-->

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ตอนที่ 375 กากก็ไปฝึกมาใหม่



ตอนที่ 375 กากก็ไปฝึกมาใหม่


เมื่อพบเห็นทำเลตำแหน่งที่จำเป็นต้องพึ่งพาความช่วยเหลือ ทุกคนต่างก็ยื่นมือเข้าช่วยจัดการสะสางจนเสร็จสิ้น จากนั้นถึงได้แยกย้ายก้าวเท้าเดินกลับไปคอยดูแลจัดการร้านค้าของตัวเอง

ลู่หลีกวาดสายตามองสำรวจดูกลุ่มคนรอบหนึ่ง เห็นว่าในยามนี้หลงเหลือเพียงแค่หน้าที่การงานหลักในการเฝ้าเคาน์เตอร์เช็กบิล ปราศจากเรื่องราวจุกจิกอะไรให้ต้องคอยง่วนวุ่นวายอีก เธอจึงจัดการประคองพาร่างของเสิ่นปิงและคนอื่น ๆ เดินจากไปอย่างเบาใจ

หลังจากก้าวเท้ากลับมาถึงทำเลภายในรถบ้าน หลัวมู่ก็เอาแผ่นหลังถลาทิ้งตัวลงนอนฟุ้งซ่านหมอบราบลงบนโต๊ะอาหารทันที ลู่หลีเผยรอยยิ้มพิมพ์ใจพลางยื่นนิ้วมือไปจิ้มทักทายร่างกายของเขาเบา ๆ “ไปทำภารกิจหน้าที่การงานชิ้นไหนมาเหรอคะ ถึงได้เกิดอาการเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเปลี้ยเพลียแรงขนาดนี้คะ”

หลัวมู่ไหวไหล่ราบเรียบ พลางขยับเปลี่ยนทำเลตำแหน่งเนื้อตัวส่งมอบให้เธอจิ้มทักทายต่อ “ก็ขั้นตอนการจัดวางตกแต่งเค้กเหล่านั้นน่ะสิคะ จัดวางไปจัดวางมาจนฝ่ามือนิ้วมือของฉันเริ่มเกิดอาการเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าไปหมดแล้วล่ะค่ะ”

“กากก็ไปฝึกมาใหม่ดิ” เสิ่นปิงที่อยู่ข้าง ๆ เอ่ยคำพูดประโยคสั้น ๆ ออกมาประชดชีวิตเงียบ ๆ ตามสัญชาตญาณ

หลัวมู่พริบตานั้นขยับร่างกายยืดแผ่นหลังตรงแน่วขึ้นมาทันควัน “แกนั่นแหละที่กาก วัน ๆ เอาแต่คอยเดินทอดน่องเยื้องกรายอยู่ด้านนอกอาคาร ตัวแกย่อมปราศจากกระแสความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามาเกาะกุมอยู่แล้วนี่นา!”

ลู่หลีเฝ้าเฝ้ามองดูท่าทางกิริยาอาการของเขาแล้ว แอบรู้สึกระอาใจชวนขบขันยิ่งนัก เธอจึงจัดการรินน้ำจืดส่งมอบให้แก่เขากระบอกหนึ่ง

เขาพริบตานั้นยิ่งแสดงสีหน้าท่าทางภาคภูมิใจปลาบปลื้มใจหนักกว่าเดิม ประคองกระบอกน้ำจืดที่ลู่หลีรินจัดเตรียมส่งมอบชดเชยให้ คอยขยับเคลื่อนย้ายไปมาอวดบารมีอยู่ตรงหน้าของเสิ่นปิง ใบหน้าอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกนึกฟินสุดขีด

แววตาของเสิ่นปิงพลันหม่นแสงลงแวบหนึ่ง เขาคอยจับจ้องมองสำรวจดูกระบอกน้ำจืดใบนั้นอยู่พักใหญ่ ก่อนจะหันสายตาหันมาจ้องจับผิดมองดูลู่หลีด้วยสีหน้าท่าทางน่าสงสารน่าเอ็นดูสุดชีวิต

ปราศจากถ้อยคำคำพูดภาษาอะไรหลุดพ้นออกจากปาก ทว่าแววตากลับคอยเปิดระบบตัดพ้อต่อว่าร้องเรียนแสดงความเดือดร้อนรำคาญใจออกมาเด่นหรา ว่าเพื่อประโยชน์อะไรทำไมถึงเลือกจัดสรรรินน้ำส่งมอบชดเชยให้แก่หลัวมู่คนเดียว ทว่ากลับไม่ยอมรินจัดเตรียมส่งชดเชยให้แก่ตัวฉันบ้างล่ะคะ……

ลู่หลีหลุดหัวเราะกิ๊กออกมาจนแทบพ่นน้ำ “เอาไป ๆ ๆ!” จัดการยื่นส่งกระบอกน้ำจืดที่ถือประคองอยู่ในฝ่ามือของตัวเองส่งมอบชดเชยออกไปให้พ้นทาง ทว่าเผลอลืมคิดทบทวนไปว่านี่มันคือกระบอกน้ำส่วนตัวของเธอเองนี่นา

เสิ่นปิงแอบเกิดอาการลังเลใจใช้ความคิดวิเคราะห์อยู่แวบหนึ่ง ทว่าสุดท้ายก็ยังคงยื่นมือมารับไปประคองไว้ราวกับเป็นสิ่งของล้ำค่า แต่ออกอาการแค่กุมถือประคองไว้ภายในฝ่ามือแน่น แอบไม่กล้ายกขึ้นดื่มทานดื้อ ๆ

ในใจแอบเกิดความรู้สึกอิ่มเอมใจล้นพ้นดีแท้ แแถมเผลอลืมระบบขั้นตอนการเปิดศึกคอมเมนต์ประชดประชันพูดจาโต้เถียงกับหลัวมู่ไปเสียสนิทเลยทีเดียวล่ะค่ะ

หลัวมู่อ่านเจตนาในใจออก ทันทีที่อ้าปากตระเตรียมจะส่งเสียงร้องตะโกนก่นด่าดุดันออกมา ก็โดนฝ่ามือของเสิ่นปิงยื่นมาคอยกุมบังคับปากไว้แน่น พลางถลึงตาใส่เขาแวบหนึ่งเพื่อคอยข่มขู่

“เหอะ!” หลัวมู่แอบส่งเสียงหึหนัก ๆ ออกมาคำหนึ่งในลำคอ ก่อนจะเปิดฉากสวาปามฟาดน้ำจืดคำโตเข้าปากคำโตเลยทีเดียว!

หลังจากลู่หลียื่นส่งกระบอกน้ำเสร็จสิ้นไปได้ไม่นาน เธอก็ก้าวเท้าสับขาไปช่วยปฏิบัติงานเคียงข้างเซียวตี๋ คอยช่วยจัดสรรคัดแยกสมุดสลากขูดต่อทันที

ทั่วทั้งที่ร่างยังคงปราศจากความรับรู้เข้าใจเลยสักวินาทีเดียวว่าด้านหลังเพิ่งเกิดเหตุการณ์เปิดศึกคอมเมนต์ประชดประชันพูดจาโต้เถียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นมาระลอกหนึ่ง

ถึงแม้ปฏิทินนาฬิกาจะขยับเข้าใกล้ช่วงเวลาทานมื้อค่ำแล้วก็ตาม แต่มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะต้องเอ่ยปากบอกว่า ท้องไส้ของลู่หลียังคงปราศจากกระแสความรู้สึกนึกอยากอาหารหรือหิวโหยเลยสักนิด เพราะในช่วงบ่ายเธอคอยเปิดระบบฟาดทั้งขนมหวานเค้ก แแถมยังฟาดข้าวกล่องที่เสิ่นปิงคอยจัดเตรียมแบ่งสรรนำมาส่งมอบชดเชยให้จนเรียบอาวุธหมดเกลี้ยงอีกต่างหาก

ในยามนี้ทั่วทั้งท้องไส้จึงยังคงส่งกระแสความรู้สึกแน่นท้องอึดอัดท้องปนเปอิ่มหนำสำราญใจอยู่ราง ๆ ค่ะ

หลัวมู่เริ่มต้นเปิดฉากจัดเตรียมวัตถุดิบเพื่อเปิดระบบทำมื้อค่ำแล้ว เขาเอ่ยปากซักถามลู่หลีตามขั้นตอนปกติธรรมดาขึ้นมาประโยคหนึ่งว่าแอบอยากอาหารปรารถนาอยากจะทานเมนูประเภทไหนเป็นพิเศษไหม ทว่าอีกฝ่ายกลับส่ายหัวปฏิเสธออกมาดื้อ ๆ “ไม่รู้ทิศทางเลยค่ะ คุณเฝ้ามองสำรวจดูวัตถุดิบแล้วจัดการลงมือทำตามความเหมาะสมได้เลยค่ะ”

“ตกลงค่ะ” หลัวมู่อ่ยปากรับคำตกลงอย่างว่างง่าย พลางประคองยกกระบอกน้ำจืดที่ยังคงมีปริมาณน้ำหลงเหลือทานไม่หมดใบนั้น เดินซอยเท้าก้าวเดินหน้าตาเบิกบานใจมุ่งหน้าเข้าสู่ทำเลห้องครัวหลังร้านไป

เสิ่นปิงจัดการวางขวดกระบอกน้ำลงบนโต๊ะอาหาร พลางแอบขยับร่างกายเคลื่อนย้ายตัวก้าวลึกเข้าสู่ทำเลห้องครัวหลังร้านเงียบ ๆ เพื่อช่วยจัดสรรคัดแยกวัตถุดิบช่วยหลัวมู่ออกแรงปฏิบัติงานเตรียมกับข้าวบ้าน ๆ ร่วมกัน

จวนเจียนจะถึงเวลาเจ็ดโมงตรง ผู้รอดชีวิตคนทำงานทุกคนก็ทยอยพากันเดินก้าวเข้าประตูมาสมทบ คนที่ปักหลักล้อมวงร่วมโต๊ะทานมื้อค่ำก็ยังคงเป็นกลุ่มคนหน้าเดิมเหล่านี้ ซึ่งภาพรวมเนื้อหาระบบดูเหมือนจะได้รับการขยายเติบโตจนแปรเปลี่ยนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ (ประเพณีดั้งเดิม) ประจำทีมไปเรียบร้อยแล้วล่ะค่ะ

ส่วนสำหรับกลุ่มเถ้าแก่เถ้าแก่ย่อยเจ้าของร้านค้ารายอื่น ๆ ที่ขูดสลากได้รับสิทธิ์รางวัลใหญ่ระดับที่หนึ่งในรอบหลัง ๆ มานี้ ลู่หลีก็ไม่ได้เอ่ยปากส่งเสียงติดต่อทักทายชวนมาร่วมโต๊ะด้วยหรอกนะคะ

ประเด็นข้อหนึ่งเป็นเพราะต่างฝ่ายต่างก็ยังปราศจากความคุ้นเคยสนิทสนมมักจี่อะไรกันเป็นการส่วนตัวมากมาย และประเด็นข้อสองก็คือภาพรวมโควตาปริมาณสิ่งก่อสร้างร้านค้าในวันหลังย่อมต้องมีอัตราการขยายเติบโตเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อย ๆ ขืนปล่อยให้เถ้าแก่ทุกคนพากันหลั่งไหลพรั่งพรูมาร่วมโต๊ะฟาดข้าวสวยที่นี่พร้อมหน้าพร้อมตากันหมด มีหวังพวกเชฟช่างทำครัวในบ้านได้เกิดอาการเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจนสิ้นใจตายก่อนแน่นอนค่ะ

ด้วยเหตุนี้ ปริมาณสมาชิกร่วมโต๊ะในแต่ละมื้ออาหารอาหารทั้งสามมื้อหลักประจำวันจึงถูกจัดสรรจำกัดสิทธิ์โควตาปริมาณการควบคุมระบบกักเก็บไว้เท่านี้เสมอมาค่ะ

ทั้งเถ้าแก่เซเว่นเสิ่นปิง เถ้าแก่คลินิกหลัวมู่ เถ้าแก่โรงแรมรุ่งอรุณฉู่หลีเซิง เถ้าแก่โรงอาบน้ำหวังยาง เถ้าแก่กสิกรรมเพาะปลูกทำนาเซิ่งเสวียน เถ้าแก่โรงงานจงเซี่ย เถ้าแก่โรงหม้อไฟหลิวซินหรู ประกอบรวมเข้ากับเด็กน้อยทั้งหกคน และตัวของลู่หลีเอง

สมาชิกรวมกลุ่มทั้งหมดมีจำนวนสิบสี่คนถ้วนค่ะ

ทว่าสมาชิกในแต่ละคนล้วนจัดเป็นพวกที่มีโควตาปริมาณการสวาปามที่ยิ่งใหญ่เหนือชั้นกันทั้งสิ้น (พวกกินจุ) ในแต่ละวันขั้นตอนการหุงข้าวสวยจึงมีความจำเป็นเด็ดขาดที่ต้องเปิดระบบตั้งเตาหุงทีเดียวตั้งสองหม้อดินขึ้นไปเสมอค่ะ

ทว่ายังดีที่ผู้รอดชีวิตคนทำงานทุกคนต่างก็พากันมีจิตสำนึกร่วมและรู้ความดีแท้ ในทุกครั้งขั้นตอนการผัดกับข้าวทำอาหารมักจะมีคนคอยช่วยขยับออกแรงปฏิบัติงานร่วมกันตั้งหลายคนเสมอ ปราศจากการปล่อยให้ใครหน้าไหนต้องมานั่งปักหลักปฏิบัติงานแบกรับภาระหน้าที่การงานหลักง่วนวุ่นวายอยู่เคียงข้างเตาไฟเพียงคนเดียวเด็ดขาดหรอกค่ะ

หลังจากฟาดมื้อค่ำจนเรียบอาวุธเสร็จสรรพเรียบร้อย ช่วงเวลาระบบขั้นตอนการปิดร้านปิดประตูลงกลอนกลับบ้านในเวลาสี่ทุ่มก็จวนเจียนจะขยับเข้าใกล้มาถึงอีกก้าวหนึ่งแล้วล่ะคะ

กลุ่มลูกค้าเองต่างก็พากันรับทราบข้อมูลเงื่อนไขข้อจำกัดระบบกลไกที่ว่าบอสลู่จะปักหลักอยู่ที่นี่เพียงแค่วันเดียวเท่านั้นดีแท้ ยิ่งช่วงเวลาการปิดร้านขยับใกล้เข้ามาเท่าไหร่ ในใจของทุกคนก็ยิ่งเกิดกระแสความอาลัยอาวรณ์และหวาดหวั่นใจปนเปรีบเร่งขึ้นมาหนักเท่านั้น

ซึ่งรายละเอียดเนื้อความข้อจำกัดข้อนั้นมันถูกขยายแสดงผลออกมาให้เห็นเด่นหราในรูปแบบของค่าน้ำหนักปริมาณการจับจ่ายใช้สอย페ย์เงินที่พุ่งทะยานอัดแน่นคึกคักขึ้นเรื่อย ๆ หน้าร้านนั่นเองค่ะ

แแถมยังมีกลุ่มลูกค้าจำนวนมากพากันแสดงสีหน้าท่าทางเศร้าสร้อยซึมเศร้าปนเปนึกเสียใจภายหลังสุดชีวิต ว่าเพื่อประโยชน์อะไรทำไมในช่วงวันเวลาปกติธรรมดาถึงไม่รู้จักตั้งหน้าตั้งตาออกแรงซอยเท้าไปเสี่ยงชีวิตสู้รบฆ่าพวกซอมบี้เพื่อคอยกักตุนสะสมปริมาณนิวเคลียสคริสตัลมาตุนไว้ใช้งานเยอะ ๆ กันล่ะฮะ

นิวเคลียสคริสตัลยามจำเป็นต้องหยิบใช้งานถึงค่อยมานึกเสียดายว่ามีน้อยเกินไป (คริสตัลมีจำหน่ายจำกัดยามจำเป็น) แท้ ๆ เลยเชียวล่ะโว้ย!

ในระหว่างช่วงเวลาก่อนปิดร้านปิดประตูลงกลอนกลับบ้านเพียงไม่กี่นาที ท่ามกลางกระแสฝูงชนหนาแน่นพลันมีเสียงร้องตะโกนก่นด่าดุดันระเบิดดังขึ้นมาดื้อ ๆ ประโยคหนึ่งคำหนึ่งด้วยความโมโหโทโซสุดขีดว่า “ใครหน้าไหนมันบังอาจแอบลอบต้มตุ๋นขโมยเอานิวเคลียสคริสตัลในกระเป๋าเงินส่วนตัวของฉันไปวะ!”

ลู่หลีทำได้เพียงแสดงสีหน้าท่าทางจนใจเอามือป้องหน้าผากใช้ความคิดวิเคราะห์ เรื่องราวรูปแบบลักษณะข้อจำกัดประเภทนี้มันดันโผล่มาสร้างความเดือดร้อนรำคาญใจขึ้นมาอีกรอบจนได้สินะคะ

ตัวเธอคอยออกปากเอ่ยคำพูดแจ้งคู่มือคำสั่งเตือนสติแจ้งเตือนล่วงหน้าอยู่ทุกครั้งแท้ ๆ ว่า ราษฎรทุกคนโปรดคอยเฝ้าระวังดูแลจัดการกักเก็บรักษาทรัพย์สินเงินทองของมีค่าติดตัวของตัวเองไว้ให้ดี ๆ เพื่อป้องกันหลีกเลี่ยงเหตุการณ์โดนพวกหัวขโมย (พวกนักล้วงกระเป๋า) แอบลอบยื่นมือมาขโมยดึงเอาไปพ้นทาง ขืนปล่อยให้เกิดเรื่องขึ้นมาวันหลังต่อให้ออกอาการร้องไห้โฮสะอื้นไห้ก็แก้ไขสับเปลี่ยนทิศทางไม่ทันการณ์แล้วล่ะคะ

เธอเอามือเท้าคางใช้ความคิดวิเคราะห์ พลางทอดสายตาจับจ้องมองสำรวจดูกลุ่มสิ่งของศีรษะของผู้รอดชีวิตสารพัดคนด้านนอกอาคาร เรื่องราวข้อจำกัดขนาดนี้จะไปสรรหาหนทางเปิดฉากสืบหาเบาะแสตัวคนร้ายจากทิศทางไหนได้ล่ะฮะ

ภาพรวมระบบระเบียบตามหลักความเป็นจริงแล้วโอกาสที่จะสามารถตามสืบหากระเป๋าเงินกอบโกยคืนกลับมาได้จัดว่าเท่ากับศูนย์เลยทีเดียวล่ะค่ะ

ผู้รอดชีวิตชายคนที่เพิ่งทำทรัพย์สินสูญเสียไปคนนั้น หลังจากผ่านพ้นช่วงสภาพอารมณ์โมโหโทโซสุดขีดไปเรียบร้อยแล้ว เขาก็เริ่มต้นเปิดระบบบ้าคลั่งไร้เหตุผลคอยเปิดฉากแสดงพฤติกรรมจับผิดระแวงคัดค้านระแวงกลุ่มลูกค้าคนอื่น ๆ ที่ยืนอยู่ข้างกายไปทั่วดื้อ ๆ เลยซะอย่างนั้น

ยื่นมือไปคว้าจับตัวลูกค้าคนหนึ่งไว้ก็ปรักปรำสลักข้อความบอกเล่าปักใจเชื่อมั่นว่าเป็นฝีมือของหมอนี่แอบลอบต้มตุ๋นขโมยไปแน่นอน ยื่นมือไปคว้าจับตัวลูกค้าหญิงอีกคนไว้ก็ปักใจเชื่อมั่นว่าเป็นฝีมือของเธอแอบลอบต้มตุ๋นขโมยไปแน่นอน รูปแบบการทำงานหลักเน้นแนวทางปราศจากใครหน้าไหนยอมปล่อยผ่านเลยสักคน (เหมาสุ่มปรักปรำทุกคน)

ทว่าผู้รอดชีวิตคนเราย่อมปราศจากใครหน้าไหนที่มีลักษณะนิสัยใจคอยอมโดนผู้อื่นมาตบหัวปรักปรำรังแกกันได้ง่าย ๆ อยู่แล้วไม่ใช่หรือไงคะ เมื่อโดนสาดโคลนใส่ร้ายปรักปรำดื้อ ๆ เช่นนั้น ทุกคนจึงรีบเปิดฉากส่งเสียงก่นด่าดุดันหันกลับมาตอกกลับทันควันดุดันดื้อ ๆ เช่นกัน ส่วนลู่หลีทำได้เพียงปักหลักนั่งนิ่งเฉยเฉย ๆ อยู่ตรงทำเลตำแหน่งของตัวเองคอยเฝ้ามองดูเรื่องสนุกอยู่ข้าง ๆ ไปพลางเท่านั้นแหละค่ะ

ไม่ใช่เป็นเพราะในใจของเธอคร้านที่จะยื่นมือเข้าช่วยจัดการสะสางปัญหานะคะ ทว่าเรื่องราวรูปแบบลักษณะข้อจำกัดประเภทนี้มันเคยโผล่มาสร้างความเดือดร้อนรำคาญใจซ้ำ ๆ ตั้งไม่รู้กี่ร้อยกี่พันรอบแล้วล่ะคะ

ในช่วงสองสามครั้งแรกสุดในอดีต ในใจของเธอยังคงแอบนึกคิดว่าลุกค้าน่าสงสารน่าเอ็นดูดีแท้ จึงแอบมีความปรารถนาคิดวิเคราะห์จะยื่นมือเข้าช่วยตามสืบหากระเป๋าเงินคืนมาให้

เธอจึงส่งสัญญาณสั่งความชี้แจงรายละเอียดให้ระบบแอปพลิเคชันเปิดระบบส่องจับจ้องมองดูภาพหน้าจอกล้องวงจรปิดเพื่อช่วยตรวจเช็กข้อมูล ทว่าผลลัพธ์คือท่ามกลางทำเลกระแสฝูงชนราษฎรทุกคนที่เบียดเสียดหนาแน่นปานภูเขาเลากาขนาดนี้ (人山人海) มันปราศจากหนทางระบบช่องทางที่จะส่องค้นหาเบาะแสใด ๆ ได้เลย แแถมไม่สามารถล็อคพิกัดทำเลตำแหน่งตัวตนคนร้ายที่มีพฤติกรรมน่าสงสัยได้เลยสักคนเดียวด้วยค่ะ

เห็นได้ชัดเจนเด็ดขาดเลยว่าพวกคนร้ายเหล่านั้นล้วนจัดอยู่ในหมวดหมู่พวกหัวขโมยมืออาชีพ (พวกหน้าเดิมที่ทำจนชิน) พอกดสกิลลงมือแอบลอบต้มตุ๋นขโมยทรัพย์สินเสร็จสิ้นไปเรียบร้อยแล้ว ก็จะรีบขยับร่างกายเคลื่อนย้ายตัวสับขาเดินหนีหายลับหลบฉากไปพ้นทางทันที พอร่างขยับเคลื่อนผ่านผสมผสานสลับหน้าจอเข้าสู่ทำเลกระแสฝูงชนหนาแน่นปุ๊บ ภาพรวมมันก็แปรเปลี่ยนสภาพเสมือนเป็นหยาดน้ำจืดหยดน้อยที่ไหลร่วงหล่นหลอมรวมเข้าสู่ทำเลท้องทะเลมหาศาล (水滴进入大海) สามารถอำพรางกายปกปิดซ่อนเร้นตัวตนได้อย่างสมบูรณ์แบบเหนือกฎเกณฑ์เลยทีเดียวล่ะค่ะ

แแถมแม้แต่สีหน้าท่าทางหรือแววตาพฤติกรรมภายนอกของพวกมัน ยังคงมีความนิ่งสงบเป็นธรรมดาและดูแนบเนียนราบเรียบเป็นธรรมดาดีแท้อีกต่างหาก

ลู่หลีจัดการหยุดกระบวนการดึงความทรงจำในอดีตกลับคืนมา พลางเหลียวสายตากลับมาทอดสายตาจับจ้องมองสำรวจดูทิศทางผู้รอดชีวิตลูกค้าคนที่เพิ่งทำนิวเคลียสคริสตัลสูญเสียไปคนนั้นใหม่อีกรอบ

เมื่อตัวเขาปราศจากศักยภาพความสามารถระบบที่จะสืบหาตัวพวกหัวขโมยพบ เขาก็เริ่มต้นเปิดระบบบ้าคลั่งไร้เหตุผลฟุ้งซ่านหนักกว่าเดิม แแถมยังบังอาจออกปากสั่งความชี้แจงรายละเอียดบอกเล่าให้กลุ่มลูกค้าทุกคนที่ยืนมุงดูอยู่รอบข้างช่วยกันออกเงินจ่ายแต้มค่านิวเคลียสคริสตัลชดเชยคืนให้แก่เขาคนละก้อนด้วยดื้อ ๆ เลยซะอย่างนั้น

รายละเอียดข้อจำกัดข้อนี้บอกได้คำเดียวสลักข้อความสั้น ๆ ได้แค่ว่า ปราศจากผู้รอดชีวิตคนไหนแวะมาสนใจจับต้องหรือใส่ใจใยดีเลยสักคนเดียวค่ะ (0 คนใส่ใจใยดี)

เสียงสัญญาณนาฬิกาปลุกแจ้งเตือนเวลาสี่ทุ่มตรงดังแผดเผาขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว ได้เวลาปฏิทินระบบตระเตรียม关门ปิดร้านลงกลอนกลับบ้าน ลู่หลีสะดุ้งวาบขยับร่างกายดีดตัวลุกขึ้นยืนตรงจากเก้าอี้พนักพิงทันทีด้วยความตื่นตัว

ในที่สุดก็ถึงเวลาเลิกงานปลดล็อกระบบเสียที!

ลำพังแค่กระแสความสุขใจความเบิกบานใจส่วนตัวมันย่อมยังคงห่างไกลไม่เพียงพอหรอกค่ะ มันมีความจำเป็นเด็ดขาดที่ต้องเปิดระบบคอยส่งผ่านกระแสความสุขใจส่งมอบชดเชยกระจายข่าวสารข้อมูลให้แก่ผู้รอดชีวิตคนทำงานทุกคนได้รับทราบร่วมกันด้วยสิคะ!

เธอจัดการส่งข้อความแจ้งข่าวสารข้อมูลลงในห้องแชทกลุ่มหลักสำหรับเจ้าของร้านค้าทันที : 【ถึงเวลาเลิกงานปลดล็อกระบบเรียบร้อยแล้วนะคะ! เถ้าแก่ทุกคนรีบเร่งยื่นมือไปจัดการเก็บกวาดทำความสะอาดพื้นที่สะสางงานให้เรียบร้อยเถอะค่ะ! ถึงเวลาเลิกงานแล้วนะคะ!】

หลังจากนั้นก็แยกรากส่งข้อความแชทส่วนตัวส่วนตัวมุ่งตรงไปหาคังหรงแยกต่างหากอีกประโยคหนึ่งคำหนึ่ง : 【คุณรีบก้าวเท้าสับขาซอยเท้าก้าวเดินเดินทางไปตามหาตัวฉู่หลีเซิงเพื่อขอเปิดห้องพักเดี่ยวพักผ่อนได้เลยนะคะ สมาชิกคนทำงานในสังกัดทุกคนได้รับสิทธิ์ระบบราคาพนักงานด้วยนะ~ แแถมสำหรับพิกัดทำเลร้านค้าสารพัดแห่งรอบ ๆ บริเวณนี้ ตัวคุณก็ได้รับสิทธิ์โควตาระบบราคาพนักงานร่วมกันทั้งหมดเลยด้วยค่ะ จัดการสวาปามฟาดเข้าปากเปีย์เงินเสพสุขได้ตามสบายเลยนะคะ! ปราศจากเรื่องราวอะไรให้ต้องคอยพะวงกลัดกลุ้มใจหรอกค่ะ!】

ทันทีที่คังหรงได้รับข้อความแชทข้อความนั้น ในใจก็เกิดกระแสความตื้นตันใจซาบซึ้งใจซาบซึ้งใจท่วมท้นจิตใจสุดชีวิต ในยามนี้ในสมองของเธอมีเพียงความรู้สึกนึกคิดตั้งปณิธานความมุ่งมั่นปรักปรำปักใจเชื่อมั่นว่าจะต้องตั้งหน้าตั้งตาขยันขันแข็งปฏิบัติภารกิจหน้าที่การงานหลักสร้างรายได้กอบโกยแต้มนิวเคลียสคริสตัลกลับมาให้ได้ไวที่สุด เพื่อวันหลังจะได้นำแต้มคริสตัลมาส่งมอบชดเชยจ่ายแต้มคืนค่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แสงให้แก่บอสลู่ให้ครบถ้วนกระบวนความ

ถึงแม้ตัวเธอจะพอรับทราบรายละเอียดระบบกลไกว่าบอสลู่อาจจะไม่ยอมเปิดระบบยื่นมือมารับเงินแต้มคริสตัลก้อนนี้คืนกลับไปก็ตาม แต่มันหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะต้องเอ่ยปากบอกว่า ในฐานะคนกันเองคนทำงานที่ดี ตัวเธอก็มีความจำเป็นเด็ดขาดที่ต้องยืนกรานส่งมอบจ่ายคืนชดเชยให้อยู่ดีค่ะ!

หลังจากปิดร้านปิดประตูลงกลอนกลับบ้านเรียบร้อยแล้ว ลู่หลีก็จัดการเปิดระบบหน้าร้านค้าออนไลน์ซื้อเครื่องขูดสลากอัตโนมัติรวมถึงตู้ขายของอัตโนมัตินำออกมาจัดตุนตระเตรียมวางติดตั้งไว้ที่บริเวณด้านนอกอาคารเพิ่มเติมอีกระบบละห้าเครื่องทันที ถือเป็นการสะสางภารกิจเป้าหมายชิ้นนี้ได้สำเร็จลุล่วงเสร็จสิ้นไปอีกหนึ่งเป้าหมาย

หลังจากนั้นก็ดำเนินการเปิดฟังก์ชันระบบคัดลอกจัดสร้างสิ่งก่อสร้างคลินิกขึ้นมาอีกแห่งหนึ่งตามข้อมูลผลลัพธ์ค่าน้ำหนักคะแนนสรุปยอดการลงคะแนนโหวตโพลล์ของชาวฐาน และขั้นตอนสุดท้ายก็คือกดปุ่มตั้งค่าระบบพิกัดทำเลจุดหมายปลายทางแห่งถัดไปให้แก่รถบ้าน

หลังจากสะสางเรื่องราวสารพัดอย่างเหล่านี้เสร็จสิ้นเรียบร้อยหมดจดแล้ว ขั้นตอนถัดไปเธอก็ย่อมสามารถปล่อยวางผ่อนคลายร่างกายได้อย่างเต็มที่เต็มคราบ ก้าวเท้าไปอาบน้ำทำความสะอาดล้างหน้าแปรงฟันดูแลตัวเอง แล้วทิ้งตัวลงนอนบนเตียงพักผ่อนหลับนอนได้อย่างสบายใจเฉิบเสียทีค่ะ!

……

ณ ทำเลพื้นที่เขตฐานที่มั่นกลาง

หลี่เซินและคนอื่น ๆ รวมกลุ่มสามคนเดินทางมาก้าวเท้ามาสมทบรวมตัวกันเงียบ ๆ พลางเปิดฉากจัดการเปิดประชุมย่อย (เปิดสภากาแฟเปิดประชุมลับ) กันขึ้นมาอีกรอบหนึ่งแล้วล่ะค่ะ

เฉินหลิงแอบส่งเสียงหาวหวอดออกมาคำหนึ่งเบา ๆ พลางเอ่ยคำพูดตอบรับด้วยสีหน้าท่าทางราบเรียบจนใจราบเรียบเป็นธรรมดาว่า “มันมีความจำเป็นเด็ดขาดอะไรขนาดนั้นเชียวเหรอคะทำไมต้องบังอาจบังคับฝืนใจให้มาเปิดประชุมร่วมกันในช่วงดึกสงัดขนาดนี้ด้วยล่ะฮะ”

“แกนี่มันปัญญาอ่อนสิ้นดีเลยไม่ใช่หรือไง ขืนขยับตัวมาเปิดประชุมลับร่วมกันในช่วงเวลากลางวันแสก ๆ มันก็ย่อมต้องโดนกลุ่มผู้รอดชีวิตคนอื่นแวะมาจับสืบสืบหาเบาะแสความลับพบกันพอดีน่ะสิฮะ” หลี่เซินแอบกลอกตาคัดค้านถลึงตาใส่เธอแวบหนึ่ง พลางเอ่ยคำพูดชี้แจงรายละเอียดตอบกลับไปด้วยสีหน้าท่าทางราบเรียบจนใจปนเปหมดหนทางแก้ไขเช่นกัน

ขืนเลือกได้ในใจของเขาจะแอบปรารถนาอยากจะสละช่วงเวลาพักผ่อนนอนหลับนอนหลับยาวในช่วงกลางคืนดึกสงัดขนาดนี้เพื่อมานั่งปักหลักเปิดประชุมง่วนวุ่นวายอยู่ตรงนี้หรือไงกันเล่าฮะ?

จูหยางออกแรงทุบลงบนโต๊ะอาหารฉาดใหญ่คำหนึ่งเบา ๆ “โอเคพอได้แล้ว เลิกเปิดฉากประชดประชันพูดจาโต้เถียงกันได้แล้ว ประเด็นหลักหัวข้อเนื้อหาในการเปิดประชุมลับร่วมกันในคราวนี้คือเรื่องราวเรื่องอะไรกันแน่ฮะ”

“มันจะไปมีเรื่องราวเรื่องอะไรซ่อนอยู่อีกนอกเหนือจากประเด็นของบอสลู่อีกกันล่ะฮะ สรุปแล้วยัยเด็กคนนั้นยังวางแผนการคิดจะเดินทางเบิกทัวร์เปิดร้านค้าไปเยือนทำเลฐานที่มั่นแห่งไหนต่ออีกบ้าง และสรุปแล้วระบบของเธอแอบมีข้อมูลกระแสลมข่าวสารสัญญาณส่งแจ้งเตือนรายละเอียดล่วงหน้าอะไรหลุดรอดออกมาให้สืบหาเบาะแสได้บ้างหรือยังล่ะฮะ!” หลี่เซินเอ่ยคำพูดถามออกมาด้วยความรีบเร่งเดือดเนื้อร้อนใจสุดชีวิต

เฉินหลิงและจูหยางพากันส่ายหัวปฏิเสธออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ก่อนจะเอ่ยปากประสานเสียงขึ้นมาพร้อมกันประโยคหนึ่งว่า “ปราศจากกระแสลมข้อมูลเบาะแสอะไรหลุดรอดออกมารับทราบเลยสักนิดน่ะสิฮะ ความรู้สึกนึกคิดทิศทางเป้าหมายในใจของเธอคนนั้น ใครหน้าไหนจะไปมีศักยภาพความสามารถส่องจับจ้องมองเดาทางออกกันได้ล่ะฮะ”

“หากอ้างอิงจากทำเลฐานที่มั่นทั้งห้าแห่งรอบ ๆ บริเวณพิกัดเขตเมืองซ่างจิงในอดีต ยามนี้คาดว่าเธอคงมีความปรารถนาคิดจะเบิกทัวร์เดินทางไปเยือนทำเลฐานที่มั่นทั้งสี่แห่งรอบ ๆ บริเวณพิกัดเขตเมืองชวนเป่ยให้ครบหมดสิ้นกระบวนความก่อนหรอกมั้งคะ?” เฉินหลิงออกปากพ่นคำพูดคาดเดาคิดวิเคราะห์รายละเอียดออกมาตามทรรศนะส่วนตัว

ทันทีที่หลี่เซินได้ยินข้อความประโยคนั้น ในใจก็พลันแปรเปลี่ยนเกิดเป็นกระแสความรู้สึกนึกหวังพลังงานประกายแห่งความหวังผุดขึ้นมาสว่างวาบในพริบตาทันที เขาเริ่มต้นเปิดระบบนับนิ้วมือนับคำนวณโควตาทำเลฐานที่มั่นตามลำดับขั้นตอนรวดเร็วทันที

“ฐานที่มั่นชวนเจียว ฐานที่มั่นเป้ยเอิน และรายงานสถานการณ์ความเคลื่อนไหวล่าสุดในวันนี้เห็นสลักข้อความบอกเล่าเปิดเผยรายละเอียดบอกว่าเธอปักหลักอยู่ที่ทำเลฐานที่มั่นหมิงจูใช่ไหมล่ะฮะ? ขืนเป็นแบบนั้นมันก็ย่อมต้องหลงเหลือพิกัดทำเลฐานที่มั่นสุดท้ายเพียงแค่แห่งเดียวแล้วสิ…… นั่นก็คือฐานที่มั่นจินลี่นั่นเอง!” หลี่เซินเอ่ยคำพูดถามออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นยินดีสุดขีด

คนรวมกลุ่มสามคนเหลียวสายตามาประสานสายตาสบตากันแวบหนึ่ง “มันก็แอบมีความเป็นไปได้เหนือกฎเกณฑ์ซ่อนอยู่เหมือนกันนะฮะ”

หลี่เซินเริ่มต้นเปิดระบบจินตนาการวาดฝันในใจถึงช่วงวันเวลาที่ลู่หลีเบิกทัวร์เดินทางกลับคืนสู่ทำเลฐานที่มั่นกลาง แล้วตัวเขาจะได้มีโอกาสกลับไปเปิดระบบเปย์เงินสะใจขูดสลากขูดเล่นตามความปรารถนาในใจได้ตามใจชอบอีกระลอกหนึ่งเงียบ ๆ แล้วล่ะค่ะ

“แล้วรายงานสถานการณ์ทิศทางฝั่งของพวกกลุ่มคนในตระกูลปริศนาเขามีสลักข้อความแจ้งข้อมูลชี้แจงรายละเอียดสารพัดอย่างว่ายังไงบ้างล่ะฮะ” จูหยางเอ่ยปากซักถามรายละเอียดขึ้นมาประโยคหนึ่งด้วยความสงสัย

หลี่เซินไหวไหล่ราบเรียบ “จะไปมีถ้อยคำคำพูดสลักข้อความชี้แจงรายละเอียดอะไรซ่อนอยู่อีกนอกเหนือจากทิศทางเดิมอีกล่ะฮะ ความปรารถนาสูงสุดในใจของพวกนั้นย่อมต้องคาดหวังอยากจะให้ลู่หลีปักหลักจมปลักหลงทางอยู่ด้านนอกอาคารไปตลอดชีวิต ปราศจากโอกาสได้ก้าวเท้าเดินทางกลับคืนมาเหยียบพิกัดทำเลแห่งนี้อีกเลย และหากแอบล้มหายตายสิ้นใจทิ้งร่างสูญสิ้นวิญญาณอยู่ด้านนอกพ้นทางไปเลยได้ก็ยิ่งดีที่สุดในโลกสิฮะ”

“ทิศทางความรู้สึกนึกคิดฝั่งของพวกตระกูลโอวหยางเองก็จัดว่าสอดคล้องอยู่ในขอบข่ายทิศทางข้อจำกัดเดียวกันนั่นแหละค่ะ ต่างก็แอบปราศจากความรู้สึกนึกอยากจะเหลียวมองเฝ้ามองดูเห็นร่างของลู่หลีมาปรากฏตัวต่อหน้าเลยสักคนเดียว ประเด็นสำคัญหลักคือกิจกรรมเรื่องราวความเดือดร้อนรำคาญใจในรอบก่อนหน้านี้มันส่งผลกระทบทำให้พวกเขาต้องสูญเสียผลประโยชน์ช่องทางกอบโกยรายรับรวมถึงเสบียงอาหารไปมหาศาลเกินไปน่ะสิคะ” จูหยางเอ่ยคำพูดตอบด้วยสีหน้าท่าทางราบเรียบจนใจหมดหนทางแก้ไข

“ทว่าสำหรับทิศทางฝั่งของพวกตระกูลไป๋แล้ว ไม่เพียงแต่แอบคิดฟุ้งซ่านอยากจะให้ลู่หลีล้มหายตายสิ้นใจไปพ้นทางลูกเดียวเท่านั้น ทว่าในใจยังแอบเกิดกระแสความโลภความปรารถนาอันยิ่งใหญ่คิดวิเคราะห์จะยื่นมือไปเปิดฉากช่วงชิงแย่งชินครอบครองเอาทรัพย์สมบัติระบบกลไกและกรรมสิทธิ์ร้านค้าทุกสิ่งอย่างภายใต้สังกัดการดูแลของเธอมาจัดสรรเป็นสมบัติส่วนตัวของตัวเองให้หมดสิ้นเลยเชียวล่ะค่ะ” เฉินหลิงเอ่ยปากพ่นคำพูดวิพากษ์วิจารณ์ประชดประชันประชดชีวิตออกมาคำหนึ่งราบเรียบ

หากจะเปิดประเด็นหัวข้อสนทนาเอ่ยปากพูดจาพาดพิงถึงทิศทางฝั่งของพวกตระกูลไป๋แล้วล่ะก็ มันหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะต้องเอ่ยปากเปิดประเด็นหัวข้อสนทนาบอกเล่าพาดพิงถึงเรื่องราวของตัวแทนผู้ดูแลผลประโยชน์คนทำงานผู้กุมอำนาจหลักคนใหม่แกะกล่องของตระกูลไป๋โผล่สมทบขึ้นมาประกอบรายละเอียดด้วยซะอย่างนั้นค่ะ

ใช่แล้วค่ะ เขาคนนี้จัดเป็นตัวแทนผู้ดูแลผลประโยชน์ผู้กุมอำนาจหลักรุ่นที่สามที่ได้รับการส่งตัวขยับขยายเดินทางมาประจำการทำหน้าที่ซัพพอร์ตงานต่อจากเฉินชิ่งนั่นเองค่ะ ซึ่งความจริงในระหว่างช่วงวันเวลาก่อนหน้านี้จัดว่าเคยมีตัวแทนผู้ดูแลผลประโยชน์ผู้กุมอำนาจหลักรุ่นอื่นหลุดโผล่เข้ามาประจำการคอยทำหน้าที่ช่วยควบคุมระบบอยู่ก่อนแล้วตั้งสองคนถ้วน ทว่าติดตรงที่คนรวมกลุ่มสองคนนั้นแอบมีนิสัยใจคอและพฤติกรรมภายนอกที่ไม่ค่อยจะรู้ความและแอบทำตัวไร้ระบบระเบียบข้อจำกัดมากเกินไปหน่อย ผลลัพธ์สุดท้ายจึงโดนสั่งการเช็กบิลจัดการปลิดชีพตัดทิ้งร่างสิ้นใจตายไปพ้นทางทันทีดื้อ ๆ เรียบร้อยแล้วล่ะค่ะ

(จบตอน)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บันทึกแล้ว
บันทึกไว้แล้ว!

📚 ชั้นหนังสือของฉัน

ฟอนต์
ขนาดตัวอักษร
ธีมสี
ระยะห่างบรรทัด
ระบบเปลี่ยนตอน
🔔 0
รายชื่อตอน
× LIST OF CHAPTERS กำลังโหลด...
กำลังดึงรายการ...
×