ตอนที่ 369 ฐานที่มั่นหมิงจู
ช่วงค่ำไม่ควรดื่มชานมเพราะกลัวว่าจะนอนไม่หลับ ลู่หลีจึงไปผ่าแคนตาลูปมากิน มันหวานมากๆ โดยเฉพาะตรงใจกลางที่หวานหยดย้อยไปถึงขั้วหัวใจ
การได้กินแคนตาลูปไปพลางเคี้ยวคุกกี้ช็อกโกแลตไปพลางนี่แหละ ชีวิตถึงจะมีความสุข
เวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปไวเสมอ พวกลูกค้ายังขูดสลากขูดกันไม่เต็มอิ่มเลย ร้านก็ใกล้จะได้เวลาปิดทำการเสียแล้ว
พวกเขารู้ดีว่าบอสลู่จะออกเดินทางในวันพรุ่งนี้ จึงพากันอาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง แต่พอหันไปมองตู้ขายของอัตโนมัติของสลากขูดระบบอัตโนมัติแล้ว อารมณ์ก็ดีขึ้นมาหน่อย
อย่างน้อยๆ ก็ยังคงมีบางสิ่งหลงเหลือทิ้งไว้ให้
หลังจากปิดร้าน ลู่หลีก็เปิดให้มีการลงคะแนนโหวต ก่อนนอนเธอแวบไปส่องดูแวบหนึ่ง พบว่าอันดับหนึ่งคือคลินิก เธอจึงทำการคัดลอกคลินิกออกมา จากนั้นก็ตั้งค่าให้ฐานที่มั่นแห่งถัดไปเป็นจุดหมายปลายทาง
แล้วจึงเอนกายนอนหลับฝันดีอย่างสบายใจ
ผู้อยู่อาศัยในฐานที่มั่นเป้ยเอินตื่นนอนขึ้นมาตอนเช้า พบว่าบอสลู่ได้จากไปแล้วจริงๆ ทว่ากลับมีคลินิกเพิ่มขึ้นมาหนึ่งแห่ง อารมณ์ที่เคยหม่นหมองก็แปรเปลี่ยนเป็นสดใสในทันตา
พวกเขาพากันไปต่อแถวซื้อสลากขูดกันอย่างเริงร่าทันที
ตัดกลับมาทางด้านลู่หลี เธอก็กำลังขายสลากขูดอย่างเริงร่าอยู่เช่นกัน ที่นี่คือฐานที่มั่นแห่งใหม่ที่มีชื่อว่าฐานที่มั่นหมิงจู และลู่หลีก็เริ่มทำนายทายทักอีกครั้ง
หัวหน้าฐานที่มั่นแห่งนี้น่าจะมีชื่อที่มีคำว่าหมิงหรือคำว่าจูอยู่ด้วย หรือไม่ก็อาจจะชื่อหมิงจูไปเลยตรงๆ ซึ่งนี่เป็นข้อสันนิษฐานที่ได้มาจากประสบการณ์ก่อนหน้านี้นั่นเอง
ลู่หลีจัดแจงเรียงสลากขูดที่เมื่อวานยังขายไม่หมดให้เข้าที่ แล้วหยิบปึกใหม่ออกมาอีกหลายสิบเล่ม แกะห่อพลาสติกออกแล้ววางจัดเรียงให้เรียบร้อย ซึ่งนี่คืองานที่ต้องทำเป็นประจำในทุกๆ วัน
มันไม่ได้เหน็ดเหนื่อยอะไรเลย แถมในระหว่างที่ทำยังสามารถปล่อยใจให้ผ่อนคลายและนั่งเหม่อลอยได้อีกด้วย จะว่าไปแล้วก็นับว่าช่วยคลายเครียดได้ดีทีเดียว
ไม่นานนัก ผู้อยู่อาศัยของฐานที่มั่นหมิงจูก็มาถึง
แวบแรกที่พวกเขาเห็นเธอต่างก็พากันตกตะลึง จากนั้นก็เริ่มมองสำรวจด้วยความพินิจพิเคราะห์ แล้วจึงแปรเปลี่ยนเป็นความยินดี
ตามที่ลู่หลีคาดเดาเอาไว้ ขั้นตอนต่อไปพวกเขาน่าจะพากันรุมซื้อสลากขูดกันอย่างบ้าคลั่ง แต่ทว่าทุกคนกลับพร้อมใจกันหยิบคอมพิวเตอร์แสงออกมา แล้วรุมกดชัตเตอร์ถ่ายภาพร้านสลากขูดรวมถึงตัวเธอเป็นการใหญ่
โชคดีที่ลู่หลีควบคุมสีหน้าท่าทางได้ดี เธอส่งยิ้มพิมพ์ใจอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของมืออาชีพออกไปตามสัญชาตญาณ เป็นรอยยิ้มที่สวยเพอร์เฟกต์แบบสามร้อยหกสิบองศาไร้จุดบกพร่องอย่างสิ้นเชิง
หลังจากถ่ายรูปร้านสลากขูดและลู่หลีเสร็จแล้ว คนกลุ่มนี้ก็ยังไม่ยอมซื้อสลากขูด แต่เปลี่ยนไปถ่ายรูปพวกร้านอาหารเช้า ร้านเซเว่น คคลินิก โรงอาบน้ำ...
เอาเป็นว่าไม่ว่าจะเป็นร้านอะไร พวกเขาก็ไม่ยอมปล่อยให้รอดสายตาไปได้เลยสักร้านเดียว!
ลู่หลีเริ่มจะสงสัยแล้วว่าพวกเขาไม่ใช่ผู้อยู่อาศัยธรรมดาๆ แต่เป็นพวกบล็อกเกอร์ที่ทำสื่อโซเชียลส่วนตัวโดยเฉพาะหรือเปล่า แต่ไม่ถูกสิ นี่มันยุควันสิ้นโลกแล้วนะ ยังจะมีอาชีพแบบนี้อยู่อีกเหรอ?
เนื่องจากเวลาดึกดำบรรพ์เกินไป มีเพียงร้านเซเว่นเท่านั้นที่เปิดประตูต้อนรับ พวกเขาจึงปักหลักถ่ายรูปอยู่ด้านนอก ไม่ยอมปล่อยให้มุมใดมุมหนึ่งหรือรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ หลุดรอดไปได้เลย
ลู่หลีรู้สึกว่าพวกเขาดูเป็นมืออาชีพกันเกินไปแล้ว...
หลังจากถ่ายรูปกันจนหนำใจในที่สุด คนกลุ่มนั้นก็กลับมาปรากฏตัวในครรลองสายตาของลู่หลีอีกครั้ง แต่ละคนมีสีหน้าอิ่มอกอิ่มใจเป็นล้นพ้น
ปากก็พากันวิพากษ์วิจารณ์เรื่องบางอย่างไปด้วย
“นายดูรูปที่ฉันถ่ายรูปนี้สิว่าเป็นยังไงบ้าง?”
“ได้แค่นี้เองเหรอ? ไม่ได้เรื่องเลยสักนิด! นายถ่ายไม่ได้อารมณ์ความครึกครื้นของโรงหม้อไฟออกมาเลยสักนิดเดียว!”
“ลูกพี่! ข้างในมันมีแค่ไม่กี่โต๊ะเองนะ จะถ่ายให้มันดูครึกครื้นได้ยังไงเล่า?”
“แต่ฉันถ่ายออกมาได้ก็แล้วกัน!” ชายคนนั้นพูดด้วยความภาคภูมิใจพลางโชว์รูปถ่ายออกมาให้ดู
ทุกคนรุมล้อมเข้าไปดู แล้วก็พบว่ามันให้ความรู้สึกครึกครื้นจริงๆ นั่นแหละ ทั้งที่ข้างในมีคนนั่งกินอยู่แค่ไม่กี่โต๊ะ แต่เพราะเขาเลือกมุมกล้องได้ดี จึงทำให้ดูเหมือนว่าลูกค้าพากันนั่งจนเต็มแน่นไปทั้งร้าน
“นี่มัน... นี่มันรูปหลอกลวงชัดๆ! หลอกลวงคนดู!” อีกฝ่ายปากแข็งเอ่ยเยาะเย้ยขึ้นมา
“ชิ~”
“พวกนายสองคนเลิกเปรียบเทียบกันได้แล้ว จะขูดสลากไหมเนี่ย ถ้าไม่รีบขูดเดี๋ยวพอคนเยอะขึ้นมาจะแย่นะ”
“ขูดๆๆ” ทั้งสองคนประสานเสียงตอบขึ้นมาพร้อมกัน
ลู่หลีเห็นพวกเขามีจังหวะว่างคุยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงเอ่ยปากถามขึ้นว่า “พวกนายถ่ายรูปพวกนี้ไปทำไมกันเหรอ?”
คนกลุ่มนั้นกำลังใช้สมาธิอย่างแน่วแน่ในการเลือกสลากขูด จู่ๆ ได้ยินเสียงลอยละลิ่วลงมาจากสรวงสวรรค์ก็พากันสะดุ้งโหยง แล้วเงยหน้าขึ้นมองพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
หนึ่งในนั้นที่เป็นคนอัธยาศัยดีและกล้าแสดงออกหน่อยทำหน้าที่เป็นตัวแทนตอบคำถาม “พวกเราเอาไปโพสต์ลงอินเทอร์เน็ตให้คนอื่นดูน่ะ เพื่อหาเงินรางวัลทิป บอสลู่ นายคือดาวรุ่งพุ่งแรงดวงใหม่ล่าสุดในเวลานี้เลยนะ! ขอแค่มีประเด็นที่เกี่ยวโยงกับนาย ยอดผู้เข้าชมก็จะพุ่งสูงเป็นพิเศษเลยล่ะ!”
“มีคนให้ทิปด้วยเหรอ? ให้ทิปเป็นอะไรล่ะ? นิวเคลียสคริสตัลเหรอ?” ลู่หลีถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ใช่แล้ว! นิวเคลียสคริสตัลนั่นแหละ ทางแพลตฟอร์มจะหักไปครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือก็จะโอนเข้าบัญชีของพวกเราตามเวลาที่กำหนด” ชายคนนั้นตอบไปพลางเลือกสลากขูดไปพลาง
ลู่หลีทำตาโตด้วยความประหลาดใจ “สุดยอดขนาดนั้นเลย?”
เธอรู้สึกมาตลอดว่าไอ้เจ้าคอมพิวเตอร์แสงนี่มันเจ๋งมาก ถึงแม้ว่าจะคล้ายกับโทรศัพท์มือถือในยุคอารยธรรมรุ่งเรือง แต่ก็ดูไม่น่าจะใช่สิ่งที่พวกคนในสถาบันวิจัยจะสามารถคิดค้นวิจัยออกมาได้เอง
เธอปรายตาก้มมองคนกลุ่มนี้ “พวกนายทำอาชีพสายนี้กันหมดเลยเหรอ?”
“ใช่แล้ว นานๆ ทีก็แอบถ่ายรูปซอมบี้ ถ่ายรูปพวกสัตว์และพืชกลายพันธุ์บ้าง แล้วก็อัปโหลดลงอินเทอร์เน็ตเหมือนกัน ขอแค่มีคนกดเข้ามาดูก็จะมีทราฟฟิกเข้ามา แล้วก็จะได้เงินทิป”
“ว้าว~ แต่ว่า เรื่องพวกนี้พวกเขายังไม่ดูกันจนเบื่ออีกเหรอ?” ลู่หลีถามด้วยความไม่เข้าใจ
ลูกค้าผู้เป็นมิตรคนเดิมเลือกสลากขูดเสร็จสมบูรณ์ในที่สุด “ปัดโธ่ พวกเราเน้นถ่ายแต่อันที่มันดูน่าเกลียดดูแปลกประหลาดพิสดารน่ะ ทางสถาบันวิจัยยังเคยมาเก็บรวบรวมรูปภาพของพวกเราเอาไปทำเป็นสารานุกรมภาพเลยนะ”
ลู่หลีชูนิ้วโป้งให้พวกเขา “ตั้งใจทำงานเข้านะ!”
เมื่อได้รับการยอมรับ พวกเขาก็มีความสุขอยู่ในใจ ชายคนนั้นจึงเลือกซื้อสลากขูดเพิ่มอีกคนละสองสามใบ ส่วนผู้อยู่อาศัยคนอื่นๆ ที่ได้รับข่าวคราวต่างก็ทยอยพากันเดินออกมาจากบ้าน
และเริ่มเปิดฉากการเดินทางแห่งการจับจ่ายใช้สอยของตัวเอง
ร้านฮาร์ดแวร์เพิ่งจะถูกเพิ่มเข้ามาเมื่อวานนี้ แถมเพิ่งจะตั้งใจเปิดทำการในวันนี้เป็นวันแรก บนอินเทอร์เน็ตจึงยังไม่มีกระแสข่าวลือใดๆ หลุดรอดออกไปเลยแม้แต่น้อย
อาจกล่าวได้ว่าทุกคนต่างรู้จักร้านค้าในเครือของลู่หลีราวกับทรัพย์สินในกระเป๋าของตัวเอง พอเดินเล่นมาถึงด้านหลังแล้วพบว่ามีร้านที่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนโผล่มา จึงพากันรีบเกาะกระจกหน้าประตูชะเง้อมองเข้าไปข้างในทันที
“เอ๊ะ? ข้างในนี้ขายอะไรน่ะ?”
“ทำไมฉันถึงเห็นพวกจอบกับเสียมเหล็กด้วยล่ะ ยุคสมัยนี้ยังมีคนปลูกผักทำนาอยู่อีกเหรอ?”
“ทำไมจะไม่มีล่ะ พวกคนในสถาบันวิจัยก็ต้องปลูกผักทำนาไง ถึงแม้ว่าจะยังปลูกอะไรไม่ขึ้นเลยสักอย่างก็เถอะ”
“ฉันยังเห็นหลอดไฟตั้งเยอะแยะแน่ะ อยากจะซื้อไปติดไว้ในห้องชะมัด แต่ดันไม่มีไฟฟ้านี่สิ!”
“ของข้างในครบครันดีจัง ฉันเห็นน็อตสกรูด้วย ประจวบเหมาะกับเมื่อวันก่อนฉันไปเจอโต๊ะพังๆ ตัวหนึ่งที่ข้างนอกฐานที่มั่นพอดี เอามาซ่อมแซมสักหน่อยก็น่าจะยังใช้งานได้นะ!”
คนกลุ่มหนึ่งกำลังเกาะประตูชะเง้อมองพร่ำบ่นพึมพำกันอยู่ โดยไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่าเหมา เสี่ยวเสี่ยวได้เดินมาหยุดอยู่ทางด้านหลังของพวกเขาแล้ว
เมื่อคืนเธอพักผ่อนอยู่ที่โรงแรมและนับเป็นค่ำคืนที่เธอนอนหลับได้สนิทและสบายที่สุดในรอบหลายปีตั้งแต่เกิดวันสิ้นโลกมาเลยทีเดียว แถมยังได้อาบน้ำสระผมอย่างสุขสบายใจอีกด้วย
ตอนนี้เธอจึงดูหน้าตาแจ่มใสกระปรี้กระเป่าขึ้นมาทั้งตัว เส้นผมยาวปะบ่าก็นุ่มสลวยเป็นเงางามขึ้นมาก
เธอส่งเสียงไอแห้งๆ ออกมาสองสามที แต่ก็ไม่ได้ดึงดูดความสนใจจากทุกคนเลยแม้แต่น้อย ทุกคนยังคงพยายามชะเง้อมองเข้าไปข้างใน พลางนับนิ้วดูว่ามีของอะไรอยู่บ้าง
เมื่อเห็นดังนั้น เหมา เสี่ยวเสี่ยวจึงก้าวเท้าตรงเข้าไป ดึงตัวคนที่ยืนขวางหน้าประตูออกไปทีละคน แล้วควักกุญแจออกมาไขประตูเปิดออก พวกเขาถึงเพิ่งจะตระหนักได้ว่า อ้อ... เจ้าของร้านมาแล้วนี่เอง!
พวกเขาจึงพากันเดินตามเจ้าของร้านเข้าไปในร้านทันที
จากนั้นก็พุ่งตัวตรงไปยังจุดหมายปลายทางของตัวเอง เพราะเมื่อครู่ตอนอยู่ข้างนอกได้เลือกเอาไว้ในใจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คราวนี้จึงแค่หยิบของแล้วเดินไปจ่ายเงินได้เลยตรงๆ
ถึงแม้ว่าของหลายๆ อย่างจะยังไม่มีโอกาสได้หยิบมาใช้งานในตอนนี้ แต่พวกเขาก็ยังคงกว้านซื้อตุนเก็บเอาไว้เป็นจำนวนมาก โดยคิดเผื่อเอาไว้ว่าเพื่อความปลอดภัย เผื่อว่าในวันข้างหน้าจะมีโอกาสได้หยิบมาใช้งานขึ้นมา!
ต้องยอมรับเลยว่า นี่เป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดมากจริงๆ
หลังจากคนกลุ่มนี้เดินออกมาจากร้านฮาร์ดแวร์ ก็เริ่มป่าวประกาศบอกต่อกันไปทั่ว ไม่เพียงแต่กระจายข่าวสารนี้ไปตามร้านค้าต่างๆ เท่านั้น แต่ยังส่งต่อข่าวสารกระจายไปทั่วบนโลกอินเทอร์เน็ตอีกด้วย
พากันร่ำลือว่าที่นี่เปรียบเสมือนกล่องสมบัติสารพัดนึก ข้างในมีของทุกสิ่งทุกอย่างครบครันเลยทีเดียว!
ความตั้งใจเดิมของพวกเขาคืออยากจะเดินสำรวจให้ทั่วทั้งหมดก่อนรอบหนึ่ง เพื่อดูว่ามีอะไรอยู่บ้าง จากนั้นค่อยกลับมาเดินเลือกดูอย่างละเอียดถี่ถ้วนอีกรอบ
ในเมื่อเดินดูตั้งแต่หัวซอยยันท้ายซอยแล้ว และได้จับจ่ายใช้สอยประเดิมที่ร้านฮาร์ดแวร์ไปก่อนแล้วหนึ่งระลอก ร้านต่อไปจะไปร้านไหนดีล่ะ? ร้านหม้อไฟตัดทิ้งไปก่อนเลย รอให้ถึงช่วงเที่ยงค่อยไป ที่นั่นมันเป็นสถานที่สำหรับกินข้าวน่ะ~
ทว่าในกลุ่มคนเหล่านั้นมีคนที่มีความเข้าใจในร้านค้าของลู่หลีอย่างลึกซึ้งอยู่คนหนึ่ง เขาเอ่ยปากแนะนำขึ้นมาด้วยความมั่นใจว่า “ฉันขอแนะนำให้พวกเราไปกดรับคิวเอาไว้ก่อนจะดีกว่านะ”
“รับคิว? มันคืออะไรเหรอ?”
ชายคนนั้นอธิบายอย่างจริงจัง “ฐานที่มั่นของพวกเราคนเยอะจะตายไป แต่พื้นที่ในร้านมันมีอยู่แค่นิดเดียวเองไม่ใช่เหรอ ยังไงก็ต้องต่อคิวอยู่ดี และการต่อคิวก็จำเป็นต้องมีหมายเลขคิวใช่ไหมล่ะ? เพราะฉะนั้นบอสลู่ก็เลยทำระบบกดรับคิวขึ้นมายังไงเล่า”
(จบตอน)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น