-->

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ตอนที่ 383 ร้านชานมรางวัลที่หนึ่ง





ตอนที่ 383 ร้านชานมรางวัลที่หนึ่ง

“!!” หลัวมู่เบิกตากว้าง เดิมทีเขาคิดจะอ้าปากก่นด่าออกมา ทว่ากลับเคี้ยวเกี๊ยวซ่าในปากตามสัญชาตญาณตุ้ยๆ

เขาหมุนตัวเดินไปลากเก้าอี้ม้านั่งมาตัวหนึ่ง แล้วจัดการเบียดกายแทรกเข้ามานั่งตรงกลางระหว่างคนทั้งสองคนจนได้

แถมยังเอ่ยปากพูดจาข่มขู่เสิ่นปิงอีกด้วยว่า “เร็วๆ เข้า ขยับไปทางนู้นหน่อยดิ” และไม่ลืมที่จะหันใบหน้ามาส่งยิ้มหวานให้ลู่หลีแวบหนึ่ง

ลู่หลีระอาใจจนหัวเราะออกมา คนทั้งสามคนต่างพากันนั่งเบิกตากว้างถมึงทึงสบสายตากันไปมา “พากันจดจ้องมองดูหน้าฉันทำไมกันเล่า ฟาดข้าวกันได้แล้วย่ะ!”

หลัวมู่พยักหน้าลงพลางเอ่ยปากพูดจาประชดประชันใส่เสิ่นปิงอย่างเป็นงานเป็นการว่า “เห็นหรือยังล่ะ บอสลู่สั่งให้นายฟาดข้าวแล้วนะ!”

เสิ่นปิง: ...

เขาก้าวข้ามตัวของหลัวมู่ ยื่นส่งตะเกียบไปให้ลู่หลี ก่อนจะยันตัวลุกขึ้นเดินก้าวเท้าเข้าไปหยิบตะเกียบมาเพิ่มอีกคู่หนึ่งในห้องครัว

ฉู่หลีเซิงและบรรดาคนอื่นๆ ทยอยพากันเดินก้าวเท้าเข้ามาหาทีละคนๆ ก็สาดสายตามองเห็นหลัวมู่นั่งทำหน้าบึ้งตึงโมโหฟึดฟัดอยู่ข้างกายของลู่หลี สภาพราวกับกำลังนั่งอมทุกข์โดนใครรังแกมาชอบกล

ทุกคนต่างพากันมองดูจนแปรเปลี่ยนเป็นความชินชาไปเรียบร้อยแล้ว เดินเข้าแถวเรียงหนึ่งตรงรี่เข้าไปในครัวเพื่อตักข้าวสวย ก่อนจะพบเห็นว่าในหม้อยังมีเกี๊ยวซ่าต้มสุกอุ่นๆ หอมกรุ่นวางอยู่อีกด้วย

“อ้าว มีเกี๊ยวซ่าด้วยแฮะ!” หวังหยางเอ่ยปากบอกด้วยความเบิกบานใจ พลางจัดแจงตักเกี๊ยวซ่าใส่เข้าไปจนเต็มแน่นชาม ถึงแม้ว่าตัวเขาในปัจจุบันจะเป็นซอมบี้ก็เถอะ ทว่ากลับค้นพบว่าไอ้ข้าวของพวกนี้มันช่างเอร็ดอร่อยชวนลิ้มลองมากจริงๆ นะเนี่ย!

ในอดีตยามที่เขายังคงเป็นมนุษย์คนธรรมดาสามัญชนอยู่นั้น ไฉนถึงไม่เคยค้นพบเลยนะว่าไอ้สิ่งของพวกนี้มันจะอร่อยเหาะได้ถึงขนาดนี้กันเล่า!

บางทีอาจจะเป็นเพราะหลังจากแปรสภาพกลายร่างมาเป็นซอมบี้แล้ว ระบบประสาทสัมผัสรับรู้รสชาติมันจะแปรเปลี่ยนไปหรือเปล่านะ? หวังหยางไม่ได้นำสมองไปขบคิดพิจารณาในรายละเอียดเชิงลึก เร่งรีบประคองชามเดินก้าวเท้าออกมาด้านนอกเพื่อเปิดฉากฟาดอาหารทันที

หลังจากตักเกี๊ยวซ่าเสร็จเรียบร้อย หวังหยางก็เป็นฝ่ายเดินประคองชามนำหน้าก้าวเดินออกมาด้านนอกก่อนใครเพื่อน ทรุดก้นนั่งแปะลงตรงบริเวณฝั่งตรงข้ามของลู่หลีอย่างไม่ลังเลใจแม้แต่วินาทีเดียว

หวังหยางเหลือบสายตามองเห็นว่าด้านหน้าของเธอเองก็มีชามเกี๊ยวซ่าวางตั้งอยู่ใบหนึ่งเช่นกัน จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามไถ่ขึ้นมาว่า “อ้าว บอสลู่ เกี๊ยวซ่านี่รสชาติอร่อยไหมครับ?”

“ยังไม่ได้ลิ้มลองฟาดเข้าปากเลยสักคำเดียวเลยย่ะ” ลู่หลีเอ่ยปากบอก น้ำเสียงท่วงท่าแฝงกระแสความแปลกประหลาดพิกลอยู่บ้าง ส่วนหลัวมู่ที่นั่งปักหลักอยู่ข้างกายกลับเอามือกุมศีรษะก้มหน้าต่ำไม่กล้าแหงนใบหน้าขึ้นมาสบสายตาตรงๆ

หวังหยางลองลิ้มชิมรสชาติฟาดเข้าไปคำหนึ่ง เคี้ยวตุ้ยๆ สองสามทีแล้วกลืนลงคอไป ก่อนจะรีบยกมือโบกไกวไปมาสองสามทีพลางเอ่ยปากสำทับขึ้นว่า “รสชาตินับว่ายอดเยี่ยมงดงามไม่เลวเลยทีเดียวเชียวนะครับ บอสลู่ คุณเองก็รีบๆ ลงมือฟาดเข้าไปเถอะครับ!”

“ได้เลย~” ลู่หลีนึกย้อนไปถึงภาพฉากเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ขึ้นมาในหัว ก็แอบลอบหัวเราะขำอยู่ในใจเงียบๆ ก่อนจะจัดการยัดเกี๊ยวซ่าใส่เข้าไปในปากของตัวเองชิ้นหนึ่ง

หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาการฟาดมื้อเที่ยงอันแสนสุขสันต์ครึกครื้นจนเสร็จสิ้นลง ทุกคนก็ช่วยกันเก็บกวาดรวบรวมถ้วยถังชามรามไหและตะเกียบตรงรี่นำไปตั้งวางไว้ในห้องครัว

ในครัวมีเครื่องล้างจานติดตั้งเอาไว้อยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองแรงงานให้ทุกคนมานั่งลงมือล้างทำความสะอาดด้วยตัวเอง ทำเพียงแค่จัดวางข้าวของใส่เข้าไปด้านในให้เป็นระเบียบเรียบร้อยก็เพียงพอแล้ว

หลังจากจัดเก็บข้าวของเครื่องใช้เสร็จสรรพเรียบร้อย ลู่หลีก็ก้าวเท้าเดินแวะไปเข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัว พอก้าวเท้าเดินพ้นประตูออกมา ก็พบเห็นว่าบรรดาคนอื่นๆ ต่างพากันสับเท้าเดินแยกย้ายจากไปกันหมดแล้ว หลงเหลือทิ้งไว้เพียงเงาร่างของเสิ่นปิงแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นที่ยังคงนั่งปักหลักอยู่บนโซฟา

เขาได้ยินกระแสเสียงเคลื่อนไหวหลุดลอยออกมา จึงเหลียวใบหน้ากลับมาทอดสายตามองดู ก่อนจะรีบยันตัวลุกขึ้นยืน เอามือเท้าขอบพนักพิงของโซฟาแล้วกระโดดข้ามพุ่งทะยานออกมาทันควัน ก้าวเท้าสับวิ่งร่าเพียงไม่กี่ก้าวก็มาหยุดยืนอยู่ต่อหน้าเธอเรียบร้อยแล้ว

“ทำไมคุณถึงยังไม่ได้เดินจากไปอีกน่ะ? ไม่จำเป็นต้องแวะไปเฝ้าดูแลร้านเซเว่นแล้วหรือยังไงกัน?” ลู่หลีบอก

มือก็สะบัดไกวหยาดน้ำที่เกาะกุมอยู่ตามเรียวนิ้วมือไปมาตามสัญชาตญาณ ดวงตาคู่สวยกลอกกลิ้งไปมาแวบหนึ่ง ก่อนจะตัดใจยื่นมือตรงรี่เข้าไปเช็ดๆ ถูๆ กับเนื้อตัวของเขามันซะเลยตรงๆ

จัดการประทับรอยพิมพ์ฝ่ามือเบญจมาศทั้งห้าทิ้งไว้บนเสื้อผ้าของเขาเต็มๆ ตา เสิ่นปิงส่งยิ้มออกมาโดยไม่ได้เอ่ยปากพูดจาตอบโต้อะไร แส้งทำเป็นแอบเพลิดเพลินไปกับท่วงท่าพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ของเธอเสียด้วยซ้ำไป

ลู่หลีเห็นเขาไม่ยอมเอ่ยปากพูดจาพาที ทำเพียงแค่ยกมือขึ้นมากอดอกพลางแหงนใบหน้าทอดสายตาจดจ้องมองดูหน้าเขาตรงๆ

อင်း หมอนี่ต้องแฝงกระแสความนึกคิดและเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์เอาไว้แน่ๆ คงไม่ใช่ว่าเกิดอาการเสพติดพฤติกรรมการประกบริมฝีปากจุมพิตเข้าให้แล้วหรอกนะ? เรื่องราวแบบนี้มันค่อนข้างจะจัดการจัดการได้ยากลำบากอยู่เหมือนกันนะเนี่ยย่ะ

เธอกวาดสายตาเหลือบไปมองดูเซียวตี๋และจานถิงที่กำลังตั้งอกตั้งใจลงมือทำงานอย่างขะมักเขม้นอยู่ตรงบริเวณด้านข้าง ยื่นมือไปคว้าจับรวบดึงชายเสื้อของเสิ่นปิงเอาไว้ แล้วออกแรงลากจูงร่างของเขาให้เดินก้าวเท้าเข้าสู่พื้นที่ของห้องน้ำทันที

ปากก็เอ่ยปากพูดจาออกมาอย่างเป็นงานเป็นการว่า “มาๆๆ ฉันมีเรื่องราวบางอย่างอยากจะเอ่ยปากพูดจากับคุณสักหน่อยน่ะย่ะ!”

เธอจัดการดึงประตูปิดลงกลอนห้องน้ำเสียงดังปัง ตัดขาดสายตาจับจ้องมองดูจากพวกลูกค้าภายนอกได้อย่างสิ้นเชิง

เสิ่นปิงยืนเอนกายพิงแผ่นหลังติดสนิทอยู่บนบานประตู ด้านหน้าของเขาก็คือลู่หลีที่กำลังเก๊กสีหน้าท่าทางเคร่งขรึมยกมือขึ้นมากอดอกอย่างเป็นงานเป็นการ

ปากของเธอเริ่มส่งเสียงพูดจาพร่ำบ่นพึมพำหลุดออกมาไม่หยุดหย่อน “คุณต้องตั้งอกตั้งใจลงมือทำงานทำการให้ดีๆ นะ ในสมองจะเอาแต่จินตนาการคิดถึงแต่เรื่องราวฟุ้งซ่านเรื่อยเปื่อยไร้สาระพวกนี้อยู่ตลอดเวลาไม่ได้หรอกนะเข้าใจไหม... อึก...”

เสิ่นปิงยื่นลำแขนเข้าไปโอบกอดรั้งเอวบางร่างน้อยของเธอเอาไว้ บดเบียดร่างกายให้ขยับเคลื่อนเข้ามาใกล้ชิดแนบสนิทกันในระยะประชิด โน้มใบหน้าต่ำลงมาประกบริมฝีปากจุมพิตลงไปตรงๆ อุดปิดกั้นถ้อยคำพร่ำบ่นพึมพำสืบต่อไปที่เธอกำลังคิดจะเอ่ยปากพูดจาออกมาจนเงียบกริบทันควัน

ฝ่ามือทั้งสองข้างของเขาค่อยๆ ออกแรงโอบกอดรัดรั้งให้แน่นหนาขึ้นตามลำดับ สัมผัสรับรู้ได้เพียงกระแสความรู้สึกว่าร่างกายทั้งเรือนร่างของเธอมันช่างส่งกลิ่นหอมกรุ่นและนุ่มนวลอ่อนละมุนชวนลิ้มลองเป็นที่สุด

ผ่านพ้นไปได้พักใหญ่ ริมฝีปากของคนทั้งสองคนถึงแปรเปลี่ยนเป็นแยกย้ายผละถอนตัวจากกัน เสิ่นปิงยื่นมือไปคอยเช็ดถูหยาดน้ำใสๆ ตรงบริเวณหัวมุมปากให้เธออย่างทะนุถนอม พลางเอ่ยปากพูดจาออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจังเคร่งขรึมว่า “คุณพูดสืบต่อไปได้เลยครับ ฉันกำลังตั้งอกตั้งใจเชื่อฟังคำสั่งสอนอยู่ครับ”

ลู่หลี: “เมื่อครู่นี้ฉันพูดจาพล่ามบ่นไปถึงตรงไหนแล้วล่ะน่ะ?”

เสิ่นปิงเอ่ยปากทบทวนซ้ำ “ห้ามเอาแต่จินตนาการคิดถึงแต่เรื่องราวฟุ้งซ่านเรื่อยเปื่อยไร้สาระพวกนี้อยู่ตลอดเวลาครับ”

ลู่หลีพยักหน้าลง กำลังคิดอยากจะเอ่ยปากพูดจาสืบต่อไป ทว่าร่างกายของตัวเองกลับยังคงถูกเขาวงลำแขนโอบกอดรัดรั้งเอาไว้แน่นจมดิ่งอยู่ในอ้อมอกของเขา สภาพแบบนี้มันช่างดูไร้ซึ่งบารมีและพาวเวอร์ในการดุด่าสั่งสอนสิ้นดีเลยล่ะย่ะ

เธอออกแรงผลักดันร่างของเขาออกไป ยืนปักหลักทรงตัวให้มั่นคงถาวร พลางถลึงสายตาค้อนใส่เขาแวบหนึ่ง “ในวันข้างหน้าห้ามกระทำการพฤติกรรมในลักษณะนี้อีกอย่างเด็ดขาดเลยนะย่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตรงบริเวณพื้นที่สาธารณะที่มีบุคคลอื่นปักหลักร่วมอยู่ด้วย ต้องรู้จักสะกดกลั้นควบคุมอารมณ์ความรู้สึกและพฤติกรรมของตัวเองให้มากกว่านี้หน่อยได้ไหมคะ?”

“ได้เลยครับ” เสิ่นปิงเอ่ยปากรับคำสั่งแต่โดยดี แวบตาทอดสายตาจดจ้องมองดูผิวหน้าของเธอ “ทว่าหากในใจมันเกิดอาการสะกดกลั้นคุมอารมณ์ความรู้สึกเอาไว้ไม่อยู่ขึ้นมาจะทำยังไงดีล่ะครับ”

“...” ช่างกล้าเอ่ยปากบอกว่าสะกดกลั้นคุมอารมณ์ความรู้สึกเอาไว้ไม่อยู่เนี่ยนะ

นี่น่ะเหรอพฤติกรรมธาตุแท้ของผู้ชายที่มีอายุสิบแปดปีน่ะ?

ความสุขุมนุ่มลึกและเป็นผู้ใหญ่ของเขามันมักจะคอยส่งผลทำให้ฉันเผลอไผลลืมเลือนข้อเท็จจริงที่ว่าหมอนี่มันเพิ่งจะมีอายุได้แค่สิบแปดปีอยู่เป็นประจำเลยเชียวล่ะ

ลู่หลี: “ต่อให้สะกดกลั้นคุมอารมณ์ความรู้สึกเอาไว้ไม่อยู่ยังไงมันก็ต้องอดรนทนฝืนทนเอาไว้ให้ได้ย่ะ ทำตัวเป็นเด็กดีว่าง่ายหน่อยนะ~” ยื่นมือไปลูบๆ คลำๆ บนศีรษะของเขาเบาๆ ถือโอกาสยื่นริมฝีปากไปประทับจุมพิตลงบนผิวหน้าของเขาเบาๆ แวบหนึ่งตามความเคยชินปาก

ประสบความสำเร็จในการเอ่ยปากปลอบประโลมขจัดอารมณ์ปั่นป่วนของเขาจนสงบลงได้ราบรื่น เสิ่นปิงเม้มริมฝีปาก ยอมเอ่ยปากตอบรับข้อตกลงอย่างยอมจำนนอยู่บ้าง “เอาเถอะครับ ทว่าในเวลานี้รอบข้างไม่ได้มีบุคคลอื่นปักหลักร่วมอยู่ด้วยเลยแม้แต่น้อย แถมสถานที่ตรงนี้ก็ไม่ใช่พื้นที่สาธารณะด้วยนะครับ~”

ลู่หลีเพิ่งจะกระทำตอบสนองรับรู้เข้าใจถึงความหมายแฝงเร้นในประโยคคำพูดของเขาได้อย่างกระจ่างแจ้ง ทว่าร่างกายก็ต้องถูกวงลำแขนยื่นเข้ามาโอบกอดรัดรั้งเอวบางร่างน้อยบดเบียดร่างกายให้ขยับเคลื่อนเข้ามาใกล้ชิดแนบสนิทกันในระยะประชิดเรียบร้อยแล้ว

เปิดฉากจุมพิตอันแสนยาวนานชวนให้บังเกิดกระแสความมึนงงเวียนศีรษะขึ้นมาอีกระลอกหนึ่ง

เสิ่นปิงมีพัฒนาการก้าวกระโดดรวดเร็วช่ำชองในเรื่องราวลักษณะนี้ก้าวหน้าขึ้นตั้งเยอะแยะเลยทีเดียว หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะเขามีอาจารย์ผู้ฝึกสอนที่ยอดเยี่ยมยอดงดงามคอยให้คำชี้แนะหรือเปล่านะ

ปัจจุบันเขาสามารถยึดครองตำแหน่งเป็นฝ่ายได้เปรียบควบคุมเกมเอาไว้ได้เบ็ดเสร็จเรียบร้อยแล้ว จุมพิตลู่หลีจนเรียวขาทั้งสองข้างพาลบังเกิดอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรงแทบจะทรงตัวยืนเอาไว้ไม่อยู่

ผ่านพ้นไปได้ตั้งนานสองนาน ลู่หลีเอ่ยปากส่งเสียงเร่งรัดเสิ่นปิง “คุณรีบเดินออกไปก่อนเถอะ รอให้เวลาล่วงเลยผ่านพ้นไปสักพักหนึ่งก่อนฉันถึงจะค่อยเดินตามออกไปย่ะ”

แอบบังเกิดกระแสความรู้สึกแปลกประหลาดขึ้นมาในใจอย่างไม่มีสาเหตุ ว่าภาพเหตุการณ์ในตอนนี้มันช่างดูคล้ายกับการแอบลอบนัดพบชู้รักคบชู้ลักกินขโมยกินอย่างไรชอบกล เธออดไม่ได้ที่จะจินตนาการขบคิดในใจในลักษณะนี้

ภาพลักษณ์ของท่านประธานหญิงมาดหวานปนเท่แอบใช้พาวเวอร์ตำแหน่งหน้าที่การงานกระทำการข้อตกลงลับล่อๆ (กฎอนิจจัง) ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับพนักงานชายหนุ่มรูปงาม พล็อตเรื่องทำนองนี้มันเป็นเรื่องราวที่หาได้ยากเย็นเข็ญใจลึกลับซับซ้อนตรงไหนกันล่ะเนี่ย? ย่อมต้องมีปรากฏให้พบเห็นอยู่เกลื่อนกลาดตาแน่นอนอยู่แล้วไม่ใช่หรือยังไงกันล่ะย่ะ!

เธอเอ่ยปากปลอบประโลมจิตใจของตัวเอง พลางยื่นมือไปออกแรงผลักดันร่างของเสิ่นปิงให้ก้าวเท้าเดินพ้นประตูห้องน้ำจากไป มือก็เอื้อมไปเช็ดถูริมฝีปากที่ค่อนข้างบวมเจ่อแดงระเรื่อของตัวเอง สลับสับเปลี่ยนไปนำหยาดน้ำเย็นเฉียบมาลูบไล้ประคบผิวหน้าเพื่อลดอุณหภูมิความร้อน

จู่ๆ พื้นที่บริเวณด้านนอกก็มีกระแสเสียงเคลื่อนไหวหลุดลอยออกมา

เซียวตี๋เอ่ยปากถามไถ่ขึ้นว่า “เอ๊ะ? พี่เสิ่นปิง คุณยังไม่ได้เดินจากไปอีกงั้นเหรอคะ? โผล่พรวดพุ่งออกมาจากพื้นที่ตรงไหนกันแน่เนี่ย?”

จานถิงเองก็บังเกิดความมึนงงสงสัยเช่นกัน “ใช่แล้วค่ะ เมื่อครู่นี้ฉันเพิ่งจะกวาดสายตามองดูไปรอบๆ ยังไม่เห็นเงาร่างของใครหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อยเลยนี่นา”

เสิ่นปิงเอ่ยตอบกลับมาด้วยท่าทางนิ่งสงบผ่อนคลายเป็นธรรมชาติไร้ซึ่งพิรุธใดๆ “เพิ่งจะก้าวเท้าเดินขึ้นมาด้านบนน่ะ จริงด้วย บอสลู่อยู่ที่ไหนงั้นเหรอ พอดีฉันมีเรื่องราวบางอย่างอยากจะขอแวะมาพูดจากับเธอสักหน่อยน่ะ”

ลู่หลีก้าวเท้าเดินพ้นประตูห้องน้ำออกมา มือก็สะบัดไกวหยาดน้ำที่เกาะกุมอยู่ตามเรียวนิ้วมือไปมา “แวะมาหาฉันมีเรื่องราวอะไรกันล่ะย่ะ?”

สิ้นสุดประโยคคำพูด ก็สาดสายตามองเห็นเสิ่นปิงกำลังขยับใบหน้าส่งสัญญาณสายตายักคิ้วหลิ่วตามาให้เธอ จึงเอ่ยปากประสานงานเออออห่อหมกสืบต่อไปว่า “หากมีเรื่องราวอะไรก็เชิญนั่งลงพูดจากันเถอะค่ะ”

คนทั้งสองคนทรุดก้นนั่งแปะลงบนโซฟา เซียวตี๋และจานถิงเห็นภาพฉากเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น จึงไม่ได้นำสายตาจดจ้องมองดูสืบต่อไปแต่อย่างใด

โดยที่หารู้ไม่เลยว่าเสิ่นปิงที่กำลังนั่งปักหลักอยู่บนโซฟาในเวลานี้นั้น กำลังอาศัยมุมอับสายตาแอบยื่นนิ้วมือไปเกี่ยวตวัดหยอกล้อเล่นกับนิ้วก้อยชิ้นเล็กๆ ของลู่หลีอย่างเงียบเชียบ

ลู่หลีสลัดนิ้วมือออกไปครั้งหนึ่ง เขาก็จะยื่นหน้าด้านตามตื๊อพันพัวเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง สลัดออกไปครั้งหนึ่ง ก็ตามตื๊อพันพัวเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง

สะบัดออกจนเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าขี้เกียจจะสะบัดไล่อีกต่อไปแล้วล่ะย่ะ

เสิ่นปิงคนเดิมที่มีท่าทางเอียงอายเหนียมอายขัดเขินในอดีตหายตัวลึกลับไปไหนซะแล้วล่ะเนี่ย? หลังจากผ่านพ้นการประกบริมฝีปากจุมพิตไปแล้วมันสามารถช่วยปลดปล่อยคลายพันธนาการปลดล็อกพลังแฝง (ปลดค่ายกลสะกด) ออกมาได้โดยอัตโนมัติเลยหรือยังไงกันน่ะ?

ลู่หลีถลึงสายตาค้อนใส่เขาแวบหนึ่ง เพื่อส่งสัญญาณเตือนให้เขารู้จักสะกดกลั้นควบคุมพฤติกรรมของตัวเองให้มากกว่านี้หน่อย เสิ่นปิงได้รับสัญญาณข้อมูลสารเรียบร้อยแล้ว จึงยอมปล่อยมือละออกจากนิ้วมือของเธอด้วยความอาลัยอาวรณ์ตัดใจจากไปไม่ลงอยู่บ้าง

ฝ่ามือของคนทั้งสองคนเพิ่งจะละออกจากกันเสร็จสรรพเรียบร้อย เซียวตี๋ก็จัดแจงเหลียวใบหน้ากลับมาส่งเสียงร้องทักทายขึ้นมาคำหนึ่ง “พี่ลู่หลีคะ!”

คำพูดประโยคนี้เด่นหร ว่ากำลังส่งเสียงร้องทักทายเรียกหาลู่หลีแท้ๆ ทว่ากลับส่งผลทำให้เสิ่นปิงตกอกตกใจสะดุ้งโหยงขึ้นมาตามสัญชาตญาณ แหงนใบหน้าขึ้นมองดูตามปกติ ก่อนจะรีบปรับเปลี่ยนท่วงท่าสภาวะของร่างกายให้กลับคืนสู่ความราบเรียบเป็นธรรมชาติแสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ลู่หลีเหลือบสายตามองเขาแวบหนึ่ง พลางเม้มริมฝีปากเอ่ยยิ้ม ก่อนจะเอ่ยปากถามไถ่สืบต่อไปว่า “มีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นอย่างนั้นเหรอคะ?”

“ดูเหมือนว่าจะมีพวกลูกค้าประสบความสำเร็จขูดเจอรางวัลที่หนึ่งโผล่มาแล้วล่ะค่ะ!” เซียวตี๋เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นตื่นตาตื่นใจเป็นล้นพ้น

“ฉันจะแวะออกไปส่องดูสักหน่อยแล้วกันนะ” ลู่หลีเองก็บังเกิดความตื่นเต้นตื่นตาตื่นใจขึ้นมาเช่นกัน ลำพังแค่หนึ่งฐานที่มั่นมีรางวัลที่หนึ่งโผล่มาแค่ชิ้นเดียวนี่แหละถือว่าเป็นเรื่องราวที่ยอดเยี่ยมงดงามที่สุดแล้ว อัตราความถี่ไม่หนาแน่นจนเกินไป ไม่อย่างนั้นตัวเธอคงต้องยุ่งจนหัวหมุนแน่นอน

ลู่หลียันตัวลุกขึ้นยืน เสิ่นปิงรีบก้าวเท้าเดินตามหลังมาติดๆ เธอจึงหมุนตัวกลับไป ยื่นเรียวนิ้วมือไปจิ้มค้ำลงบนลาดไหล่ของเขาพลางเอ่ยปากกล่าวคำเตือน “รีบก้าวเท้าสับเดินกลับไปเฝ้าร้านเซเว่นของคุณได้แล้วย่ะ ฉันไม่มีความต้องการอยากจะได้เงาตามตัว หรอกนะย่ะ”

“งั้นคุณก็ดูแลความปลอดภัยของตัวเองด้วยนะครับ” เสิ่นปิงไม่ได้เอ่ยปากพูดจาดึงดันดื้อรั้นสืบต่อไป ทำเพียงแค่เอ่ยปากกำชับเตือนสติออกมาประโยคหนึ่งเท่านั้น

หลังจากทอดสายตามองดูเงาร่างของเธอเดินพ้นประตูรถบ้านลงไปด้านล่างเรียบร้อยแล้ว เสิ่นปิงถึงค่อยก้าวเท้าเดินกลับคืนสู่ร้านเซเว่น เพื่อเปิดฉากปักหลักเฝ้าดูความเรียบร้อยตามตำแหน่งฟังก์ชันหน้าที่ดั้งเดิมตามปกติทั่วไป

ลู่หลีเดินทางมาจนพบตัวพวกลูกค้าผู้โชคดีที่ประสบความสำเร็จขูดเจอรางวัลที่หนึ่ง หลังจากได้สาดสายตาทอดมองเห็นรายละเอียดบนหน้าบัตรการ์ดขนาดเล็กของอีกฝ่ายแล้ว ภายในใจก็อดไม่ได้ที่จะบังเกิดกระแสความประหลาดใจแกมยินดีระเบิดพวยพุ่งขึ้นมาสายหนึ่ง

ร้านชานม

ถึงแม้ว่าจะต้องตกระกำลำบากย้ายสำมะโนครัวมาใช้ชีวิตดิ้นรนอยู่ในยุควันสิ้นโลกแห่งนี้ก็เถอะ ทว่าพฤติกรรมความเคยชินของเธอในการที่จะต้องเสาะแสวงหาชานมมาซดฟาดเข้าปากสักแก้วสองแก้วเป็นครั้งคราวเพื่อต่ออายุขัยชุบชีวิต (ต่อชีวิต) นั้นก็ยังคงไม่ได้แปรเปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย

เพียงแต่ว่าที่ผ่านมามักจะคอยคัดสรรเลือกซื้อเลือกหาออกมาจากในระบบห้างสรรพสินค้าอยู่ตลอดเวลา หากว่าพื้นที่บริเวณใกล้เคียงมีร้านชานมมาเปิดทำการเปิดให้บริการอยู่ตรงๆ เลยล่ะก็ นั่นย่อมต้องเป็นเรื่องราวที่ยอดเยี่ยมงดงามที่สุดอย่างแน่นอนที่สุดเลยล่ะนะย่ะ

บรรดาผู้คนทั้งหลายหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจเข่นฆ่าพวกซอมบี้เดินทางกลับมาถึงพื้นที่เรียบร้อยแล้ว ก็จะสามารถมาให้รางวัลปลอบประโลมจิตใจให้กับตัวเองด้วยการแวะมาซดฟาดชานมสักแก้ว หรือไม่ก็ฟาดเค้กขนมหวานก้อนเล็กๆ สักก้อนหนึ่ง เพอร์เฟกต์ไร้ที่ติเป็นที่สุด!

ตัวพวกลูกค้าผู้โชคดีเองก็บังเกิดกระแสความตื่นเต้นตื่นตาตื่นใจตื่นระทึกขวัญเป็นอย่างยิ่ง แต่อย่างไรก็ตามนี่มันคือรางวัลที่หนึ่งเชียวนะ เรื่องราวโชคดีหนุนดวงชะตาในระดับนี้นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าจะยอมโคจรพุ่งตรงเข้ามาตกใส่หัวของนางเข้าเต็มรักได้ขนาดนี้!

(จบตอน)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บันทึกแล้ว
บันทึกไว้แล้ว!

📚 ชั้นหนังสือของฉัน

ฟอนต์
ขนาดตัวอักษร
ธีมสี
ระยะห่างบรรทัด
ระบบเปลี่ยนตอน
🔔 0
รายชื่อตอน
× LIST OF CHAPTERS กำลังโหลด...
กำลังดึงรายการ...
×