ตอนที่ 386 ฐานที่มั่นชวนเซียง
ร่างกายเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเป็นที่สุด ทว่าในสมองกลับตื่นตัวนิ่งสงบแจ่มใสเป็นอย่างยิ่ง นี่มันเป็นเพราะอะไรกันนะ ลู่หลีรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจเป็นที่สุด
วันเวลาขยับก้าวเข้าใกล้ช่วงเวลาเที่ยงคืนครึ่ง ในที่สุดลู่หลีก็เพิ่งจะนึกย้อนอดีตทบทวนเรื่องราวขึ้นมาได้ ว่าเมื่อช่วงกลางวันเธอได้ลงมือซดฟาดชาล้วนแก้วนั้นเข้าไปนั่นเอง
เธอนึกออกแล้ว ในอดีตทุกครั้งที่เธอลงมือซดฟาดชาล้วนประเภทนี้ เป็นต้องประสบปัญหานอนไม่หลับกระสับกระส่ายอยู่ตลอดเวลา... ให้ตายเถอะ นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าตัวเธอจะเผลอไผลลืมเลือนประเด็นสำคัญข้อนี้ไปซะสนิทเลย
เฮ้อ ลู่หลีทำได้เพียงแค่ยอมน้อมรับชะตากรรมพลางพลิกตัวกลับไปอีกด้านหนึ่งอย่างเชื่องช้า
พลิกตัวดิ้นไปดิ้นมาตั้งไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยรอบแล้ว ลู่หลีกลับยังคงไม่มีวี่แววว่าจะสามารถนอนหลับลงไปได้เลยแม้แต่น้อย จึงหยิบคอมพิวเตอร์แสงขึ้นมากดโทรศัพท์ติดต่อไปหาเสิ่นปิงทันที
จริงๆ แล้วลู่หลีก็แค่คิดอยากจะเสาะแสวงหาเรื่องราวบางอย่างมาพูดคุยแก้เหงาคลายเครียด เพื่อช่วยดึงรั้งวันเวลาให้ผ่านพ้นไปได้ง่ายดายขึ้นมาหน่อยเท่านั้นเอง การที่นอนไม่หลับทว่ากลับต้องมานอนฝืนข่มตานอนนิ่งๆ อยู่บนเตียงนอนมันเป็นเรื่องราวที่ทรมานร่างกายระทึกขวัญจนเกินไปแล้วจริงๆ
ทว่านึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าฝั่งตรงข้ามจะเปิดระบบกดรับสายในชั่วพริบตา พร้อมมีกระแสเสียงอันแหบพร่าแฝงความวิตกกังวลของเสิ่นปิงหลุดลอยออกมาจากสายทันที “เกิดเรื่องราวอะไรขึ้นอย่างนั้นเหรอครับลี่ลี่? มีเรื่องราวเลวร้ายอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่าครับ?”
ลู่หลีส่ายหน้าลง ทว่ากลับเพิ่งจะกระทำตอบสนองรับรู้ขึ้นมาได้ว่าฝั่งตรงข้ามย่อมไม่มีทางมองเห็นพฤติกรรมนี้ของเธอได้อย่างแน่นอน จึงเอ่ยปากบอกสืบต่อไปว่า “ไม่มีอะไรหรอกย่ะ แค่นอนไม่หลับน่ะ เลยอยากจะชวนแชตคุยพูดจากันสักหน่อย”
ปลายสายมีกระแสเสียงหัวเราะเบาๆ ของเสิ่นปิงหลุดลอยออกมา ทั้งที่ในโลกแห่งความเป็นจริงเธอก็เคยได้ยินกระแสเสียงของเขามาตั้งหลายครั้งหลายคราแล้วแท้ๆ ทว่ากลับไม่รู้เหมือนกันว่าไฉนพอแปรเปลี่ยนเป็นกระแสเสียงที่หลุดลอยส่งผ่านพ้นระบบคอมพิวเตอร์แสงออกมาในลักษณะนี้แล้ว มันกลับยิ่งฟังดูทุ้มต่ำไพเราะเสนาะหูชวนมองมากขึ้นไปอีกนะเนี่ย?
“ได้เลยครับ อยากร่วมพูดคุยแชตคุยเรื่องราวอะไรกันดีล่ะครับ?” เสิ่นปิงเอ่ยปากบอก
ลู่หลียังไม่ทันได้นำสมองไปขบคิดพิจารณาหาหัวข้อเรื่องราว เสิ่นปิงก็จัดแจงเอ่ยปากส่งเสียงพูดย้ำสืบต่อไปอีกรอบหนึ่ง “ฉันจะสามารถขอก้าวเท้าเดินขึ้นไปหาคุณที่ด้านบนได้ไหมครับ?”
“อ้าว?” ลู่หลีมึนงงทึ่มทื่อไปชั่วครู่
“ปัจจุบันฉันกำลังปักหลักยืนรออยู่ตรงบริเวณชั้นล่างแล้วล่ะครับ” เสิ่นปิงเอ่ยปากพูดจาออกมาด้วยท่าทางค่อนข้างระมัดระวังตัวและระแวดระวังอยู่บ้าง บังเกิดความกลัวในใจว่าลู่หลีจะเอ่ยปากปฏิเสธบอกปัด หรือบังเกิดความรู้สึกไม่ค่อยจะสบอารมณ์ขึ้นมาน่ะสิครับ
ลู่หลีปล่อยให้เวลาล่วงเลยผ่านพ้นไปครู่ใหญ่ถึงค่อยเอ่ยปากตอบรับข้อตกลงออกมา “โอเค ก้าวเท้าเดินขึ้นมาด้านบนได้เลยย่ะ”
เดิมทีเสิ่นปิงยังแอบคิดจินตนาการไปเองว่าช่วงเวลาว่างเว้นอันสั้นจ้อยเมื่อครู่นี้นั้น ลู่หลีคงกำลังขยับกายยันตัวลุกขึ้นมาจากเตียงนอน หรือกำลังสาละวนจัดเก็บรวบรวมข้าวของเครื่องใช้บางอย่างอยู่แน่ๆ
ทว่าความจริงแล้ว ลู่หลีกำลังตั้งอกตั้งใจรับมือจัดการกับเจ้าแมวไนไนจอมตื๊อติดคนอยู่ต่างหากล่ะย่ะ หมอนี่พุ่งทะยานกระโดดขึ้นมาบนเตียงนอนเสร็จก็นั่งปักหลักนิ่งไม่ยอมสับเท้าก้าวเดินจากไปไหนเลย ลองคิดดูสิว่าเรื่องราวแบบนี้มันน่าปวดหัวขนาดไหนกันล่ะย่ะ
ในยามที่เสิ่นปิงก้าวเท้าเดินมาถึงพื้นที่ชั้นสอง ลู่หลีก็ยังคงนอนทอดกายอยู่บนเตียงนอนตามปกติ ในอ้อมอกโอบกอดรัดรั้งร่างของไนไนเอาไว้แน่น
หากมองดูจากมุมมองทางสายตาของเสิ่นปิงแล้ว ภาพตรงหน้าก็คือลู่หลีกำลังหดตัวม้วนตัวจมดิ่งอยู่ในผ้าห่มผืนโปรดอันแสนอบอุ่นและส่งกลิ่นหอมกรุ่นชวนลิ้มลอง มือก็คอยลูบไล้เส้นขนของไนไนไปด้วย
เขาอดไม่ได้ที่จะลอบกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่คำหนึ่ง พลางก้าวเท้าสับฝ่าเดินตรงเข้าไปหาทีละก้าวๆ ก่อนจะจัดแจงย่อกายทรุดตัวนั่งยองๆ ลงตรงบริเวณหน้าของเธอ “อยากร่วมพูดคุย... แชตคุยเรื่องราวอะไรกันดีล่ะครับ”
พื้นที่ชั้นสองเปิดไฟทิ้งไว้เพียงแค่ดวงเดียวเท่านั้น แสงไฟสีเหลืองนวลอบอุ่น ความสว่างไม่ได้โชติช่วงชัชวาลอะไรมากมายนัก ทว่าสายตาความสามารถในการมองเห็นของเสิ่นปิงนับว่ายอดเยี่ยมงดงามไม่เลวเลยทีเดียว จึงสามารถสาดสายตามองสำรวจตรวจสอบภาพตรงหน้าได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งแจ่มแจ๋ว ภายในใจก็พลอยทวีกระแสความตื่นเต้นระทึกขวัญหนักข้อขึ้นกว่าเดิม
ลู่หลีเปิดเปลือกตาขึ้นมาอย่างเชื่องช้าเซื่องซึม สาดสายตามองสำรวจตรวจสอบหน้าเขาแวบหนึ่ง “เรื่องราวอะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละย่ะ ขอแค่คุณคอยเอ่ยปากส่งเสียงพูดจาพร่ำบ่นพึมพำไม่หยุดหย่อนอยู่ตลอดเวลาก็เพียงพอแล้วล่ะ”
ในช่วงวันเวลาในอดีตก่อนที่เธอจะย้ายสำมะโนครัวเดินทางมาดิ้นรนชีวิตอยู่ในยุควันสิ้นโลกแห่งนี้นั้น มันเคยมีช่วงวันเวลาหนึ่งที่เธอประสบปัญหาความกดดันความเครียดรุมเร้าหนักหนาสาหัสเป็นอย่างมาก ช่วงค่ำคืนมักจะนอนไม่หลับกระสับกระส่าย ก่อนจะแปรเปลี่ยนมาค้นพบสูตรโกงตัวช่วยในการช่วยกล่อมประสาทให้นอนหลับฝันดีได้อย่างยอดเยี่ยมงดงามสายหนึ่ง นั่นก็คือการเปิดระบบโทรทัศน์ทิ้งเอาไว้ข้างๆ ปล่อยให้มันส่งเสียงพูดจาดังแว่วออกมาตามปกติ
ขอแค่มีกระแสเสียงผู้คนคอยพูดจาดังแว่วผ่านพ้นเข้ามาไม่ขาดสาย อัตราความเร็วในการดำดิ่งสู่ห้วงนิทรานอนหลับของเธอก็ย่อมสามารถแปรเปลี่ยนเป็นฉับไวว่องไวขึ้นมาได้ตั้งเยอะแยะแล้วล่ะย่ะ
“อ้าว?” เสิ่นปิงแอบบังเกิดความมึนงงสงสัยทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง แต่อย่างไรก็ตามก็ยังคงยอมปฏิบัติตามคำสั่งการของเธออย่างว่าง่ายแต่โดยดี
เค้นสมองจนแทบระเบิดขุดคุ้ยเสาะหาหัวข้อเรื่องราวสารพัดสิ่งเปิดฉากพูดจาออกมาไม่หยุด พลางจินตนาการคิดไปว่านี่มันคือภารกิจการต่อสู้ในสงครามยืดเยื้อระยะยาวเป็นแน่แท้ แถมยังยื่นมือไปหยิบเอาเบาะรองนั่งมาผืนหนึ่ง จัดแจงทรุดก้นนั่งขัดสมาธิแปะลงบนพื้นทันควัน
สองฝ่ามือวางทับซ้อนแนบสนิทอยู่ตรงบริเวณขอบเตียงนอน เริ่มเปิดฉากพ่นคำพูดคำจาพร่ำบ่นพึมพำหลุดออกมาจากปาก ลำพังปากพูดจาเรื่องราวอะไรออกไปบ้างในใจของเขาล้วนจำรายละเอียดไม่ได้เลยแม้แต่น้อย จำได้เพียงแค่ภาพฉากเหตุการณ์ยามที่ลู่หลีหลับตาพริ้ม นอนหลับฝันดีอย่างสงบสุขปลอดภัยอยู่ตรงหน้านั้นมันช่างสวยงามน่ามองชวนให้ลุ่มหลงมองจนตาค้างเป็นที่สุด
พื้นที่ชั้นสองของร้านเซเว่น หลัวมู่ยื่นมือไปขยี้ตาไปมา ขยับกายยันตัวลุกขึ้นเดินก้าวเท้าออกมาด้วยความสะลึมสะลือเพื่อแวะมาทำธุระส่วนตัวเข้าห้องน้ำ ในตอนที่ก้าวเท้าเดินย้อนกลับมานั้นกลับค้นพบข้อเท็จจริงว่าบานประตูห้องพักของเสิ่นปิงไม่ได้เลื่อนปิดล็อคเอาไว้แน่นหนาตามปกติ
เขาแอบคิดอยากจะยื่นมือไปช่วยเลื่อนปิดประตูห้องให้เสร็จสรรพเรียบร้อยตามสัญชาตญาณ ดวงตาก็เผลอสาดสายตามองลึกเข้าไปข้างในห้องแวบหนึ่งอย่างไม่ได้ตั้งใจ เอ๊ะ ทำไมผ้าห่มมันถึงได้ลงไปกองทับถมอยู่บนพื้นห้องได้ล่ะนั่น?
หลัวมู่เรียกสติอารมณ์ความรู้สึกให้กลับคืนสู่ความตื่นตัวขึ้นมาได้อีกหน่อย ยื่นศีรษะขยับเข้าไปชะเง้อมองสำรวจตรวจสอบข้างในห้องสืบต่อไป เอ๊ะ ไม่มีคนอยู่? หมอนี่ดึกดื่นค่ำคืนดึกดำบรรพ์ปานนี้แฝงกายมุ่งหน้าเดินทางหายตัวลึกลับไปอยู่ที่ไหนกันแล้วล่ะเนี่ย?
ทันใดนั้น ภายในส่วนลึกของสมองก็พลันมีกระแสความคิดอันห้าวหาญสายหนึ่งแล่นผ่านพ้นพวยพุ่งขึ้นมาในชั่วพริบตา คงไม่ใช่ว่าเสิ่นปิงแอบแฝงตัวเดินทางไปหาบอสลู่หรอกนะ? มันไม่น่าจะเป็นไปได้สิ! วันเวลาดึกดื่นปานนี้บอสลู่ย่อมต้องปิดตาเอนกายนอนหลับฝันดีไปนานแสนนานเรียบร้อยแล้วแน่นอน
ถึงแม้ว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้มันจะเป็นเพียงแค่กระแสความรู้สึกนึกคิดและการคาดเดาสงสัยส่วนตัวก็เถอะ ทว่าหลัวมู่กลับไม่อาจข่มตานอนหลับลงได้สืบต่อไป นอนพลิกตัวกลับไปกลับมาดิ้นไปดิ้นมาอยู่บนเตียงนอนต่อไปตามปกติ
ตัวเสิ่นปิงเองก็จดจำรายละเอียดไม่ได้เลยแม้แต่น้อยว่าตัวเขาทำงานทำการก้าวเท้าสับฝ่าเดินแยกย้ายจากมาในช่วงวันเวลาไหน รู้เพียงแค่ว่าในตอนที่ก้าวเท้าเดินพ้นเขตรถบ้านออกมาด้านนอกนั้น ตรงบริเวณเส้นขอบฟ้าอันไกลโพ้นได้เริ่มปรากฏมีลำแสงสว่างรำไรส่องประกายพาดผ่านพ้นออกมาจางๆ เรียบร้อยแล้ว
ช่วงเช้าวันเวลาเก้าโมงตรง ลู่หลีตื่นนอนขึ้นมาด้วยสภาพร่างกายจิตใจที่แจ่มใสกระปรี้กระเปร่าเป็นที่สุด ทอดสายตาจดจ้องมองดูคอมพิวเตอร์แสงตรงบริเวณหัวเตียงพลางตกอยู่ในอาการใจลอยตกตะลึงไปชั่วครู่ ไฉนตรงนี้มันถึงได้มีคอมพิวเตอร์แสงตั้งวางอยู่ตั้งสองเครื่องกันล่ะเนี่ย เครื่องชิ้นนี้ดูเหมือนว่ามันจะเป็นสมบัติส่วนตัวของเสิ่นปิงไม่ใช่หรือยังไงกันล่ะ
หมอนั่นแวะเวียนเดินทางมาที่นี่งั้นเหรอ? เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาน่ะนะ?
ลู่หลีประสบปัญหาความจำเลอะเลือนหลงลืมเรื่องราวไปชั่วครู่ ยื่นมือไปเปิดคอมพิวเตอร์แสงสืบค้นเสาะหารายละเอียดข้อมูลบันทึกประวัติการโทรศัพท์ติดต่อดู ถึงเพิ่งจะค้นพบสัจธรรมความจริงข้อเท็จจริงว่า อ๋อ ในช่วงวันเวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงเช้ามืดเวลาเที่ยงคืนกว่าๆ ตัวเธอได้เปิดระบบกดโทรศัพท์ติดต่อไปหาเขาคำหนึ่งจริงๆ นั่นแหละย่ะ
อ๋อ แวะเวียนเดินทางมาทำหน้าที่คอยช่วยเอ่ยปากพูดจาช่วยกล่อมประสาทให้นอนหลับฝันดี (ช่วยกล่อมให้นอนหลับ) นึกย้อนอดีตทบทวนเรื่องราวเข้าใจกระจ่างแจ้งเรียบร้อยแล้วย่ะ
ลู่หลีจัดการล้างหน้าอาบน้ำจัดแจงเสื้อผ้าหน้าผมจนเสร็จสรรพเรียบร้อย มือก็หอบหิ้วประคองเอาคอมพิวเตอร์แสงทั้งสองเครื่องเดินก้าวเท้าลงบันไดมาสู่พื้นที่ชั้นล่าง ประจวบเหมาะสาดสายตามองเห็นหลัวมู่กำลังสาละวนเข้าครัวทำงานครัวปรุงแต่งอาหารมื้อเช้าอยู่พอดี จึงเอ่ยปากถามไถ่ตามอำเภอใจหลุดออกมาจากปากประโยคหนึ่ง “เสิ่นปิงหายตัวลึกลับไปไหนซะแล้วล่ะ?”
หลัวมู่เหลียวใบหน้ากลับมาทอดสายตาจดจ้องมองดูหน้าเธอด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดเหลือกำลังลึกล้ำยากจะเชื่อถือ ในมือยังคงประคองจานกระเบื้องเคลือบสีขาวสะอาดตาเอาไว้ใบหนึ่ง ด้านบนมีเมนูแซนด์วิชสเต็กไก่ที่เพิ่งจะปรุงแต่งเสร็จอุ่นๆ วางเด่นหราอยู่ กำลังเตรียมตัวจะประคองเดินยกออกมาให้เธอได้เปิดฉากฟาดอาหารมื้อเช้าพอดี
“คุณ คุณ คุณ! เสิ่น เสิ่นปิง!” หลัวมู่แสดงสีหน้าท่าทางเศร้าโศกเสียใจปวดร้าวทรวงราวกับฟ้าจะถล่มดินจะทลาย (成何體統/ดูไม่ได้เลย) ปรากฏออกมาจนเต็มเปี่ยมใบหน้า
“อ้าว?” ลู่หลีมึนงงทึ่มทื่อไปชั่วครู่ ทอดสายตามองเห็นฝ่ามือทั้งสองข้างของเขากำลังเกิดอาการสั่นสะท้านสั่นเทาอยู่สะท้อนถึงอารมณ์ บังเกิดความกลัวในใจว่าตัวเมนูแซนด์วิชในจานกระเบื้องเคลือบจะประสบปัญหาลื่นไถลร่วงหล่นลงพื้นพังทลายไปเสียก่อน จึงเป็นฝ่ายรุกคืบก้าวเท้าเดินเข้าไปดึงยกประคองชามมาถือไว้เองตรงๆ ก่อนจะเปิดฉากลงมือเคี้ยวฟาดฟันเข้าปากคำโตทันทีโดยไม่ได้เอ่ยปากพูดจาอะไรให้เสียเวลาฟาด
ประจวบเหมาะพอดิบพอดีกับที่เสิ่นปิงก้าวเท้าสับฝ่าเดินพ้นประตูเข้ามาด้านใน พอได้สาดสายตาทอดมองเห็นคนทั้งสองคนกำลังยืนปักหลักเผชิญหน้าพูดจากันอยู่ ราวกับกำลังร่วมพูดคุยปรึกษาหารือเรื่องราวสำคัญสารพัดสิ่งกันอยู่ ทำได้เพียงแค่สาดสายตามองเห็นสีหน้าท่าทางของหลัวมู่แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น ตัวเขาแสร้งทำเป็นเดินเยื้องกรายขยับก้าวเดินวนเวียนไปมาอยู่ตรงบริเวณเบื้องหน้าของคนทั้งสองคนรอบหนึ่งอย่างไร้ร่องรอยพิรุธ
ลู่หลียื่นส่งคอมพิวเตอร์แสงที่เป็นส่วนตัวของเขาจัดการส่งมอบคืนให้แก่เจ้าของเดิม “คอมพิวเตอร์แสงของคุณค่ะ เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาทำตกหล่นทิ้งเอาไว้ที่ห้องพักของฉันน่ะย่ะ”
สิ้นสุดประโยคคำพูด ก็จัดแจงยัดมันใส่เข้าไปในกระเป๋าเสื้อของเขาทันที มือก็ประคองถือเมนูแซนด์วิชก้าวเท้าเดินพ้นเขตห้องครัวไปตามปกติ
เสิ่นปิงราวกับมีการติดตั้งคำสั่งระบบติดตามอัตโนมัติ (ทำตามในคลิกเดียว) เอาไว้ในตัว สองเท้าขยับก้าวตามสัญชาตญาณคิดอยากจะเดินก้าวเท้าตามหลังเธอไปในทันที ทว่ากลับต้องโดนหลัวมู่ยื่นมือออกไปคว้าจับรวบดึงคอเสื้อเอาไว้แน่น หมอนั่นแสดงสีหน้าท่าทางที่ค่อนข้างยากจะเชื่อถือยากจะยอมรับข้อเท็จจริงในใจหลุดออกมาจากปาก “พวกนาย คุณ! พวกนายทุกคน!”
“อ้าว? เกิดเรื่องราวอะไรขึ้นอย่างนั้นเหรอ?” เสิ่นปิงมึนงง ขมวดคิ้วมุ่นทอดสายตาจดจ้องมองดูหน้าเขาตรงๆ
หลัวมู่เปิดฉากพูดจาตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม (เปิดประตูมองเห็นภูเขา) ทันที “เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมานายแอบแฝงตัวเดินทางไปหาลู่หลีมางั้นเหรอ?”
ทันทีที่เสิ่นปิงได้สดับรับฟังคำถามประโยคนี้ ก็จัดแจงยื่นมือไปเกาหัวสองสามที พลางเอ่ยปากตอบรับข้อตกลงน้อมรับความจริงออกมาด้วยท่าทางค่อนข้างเอียงอายเหนียมอายขัดเขินอยู่บ้าง “ใช่ ใช่แล้วล่ะครับ เธอบอกว่าตัวเองประสบปัญหานอนไม่หลับกระสับกระส่ายน่ะ เลยส่งเสียงสั่งการให้ฉันแวะขึ้นไปแชตคุยพูดจากับเธอเป็นเพื่อนน่ะครับ”
นับว่าเป็นเด็กหนุ่มที่ค่อนข้างมีความซื่อสัตย์สุจริตตรงไปตรงมาเป็นที่สุดคนหนึ่งเลยทีเดียวเชียวนะเนี่ย
หลัวมู่สัมผัสรับรู้ได้เพียงกระแสความรู้สึกราวกับท้องฟ้าจะถล่มทลายลงมาตรงหน้า ในช่วงวันเวลาที่ตัวเขาคอยตั้งอกตั้งใจปักหลักเฝ้าดูแลความเรียบร้อยของร้านค้าอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว ในระหว่างที่ไม่ได้กระทำตอบสนองรับรู้เข้าใจในรายละเอียดลึกๆ เลยนั้น ระดับอัตราความคืบหน้าก้าวหน้าของเสิ่นปิงนึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่ามันจะพัฒนาก้าวกระโดดรวดเร็วฉับไวว่องไวได้ถึงขนาดนี้ ถึงขั้นประสบความสำเร็จได้รับกระแสความชื่นชอบพึงพอใจและเอ็นดูจากบอสลู่มาครอบครองได้เรียบร้อยแล้วงั้นเหรอ?
ในใจมันจะแอบมีการกระทำการประกบริมฝีปากจุมพิตกันไปแล้วหรือยังนะ? หรือว่าแอบโอบกอดรัดรั้งร่างกายกันไปเรียบร้อยแล้วล่ะ?
ลำพังแค่จินตนาการขบคิดพิจารณามาถึงรายละเอียดตรงนี้ ภายในส่วนลึกของจิตใจของหลัวมู่ก็พลันบังเกิดกระแสความเจ็บปวดร้าวปวดร้าวทรวงสะท้านจิตใจขึ้นมาสายหนึ่งทันที
เสิ่นปิงทอดสายตามองเห็นหลัวมู่กำลังตกอยู่ในสภาวะจมดิ่งลงสู่ห้วงความคิดพิจารณาไตร่ตรองในใจ ก็ไม่ได้เอ่ยปากพูดจาแทรกแซงขัดจังหวะอะไรให้มากความ เดินอ้อมผ่านพ้นร่างของเขาไปเพื่อเริ่มเปิดฉากลงมือเข้าครัวทำกับข้าวอาหารมื้อเช้าต่อไปตามปกติ
ผ่านพ้นไปได้ครู่ใหญ่ หลัวมู่ถึงค่อยหลุดพ้นหลุดรอดออกมาจากห้วงความคิดพิจารณาไตร่ตรองในใจ จัดแจงยื่นลำแขนขยับปีนป่ายขึ้นไปพาดอยู่บนลาดไหล่ของเสิ่นปิง พลางเอ่ยปากส่งเสียงกระซิบกระซาบเอ่ยถามขึ้นมาเสียงเบาว่า “งั้นสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างพวกนายสองคนในปัจจุบัน มันเดินทางไปถึงระดับขั้นไหนกันแล้วล่ะเนี่ย?”
“จะไปมีสถานการณ์อะไรกันล่ะครับ ก็ยังคงเหมือนเดิมดั่งช่วงเวลาในอดีตเป๊ะๆ นั่นแหละครับ” ในตอนที่เอ่ยปากพูดจาประโยคนี้ออกมา น้ำเสียงท่วงท่าของเสิ่นปิงแฝงกระแสความน้อยเนื้อต่ำใจและตัดพ้อหลุดลอยออกมาสายหนึ่ง จะไปแปรเปลี่ยนเป็นสถานการณ์ความสัมพันธ์ระดับไหนได้กันเล่า ตัวเขาในปัจจุบันก็เป็นเพียงแค่ตัวตนสิ่งมีชีวิตขนาดกะทัดรัดที่ไม่ได้รับการเอ่ยปากประกาศยอมรับสถานะอย่างเป็นทางการจากปากของเธอเลยแม้แต่น้อยอยู่ดีนั่นแหละครับ
ทันทีที่หลัวมู่ได้สดับรับฟังรายละเอียดคำตอบประโยคนี้ ภายในส่วนลึกของจิตใจก็ค่อยๆ บังเกิดความรู้สึกผ่อนคลายสบายใจโล่งอกลงไปได้อีกหน่อย ทว่าระดับอัตราความคืบหน้าก้าวหน้าของคนทั้งสองคนมันก็ไม่ควรจะพัฒนาก้าวกระโดดรวดเร็วฉับไวว่องไวได้ถึงขนาดนี้ ตัวเขาไม่มีความต้องการอยากจะพบเห็นเรื่องราวลักษณะนี้อุบัติเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเลยแม้แต่น้อย
ในช่วงวันเวลาที่ผ่านมา บรรดาพรรคพวกทุกคนต่างก็แอบกระทำการชิงดีชิงเด่นเรียกร้องกระแสความสนใจ (ชิงรักหักสวาท) แอบบังเกิดอารมณ์หึงหวงกินน้ำส้มสายชูกันอยู่เงียบๆ มันก็เป็นเรื่องราวที่สนุกสนานมีชีวิตชีวาดีไม่ใช่หรือยังไงกันล่ะ ไฉนหมอนี่ถึงสามารถเปิดฉากพัฒนาก้าวหน้าไปก่อนหน้าคนอื่นหนึ่งก้าวได้ล่ะเนี่ย?
หมอนี่มันเป็นตัวทำลายกระแสบรรยากาศอันแสนสงบสุขของพวกเราทุกคนชัดๆ เลยเชียว! ชิ!
หลัวมู่ปักหลักยืนทึ่มทื่อเด่นหราอยู่ภายในครัว ภายในส่วนลึกของสมองมีกระแสความคิดและอารมณ์ความรู้สึกพวยพุ่งพัดผ่านพ้นตัดสลับสับเปลี่ยนกันไปมาอย่างยุ่งเหยิง ค่อนข้างจะยุ่งเหยิงสับสนปนเปอยู่บ้าง แถมยังแฝงกระแสความเจ็บปวดร้าวทรวงอยู่ลึกๆ เอาเป็นว่ามีความรู้สึกที่สลับซับซ้อนทับซ้อนกันอยู่มากมายเป็นที่สุด
เสิ่นปิงจัดการจัดเตรียมปรุงแต่งอาหารมื้อเช้าจนเสร็จสรรพเรียบร้อยประจวบเหมาะ ประคองชามเดินก้าวเท้าออกไปด้านนอกเรียบร้อยแล้ว ปล่อยทิ้งให้หลัวมู่ปักหลักยืนทอดอารมณ์เหม่อลอยอยู่ด้านในแต่เพียงผู้เดียว ผ่านพ้นไปได้ตั้งนานสองนาน เขาถึงค่อยปรับสภาพจิตใจลงมือทำแซนด์วิชขึ้นมาใหม่อีกชิ้นหนึ่ง จัดแจงใช้ฝ่ามือกุมถือเอาไว้แล้วเปิดฉากเคี้ยวฟาดฟันเข้าปากคำโตทันที
เขาก้าวเท้าเดินทอดน่องออกมาด้านนอกด้วยท่าทางเหม่อลอยทึ่มทื่อ โดยไม่ได้นำสายตาไปหยุดจดจ้องมองสำรวจตรวจสอบแววตาจดจ้องมองดูของเสิ่นปิงเลยแม้แต่น้อย ราวกับกำลังร่วมค้นหาความจริงบางอย่างอยู่ ภายในหัวสมองเอาจินตนาการคิดฟุ้งซ่านเรื่อยเปื่อยไร้สาระไปไกลหมดแล้ว ปากก็ทำหน้าที่เคี้ยวฟาดฟันอาหารเข้าปากไปตามอำเภอใจ
จนกระทั่งต้องถูกกระแสเสียงร้องทักทายอันสดใสของเซียวตี๋ฉุดกระชากสติอารมณ์ความรู้สึกให้กลับคืนมา “พี่ลู่หลีคะ มีพวกลูกค้าประสบความสำเร็จขูดเจอเครื่องผลิตอาหารของตลาดมืดโผล่มาแล้วล่ะค่ะ!”
สายตาของคนทั้งสามคนต่างพากันสับเปลี่ยนหมุนเวียนหันเหมาจดจ้องมองตรงรี่ไปที่ตำแหน่งเป้าหมายพร้อมๆ กันในทันตา กระแสความคิดที่เคยจมดิ่งจินตนาการคิดฟุ้งซ่านของหลัวมู่ก็ถูกฉุดกระชากกลับคืนสู่โลกความเป็นจริงเช่นกัน
ยังไม่ทันรอให้ลู่หลีขยับกายยันตัวลุกขึ้นยืน เซียวตี๋ก็จัดแจงส่งเสียงร้องอุทานอุ้มกระแสเสียงร้องทักทายสำทับสืบต่อไปอีกรอบหนึ่งทันควัน “มีพวกลูกค้าประสบความสำเร็จขูดเจอของรางวัลโผล่มาอีกแล้วค่ะ คราวนี้มาทีเดียวพร้อมกันตั้งสองเครื่องเลยค่ะ เป็นเครื่องผลิตอาหารของตลาดมืดทั้งสองเครื่องเลยค่ะ!”
ลู่หลี: “ว้าว! ยอดเยี่ยมงดงามทรหดอดทนเกินไปแล้วค่ะ! พวกลูกค้าผู้อยู่อาศัยในฐานที่มั่นแห่งนี้มีระบบโครงสร้างร่างกายเป็นสรีระนักกินหรือสารอาหารศักดิ์สิทธิ์ประจำตัว กันหรือยังไงกันเนี่ยย่ะ?”
ในช่วงวันเวลาที่ผ่านมาตามฐานที่มั่นแห่งอื่นๆ ก่อนหน้านี้ ไม่เคยมีพวกลูกค้าหน้าไหนประสบความสำเร็จขูดเจอของรางวัลประเภทนี้โผล่มาเลยแม้แต่เครื่องเดียวแท้ๆ ทว่าพอขยับตัวก้าวเท้าเดินทางมาถึงฐานที่มั่นแห่งนี้ปุ๊บ ก็นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าจะจัดหนักจัดเต็มโผล่มาพร้อมกันทีเดียวถึงสองเครื่องรวดเลยเชียวล่ะย่ะ ตัวเธอจึงเป็นการยากเหลือเกินที่จะไม่อดไม่ได้ที่จะแอบบังเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในใจ ว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้มันต้องเป็นประเด็นปัญหาที่เกี่ยวโยงกับสรีระร่างกายหรือโครงสร้างระบบบุคคลของตัวคนขูดอย่างแน่นอนที่สุดเลยล่ะ แต่อย่างไรก็ตามหากจำรายละเอียดข้อมูลไม่ผิดเพี้ยนดูเหมือนว่าฐานที่มั่นแห่งอื่นๆ ก่อนหน้านี้ต่างก็มีของรางวัลที่หนึ่งโผล่มาเฉลิมฉลองกันหมดทุกแห่งเลยนี่นาใช่ไหมล่ะย่ะ?
ถูกต้องแล้วล่ะย่ะ นี่มันเป็นพื้นที่ทำเลที่ตั้งของฐานที่มั่นแห่งใหม่แกะกล่อง มีชื่อเสียงเรียงนามที่ระบบกำหนดไว้ว่าฐานที่มั่นชวนเซียงนั่นเอง
(จบตอน)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น