ตอนที่ 377 ลองจัดมาสักสองตัวดู
หลังจากนั้นเธอก็นึกถึงคำพูดของตัวเองเมื่อครู่ จึงรีบอธิบายเพิ่มว่า “ฉันคิดว่าตัวเองอยู่คนเดียว คงจะยุ่งจนทำไม่ไหว เลยกะว่าจะทำช่วงเช้าตุนไว้เยอะๆ จัดวางให้เรียบร้อย แล้วค่อยเปิดร้านช่วงบ่ายน่ะ”
ไม่ใช่ว่าฉันอยากจะอู้งานนะ... คังหรงบีบที่คีบในมือแน่น ขนพองสยองเกล้าด้วยความกลัวว่าลู่หลีจะเกิดความเข้าใจผิดเข้า
ลู่หลีเคยไปช่วยงานที่ร้านเค้กมาก่อน จึงรู้ดีว่าการทำงานคนเดียวนั้นมันค่อนข้างจะรับมือได้ยากจริงๆ
ไหนจะต้องจัดจานของหวานอยู่ในห้องปฏิบัติงาน ไหนจะต้องประคองออกมาจัดวางบนชั้นแสดงสินค้า แถมตอนหลังยังต้องคอยเก็บเงินอีกด้วย
มันค่อนข้างจะใจร้ายเกินไปหน่อยจริงๆ
เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ ชั้นวางของที่อยู่ติดผนังมีไว้สำหรับวางพวกคุกกี้และบิสกิต
ในเวลานี้มันถูกจับจองพื้นที่โดยกระจาดไม้ไผ่ทรงแบนทีละอันๆ ภายในกระจาดไม้ไผ่มีคุกกี้หลากชนิดวางซ้อนเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เพิ่งจะอบออกมาใหม่ๆ ยังคงส่งกลิ่นหอมกรอบอร่อยอยู่เลย
ชั้นแสดงสินค้าสามชั้นถูกจัดวางจนเต็มแน่นไปมากกว่าครึ่ง เมื่อครู่นี้คังหรงก็กำลังจัดวางขนมปังขึ้นไปบนนั้นอยู่พอดี
ส่วนตู้แช่เย็นยังคงว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย
เมื่อคังหรงเห็นสายตาของลู่หลีกวาดไปหยุดอยู่ที่ตู้แช่เย็น จึงรีบอธิบายทันควัน “ฉันคิดว่าครีมสดมันละลายได้ง่าย เลยกะว่าจะทำเป็นอย่างสุดท้ายน่ะ”
ลู่หลีได้ยินน้ำเสียงของเธอเจือไปด้วยความตื่นตระหนกตกใจ สีหน้าจึงอดไม่ได้ที่จะอ่อนโยนลงพลางเอ่ยยิ้ม “จะตื่นเต้นอะไรขนาดนั้นล่ะ ฉันไม่ได้จะตำหนิเธอซะหน่อย ไม่ต้องทำตัวระแวดระวังขนาดนี้ก็ได้”
พูดไปพลางยื่นมือไปตบที่ท่อนแขนของเธอเบาๆ หนึ่งที “อยู่กับฉัน ทำตัวตามสบายหน่อย!”
โชคดีที่คังหรงถือของได้มั่นคง ไม่อย่างนั้นคงได้ร่วงลงไปกองกับพื้นแน่ๆ แต่ทว่ามันก็ช่วยคลายความตื่นเต้นของเธอลงไปได้บ้างจริงๆ
เธอวางที่คีบและจานลง แล้วนำมือมาถูๆ ไถๆ กัน เธอแค่กลัวว่าจะทำให้บอสลู่ไม่พอใจ แล้วจะไม่ยอมให้เธอเปิดร้านต่อน่ะสิ...
แต่จริงๆ แล้วบอสลู่ค่อนข้างจะอัธยาศัยดีและเป็นกันเองมาก แถมเวลายิ้มก็ดูสวยงดงามเป็นพิเศษเลยด้วย~
“อื้อ~ ตอนนี้ฉันผ่อนคลายมากเลย!” คังหรงยืนยืดตัวตรงแด่วตอบกลับมาอย่างเป็นงานเป็นการ
“พรูด... เอาล่ะๆๆ ผ่อนคลายก็ผ่อนคลาย” ลู่หลีหัวเราะพรืดออกมา
หลังจากนั้นก็นึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ ลู่หลีจึงให้คำแนะนำอย่างจริงใจ “เอาอย่างนี้ไหม เธอเองก็ซื้อหุ่นยนต์สักสองสามตัวมาคอยช่วยสิ?”
หุ่นยนต์งั้นเหรอ?
ในสมองของคังหรงพลันผุดภาพหุ่นยนต์ร่างสูงใหญ่บึกบึนกำยำ แต่ทว่ามีเป้าหมายคือการทำลายล้างโลกใบนี้ขึ้นมาทันที
ส่งผลให้ตอนที่เธอเห็นหุ่นยนต์ร่างผอมบางตัวเล็กของร้านอาหารเช้า แต่ทว่ามีท่วงท่าการทำงานที่รวดเร็วฉับไว เธอจึงยังปรับเปลี่ยนความคิดและความประทับใจที่ฝังแน่นนี้ไม่ค่อยจะได้
“เป็นยังไงบ้างล่ะ? ช่วยเธอเก็บเงินได้ แล้วยังช่วยเธอจัดวางของหวานอะไรพวกนั้นได้ด้วยนะ ส่วนตัวเธอเองก็แค่ควบคุมเครื่องอบขนมอัตโนมัติเครื่องนั้นก็พอแล้ว!” ลู่หลียกมือขึ้นกอดอกพูด
สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น เธอจึงจงใจพาคังหรงมาเดินดูที่ร้านอาหารเช้าเป็นพิเศษ
คังหรงพยักหน้าอย่างเหม่อลอย “ดีเลยๆ ลองจัดมาสักสองตัวดูก่อนแล้วกัน”
ดังนั้นลู่หลีจึงช่วยเธอกดสั่งซื้อหุ่นยนต์สองตัวอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ตัวหนึ่งรับผิดชอบหน้าที่เก็บเงิน ส่วนอีกตัวหนึ่งรับผิดชอบหน้าที่เติมสินค้าบนชั้นวาง
ลู่หลีอยู่ช่วยคังหรงตั้งค่าหุ่นยนต์ทั้งสองตัวจนเสร็จเรียบร้อย แถมยังอยู่ดูพวกมันทำงานไปได้สักพักใหญ่ ถึงค่อยหิ้วถุงใบโตสองใบเดินจากมา
เธอยังคงมุ่งหน้าไปที่คลินิกก่อนเป็นอันดับแรก ในระหว่างทางเดินผ่านร้านค้าไปตั้งหลายร้าน และได้ทำการปฏิเสธเสียงเรียกขานของเจ้าของร้านไปตั้งหลายคนโดยไม่ได้แวะเข้าไปเลย
“ปัง...” ลู่หลีวางถุงขนมปังใบโตสองใบลงบนเคาน์เตอร์เก็บเงินเสียงดังโครม
ส่งผลให้หลัวมู่ที่กำลังฟุบหลับพักผ่อนสายตาอยู่บนนั้นสะดุ้งตื่นขึ้นมาในทันที
เขารีบยันตัวลุกขึ้นยืน นึกอยากจะอ้าปากพ่นคำด่าออกมาในทันควัน ใครกันวะ ไม่เห็นหรือไงว่าคนกำลังนอนหลับอยู่!
ทว่าพอสบเข้ากับแววตาที่เจือไปด้วยรอยยิ้มของลู่หลี เปลวไฟโทสะสายนี้ก็มอดดับลงไปในทันที ทันใดนั้นก็หงอยลงแล้วนั่งแปะกลับลงไปตามเดิม
แต่แล้วก็รู้สึกว่าไม่ถูกต้อง จึงรีบดีดตัวลุกขึ้นยืน เดินอ้อมออกมาที่ด้านหน้าเคาน์เตอร์เก็บเงิน ดึงตัวลู่หลีให้เดินมา แล้วกดตัวเธอให้นั่งลงบนเก้าอี้
“เธอมาได้ยังไงเนี่ย?” หลัวมู่เอ่ยถามพลางยื่นมือข้างหนึ่งยันหัวเอาไว้ แล้วหันหน้ามาเผชิญหน้ากับเธอด้วยท่าทางนักเลงโตที่ชอบพิงเคาน์เตอร์เก็บเงิน
ลู่หลีปรายตาทอดมองไปที่ของถุงโตสองถุงบนเคาน์เตอร์ “เอ้า เอาของกินมาส่งให้น่ะ”
พอหลัวมู่ได้ยิน แววตาทั้งสองข้างก็ราวกับมีไฟฉายมาติดตั้งเอาไว้ ส่องประกายแวววับขึ้นมาทันตา “ว้าว ทั้งหมดนี้เป็นของฉันเลยเหรอ!”
พูดจบก็รีบโอบถุงใบโตสองใบนั้นเข้ามาไว้ในอ้อมอกทันที ท่าทางหวงของกินเป็นที่สุด
ลู่หลีเพิ่งจะอยากลองนั่งเก้าอี้ประธานที่เขาเพิ่งซื้อมาใหม่ กำลังคิดจะเอนหลังพิงไปทางด้านหลัง ก็ดันมาเห็นท่าทางราวกับโจรป่าของเขาเสียก่อน
เธอลุกขึ้นยืนด้วยความระอาใจ แกะมือของเขาออก “ไม่ใช่ซะหน่อย”
หลังจากนั้นก็ทำการรื้อค้นอยู่ในถุงสองใบนั้นอยู่พักหนึ่ง แล้วหยิบเค้กสตรอว์เบอร์รีทาร์ตขนาดเท่าฝ่ามือออกมาหนึ่งชิ้น มะม่วงเครปเค้กอีกหนึ่งชิ้น
นอกจากนี้ยังมีทาร์ตไข่แบบกล่องละสองชิ้นอีกหนึ่งกล่อง และขนมปังสีทองกล่องละหกชิ้นอีกหนึ่งกล่อง
“นี่ต่างหากที่เป็นของนาย!” ลู่หลีบอก จากนั้นก็ผูกปากถุงทั้งสองใบจนแน่นหนา แล้วผลักไปไว้ที่ด้านข้าง
หลัวมู่: “หึ!” เขาจัดแจงวางของทั้งสี่อย่างนี้ให้เข้าที่ โดยกะว่าจะเก็บเอาไว้กินเป็นอาหารว่างยามบ่าย
ถึงแม้จะไม่ได้ถุงโตสองถุงนั้น แต่ของสี่อย่างนี้ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว แถมไอ้เจ้าเค้กสตรอว์เบอร์รีทาร์ตนี่ก็ดูสวยงามน่ากินมากๆ เลยด้วย!
หลัวมู่ประคองมันไว้บนฝ่ามือ พลางชื่นชมซ้ำไปซ้ำมา จนเริ่มจะรู้สึกทำใจกินมันไม่ลงขึ้นมาแล้วสิ จะทำยังไงดีล่ะเนี่ย
ลู่หลีผูกปากถุงเสร็จก็นั่งลงบนเก้าอี้ประธานอีกครั้ง ลองสัมผัสดูแล้วพบว่ามันยอดเยี่ยมมากจริงๆ ค่อนข้างจะรองรับส่วนเอวได้เป็นอย่างดี
พอเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นเขาคอยทอดสายตามองดูเค้กด้วยความรักใคร่เอ็นดู “นายอยากกินก็กินสิ จะจ้องมองมันอยู่ตลอดทำไมกัน”
“เธอไม่คิดว่ามันดูสวยงามมากเลยเหรอ? สตรอว์เบอร์รีนี่ทั้งลูกใหญ่ทั้งสีแดงสด ฉันทำใจกินมันไม่ลงจริงๆ นะ!” หลัวมู่บอกอย่างจริงจัง
“งั้นนายก็ตั้งวางมันเอาไว้เป็นแมวกวักนำโชคเลยแล้วกัน” ลู่หลียกมือขึ้นกอดอกเอ่ยเย้าแหย่
หลัวมู่ส่งเสียงหึในลำคอเบาๆ พลางใช้มือข้างหนึ่งกุมกล่องบรรจุภัณฑ์ของเค้กสตรอว์เบอร์รีทาร์ตเอาไว้ “พวกเราไม่ฟังหรอกนะ มันเป็นคำวิจารณ์ในแง่ลบ ของสวยๆ งามๆ แบบนี้ มันควรจะต้องตั้งใจกินเข้าไปอย่างจริงจัง ถึงจะถือเป็นการให้เกียรติมันต่างหากล่ะ”
“ก็ใช่น่ะสิ~ ในร้านเค้กยังมีอีกตั้งเยอะแยะแน่ะ~” ลู่หลีบอก
แล้วก็พูดคุยสัพเพเหระกับเขาต่ออีกพักหนึ่ง ในระหว่างนั้นเธอก็กำลังสังเกตการณ์สถานการณ์การทำงานของคลินิกไปด้วย
นับตั้งแต่คราวก่อนที่ได้ทำการแยกตู้รักษาออกไปตู้หนึ่งเพื่อใช้สำหรับผู้ป่วยฉุกเฉินโดยเฉพาะ มันก็ช่วยคลี่คลายสถานการณ์การทะเลาะเบาะแว้งของพวกลูกค้าลงไปได้มากเลยทีเดียว
พวกที่ใกล้จะตาย หรือพวกที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ก็จะถูกจัดแจงให้ส่งตัวเข้าไปรักษาในตู้รักษาฉุกเฉินได้โดยตรงทันที
“เอาล่ะ ฉันขอตัวไปก่อนนะ ยังต้องไปร้าน ถัดไปอีก” ลู่หลีลุกขึ้นยืน
หลัวมู่โบกมือให้เธออย่างว่าง่าย “บ๊ายบายบอสลู่ วันหลังมาใหม่นะ อย่าลืมเอาของอร่อยๆ มาฝากฉันเยอะๆ ล่ะ!”
“กินๆๆ วันๆ รู้จักแต่กิน!” ลู่หลีปรายตาค้อนใส่เขาแวบหนึ่ง
แต่ทว่า... ดูเหมือนตัวเธอเองก็จะเป็นแบบนี้เหมือนกันนั่นแหละ
หลัวมู่ทำเป็นไม่ได้ยินประโยคนี้ แล้วเริ่มหันกลับมานั่งลังเลใจต่อว่าจะเลือกกินชิ้นไหนก่อนดีนะ
ร้านถัดไปคือโรงแรม
ที่นี่ไม่มีอะไรให้ต้องเข้าไปตรวจตรามากนัก ฉู่หลีเซิงเป็นคนสุขุมรอบคอบมาแต่ไหนแต่ไร โรงแรมถูกเขาดูแลจัดการจนเป็นระเบียบเรียบร้อยสะอาดสะอ้าน
ห้องโถงใหญ่ก็สะอาดหมดจดไร้ฝุ่นละออง แถมยังมีการนำตู้ขายของอัตโนมัติมาตั้งวางเพิ่มไว้ในห้องโถงใหญ่อีกหนึ่งตู้ โดยขายเฉพาะพวกเครื่องดื่มและของใช้ในชีวิตประจำวันบางอย่างเท่านั้น
เพื่อให้พวกลูกค้าได้หยิบใช้ในยามจำเป็น
เธอเดินแกว่งถุงในมือเข้ามา กวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความพึงพอใจเป็นอย่างมาก
อย่างที่คิดไว้เลย ผู้ชายที่มีอายุหน่อยก็มีข้อดีอยู่บ้างเหมือนกันนั่นแหละ
มีความสุขุมลุ่มลึกและเป็นผู้ใหญ่
พอคิดมาถึงตรงนี้ ลู่หลีก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงเคอซิวหมิงขึ้นมาทันควัน แล้วรีบสลัดความคิดปฏิเสธในทันที มันก็ไม่แน่เสมอไปหรอกนะ ของแบบนี้มันก็มีข้อยกเว้นอยู่เหมือนกัน
ปกติแล้วทันทีที่เธอเดินเข้ามา ฉู่หลีเซิงก็จะสามารถรับรู้ได้ทันที แต่ทว่าคราวนี้นี่เธอเดินไปจนเกือบจะถึงเคาน์เตอร์เก็บเงินอยู่แล้ว เขากลับยังไม่รู้ตัวอีกงั้นเหรอ?
เธอเดินเข้าไปส่องดูใกล้ๆ พบว่าฉู่หลีเซิงกำลังก้มหน้าก้มตาจิ้มคอมพิวเตอร์แสงด้วยความเร็วแสง
ดูเหมือนกำลังแชตคุยกับใครบางคนอยู่ มันเกี่ยวโยงกับเรื่องส่วนตัว ลู่หลีจึงไม่สะดวกใจที่จะเข้าไปซักไซ้ไล่เลียงอะไรมากนัก
เธอเพียงแต่วางถุงลงบนเคาน์เตอร์เก็บเงินเสียงดังเพื่อดึงดูดความสนใจจากเขา
ฉู่หลีเซิงเงยหน้าขึ้นมา คิ้วขมวดมุ่น ระหว่างคิ้วและดวงตาเจือไปด้วยความวิตกกังวลที่ยากจะสลัดให้หลุดพ้นไปได้ ทว่าหลังจากเหลือบเห็นว่าเป็นบอสลู่แล้ว
หัวคิ้วก็คลายตัวลงตามสัญชาตญาณพลางเอ่ยถามเสียงเบา “บอสลู่มาได้ยังไงครับ”
ถึงแม้จะเกี่ยวโยงกับเรื่องส่วนตัวของพนักงาน แต่ลู่หลีรู้สึกว่าตัวเธอเองก็มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าไปแสดงความห่วงใยสักหน่อย
“เป็นอะไรไปเหรอ? ประสบพบเจอเรื่องราวอะไรเข้าหรือเปล่า?” ลู่หลีเอ่ยถาม
“ไม่มีอะไรหรอกครับ ก็แค่หลีรั่วประสบอุบัติเหตุมีเรื่องราวเกิดขึ้นนิดหน่อยน่ะครับ” ฉู่หลีเซิงเอ่ยตอบด้วยความกังวลใจอยู่บ้าง
หลีรั่ว เป็นชื่อที่ฟังดูคุ้นหูมาก ลู่หลีใช้เวลาคิดอยู่พักหนึ่งถึงเพิ่งจะนึกออกว่าคนคนนี้คือใคร
นางคือสมุนที่ตระกูลเจียงส่งมาแฝงตัวอยู่ในฐานที่มั่นกลาง เป็นผู้หญิงที่เท่มากๆ คนหนึ่ง แถมตำแหน่งหน้าที่การงานดูเหมือนจะเป็นถึงผู้บัญชาการกองทัพผู้พิทักษ์ใช่ไหมนะ?
(จบตอน)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น