ตอนที่ 382 การวางผังร้านค้า
“เอาล่ะ รู้ความเหมาะสมดีมาก~” ลู่หลีเอ่ยปากกล่าวคำชื่นชมออกมาอย่างเสียไม่ได้ พลางยื่นมือไปดึงชายเสื้อของเขาแล้วก้าวเท้าเดินนำไปข้างหน้า
เสิ่นปิงยอมก้าวเท้าเดินตามหลังมาอย่างว่าง่าย ทอดสายตาจดจ้องมองดูฝ่ามืออันขาวเนียนหมดจดของเธอที่กำลังขยับไกวไปมา ชายเสื้อของตัวเองก็พลันขยับไกวโยกย้ายตามไปด้วยตามลำดับ
ภายในหัวจู่ๆ ก็เกิดความรู้สึกนึกคิดที่ไร้เหตุผลขึ้นมาสายหนึ่ง ว่าไอ้เจ้าสิ่งนี้มันไม่ใช่ชายเสื้อหรอกนะ ทว่ามันกลับดูคล้ายกับ... โซ่ตรวน เธอกำลังใช้มือดึงลากโซ่ตรวนของตัวเองอยู่ต่างหากล่ะ วู~
เสิ่นปิงมักจะมีความคิดจินตนาการขบคิดเติมแต่งในเรื่องราวลักษณะนี้ที่ค่อนข้างล้ำลึกอยู่เสมอ กระแสความร้อนระอุสีแดงสดตรงบริเวณติ่งหูที่เพิ่งจะทำท่าว่าจะมอดดับลงไปเมื่อครู่นี้ บัดนี้กลับพวยพุ่งเด่นหราขึ้นมาอีกรอบหนึ่งแล้ว ราวกับกำลังโดนเปลวไฟแผดเผาอย่างไรชอบกล
เดินมาถึงบริเวณบันไดทางเดิน ลู่หลีก็ปล่อยมือละออกจากชายเสื้อ พลางเหลียวใบหน้ากลับมาทอดสายตามองดูหน้าเขาแวบหนึ่ง “คุณ ปรับสภาวะอารมณ์ความรู้สึกสักหน่อยไหมล่ะ?”
มันไม่ใช่ความตั้งใจจริงที่เธอคิดอยากจะเอ่ยปากพูดจาในลักษณะนี้หรอกนะ ทว่าสภาพผิวหน้า ลำคอ และใบหูของเขามันแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มละลานตาจนเกินไปแล้วจริงๆ
เธอยื่นมือไปจับฝ่ามือของเสิ่นปิงเอาไว้ นำหลังมือของเขาไปแนบสนิทชิดติดกับผิวหน้ายุ้ยๆ ของตัวเขาเอง พลางเอ่ยปากหยอกเย้าขำๆ ว่า “เอ้า ช่วยลดอุณหภูมิความร้อนระอุลงหน่อยเถอะ ประจวบเหมาะกับฝ่ามือของคุณมันมีความเย็นยะเยือกอยู่พอดีเลยนี่นา”
เสิ่นปิงส่งเสียงหัวเราะออกมา ยื่นมืออีกข้างหนึ่งของตัวเองขึ้นมาแนบสนิทชิดติดกับผิวหน้าอีกด้านหนึ่ง พลางเอ่ยตอบด้วยความเบิกบานใจว่า “ได้เลย ช่วยลดอุณหภูมิความร้อน”
หลังจากนั้นพอได้ทอดสายตาสบเข้ากับแววตาอันส่องประกายระยิบระยับเจือกระแสความหยอกเย้าล้อเลียนของเธอ เขาก็จัดแจงนำหลังมือของตัวเองไปแนบสนิทชิดติดกับผิวหน้าของเธอแทน “ทำไมผิวหน้าของคุณถึงไม่ได้มีความร้อนระอุพวยพุ่งขึ้นมาเลยล่ะครับ~”
“คุณจินตนาการคิดว่าทุกคนจะมีสภาพเหมือนกันกับคุณหมดเลยหรือยังไงกันเล่า” ลู่หลีค้อนขวับเสียงเย็น
“แปลความหมายว่ายังไงเหรอครับ?” เสิ่นปิงมึกงง แปลความหมายว่ามีสภาพเหมือนกันกับเขาตรงที่ประสบปัญหาผิวหน้าแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงสดได้ง่ายดายขนาดนี้งั้นเหรอ? หรือว่ามีสภาพเหมือนกันกับเขาตรงที่ตกหลุมรักชื่นชอบพึงพอใจในตัวของคุณมากมายขนาดนี้กันแน่ล่ะ?
ลู่หลีปล่อยมือละออกจากข้อมือของเขา “เอาล่ะ เลิกพูดจาเหลวไหลแล้วรีบก้าวเท้าสับเดินกันได้แล้วย่ะพวกเรา นี่มันก็ใกล้จะได้เวลาฟาดมื้อเที่ยงกันแล้วนะ!”
เสิ่นปิงเอ่ยปากพูดจาออกมาอย่างว่าง่าย “คุณมีความต้องการอยากจะฟาดเมนูอะไรเหรอครับ เดี๋ยวฉันจะลงมือเข้าครัวทำให้ฟาดดีไหมครับ”
ในระหว่างที่กำลังก้าวเท้าเดินลงบันไดมาด้านล่าง เสิ่นปิงก็เอื้อมมือไปหยอกล้อเล่นกับปลายเส้นผมของเธอไปด้วย ทรงผมหางม้าที่มัดรวบขึ้นสูงตรงบริเวณท้ายทอยของเธอกำลังสะบัดไกวไปมาตามจังหวะการก้าวเดิน ดูโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ
“เมนูอะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละ ขอรสชาติค่อนข้างเผ็ดร้อนจัดจ้านสักหน่อยแล้วกันนะ เมื่อช่วงเช้าวันนี้ฟาดพวกของหวานเข้าไปเยอะแยะจนเกินไปแล้วล่ะ” ลู่หลีบอก
คนทั้งสองคนเดินก้าวเท้ามาถึงชั้นล่าง เสิ่นปิงเดินก้าวเท้าตามหลังเธอตรงรี่กลับเข้าไปในรถบ้านพร้อมๆ กัน โดยไม่ได้นำสายตาไปหยุดจดจ้องมองดูสีหน้าท่าทางที่ค่อนข้างอยากจะเอ่ยปากพูดจาแต่ทว่าก็จำต้องสะกดกลั้นคุมคำพูดเอาไว้ของต้าตงเลยแม้แต่น้อย
ภายในรถบ้านนอกจากเซียวตี๋และจานถิงแล้ว ยังคงมีเงาร่างที่ค่อนข้างขัดหูขัดตาขวางหูขวางตาปักหลักอยู่ด้านในเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน
หลัวมู่นั่นเอง
แน่นอนว่านี่มันเป็นเพียงแค่ความรู้สึกนึกคิดในมุมมองของเสิ่นปิงแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น
หลัวมู่ทอดสายตามองเห็นว่ามันใกล้จะได้เวลาฟาดมื้อเที่ยงแล้ว จึงแวะเวียนเข้ามาในรถบ้านเพื่อลงมือเข้าครัวทำกับข้าว พริบตาเดียวก็สาดสายตามองเห็นลู่หลีและเสิ่นปิงเดินก้าวเท้าตามหลังกันมาติดๆ ตรงรี่เข้ามาในห้องครัว
ในใจของเขาพลันบังเกิดกระแสความรู้สึกสัมผัสรับรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณขึ้นมาสายหนึ่ง ว่าคนทั้งสองคนนี้แอบไปกระทำการเรื่องราวใดๆ ลับหลังในแบบที่ตัวเขาไม่ได้รับรู้รับทราบมาหรือเปล่านะ?
ทว่ากลับจินตนาการคิดหาเหตุผลไม่ออก แต่กระนั้นก็ยังคงสัมผัสรับรู้ได้ว่ากระแสบรรยากาศที่อบอวลอยู่รอบตัวของคนทั้งสองคนมันดูแปลกประหลาดแตกต่างไปจากวันธรรมดาทั่วไปเป็นอย่างมาก!
มันเกิดเรื่องราวอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย?
หลัวมู่ใช้ฝ่ามือข้างที่กำลังถือมีดทำครัวอยู่ยกขึ้นมาเกาหัว จินตนาการคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจอย่างกระจ่างแจ้ง
ลู่หลียื่นมือไปเปิดตู้เย็นหยิบผลไม้ลูกหนึ่งออกมาเคี้ยวฟาดฟัน พลางเอ่ยปากถามไถ่คนทั้งสองคนตามอำเภอใจ “มื้อเที่ยงวันนี้จัดเตรียมกับข้าวเมนูอะไรไว้บ้างล่ะเนี่ย?”
เสิ่นปิง: “ไก่ผัดพริกแห้ง”
หลัวมู่: “เนื้อวัวผัดพริกสด”
คนทั้งสองคนประสานเสียงเอ่ยตอบออกมาพร้อมกันในทันที ในวินาทีถัดมาหลังจากสิ้นสุดประโยคคำพูด สายตาของคนทั้งสองคนก็สบประสานเข้าหากันตรงๆ ราวกับกำลังแอบลอบส่งสายตาค้อนเข่นฆ่าเชือดเฉือนเข้าใส่กันเงียบๆ
หลังจากนั้นก็บ่ายสายตากลับมาทอดมองดูหน้าบอสลู่พร้อมๆ กัน พลางประสานเสียงเอ่ยปากถามไถ่ขึ้นมาอีกรอบหนึ่ง “บอสลู่ คุณมีความต้องการอยากจะฟาดเมนูไหนมากกว่ากันเหรอครับ?”
ท่วงท่าพฤติกรรมการเคี้ยวฟาดฟันผลไม้ในปากของลู่หลีเกิดอาการชะงักไปชั่วครู่ “อ้าว? ฉันมีความต้องการอยากจะฟาดมันทั้งสองเมนูนั่นแหละย่ะ”
เสิ่นปิง: ชิ
อยู่ดีๆ ก็โดนกระแสความรู้สึกบางอย่างจู่โจมเข้าใส่เต็มรัก จะทำอย่างไรดีล่ะทีนี้
หลัวมู่เอ่ยปากพูดจาออกมาด้วยความเบิกบานใจว่า “ดีเลยๆ เดี๋ยวฉันจะลงมือทำความสะอาดจัดการปรุงรสชาติให้คุณฟาดเองนะ” พูดจบก็รีบสับเท้าก้าวเดินไปลงมือหั่นเนื้อวัวด้วยความเบิกบานอิ่มเอมใจในทันที
ลู่หลีเหลือบสายตาทอดมองดูหน้าเสิ่นปิงแวบหนึ่ง พลางส่งสายตาหยักยิ้มส่งไปให้เขาเล็กลักษณะหนึ่ง ฝ่ายหลังพลันสัมผัสรับรู้ได้ถึงกระแสความปลอบประโลมใจอุ่นซ่านขึ้นมาในหัวใจทันตา ส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอเบาๆ ก่อนจะแปรเปลี่ยนไปจัดเตรียมล้างผักเตรียมวัตถุดิบทำครัวต่อไปตามปกติ
เธอลงมือเคี้ยวฟาดฟันผลไม้ในมือต่อไป พลางก้าวเท้าเดินทอดน่องออกมาที่บริเวณห้องนั่งเล่น ก่อนจะก้าวเท้าพ้นเขตห้องครัวไปนั้น ก็ยังอุตส่าห์เหลียวใบหน้ากลับไปทอดสายตามองดูข้างในแวบหนึ่ง
คนทั้งสองคนต่างก็กำลังสวมใส่ผ้ากันเปื้อนเอาไว้ด้วยกันทั้งคู่ ช่างบังเอิญเหลือเกินที่ต่างก็กำลังตั้งอกตั้งใจลงมือหั่นวัตถุดิบทำครัวอยู่ ภาพแผ่นหลังอันขยันขันแข็งแถมยังหล่อเหลาคมคายดูดีมีเสน่ห์ดึงดูดสายตาเป็นที่สุด
ลู่หลีบังเกิดความพึงพอใจเป็นอย่างมาก ก้าวเท้ามาถึงหน้าโซฟาแล้วทิ้งก้นนั่งแปะลงไปทันที สัมผัสได้ถึงกระแสความรู้สึกไร้น้ำหนักยามที่ร่างกายจมดิ่งลงสู่ความนุ่มนวลของโซฟาตัวโปรด
เธอเคี้ยวฟาดฟันผลไม้ไปพลาง ยื่นมือไปหยิบคอมพิวเตอร์แสงขึ้นมาสไลด์เล่นไปพลาง เล่นไปได้สักพักใหญ่ก็รู้สึกว่าไม่ค่อยจะมีเรื่องราวน่าสนุกสนานอะไรสักเท่าไหร่นัก จึงเบนสายตาทอดมองออกไปที่บริเวณทางด้านนอก
สายตากวาดผ่านพ้นคลินิก ร้านเซเว่น โรงแรมรุ่งอรุณ ทยอยผ่านพ้นร้านค้าในเครือไปทีละร้านๆ
ช่วงวันเวลาที่ผ่านมานี้ อัตราความเร็วในการเพิ่มขึ้นของร้านค้ารางวัลที่หนึ่งมันค่อนข้างจะรวดเร็วฉับไวเกินไปหน่อย ส่งผลให้เลย์เอาต์การจัดวางโครงสร้างผังร้านค้าในปัจจุบันมันดูค่อนข้างจะยุ่งเหยิงสับสนปนเปกันไปหมด
ในเวลานี้หากลองนับนิ้วคำนวณดูคร่าวๆ พบว่ามีร้านค้าในเครือเปิดทำการอยู่ทั้งหมดสิบร้านด้วยกัน หากไม่นับรวมพื้นที่ตลาดมืดเข้าไปด้วยล่ะก็นะ
อาศัยช่วงวันเวลาที่กำลังว่างเว้นจากภารกิจในตอนนี้ เธอจัดแจงเตรียมตัววางแผนผังโครงสร้างระบบร้านค้าใหม่อย่างเป็นระบบระเบียบเรียบร้อยเสียหน่อยดีกว่า
เธอตั้งใจวางแผนคิดอยากจะนำพาทุกสิ่งทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพความคลาสสิกดั้งเดิมดั่งจุดเริ่มต้น โดยยึดเอาพื้นที่ตรงบริเวณใจกลางเป็นถนนเส้นหลักทอดยาวสายใหญ่เส้นหนึ่ง แล้วจัดวางตำแหน่งร้านค้าลงไปสองข้างทางเสียงดังโครมคราม หน้าประตูของทุกร้านล้วนหันหน้าเผชิญหน้าเข้าหาถนนเส้นหลักสายใหญ่
การทำแบบนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้เลย์เอาต์โครงสร้างระบบมันดูยุ่งเหยิงสับสนปนเปจนเกินไป พวกลูกค้าหลังจากเดินท่องเที่ยวเยี่ยมชมร้านนี้จนหนำใจเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถก้าวเท้าเดินตามเส้นทางมุ่งหน้าไปท่องเที่ยวเยือนร้านค้าแห่งถัดไปสืบต่อไปได้ตามลำดับ
หากปล่อยให้มีการจัดวางเลย์เอาต์โครงสร้างตามอำเภอใจ胡亂擺 (สะเปะสะปะ) ต่อไปเรื่อยๆ เหมือนอย่างในปัจจุบันล่ะก็ คงต้องมีวันใดวันหนึ่งในอนาคตที่แม้กระทั่งตัวเธอเองก็ต้องประสบปัญหาเดินหลงทางหาทางไปไม่เจออย่างแน่นอน
คิดจะลงมือทำก็ต้องรีบลงมือทำทันที โดยเลือกยึดเอาร้านสลากขูดเป็นจุดเริ่มต้นดั่งหลักกิโลเมตรแรกของถนนเส้นหลักสายใหญ่
พื้นที่บริเวณฝั่งซ้ายมือจัดวางตำแหน่งจำแนกออกเป็น คลินิก ร้านเซเว่น โรงแรมรุ่งอรุณ โรงงาน ร้านฮาร์ดแวร์ (เหมา เสี่ยวเสี่ยว) แอบทำการจำแนกหมวดหมู่ประเภทฟังก์ชันการใช้งานขนาดกะทัดรัดเอาไว้ด้วย ถือเป็นโซนที่เน้นหนักไปในทางด้านประสิทธิภาพการใช้งานจริงค่อนข้างสูง
พื้นที่บริเวณฝั่งขวามือจัดวางตำแหน่งจำแนกออกเป็น ร้านอาหารเช้า ร้านเค้ก (คังหรง) โรงหม้อไฟ (หลิวซินหรู) โรงอาบน้ำ ห้องครัว (ทอมมี่) ตลาดมืด ถือเป็นโซนที่เน้นหนักไปในทางด้านอาหารการกินและไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตค่อนข้างสูง
ลู่หลียังแอบหยิบกระดาษขึ้นมาแผ่นหนึ่งก่อน เพื่อลงมือขีดเขียนวางผังเส้นทางโครงสร้างระบบลงบนกระดาษคร่าวๆ เส้นตรงเส้นเดียวก็คือตัวแทนของถนนเส้นหลักสายใหญ่ จุดเริ่มต้นของเส้นตรงก็คือร้านสลากขูด
พื้นที่บริเวณสองข้างฝั่งของเส้นตรงก็คือตำแหน่งที่ตั้งของร้านค้าในเครือเหล่านี้ทั้งหมดนั่นเอง
หลังจากกระทำการตัดสินใจเลือกสรรผังโครงสร้างระบบจนเสร็จสรรพเรียบร้อยแล้ว ลู่หลีก็ส่งข้อความข้อมูลสารสายหนึ่งลงไปในกลุ่มแชตรวมของ บรรดาเจ้าของร้าน เพื่อเป็นการแจ้งเตือนพยากรณ์ล่วงหน้าเอาไว้ก่อน
แน่นอนว่าจะยังไม่ได้ลงมือเคลื่อนย้ายโยกย้ายตำแหน่งในตอนนี้หรอกนะ รอให้ค่ำคืนนี้ปิดประตูลงกลอนร้านค้าเสร็จเรียบร้อย พวกลูกค้าพากันสับเท้าเดินจากไปจนหมดเกลี้ยงตับก่อน ถึงค่อยลงมือเคลื่อนย้ายตำแหน่งระบบจริง
หลังจากจัดการสะสางเรื่องราวเหล่านี้จนเสร็จสิ้นลง กับข้าวมื้อเที่ยงก็ปรุงแต่งเสร็จสรรพเรียบร้อยประจวบเหมาะพอดี เสิ่นปิงและหลัวมู่สลับสับเปลี่ยนกันยกชามกับข้าวเดินเรียงรายกันออกมาจากในครัว
ราวกับกำลังแอบลงแข่งประชันขันแข่งฝีมือกันอยู่ชอบกล นานๆ ทีก็จะส่งสายตาค้อนเข่นฆ่าเชือดเฉือนเข้าใส่กันแวบหนึ่ง แถมยังต้องนำหน้าตาสีสันของกับข้าวในมือมาเปรียบเทียบชันเชิงกันอีกต่างหาก
ไม่เพียงแค่แอบเปรียบเทียบกันเองสองคนเท่านั้นนะ แต่ยังอุตส่าห์เอ่ยปากเอ่ยถามลู่หลีที่กำลังนั่งทอดอารมณ์เหม่อลอยอยู่บนโซฟาด้วยคนด้วยสิ
ลู่หลี: ?
เธอทำได้เพียงแค่ยันตัวลุกขึ้นยืน ก้าวเท้าเดินมาหยุดอยู่ที่โต๊ะอาหาร พลางยื่นมือไปลูบๆ คลำๆ บริเวณคาง วิพากษ์วิจารณ์ประเมินผลออกมาว่า “หน้าตาสีสันล้วนยอดเยี่ยมงดงามไม่เลวเลยทีเดียวเชียวย่ะ กลิ่นหอมโชยเตะจมูกชวนลิ้มลองทั้งคู่เลย!”
ทันทีที่หลัวมู่ได้ยิน ก็จัดแจงส่งสายตาท่วงท่าอันภาคภูมิใจยโสโอหังหันไปทอดมองดูหน้าเสิ่นปิงทันที “เห็นหรือยังล่ะ บอสลู่เอ่ยปากเอ่ยชมฉันเชียวนะ~”
เสิ่นปิงปรายตาค้อนใส่เขาแวบหนึ่ง พลางเอ่ยปากก่นด่าเสียงเบาหลุดออกมาคำหนึ่ง “ไอ้ซื่อบื้อ”
“??! นาย นาย นาย! บอสลู่~ หมอนี่เอ่ยปากก่นด่าฉันน่ะ~” หลัวมู่รีบเอ่ยปากส่งเสียงฟ้องร้องต่อลู่หลีทันควัน พลางแอบส่งสัญญาณสายตาไปให้เสิ่นปิงเงียบๆ
ถึงแม้จะโบราณร่ำลือกันไว้ว่าเด็กที่รู้จักออดอ้อนออเซาะมักจะได้ฟาดน้ำตาลทิพย์กินก็เถอะ ทว่าลู่หลีก็ไม่ได้มีปริมาณน้ำตาลทิพย์มากมายขนาดนั้นคอยแวะมาแจกจ่ายให้ตลอดเวลาหรอกนะย่ะ
เสิ่นปิงขี้เกียจจะเสียเวลาไปนั่งต่อปากต่อคำใส่ใจพฤติกรรมของเขา หมุนตัวเดินก้าวเท้ากลับเข้าไปในครัวเพื่อลงมือสาละวนทำงานครัวต่ออีกพักหนึ่ง ไม่นานนักก็ยกจานเกี๊ยวซ่าออกมาหนึ่งจาน พร้อมกับข้าวสวยอีกหนึ่งชาม
เขาเอ่ยปากถามไถ่ลู่หลี “คุณมีความต้องการอยากจะฟาดเกี๊ยวซ่าหรือว่าข้าวสวยดีครับ?”
ลู่หลีประสบปัญหาตัดสินใจเลือกสรรได้ยากเหลือเกิน “อยากฟาดมันทั้งสองอย่างนั่นแหละย่ะ” พูดจบก็จัดแจงลากเอารวงชามทั้งสองใบมาตั้งวางไว้ที่ด้านหน้าของตัวเอง ฟาดมันทั้งหมดนั่นแหละ! ไม่จำเป็นต้องลังเลใจ!
เสิ่นปิงเอ่ยยิ้ม หมุนตัวเดินก้าวเท้ากลับเข้าไปในครัวเพื่อไปหยิบตะเกียบมาให้เธอ
บรรดาคนอื่นๆ ต่างก็ยังเดินทางมาไม่ถึงพื้นที่ หลัวมู่แวะเวียนก้าวเท้าเข้าไปทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำ เสิ่นปิงเร่งรีบหยิบตะเกียบเดินก้าวเท้ากลับออกมาอย่างรวดเร็ว จัดแจงทิ้งก้นทรุดนั่งลงข้างกายของลู่หลีทันควัน
ลู่หลียื่นเหยียดฝ่ามือออกไปเพื่อขอตะเกียบ ทว่าเสิ่นปิงกลับทำเป็นมองไม่เห็นสายตาและฝ่ามือของเธอเสียอย่างนั้น หมุนข้อมือใช้ตะเกียบคีบเกี๊ยวซ่าขึ้นมาหนึ่งชิ้น ยื่นส่งไปจ่ออยู่ที่บริเวณริมฝีปากของเธอตรงๆ
เธอเหลือบสายตามองหน้าเขาแวบหนึ่ง ทว่ากลับไม่ได้เอ่ยปากพูดจาเปิดโปงแฉความนึกคิดแผนการตื้นๆ ขนาดกะทัดรัดของเขาแต่อย่างใด ยอมโอนอ่อนผ่อนตามยื่นใบหน้าขยับเข้าไปหาแต่โดยดี
สมาธิและความตั้งอกตั้งใจของเสิ่นปิงไม่ได้ไปหยุดจดจ้องอยู่ที่ตัวเกี๊ยวซ่าเลยแม้แต่น้อย และไม่ได้จดจ้องอยู่ที่ตัวตะเกียบด้วยเช่นกัน ทว่ากลับไปจดจ้องอยู่ที่ริมฝีปากที่กำลังขยับเยื้องกรายเข้ามาใกล้ชิดของเธอต่างหากล่ะ จะทำอย่างไรดีล่ะเนี่ย ในใจมันแอบมีความคิดอยากจะขอกระทำการ... จุมพิตขึ้นมาอีกรอบหนึ่งแล้วสิ
เขายื่นมือถือตะเกียบเอาไว้แน่นอย่างมั่นคงถาวร พลางขยับใบหน้ายื่นตามเข้าไปหาในระยะประชิดด้วยคน โดยที่ลู่หลีไม่ได้กระทำตอบสนองรับรู้ถึงแผนการนี้เลยแม้แต่นิดเดียว
“เฮ้ยๆๆๆ!” หลัวมู่ก้าวเท้าเดินพ้นประตูห้องน้ำออกมา มือทั้งสองข้างที่ค่อนข้างเปียกชื้นเปะปะไปด้วยหยาดน้ำนำมาเช็ดๆ ถูๆ กับเสื้อผ้าตามอำเภอใจ
พอแหงนใบหน้าขึ้นมาก็สาดสายตามองเห็นศีรษะของเสิ่นปิงกำลังขยับเยื้องกรายเข้าไปใกล้ชิดกันมากขึ้นเรื่อยๆ อดไม่ได้ที่จะแผดเสียงกรีดร้องอุทานออกมาคำหนึ่ง สับเท้าก้าววิ่งพุ่งทะยานเฟี้ยวฟ้าวรวดเร็วปานลูกศรหลุดออกจากคันศรตรงรี่เข้าไปหาทันที
ฝ่ามือข้างหนึ่งยื่นไปกุมตะปบศีรษะของเสิ่นปิงเอาไว้ ส่วนฝ่ามืออีกข้างหนึ่งยื่นไปอุดปิดปากของเสิ่นปิงเอาไว้แน่น
แถมยังใช้ท่อนเท้าทำการเตะลากเอาเก้าอี้ม้านั่งตรงบริเวณใต้ก้นของเสิ่นปิงให้ขยับถอยห่างไกลออกไปอีกหน่อย ส่งผลให้ตัวเกี๊ยวซ่าร่วงหล่นลงพื้นเสียงดังแปะ
ลู่หลีก้มใบหน้าต่ำลงทอดสายตามองดู บังเกิดกระแสความรู้สึกนึกเสียดายขึ้นมาสายหนึ่ง
และไม่รู้เลยว่าเธอกำลังนึกเสียดายตัวเกี๊ยวซ่าที่ร่วงหล่นลงไปกองอยู่บนพื้น หรือกำลังนึกเสียดายฉากเหตุการณ์ประกบริมฝีปากจุมพิตเมื่อครู่นี้ที่ต้องพลาดโอกาสไปกันแน่
หลัวมู่ละฝ่ามือที่อุดปิดปากและกุมศีรษะของเสิ่นปิงออก สีหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด ผนวกเข้ากับกระแสเปลวไฟโทสะอันมหาศาล “นาย นาย นาย นายคิดอยากจะทำอะไรกันแน่เนี่ย!”
เสิ่นปิงขี้เกียจจะเอ่ยปากพูดจาไร้สาระ จัดแจงเลื่อนปรับตำแหน่งเก้าอี้ม้านั่งให้ตรงตามปกติ ก้มตัวลงไปหยิบเกี๊ยวซ่าบนพื้นขึ้นมา ออกแรงเป่าลมปากฟู่ๆ สองสามที ก่อนจะจัดการยัดมันใส่เข้าไปในปากของหลัวมู่ตรงๆ จนเงียบกริบ
(จบตอน)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น