ตอนที่ 381 ความลับ
พอได้เห็นท่าทางหน้าตาที่ค่อนข้างเหม่อลอยทำตัวไม่ถูก แถมยังคงหลับตาพริ้มอยู่อย่างนั้นของเขา เธอจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยยิ้มเสียงเบา “นี่ ลืมตาได้แล้วย่ะ~”
เสิ่นปิงค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา สบเข้ากับแววตาจับจ้องมองดูหยอกเย้าแฝงรอยยิ้มของเธอ ทันใดนั้นก็รีบขยับกายนั่งแปะกลับลงไปตามเดิมด้วยความลนลาน
ในสมองจินตนาการขบคิดฟุ้งซ่านไปไกลหมดแล้ว เธอ เธอ เธอ ลู่ ลู่ ลู่หลีเมื่อครู่นี้จุมพิตฉันล่ะ! ไม่ใช่อุปาทานคิดไปเองใช่ไหมนะ? ย่อมไม่ใช่แน่นอน!
เสิ่นปิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สองสามคำใหญ่ เพื่อพยายามปรับสะกดอารมณ์ความรู้สึกที่เต้นระรัวปั่นป่วนของตัวเองให้สงบลง
พยายามปรับสะกดอยู่นานสองนาน ถึงได้ค้นพบว่ามันไม่มีทางสงบลงได้อย่างสิ้นเชิงเลย จะทำอย่างไรดีล่ะทีนี้ เสิ่นปิงลอบเหลือบสายตาขึ้นมองดูเธอเงียบๆ
เธอช่างดูนิ่งสงบเป็นธรรมชาติเหลือเกิน ราวกับว่าเมื่อครู่นี้ไม่ได้กระทำเรื่องราวใดๆ ลงไปเลยแม้แต่น้อย ทำเพียงแค่ใช้มือค้ำยันคาง แววตาคู่สวยหยักโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวจดจ้องมองดูตัวเองอยู่เท่านั้นเอง
เสิ่นปิงพลันบังเกิดความรู้สึกขึ้นมาอย่างกะทันหันว่าตัวเองดูคล้ายกับสาวบริสุทธิ์ในตระกูลคนดีที่โดนฉุดคร่าอนาจารอย่างไรชอบกล
“ยังอยากจะฟาดอีกไหมล่ะ?” ลู่หลีเลิกคิ้วขึ้นสูง พลางเบนสายตาทอดมองไปที่กองของหวานหรือขนมปังบนโต๊ะ
เสิ่นปิงส่ายหน้าลง ทันใดนั้นก็มีความคิดอยากจะกระทำการตัดสินใจอันห้าวหาญขึ้นมาสายหนึ่ง
เขายันตัวลุกขึ้นยืน ร่างกายท่อนบนโน้มข้ามโต๊ะไม้ทรงกลมตัวเล็กๆ ยื่นมือข้างหนึ่งยันค้ำเอาไว้บนโต๊ะ ส่วนมืออีกข้างหนึ่งยื่นไปโอบกอดรอบลำคอของเธอเอาไว้
โน้มใบหน้าต่ำลงมา หลับตาลงตามสัญชาตญาณ ประกบริมฝีปากจุมพิตลงไปอย่างแม่นยำล้ำลึก ลู่หลีเบิกตากว้างถมึงทึงด้วยความตื่นตาตื่นใจ สัมผัสรับรู้ได้ว่าผิวหน้าของตัวเองระเบิดแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มละลานตา หัวใจเริ่มเต้นกระหน่ำฉับไวว่องไวขึ้นตามลำดับ
อ้าว ไอ้เด็กคนนี้ รู้จักเป็นฝ่ายรุกคืบก้าวหน้าเปิดฉากโจมตีก่อนเองแล้วนี่นา...
เสิ่นปิงบังเกิดความกลัวในใจว่าหากพลาดโอกาสในค่ำคืนนี้ไปคงจะไม่มีโอกาสได้ลิ้มลองอีกแล้ว จึงค่อยๆ อาศัยกระแสความรู้สึกจากจิตใต้สำนึก ค่อยๆ บดเบียดเน้นย้ำจุมพิตสายนี้ให้ทวีความลึกซึ้งแนบแน่นยิ่งๆ ขึ้นไป
“โครมคราม...” โต๊ะไม้ทรงกลมตัวเล็กๆ ไม่อาจทานทนรับน้ำหนักที่โถมกระหน่ำเข้ามาได้ไหว บังเกิดอาการพลิกคว่ำตะแคงข้างลงไปทันควัน ส่งผลให้พวกของหวานและขนมปังบนโต๊ะร่วงหล่นกระจายเกลื่อนกลาดไปทั่วพื้น
ทว่าคนทั้งสองคนกลับไม่ได้ได้รับผลกระทบใดๆ เลยแม้แต่น้อย ในเวลานี้ภายในสมองของแต่ละคนล้วนหลงเหลือทิ้งไว้เพียงภาพเงาร่างของอีกฝ่ายแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น
ผ่านพ้นไปได้พักใหญ่ เสิ่นปิงถึงค่อยๆ ละริมฝีปากถอนตัวแยกย้ายออกจากร่างของเธออย่างช้าๆ
เมื่อครู่นี้ยังไม่ได้บังเกิดกระแสความรู้สึกใดๆ ทว่าในยามนี้เสิ่นปิงกลับสัมผัสรับรู้ได้เพียงว่าร่างกายของตัวเองกำลังบังเกิดความร้อนระอุพวยพุ่งขึ้นมาทั้งตัว แถมยังรู้สึกไม่ค่อยจะกล้าสบสายตาตรงๆ กับเธอขึ้นมาอย่างไรชอบกล ขยับสองมือสองเท้าด้วยความลนลานก้มลงไปจัดเก็บซากปรักหักพังความยับเยินบนพื้น
เสิ่นปิงย่อกายคุกเข่าลง ขั้นแรกจัดการยกโต๊ะไม้ทรงกลมตัวเล็กๆ ให้ตั้งตรงขึ้นมาตามปกติ หลังจากนั้นก็ทยอยหยิบขนมปังบนพื้นขึ้นมาทีละชิ้นๆ
จู่ๆ ลู่หลีก็เอ่ยปากพูดจาโพล่งหลุดออกมาประโยคหนึ่งอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “ทักษะการจุมพิตก็นับว่ายอดเยี่ยมงดงามไม่เลวเลยล่ะนะ แต่ทว่ายังคงจำเป็นต้องฝึกฝนเรียนรู้เพิ่มเติมให้มากกว่านี้อีกหน่อย”
“อ้าว?” เสิ่นปิงเงยใบหน้าขึ้นมอง แววตาเจือไปด้วยความมึนงงทำตัวไม่ถูก ไฉนอยู่ดีๆ ถึงมาวิพากษ์วิจารณ์ประเมินผลทักษะการจุมพิตกันได้ล่ะเนี่ย...
แถมยังบอกให้ไปฝึกฝนเรียนรู้เพิ่มเติมอีก แล้วจะให้ไปฝึกฝนร่วมกันกับใครกันล่ะเนี่ย... ดวงตาทั้งสองข้างของเสิ่นปิงพลันส่องประกายแวววับวับวาวขึ้นมาวูบแล้ววูบเล่า
สายตาอันส่องประกายระยิบระยับจดจ้องมองดูหน้าลู่หลี ทว่าตัวเธอกลับสาดสายตามองเห็นเพียงริมฝีปากที่ค่อนข้างชุ่มชื้นแวววาว ลูกกระเดือกอันเปี่ยมเสน่ห์ดึงดูดสายตา และติ่งหูที่แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงสดละลานตาของเขาเท่านั้นเอง
เธอส่งรอยยิ้มออกมาบางๆ แหม การได้หยอกเย้ากลั่นแกล้งหมอนี่มันช่างสนุกสนานมีชีวิตชีวาดีแท้ๆ
เสิ่นปิงดูออกว่าเธอกำลังเอ่ยปากพูดจาล้อเลียนหยอกเย้าตัวเองอยู่ จึงได้แต่ก้มใบหน้าต่ำลงเงียบๆ ทว่าหัวมุมปากกลับไม่อาจสะกดกลั้นคุมมุมปากให้ยกหยักยิ้มพรายออกมาได้
ภายในใจราวกับกำลังมีการจุดเฉลิมฉลองพลุดอกไม้ไฟเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ปังๆๆ ชิ้วๆๆ เป็นภาพงานเทศกาลจุดพลุดอกไม้ไฟอันย่งใหญ่อลังการตระการตา
เสิ่นปิงจินตนาการขบคิดฟุ้งซ่านไปพลาง ลงมือจัดเก็บข้าวของอย่างเชื่องช้าเซื่องซึมไปพลาง ในสมองมีคำถามข้อหนึ่งที่อยากจะเอ่ยปากถามไถ่ออกมาโดยตลอด ทว่ากลับไม่ค่อยจะรวบรวมความกล้าหาญเอ่ยปากออกไปสักเท่าไหร่นัก
หลังจากจัดเก็บข้าวของเครื่องใช้เสร็จสิ้นลง เสิ่นปิงก็นั่งแปะกลับลงบนเก้าอี้ไม้ตัวเล็กๆ เอ่ยปากพูดจาตะกุกตะกักละล่ำละลักหลุดออกมา “ลู่ ลู่หลี เพราะอะไรกันเหรอ”
“เพราะอะไรเรื่องอะไรกันล่ะ?” ลู่หลีมึนงง
“เพราะอะไร ถึงได้กระทำการ... จุมพิตฉันล่ะ” เสิ่นปิงรวบรวมกระแสความกล้าหาญทั้งหมดเอ่ยปากถามไถ่โพล่งออกมาในคราวเดียว ภายในใจบังเกิดกระแสความตื่นเต้นระทึกขวัญสั่นสะท้านอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ลู่หลี: ก็แบบว่าบรรยากาศมันพาไปพอดี ก็เลยอยากจะขอดึงเข้ามาฟาดสักคำหนึ่งเท่านั้นเองไม่ใช่เหรอ ตัวฉันเองก็ไม่ได้นำสมองไปขบคิดพิจารณาหาเหตุผลอะไรหรอกนะ มันเป็นไปตามกระแสความต้องการของหัวใจล้วนๆ เลยล่ะย่ะ
ทว่าพอสบเข้ากับแววตาจับจ้องมองดูเพื่อค้นหาความจริงอันแสนจริงจังเคร่งขรึมของเสิ่นปิงแล้ว คำพูดที่ว่าเป็นไปตามกระแสความต้องการของหัวใจประโยคนี้มันกลับดูคล้ายกับจะพูดจาหลุดปากออกมาได้ยากเย็นเหลือเกิน
เสิ่นปิงเห็นลู่หลีนิ่งเงียบงันไม่ยอมเอ่ยปากพูดจาตอบรับอยู่นานสองนาน ภายในใจก็พลันบังเกิดคำตอบขึ้นมาสายหนึ่ง ทว่ากลับสามารถปรับสภาวะอารมณ์และสภาพจิตใจของตัวเองให้กลับคืนสู่ความสมดุลได้อย่างรวดเร็ว
ไม่เป็นไรหรอก ยังไงตัวเขาเองก็ต้องเป็นเป้าหมายคู่จุมพิตคนแรกของลู่หลีในสถานที่แห่งนี้อย่างแน่นอน
อင်း จำกัดวงแคบไว้แค่ในสถานที่แห่งนี้ จำกัดวงแคบไว้แค่เป็นคนแรกในบรรดากลุ่มคนไม่กี่คนอย่างพวกหลัวมู่นั่นแหละนะ
มีความสุขจังเลย~
เสิ่นปิงจินตนาการขบคิดด้วยความพึงพอใจอิ่มเอมใจเป็นอย่างยิ่ง พลางเอ่ยปากพูดจาด้วยท่าทางเอียงอายบิดไปบิดมาต่อไปว่า “หากว่าในวันข้างหน้าคุณยังมีความต้องการอยากจะทำอีกเมื่อไหร่ล่ะก็ ฉันพร้อมสแตนด์บายสละเวลามาหาได้ตลอดสี่indสิบแปดชั่วโมงเลยล่ะนะ”
ลู่หลีหัวเราะพรืดหลุดปากออกมา นึกอยากจะเอ่ยปากเซ็นสัญญาตอบรับขึ้นมาทว่ากลับรู้สึกว่าไม่ค่อยจะเหมาะสมสักเท่าไหร่นัก ทำได้เพียงแค่เก๊กใบหน้าให้ดูเคร่งขรึมพยักหน้าลงเบาๆ คอยสะกดกลั้นคุมรอยยิ้มตรงหัวมุมปากเอาไว้สุดกำลัง
บรรยากาศแปรเปลี่ยนเป็นความเงียบสงบไปชั่วครู่ เสิ่นปิงเป็นฝ่ายรุกคืบเอ่ยปากพูดจาทำลายความเงียบขึ้นมาก่อนอย่างเป็นธรรมชาติ “ร้านค้าแห่งถัดไปคุณมีกำหนดการวางแผนอยากจะแวะไปที่ร้านไหนต่อเหรอ?”
ลู่หลียกนิ้วมือขึ้นมาหักนิ้วจำแนกดู “แวะไปที่คลินิก โรงอาบน้ำ โรงแรม มาเรียบร้อยแล้ว...”
อ๋อ~ แวะไปที่คลินิกก่อนเป็นอันดับแรกสินะ เสิ่นปิงแอบลอบขบคิดในใจเงียบๆ
เขาช่วยเอ่ยปากพูดจำแนกรายชื่อร้านค้าที่เหลืออยู่ซึ่งเธอยังไม่ได้แวะเวียนไปแทน “งั้นก็แสดงว่ายังคงหลงเหลือทิ้งไว้เพียงโรงหม้อไฟ โรงงาน ร้านฮาร์ดแวร์ ห้องครัว ใช่ไหมล่ะ?”
“อ่า ใช่แล้วล่ะ” ลู่หลีพยักหน้าตอบรับ
เสิ่นปิงเอ่ยปากพูดจาหลุดออกมาด้วยท่าทางค่อนข้างอาลัยอาวรณ์ตัดใจจากไปไม่ลงอยู่บ้าง “งั้นคุณคิดอยากจะแวะไปในตอนนี้เลยไหมล่ะ? หรือว่าจะเจียดเวลานั่งพักผ่อนอยู่ที่นี่อีกสักหน่อยแล้วค่อยแวะไปดีล่ะ?”
ลู่หลีทอดสายตาจดจ้องมองดูหน้าเขา
เสิ่นปิงรีบโบกไม้โบกมือด้วยความลนลานทำอะไรไม่ถูกทันควัน “ไม่ ไม่ ไม่นะ ฉันไม่ได้มีเจตนาคิดอยากจะเอ่ยปากเร่งรัดขับไสไล่ส่งคุณหรอกนะ ก็แค่อยากจะเอ่ยปากถามไถ่ดูเฉยๆ เพราะกลัวว่าคุณจะยุ่งจนเหน็ดเหนื่อยเกินไป...”
ลู่หลีส่งเสียงหัวเราะออกมา
เสิ่นปิงยิ่งบังเกิดความลนลานหนักข้อขึ้นกว่าเดิม สัมผัสรับรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณว่าตัวเองคงจะเอ่ยปากพูดจาผิดพลาดไปเสียแล้ว “งั้น งั้น งั้นคุณอยากจะลองฟาดของพวกนี้ดูไหมล่ะ? ของพวกนี้ไง? คุณอยากจะลองฟาดชิ้นไหนล่ะ? เดี๋ยวฉันจะช่วยแกะซองบรรจุภัณฑ์เปิดออกให้นะ!”
ลู่หลีส่ายหน้าลง “ฟาดของหวานเข้าไปเยอะเกินไปแล้วล่ะย่ะ ตอนนี้อยากจะหาของรสชาติเค็มๆ มาฟาดตัดรสชาติผสมผสานรวมกันดูสักหน่อยน่ะ”
เขาจัดแจงยันตัวลุกขึ้นยืนในทันที นำฝ่ามือทั้งสองข้างมาถูๆ ไถๆ กับเสื้อผ้าไปมา “งั้นเดี๋ยวฉันจะเดินลงไปข้างล่างเพื่อไปหยิบพวกขนมล่า條 (ล่าเถียว) ขนมขบเคี้ยวชิ้นเล็กชิ้นน้อยอะไรพวกนั้นมาให้คุณฟาดแล้วกันนะ”
ลู่หลีเอ่ยปากตอบรับพร้อมรอยยิ้ม “ได้เลย”
เมื่อเสิ่นปิงได้ยินดังนั้น ก็รีบสับเท้าก้าวเดินลงบันไดไปด้านล่างอย่างคล่องแคล่วว่องไว รวดเร็วปานสายลมพัดผ่านพ้นพุ่งทะยานจากไปในพริบตา ลู่หลียกมือข้างหนึ่งขึ้นมากำหมัดเอาไว้ หลวมๆ นำมาจ่อไว้ที่บริเวณริมฝีปาก พลางแอบลอบหัวเราะขำอยู่ในใจเงียบๆ
ไม่นานนัก กระแสเสียงฝีเท้าวิ่งตึกตักๆ ระลอกหนึ่งก็เร่งรีบขยับก้าวเคลื่อนเข้ามาใกล้ชิดอย่างรวดเร็ว โดยที่เธอไม่จำเป็นต้องเหลียวใบหน้ากลับไปทอดสายตามองดู ก็สามารถรับรู้ได้ทันทีว่าคนคนนี้ย่อมต้องเป็นเสิ่นปิงอย่างแน่นอน
เสิ่นปิงหิ้วถุงขนมขบเคี้ยวใบโตใบหนึ่งเดินเข้ามา จัดแจงวางลงบนอ้อมอกของเธอเสียงดังโครม “คุณลองเลือกดูเอาตามใจชอบฟาดได้เลยนะ”
ลู่หลีก้มใบหน้าทอดสายตามองดู แม่เจ้าโว้ย หมอนี่เล่นกวาดเอาขนมขบเคี้ยวทุกประเภทฟังก์ชันการใช้งานที่มีวางจำหน่ายอยู่ในร้านเซเว่นติดมือมาประเภทละสองซองเลยงั้นเหรอเนี่ย?
เธอจัดการเลือกหยิบซองขนมขบเคี้ยวขนาดกะทัดรัดซองหนึ่งออกมาสุ่มๆ กำลังเตรียมตัวจะลงมือฉีกแกะซองออก ทว่ากลับต้องโดนเสิ่นปิงยื่นมือมารับช่วงต่อเอาไปถือไว้แทนเสียก่อน
“ฉันจัดการฉีกแกะซองออกให้เองนะ” เสิ่นปิงบอก พลางใช้ความตั้งอกตั้งใจละเมียดละไมเด็ดขาดในการฉีกแกะซองบรรจุภัณฑ์เปิดออกจนเสร็จสรรพเรียบร้อย หลังจากนั้นจึงค่อยยื่นส่งขนมขบเคี้ยวด้านในส่งไปให้เธอฟาด
ลู่หลีลงมือฟาดขนมเข้าปากอย่างจริงจังตั้งอกตั้งใจ ส่วนเสิ่นปิงก็นั่งปักหลักอยู่ข้างๆ พลางใช้มือค้ำยันศีรษะทอดสายตาจดจ้องมองดูเธอฟาดขนมอย่างใจลอย ขนาดท่วงท่าหน้าตายามกินของจุกจิกยังดูสวยงามน่ามองขนาดนี้เลยเชียวล่ะนะ
บรรยากาศแปรเปลี่ยนเป็นความเงียบสงบลงไปตามปกติ ทว่าคนทั้งสองคนกลับไม่ได้บังเกิดความรู้สึกอึดอัดขัดเขินขัดใจใดๆ เลยแม้แต่น้อย
หลังจากลู่หลีฟาดขนมจนหมดเกลี้ยงซองเรียบร้อยแล้ว คนทั้งสองคนก็นั่งปล่อยอารมณ์อยู่ร่วมกันเงียบๆ ต่ออีกสักพักใหญ่ เธอถึงเพิ่งจะยันตัวลุกขึ้นยืนพลางเอ่ยปากบอกว่าได้เวลาต้องเดินจากไปแล้ว เสิ่นปิงรีบยันตัวลุกขึ้นยืนตามทันควันพลางเอ่ยปากบอกว่าขอเดินไปส่งเธอด้วยคน
ทางเดินทอดค่อนข้างยาวไม่ได้ยาวเหยียดอะไรมากมายนัก พื้นที่บริเวณสองข้างทางล้วนเต็มไปด้วยห้องหับห้องพัก ในเวลานี้บรรดาเจ้าของห้องพักแต่ละห้องต่างก็กำลังกบดานปฏิบัติหน้าที่การงานตามตำแหน่งฟังก์ชันหน้าที่ของตัวเองอยู่ด้านในอย่างขะมักเขม้น คนทั้งสองคนเดินก้าวเท้าตามหลังกันมาทีละก้าวๆ
เสิ่นปิงจัดแจงเดินนำหน้าอยู่ก่อนเล็กน้อย ทว่าจู่ๆ เขาก็เกิดอาการชะงักหยุดนิ่งฝีเท้าลงอย่างกะทันหัน ลู่หลีเกือบจะขยับกายพุ่งชนกระแทกเข้าใส่แผ่นหลังของเขาเข้าเต็มรัก นั่งมึนงงทึ่มทื่อจดจ้องมองดูเขาหมุนตัวเหลียวใบหน้ากลับคืนมา
“มีอะ...” ลู่หลีเพิ่งจะอ้าปากเอ่ยคำพูดหลุดออกมาได้คำเดียว ก็ต้องถูกริมฝีปากของเขาพุ่งตรงเข้ามาบดเบียดอุดปิดกั้นริมฝีปากเอาไว้จนเงียบกริบทันตา
เธอหลับตาทั้งสองข้างลงตามสัญชาตญาณ ยอมโอนอ่อนผ่อนตามปล่อยตัวปล่อยใจเพลิดเพลินไปกับการลิ้มรสชาติปรนนิบัติพัดวีของเขาแต่โดยดี ภายในส่วนลึกของสมองยังคงจินตนาการขบคิดฟุ้งซ่านเรื่อยเปื่อยไร้สาระไปไกล ว่าไอ้เด็กคนนี้มันมีพัฒนาการก้าวกระโดดรวดเร็วปานสายฟ้าแลบก้าวหน้าขึ้นตั้งเยอะแยะเลยแฮะ
ในตอนที่เสิ่นปิงยอมละริมฝีปากผละถอนตัวแยกย้ายจากไป แววตาของเธอยังคงเจือไปด้วยกระแสความมึนงงทึ่มทื่ออยู่บ้าง คราวนี้แปรเปลี่ยนเป็นทิศทางของเขาแอบลอบหัวเราะขำอยู่ในใจแทนเสียแล้ว อดใจไม่ไหวต้องยื่นมือไปหยิกแก้มยุ้ยๆ ของเธอเบาๆ หนึ่งที
“ขอ ขอโทษด้วยนะ พอดีว่าอยู่ดีๆ ในใจมันก็บังเกิดความต้องการอยากจะทำขึ้นมาอย่างกะทันหันน่ะ” น้ำเสียงท่วงท่าการเอ่ยปากกล่าวคำขอโทษช่างดูจริงใจนอบน้อมถ่อมตนเป็นที่สุด
ทว่าไอ้ท่วงท่าพฤติกรรมการพุ่งตรงเข้ามาบดเบียดจุมพิตเมื่อครู่นี้นี่มันกลับเด็ดขาดแน่วแน่ไม่มีความลังเลใจหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่นิดเดียว ลู่หลีส่งเสียงตอบรับอင်းออกมาคำหนึ่งเบาๆ ไม่ได้นำมาใส่ใจอะไรมากมายนัก
ภายในส่วนลึกของจิตใจกลับแอบบังเกิดความชื่นชอบพึงพอใจในพฤติกรรมลักษณะนี้อยู่ไม่น้อย เรื่องราวที่จู่ๆ ก็พุ่งทะยานหลุดลอยเข้ามาอย่างกะทันหันแบบนี้
เธอส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอเบาๆ คำหนึ่ง “ไปกันเถอะ ยังจะมายืนบื้อปักหลักอยู่ที่นี่ทำไมกันอีกเล่า”
เสิ่นปิงรวบรวมกระแสความกล้าหาญอันห้าวหาญขึ้นมาสายหนึ่ง ยื่นมือไปเกาะกุมกุมมือของเธอเอาไว้ แน่นอนว่าฝ่ามือของเขาเองก็กำลังบังเกิดกระแสความสั่นสะท้านสั่นเทาอยู่บ้าง เอ่ยปากพูดจาหยั่งเชิงเอ่ยถามขึ้นมาเสียงเบาว่า “ยังจะสามารถขอกระทำการ... อีกสักรอบหนึ่งได้ไหมครับ?”
ลู่หลีส่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ พลางเขย่งปลายเท้าขึ้นสูง ยื่นริมฝีปากไปแตะต้องประทับลงบนริมฝีปากของเขาเพียงแผ่วเบาแวบหนึ่งพอดิบพอดี
เสิ่นปิงสะกดกลั้นคุมอารมณ์ความรู้สึกเอาไว้ไม่อยู่ เบือนใบหน้าหันไปทางด้านข้างพลางส่งเสียงหัวเราะร่าออกมา หลังจากนั้นก็หันใบหน้ากลับมาทอดสายตาจดจ้องมองดูหน้าลู่หลี อดใจไม่ไหวต้องยื่นแขนเข้าไปโอบกอดรั้งร่างของเธอเข้ามาไว้ในอ้อมแขนแน่น
ลู่หลียื่นนิ้วมือข้างหนึ่งออกมา ออกแรงผลักดันร่างของเขาออกไปได้อย่างง่ายดายสบายบรื๋อ “เอาล่ะๆ พอได้แล้ว รู้จักขอบเขตความเหมาะสมและหยุดแต่เพียงเท่านี้เถอะนะย่ะ~”
หยุดนิ่งเงียบงันไปชั่วครู่ เธอจึงเอ่ยปากพูดจาสำทับสืบต่อไปว่า “เรื่องราวที่พวกเราสองคนกระทำการ... จุมพิตกันในค่ำคืนนี้...” ยังไม่ทันรอให้เธอเอ่ยปากพูดจาจนจบประโยคความ เสิ่นปิงก็รีบยกมือขึ้นมาทำท่าทางกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณสาบานตนขึ้นมาทันควัน
“ฉันจะทำการรักษาความลับนี้ไว้เป็นอย่างดีแน่นอน จะไม่มีวันเอ่ยปากบอกเล่าเรื่องราวนี้ให้คนนอกได้รับรู้เด็ดขาด มันจะเป็นความลับขนาดกะทัดรัดที่หลงเหลือทิ้งไว้เป็นเจ้าของร่วมกันแค่เพียงพวกเราสองคนเท่านั้น!” เสิ่นปิงมีจิตสำนึกและการตอบสนองรับรู้ที่ยอดเยี่ยมมาก
เขารู้ดีว่าลู่หลีอาจจะแค่บังเกิดความนึกสนุกชั่วครู่ชั่วยามชั่วคราวเท่านั้น อาจจะแค่โดนกระแสบรรยากาศพาไปพอดีเท่านั้น หรืออาจจะแค่...
แต่ทว่าไม่ว่าเรื่องราวความจริงจะเป็นอย่างไรก็ตาม การที่เขาตกหลุมรักชื่นชอบพึงพอใจในตัวของลู่หลีมันก็เป็นเรื่องราวส่วนตัวของเขาเองอยู่ดีนั่นแหละ
(จบตอน)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น