-->

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ตอนที่ 380 หลับตา





ตอนที่ 380 หลับตา

เกิดเรื่องราวอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย วันนี้แต่ละคนต่างก็หายตัวลึกลับไม่เห็นเงาร่างกันหมดเลย ไม่ยอมให้ฉันต้องคอยตามหาดูทีละคนๆ หรือยังไงกัน

ต้าตงยื่นนิ้วชี้ไปทางชั้นบนพลางเอ่ยตอบตามความสัตย์จริง “กำลังซ่อมหลอดไฟอยู่ข้างบนน่ะ” หลังจากพูดจบก็นั่งเอามือค้ำยันคางของตัวเองต่อไปตามเดิม

ลู่หลีขยับเรียวขาเดินมุ่งหน้าไปทางบันไดชั้นบนตามสัญชาตญาณ ก้าวเท้าเดินไปได้สองสามก้าว ก็ตัดสินใจหมุนตัวเดินย้อนกลับลงมาทอดสายตามองดูต้าตง พลางมองสำรวจตรวจสอบสีหน้าท่าทางของเขาอยู่พักใหญ่

ไอ้เด็กคนนี้ต้องมีเรื่องราวในใจปิดบังอยู่แน่ๆ

ช่างเถอะ แวะไปหาเสิ่นปิงก่อนดีกว่า

ลู่หลีเดินก้าวเท้ามาถึงพื้นที่ชั้นสองของร้านเซเว่น พอสาดสายตาทอดมองไปแวบแรกก็มองเห็นเสิ่นปิงกำลังนั่งปักหลักซ่อมแซมหลอดไฟตรงบริเวณทางเดินอยู่พอดี

เขาแบกบันไดพาดเอาไว้แล้วนั่งอยู่บนนั้น แหงนใบหน้าขึ้นสูง มือข้างหนึ่งถือไขควง ส่วนมืออีกข้างหนึ่งกำลังทำการถอดหลอดไฟออกมา

ลู่หลียืนแหงนใบหน้ามองดูอยู่ทางด้านล่าง ก็พลันค้นพบว่าเสื้อยืดแขนสั้นตัวในของเขามันไม่ได้สอดเก็บรวบเข้าไปในกางเกง

แถมเนื่องจากเสื้อคลุมด้านนอกไม่ได้รูดซิปดึงขึ้นมา สองมือยื่นเหยียดตรงขึ้นสู่ด้านบนพร้อมๆ กัน ส่งผลให้... เธอสาดสายตามองเห็นกล้ามท้องซิกซ์แพ็กของเขาเข้าเต็มๆ ตาเลยล่ะ

อင်း หากยอมกวาดสายตามองดูจากทางด้านล่างขึ้นไป ดูเหมือนว่ามันจะยิ่งดูสวยงามน่ามองมากขึ้นไปอีกนะเนี่ย...

มุมมองทางสายตาที่แตกต่างกันออกไป มันดูคล้ายกับแนวทิวเขาที่ลาดชันสลับซับซ้อนทอดยาวเป็นระลอกคลื่น เอาเป็นว่าหุ่นแน่นมีของดีซ่อนอยู่ข้างในแน่นอน

เธอยกมือขึ้นกอดอกพลางแหงนใบหน้าจดจ้องมองดูต่อไปตามปกติ ส่วนเสิ่นปิงกำลังใช้สมาธิสลับสับเปลี่ยนหลอดไฟอย่างแน่วแน่ จึงไม่ได้รับรู้ถึงสายตาอันร้อนแรงที่จับจ้องมองดูอยู่ตรงๆ ของเธอเลยแม้แต่น้อย

ในตอนที่เสิ่นปิงสลับสับเปลี่ยนหลอดไฟไปได้ครึ่งทาง กำลังคิดอยากจะขยับเอียงคอไปมาเพื่อผ่อนคลายความปวดเมื่อยสักสองสามที พอก้มใบหน้าลงมาก็เหลือบไปเห็นลู่หลีเข้าพอดี

สบเข้ากับแววตาที่ค่อนข้างจดจ้องมองดูสำรวจตรวจสอบอยู่ตรงๆ ของเธอ ทันใดนั้นภายในใจก็บังเกิดความรู้สึกประหม่าขัดเขินไม่เป็นธรรมชาติขึ้นมาอย่างไรชอบกล ร่างกายแข็งทื่อลงไปในทันตา สองมือทิ้งปล่อยวางระดับลงมาทันควัน

เขาเอื้อมมือไปดึงๆ รั้งๆ เสื้อผ้าให้เข้าที่ตามสัญชาตญาณ พลางใช้นิ้วมือสางๆ จัดแต่งทรงผมสองสามที เพื่อจัดแต่งเสื้อผ้าหน้าผมและภาพลักษณ์ของตัวเองให้ดูดีที่สุด

“ลู่หลี...” เขาจัดแจงทอดสายตามองลงมาจากตำแหน่งที่สูงกว่าพลางเอ่ยปากทักทายขึ้นมาคำหนึ่ง ก่อนจะมองเห็นถุงที่เธอหิ้วติดมือเอาไว้ในมือ

ลู่หลีเรียกสติอารมณ์กลับคืนมา สูดลมหายใจเข้าลึกๆ สองคำใหญ่ พลางแกว่งถุงขนมปังใบโตสองใบในมือไปมา “รับสักหน่อยไหมล่ะ?”

ทันทีที่เสิ่นปิงได้ยิน ก็บังเกิดความเบิกบานใจขึ้นมาทันตา แอบมีความคิดอยากจะก้าวเท้าลงมาจากบันไดพาดตามสัญชาตญาณ

“คุณซ่อมแซมให้เสร็จสิ้นก่อนเถอะ ฉันจะนั่งรอคุณอยู่ตรงนี้เอง” ลู่หลีเอ่ยปากทัดทานห้ามปราม การทำงานมันต้องรู้จักมีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดสิถึงจะถูกต้อง

“อ่า ได้เลย” เสิ่นปิงรีบนั่งปักหลักประจำที่ให้เข้าที่ทันควัน เร่งรีบสปีดความเร็วในการสลับสับเปลี่ยนหลอดไฟอย่างสุดกำลัง

เดิมทีมันเป็นเรื่องราวที่ง่ายดายธรรมดามากแท้ๆ ทว่าพอจินตนาการคิดไปว่าเธอกำลังส่งสายตาจดจ้องมองดูตัวเองอยู่ ทันใดนั้นสองมือสองเท้าก็พลันบังเกิดความลนลานทำอะไรไม่ถูกขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจ

เสิ่นปิงสลับสับเปลี่ยนหลอดไฟเสร็จสิ้นลงด้วยความลนลานอยู่บ้าง ก่อนจะขยับสองมือสองเท้าปีนป่ายลงมาจากบันไดพาด จัดเก็บรวบรวมอุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้เข้าไว้ด้วยกันในคราวเดียว ยื่นมือทั้งสองข้างที่ค่อนข้างสกปรกโสโครกเปรอะเปื้อนคราบฝุ่นละอองมาเช็ดๆ ถูๆ กับเสื้อผ้าตามอำเภอใจสองสามที

ลู่หลีเอ่ยยิ้มเสียงเบา “หลอดไฟของร้านเซเว่นยังสามารถประสบปัญหาชำรุดทรุดโทรมพังเสียหายได้ด้วยงั้นเหรอ?”

“ฉันเองก็รู้สึกประหลาดใจอยู่เหมือนกันนั่นแหละ” เสิ่นปิงเอามือเกาหัว หลังจากนั้นก็นึกขึ้นมาได้ว่ามือของตัวเองค่อนข้างสกปรกโสโครก จึงรีบเอามือทั้งสองข้างสอดซุกเก็บเข้าไว้ในกระเป๋ากางเกงทันที

ลู่หลียื่นมือลงไปรื้อๆ ค้นๆ หาของกินอยู่ในถุง ก่อนจะหยิบเค้กสตรอว์เบอร์รีทาร์ตออกมาหนึ่งชิ้นยื่นส่งให้เขา “สินค้าตัวใหม่ล่าสุด ลองลิ้มชิมรสชาติดูสิ”

“ได้เลย ฉันจะลองชิมดูเดี๋ยวนี้แหละ หน้าตามันดูสวยงามน่ากินมากเลยล่ะ” เสิ่นปิงเอ่ยตอบด้วยความประหลาดใจล้ำลึก

ในตอนที่เสิ่นปิงกำลังจะยื่นมือไปหยิบแตะต้องตัวเค้ก ลู่หลีก็จัดแจงชักนำมือดึงกลับคืนมาเสียก่อน “เอาอย่างนี้ไหม คุณแวะไปล้างมือล้างไม้ให้สะอาดสะอ้านก่อนเถอะ ฉันจะไปนั่งรอคุณอยู่ที่ตรงบริเวณระเบียงนะ”

การทำแบบนี้แปลความหมายได้ว่าเธอคิดอยากจะร่วมนั่งล้อมวงฟาดของอร่อยไปด้วยกันกับตัวเองใช่ไหมนะ?

เสิ่นปิงเดินมุ่งหน้าเข้าไปล้างมือในห้องน้ำด้วยความเบิกบานอิ่มเอมใจอยู่ในใจ ท่วงท่าความเร็วฉับไวว่องไวกว่าช่วงเวลาปกติทั่วไปเป็นไหนๆ ส่วนลู่หลีหิ้วถุงก้าวเท้าเดินตรงไปยังระเบียง

พื้นที่ตรงระเบียงนี้ถูกเสิ่นปิงจัดตกแต่งเอาไว้ได้ยอดเยี่ยมงดงามไม่เลวเลยทีเดียว มีโต๊ะไม้ตัวเล็กๆ เก้าอี้ไม้ตัวเล็กๆ แถมยังมีการประดับประดาพวกพืชพรรณไม้สีเขียวเอาไว้ประปราย ดูสุขสบายผ่อนคลายอารมณ์เป็นที่สุด เหมาะสมแก่การมานั่งผ่อนคลายจิบชาคุยกันชิลๆ มากจริงๆ

ลู่หลีวางถุงขนมปังใบโตสองใบลงบนโต๊ะ หลังจากผ่านพ้นการแจกจ่ายส่งมอบไปตั้งหลายรอบก่อนหน้านี้ ปริมาณข้าวของด้านในได้ลดน้อยถอยลงไปตั้งมากมายแล้ว

หลังจากเสิ่นปิงล้างมือเสร็จสิ้นลง โดยที่ยังไม่ทันได้เช็ดมือให้แห้งสนิทดีด้วยซ้ำ ก็รีบก้าวเท้าสับวิ่งร่าด้วยความดีใจตรงรี่เข้ามาหาทันที

พอเดินมาถึงระเบียง เสิ่นปิงก็สาดสายตามองเห็นลู่หลีกำลังทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตัวเล็กๆ สองมือวางแนบสนิทอยู่บนหัวเข่า ทอดสายตามองเหม่อลอยไปที่เส้นขอบฟ้าอันไกลโพ้น

ท่วงท่าการนั่งในลักษณะนี้ ดูน่ารักน่าเอ็นดูเรียบร้อยว่าง่ายอย่างไรชอบกล เสิ่นปิงทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวเล็กๆ อีกตัวหนึ่ง ตรงกลางระหว่างคนทั้งสองคนมีโต๊ะไม้ทรงกลมตัวเล็กๆ กั้นขวางเอาไว้ตัวหนึ่ง

เสิ่นปิงยื่นมือลงไปรื้อๆ ค้นๆ อยู่ในถุง จนกระทั่งค้นพบขนมเอแคลร์ที่ลู่หลีชื่นชอบฟาดเป็นชีวิตจิตใจออกมาระลอกหนึ่ง เปิดฝากล่องออก แล้วผลักกล่องของหวานทั้งกล่องไปทางทิศทางของเธอเล็กน้อย “รีบฟาดเถอะ คุณเคยพูดไว้ไม่ใช่เหรอว่าของพวกนี้มันต้องฟาดในตอนที่เพิ่งอบออกมาใหม่ๆ ถึงจะอร่อยที่สุดน่ะ”

ลู่หลีพยักหน้าลง “ตอนนี้ก็ยังไม่สายเกินไปหรอกย่ะ” เธอใช้นิ้วมือคีบขนมขึ้นมาหนึ่งชิ้นยื่นส่งไปให้ตรงหน้าเขา “คุณเองก็ฟาดด้วยสิ”

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสมองเกิดอาการลัดวงจรขึ้นมา หรือว่าภายในจิตใจเกิดอาการสั่นไหวขึ้นมากันแน่ เสิ่นปิงถึงได้กระทำการขยับก้นยันตัวลุกขึ้นมา แล้วยื่นริมฝีปากไปงับรับขนมเข้าปากไปตรงๆ ดั่งโดนผีสิง หลังจากขนมเอแคลร์ถูกเคี้ยวกลืนลงไปในปากเรียบร้อยแล้ว ถึงเพิ่งจะกระทำตอบสนองรับรู้ได้ถึงพฤติกรรมของตัวเองเมื่อครู่นี้

ใบหูทั้งสองข้างแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงสดละลานตาพลางทรุดตัวนั่งแปะกลับลงบนเก้าอี้ไม้ตัวเล็กๆ เอื้อมมือไปลูบๆ คลำๆ ติ่งหูของตัวเองตามสัญชาตญาณพลางเอ่ยปากพูดจาตะกุกตะกักละล่ำละลักหลุดออกมา “ฉัน... ฉันนึกว่า...”

เดิมทีคิดอยากจะเอ่ยปากอธิบายแก้ตัวออกมาสักหน่อย ทว่าพอสบเข้ากับแววตาจับจ้องมองดูของเธอ สมองก็เกิดอาการลัดวงจรขึ้นมาอีกรอบหนึ่ง ยื่นมือไปหยิบขนมเอแคลร์ชิ้นหนึ่งขึ้นมายื่นส่งไปจ่ออยู่ที่บริเวณริมฝีปากของลู่หลีตรงๆ “อ้า...”

ลู่หลีรู้สึกว่าฉากเหตุการณ์ในลักษณะนี้มันดูคล้ายกับเคยประสบพบเจอผ่านมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไรชอบกล ทว่ากลับยังคงอ้าปากงับรับขนมเข้าไปกินตามสัญชาตญาณ ขนาดของขนมเอแคลร์ค่อนข้างจะใหญ่โตไปหน่อย ปลายลิ้นจึงเผลอไปสัมผัสแตะต้องโดนปลายนิ้วมือของเสิ่นปิงเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ

เสิ่นปิงสะดุ้งโหยงราวกับโดนน้ำร้อนลวกเข้าเต็มรัก รีบชักนำมือหดกลับคืนมาด้วยความลนลาน เร่งรีบใช้มืออีกข้างหนึ่งเข้ามากุมปกป้องปลายนิ้วมือข้างนี้เอาไว้ พลางส่งยิ้มออกมาด้วยความนุ่มนวลเอียงอาย “คุณเองก็ฟาดด้วยสิ”

ปลายนิ้วมือข้างนั้นราวกับกำลังบังเกิดกระแสความร้อนระอุพวยพุ่งขึ้นมาอย่างไรชอบกล...

“ฟาดให้หมดฟาดให้หมดกันทุกคนนั่นแหละ” ลู่หลีสัมผัสรับรู้ได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง ทว่ากลับไม่ได้นำสมองไปขบคิดพิจารณาในรายละเอียดเชิงลึกแต่อย่างใด ยื่นมือลงไปรื้อๆ ค้นๆ หาของอร่อยอยู่ในถุงต่อไปตามปกติ

จนกระทั่งสามารถจัดวางของหวานจนเต็มแน่นไปทั่วโต๊ะไม้ทรงกลมตัวเล็กๆ ตัวนี้ เสิ่นปิงเห็นดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะเม้มริมฝีปากเอ่ยยิ้มออกมา ทอดสายตามองดูถุงขนมปังที่ค่อยๆ แฟบลงไปทีละเล็กทีละน้อย โดยไม่ได้เอ่ยปากทัดทานห้ามปรามแต่อย่างใด

เขาแอบคาดเดาในใจว่าเธอคงจะเพิ่งเดินท่องเที่ยวมาจากร้านค้าในเครือร้านอื่นๆ ก่อนหน้านี้ และคงจะแจกจ่ายข้าวของออกไปตั้งมากมายแล้วในระหว่างทาง ทว่าเสิ่นปิงกลับบังเกิดความมั่นใจในตัวเองอย่างแปลกประหลาดขึ้นมาสายหนึ่ง ว่าส่วนแบ่งที่ตัวเองได้รับนั้นย่อมต้องมีปริมาณที่หนาแน่นล้นหลามที่สุดอย่างแน่นอน

ลำพังแค่จินตนาการขบคิดมาถึงตรงนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าของเสิ่นปิงก็ค่อยๆ ขยายขอบเขตกว้างขวางใหญ่โตขึ้นตามลำดับ

ของประเภทขนมหวานพวกนี้ หากฝืนฟาดเข้าไปในปริมาณที่มากเกินไปมันก็ไม่ดี ย่อมต้องบังเกิดความเลี่ยนความเอียนขึ้นมาตามปกติ ประจวบเหมาะกับในวันนี้ลู่หลีได้ลงมือฟาดของหวานเข้าไปตั้งมากมายแล้ว

เพราะฉะนั้นตัวเธอจึงไม่ได้ลงมือกินต่อ ทำเพียงแค่ส่งเสียงคะยั้นคะยอให้เสิ่นปิงลงมือฟาดเข้าไปเยอะๆ แต่เพียงผู้เดียว

ตอนแรกเสิ่นปิงยังไม่ได้กระทำตอบสนองรับรู้ถึงจุดนี้ ทำเพียงแค่ปล่อยตัวปล่อยใจจมดิ่งลงสู่กระแสความปลาบปลื้มยินดีที่ลู่หลีคอยคะยั้นคะยอส่งเสียงบอกให้เขาลงมือกินเยอะๆ เท่านั้นเอง

หลังจากลงมือฟาดขนมเอแคลร์ติดต่อกันไปสองชิ้นเต็มๆ แล้ว เสิ่นปิงถึงเพิ่งจะค้นพบว่าเธอเอาแต่ทอดสายตามองเหม่อลอยไปที่เส้นขอบฟ้าอันไกลโพ้นอยู่ตลอดเวลา ราวกับกำลังนั่งทอดอารมณ์ชมทัศนียภาพความงดงามของวิวทิวทัศน์อยู่ชอบกล

ขนมเอแคลร์ในปากของเสิ่นปิงยังคงเคี้ยวค้างเอาไว้ มองดูภาพตรงหน้าจนบังเกิดอาการใจลอยตกตะลึงลุ่มหลงมองจนตาค้างไปเลยทีเดียว ใบหน้าด้านข้างของเธอมันดูสวยงามน่ามองมากจริงๆ ปลายจมูกกลมมนเชิดรั้น ขนตาโค้งงอนเป็นแพงาม

รวมไปถึงริมฝีปากคู่เล็กๆ สีแดงสดระเรื่อคู่นั้น สัดส่วนโครงสร้างรูปทรงของมันดูสวยงามน่ามองเป็นบ้า ในยามที่ปล่อยตัวตามสบายตามธรรมชาติ หัวมุมปากจะยกหยักหย่อนขึ้นด้านบนในองศาที่พอดิบพอดีงดงามเป็นที่สุด

เอ๊ะ ทำไมตรงบริเวณหัวมุมปากถึงได้มีคราบครีมสดติดอยู่จ้อยหนึ่งล่ะนั่น?

เสิ่นปิงรีบลงมือค้นหาพวกกระดาษทิชชูตามเนื้อตามตัวในทันที ทว่ากลับค้นหาไม่พบ นั่งลังเลใจอยู่พักหนึ่ง ถึงค่อยเอ่ยปากส่งเสียงร้องทักทายหลุดออกมา “ลู่หลี”

เธอเหลียวใบหน้ากลับมาด้วยความมึนงง เอ่ยปากตอบรับคำหนึ่งตามสัญชาตญาณ “อ้าว มีอะไรเหรอ?” ทันใดนั้นก็มองเห็นเสิ่นปิงลุกขึ้นยืนขยับกายเข้ามาหาอย่างกะทันหัน ยื่นเหยียดฝ่ามือตรงเข้ามาหา สัมผัสไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านละลายตัวลงที่บริเวณข้างริมฝีปาก

ลู่หลีนั่งนิ่งทึ่มทื่อจดจ้องมองดูเขา ใบหน้าของเขาขยับเข้ามาใกล้ชิดจนเกือบจะชิดติดกันในระยะประชิด แววตาคู่ระยิบระยับแฝงไปด้วยความจริงจังเคร่งขรึมและศรัทธาแรงกล้า กำลังใช้ปลายนิ้วมือคอยเช็ดถูทำความสะอาดริมฝีปากให้ตัวเองอย่างตั้งอกตั้งใจ

สมแล้วที่เป็นผู้ชายคนแรกที่ตัวเองเกิดอาการปิ๊งปั๊งถูกตาต้องใจตั้งแต่แรกเห็นในยุควันสิ้นโลกแห่งนี้ หลังจากผ่านพ้นวันเวลาล่วงเลยผ่านไปตั้งนานสองนาน ก็ยังคงไม่บังเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายเดียดฉันท์ในรูปโฉมโนมพรรณของเขาเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกันยิ่งมองดูก็ยิ่งรู้สึกว่าเขาเป็นคนที่หล่อเหลาคมคายดูดีมีเสน่ห์ดึงดูดสายตามากขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา

ลู่หลีปล่อยตัวปล่อยใจเพลิดเพลินไปกับการปรนนิบัติพัดวีดูแลเอาใจใส่เล็กๆ น้อยๆ ของเขา ใช้สมาธิอย่างแน่วแน่จดจ้องมองสำรวจตรวจสอบโครงหน้าของเขาตรงๆ จนจ้องมองเขาจนบังเกิดความรู้สึกประหม่าขัดเขินอับอายทำตัวไม่ถูกขึ้นมาแทน

สายตาของคนทั้งสองคนสบประสานเข้าหากันตรงๆ เสิ่นปิงชักนำฝ่ามือหดกลับคืนมา ขยับมือไปมาสองสามทีด้วยความลนลานทำอะไรไม่ถูก ในตอนที่กำลังเตรียมตัวจะทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ตามเดิมนั้น

กลับต้องถูกลู่หลียื่นมือไปคว้าจับรวบดึงคอเสื้อเอาไว้แน่น แรงดึงส่งผลให้กระชากร่างของเขาให้ถลันดึงตรงเข้ามาหาทิศทางของเธอทันที เสิ่นปิงเสียหลักโซเซถลันเข้ามาหา หัวใจดวงน้อยๆ เริ่มเต้นรัวกระหน่ำปานเสียงกลองรบเสียงดังตึกตักๆ อย่างรุนแรงสะท้านทรวง

เธอ... เธอ คิดอยากจะทำอะไรกันแน่เนี่ย

ความคิดสายหนึ่งแล่นผ่านพ้นเข้ามาในสมองของเสิ่นปิงในชั่วพริบตา ร่างกายเกิดอาการแข็งทื่อลงไปทั้งตัว ไม่กล้ากระทำการขัดขืนต่อต้านใดๆ เลยแม้แต่นิดเดียว

ศีรษะของคนทั้งสองคนอยู่ห่างชิดติดกันในระยะประชิดเป็นอย่างยิ่ง ห่างกันเพียงแค่ระยะขนาดหนึ่งกำปั้นกั้นขวางเอาไว้เท่านั้นเอง

เสิ่นปิงสามารถสาดสายตามองเห็นเส้นขนตาแต่ละเส้นที่แยกตัวออกจากกันอย่างชัดเจน โค้งงอนงดงามเด่นหรา หากไม่ใช่เพราะว่าในเวลานี้เสียงหัวใจมันเต้นรัวกระหน่ำฉับไวว่องไวเกินไปหน่อย ตัวเขาคงจะสามารถมานั่งนับนิ้วจำแนกดูได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วว่ามันมีจำนวนทั้งหมดกี่เส้นกันแน่

หัวมุมปากของลู่หลียกหยักขึ้นเล็กน้อย เอ่ยปากพูดจาหลุดออกมาเสียงเบาอย่างช้าๆ “หลับตา”

เสิ่นปิงไม่กล้าแม้กระทั่งจะส่งเสียงสูดลมหายใจเข้าออกแล้ว ทำได้เพียงแค่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งการของเธออย่างว่าง่าย ยอมหลับตาลงแต่โดยดี

ในวินาทีที่หลับตาลงนั้น ประสาทสัมผัสรับรู้ในด้านอื่นๆ ก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นแจ่มชัดเด่นชัดขึ้นมาในทันตา สามารถสดับรับฟังได้ถึงกระแสเสียงพูดจาจอแจเซ็งแซ่ของพวกลูกค้าที่อยู่ทางด้านนอกได้อย่างชัดเจน

ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถสัมผัสรับรู้ได้ถึงกระแสลมหายใจของเธอที่ค่อยๆ ขยับก้าวเคลื่อนเข้ามาใกล้ชิดกันมากขึ้นเรื่อยๆ ริมฝีปากอันอ่อนนุ่มและอบอุ่นของเธอประทับแนบแน่นลงมาบนริมฝีปากของตัวเอง แตะต้องสัมผัสเพียงแผ่วเบาแวบเดียวก็ผละจากไปในทันที

เสิ่นปิงไม่กล้ากระทำการลืมตาขึ้นมามองดู และไม่กล้าส่งเสียงสูดลมหายใจเข้าออก หัวใจดวงน้อยๆ เต้นระเบิดกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง รู้สึกราวกับว่ามันกำลังจะพุ่งทะยานหลุดลอยออกมาจากลำคออยู่รอมร่อ สองมือกำหมัดเอาไว้แน่นหนาจนสุดกำลัง

ลู่หลีปล่อยมือละออกจากคอเสื้อของเขา พลางย้อนรำลึกนึกถึงกระแสความรู้สึกเมื่อครู่นี้ในใจ อင်း ก็นับว่ายอดเยี่ยมงดงามไม่เลวเลยทีเดียวเชียวล่ะ~

(จบตอน)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บันทึกแล้ว
บันทึกไว้แล้ว!

📚 ชั้นหนังสือของฉัน

ฟอนต์
ขนาดตัวอักษร
ธีมสี
ระยะห่างบรรทัด
ระบบเปลี่ยนตอน
🔔 0
รายชื่อตอน
× LIST OF CHAPTERS กำลังโหลด...
กำลังดึงรายการ...
×