฟุ้งซ่านไปไกล พลางรีบประคองเธอให้ยืนตรงดีๆ

ลู่หลีค้อนขวับใส่เขา โยนความผิดชิ้นโตไปให้เขาทันที “ก็เพราะนายนั่นแหละ บอกให้เดินไปตั้งนานแล้ว แต่นายก็เอาแต่นั่งอยู่ได้ คราวนี้เป็นไงล่ะ!”

ไม่ว่าจะเป็นความผิดของตัวเองหรือไม่ก็ตาม แค่โยนให้คนอื่นก็พอแล้ว จะต้องไม่ปล่อยให้ตัวเองเครียดเด็ดขาด!

หลัวมู่ “อ้าว? ใครจะไปรู้ว่าเธอจะรีบร้อนขนาดนั้น…” เสียงของเขาค่อยๆ เบาลง ทำได้เพียงบ่นพึมพำกับตัวเอง

ภายใต้สายตาจับจ้องของเธอ หลัวมู่ยอมจำนน รีบดึงข้อมือเธอแล้วพูดว่า “ไปๆๆ พวกเราไปที่ตู้เสบียงกันเดี๋ยวนี้เลย!”

“หึ!” แบบนี้ค่อยยังชั่วหน่อย

ทั้งสองคนเดินจากตู้โบกี้ที่ 7 ไปจนถึงตู้โบกี้ที่ 5 พูดตามตรง บนรถนอกจากพวกเขาสองคนแล้ว ไม่มีคนอื่นอยู่เลยสักคนเดียว

ความรู้สึกแบบนี้ มันดูวังเวงอยู่นะ

ภาพด้านนอกหน้าต่างก็ดูทรุดโทรมเงียบเหงามาก ราวกับว่าบนโลกใบนี้เหลือแค่เธอกับหลัวมู่เพียงสองคน บนรถไฟสายมรณะขบวนนี้

ความคิดฟุ้งซ่านของลู่หลีถูกขัดจังหวะด้วยเสียงร้องอุทานของหลัวมู่

“ว้าว~ ของครบครันดีจังเลย!” หลัวมู่พูดด้วยความดีใจ

ต้องยอมรับเลยว่า เขาเป็นผู้ชายที่คอยซัพพอร์ตอารมณ์ได้ดีมาก ตั้งแต่เธอซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ของเขา คำชื่นชมและความตื่นเต้นของเขาก็ไม่เคยหยุดลงเลย

ถึงแม้บางครั้งจะเป็นแค่เสียงอุทานเบาๆ ว่า “ว้าว!” ก็ตาม

แต่ฟังแล้วก็ทำให้รู้สึกเบิกบานใจดี

ลู่หลีมองตามไป ตู้โบกี้ขบวนนี้ครึ่งหนึ่งถูกดัดแปลงให้เป็นพื้นที่รับประทานอาหาร

ริมกำแพงมีชั้นวางของสองแถว สูงยาวไปจนถึงเพดาน มีทั้งหมดเจ็ดแปดชั้น ถูกแบ่งออกเป็นช่องเล็กๆ หลายช่อง

ในแต่ละช่องมีสินค้าวางอยู่ ไม่ว่าจะเป็นน้ำแร่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เครื่องดื่ม หรือขนมปัง ข้าวกล่อง ขบเคี้ยว และอื่นๆ อีกมากมาย…

จำเป็นต้องสแกนรหัสจ่ายเงินก่อน ถึงจะหยิบสินค้าชิ้นนั้นออกมาได้

ข้าวกล่องจะอุ่นร้อนโดยอัตโนมัติเมื่อเปิดฝา ส่วนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็ไม่ต้องกังวล เพราะที่นี่มีน้ำร้อนและถังขยะเตรียมไว้ให้พร้อม

ทั้งสองคนซื้อข้าวกล่องมาคนละกล่อง และขนมขบเคี้ยวอีกสองสามถุง จากนั้นก็นั่งลงกินกันตรงนั้นเลย

เมื่อสินค้าในช่องถูกหยิบออกไป สินค้าแบบเดียวกันเป๊ะๆ ก็จะถูกเติมเข้ามาแทนที่ทันที ยังไงระยะทางก็ไม่ได้ยาวไกลอะไร แค่กินแก้หิวไปพลางๆ เท่านั้น

เมื่อหลัวมู่เห็นดังนั้น ก็ไปซื้อน้ำมาอีกสองขวด เปิดฝาแล้วส่งให้เธอ

ทั้งสองคนเริ่มลงมือกิน หลัวมู่กินไปพลางพูดไปพลาง “รสชาติข้าวกล่องนี่ ก็พอๆ กับที่โรงงานขายเลยนะ”

ลู่หลีลองชิมดูบ้าง ก็รู้สึกว่าใช่ พอมองดูที่ฝากล่อง: โรงงานผลิตจงเซี่ย

ให้ตายเถอะ เป็นของที่โรงงานจัดหามาให้จริงๆ ด้วย เชื่อมต่อระบบกันได้ไวขนาดนี้เลยเหรอ งั้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปพวกนี้…ก็คงเป็นของที่เซเว่นจัดหามาให้สินะ?

ว้าว สมกับเป็นรถไฟความเร็วสูงจริงๆ ยังคงรักษาคอนเซ็ปต์นี้ไว้ได้ดี นั่นคือ แพง!

ข้าวกล่องที่ข้างนอกขายราคา 188 เครดิต พอมาอยู่บนรถไฟความเร็วสูงราคากลับพุ่งเกือบเท่าตัว กลายเป็น 300 เครดิต ไม่มีเศษเลย

สินค้าชิ้นอื่นก็ไม่ต้องพูดถึง ราคาก็เกือบจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเหมือนกัน

ไม่เป็นไร ยังไงสุดท้ายเงินก็เข้ากระเป๋าเธออยู่ดี

ทั้งสองคนค่อยๆ กินข้าวกันจนอิ่ม จากนั้นก็เดินกลับไปที่นั่ง และนั่งว่างงานกันต่อไป

เวลาสองนาฬิกาสี่สิบนาที รถไฟความเร็วสูงก็เดินทางมาถึงฐานที่มั่นกลาง

หลัวมู่บิดขี้เกียจแล้วลุกขึ้นยืน ลู่หลีเองก็ลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางสะลึมสะลือเช่นกัน

ตลอดทางที่เดินออกมาจากสถานีรถไฟความเร็วสูง นึกไม่ถึงเลยว่าที่บริเวณทางออกด้านนอก จะมีชาวบ้านมายืนรุมล้อมอยู่เต็มไปหมด พวกเขาต่างก็สนใจในสิ่งก่อสร้างนี้แต่ก็ไม่กล้าเข้าไปข้างใน

พวกเขาทั้งหมดต่างคาดเดากันว่า นี่ต้องเป็นสิ่งใหม่ที่บอสลู่พัฒนาขึ้นมาอย่างแน่นอน

(จบตอน)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บันทึกแล้ว
บันทึกไว้แล้ว!

📚 ชั้นหนังสือของฉัน

ฟอนต์
ขนาดตัวอักษร
ธีมสี
ระยะห่างบรรทัด
🔔 0
รายชื่อตอน
× LIST OF CHAPTERS กำลังโหลด...
กำลังดึงรายการ...
🎁

ส่งของขวัญให้ผู้แปล 💖

ขอบคุณที่สนับสนุนผู้แปลค่ะ 💕

×