ตอนที่ 368 ชีวิตประจำวัน
เสิ่นปิงพูดไม่ออกเลยทีเดียว หมอนี่รู้ดีแต่เรื่องฟ้องคนอื่นจริงๆ! แถมลู่หลีก็ดันรับมุกและเชื่อฟังเขาเสียด้วย
เวรกรรมแท้ๆ!
“เออๆๆ!” เสิ่นปิงดึงข้อมือของหลัวมู่ไว้แล้วกดตัวเขาลงให้นั่ง “บอสลู่ก็แค่มาหยิบขนมขบเคี้ยวนิดหน่อยน่ะ”
เพื่อความสมจริง เสิ่นปิงยังชี้ไปที่ตะกร้าช้อปปิ้งข้างโซฟา ซึ่งข้างในมีขนมขบเคี้ยวอัดอยู่จนแน่น
หลัวมู่ปรายตาไปมองก็พบว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ เขาจึงยื่นมือไปรื้อๆ ค้นๆ ดูสองสามทีแล้วจำจำไว้ในใจ
“หึ!” ถึงแม้จะรู้เรื่องแล้ว แต่หลัวมู่ก็ยังคงส่งเสียงฮึดฮัดในลำคออยู่ดี
เรื่องแค่นี้มีอะไรต้องปิดบังซ่อนเร้น ทำตัวลับๆ ล่อๆ จนทำให้คนอื่นเขาอยากรู้อยากเห็นไปได้!
“พวกนายสองคน... ทำอะไรกันอยู่?” เสียงของลู่หลีดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทำเอาหลัวมู่สะดุ้งโหยงและกระโดดเหยงขึ้นมาจากโซฟาทันที
หลัวมู่ทำหน้าเลิกล่ำด้วยความตกใจ “บะ... บอสลู่ นายมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย!”
“ก็เมื่อกี้ล่ะสิ จะลนลานทำไม มีเรื่องลับลมคมในอะไรกันอยู่หรือไง พูดออกมาให้ฉันฟังหน่อยสิ” ลู่หลีถามด้วยความสนใจ
“ก็เธอบอกเองว่าเป็นเรื่องลับลมคมใน แล้วจะพูดให้เธอฟังได้ยังไงเล่า”
เมื่อหลัวมู่มั่นใจว่าเธอไม่ได้ยินประโยคช่วงที่เขาข่มขู่เสิ่นปิงก่อนหน้านี้ เขาก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก แล้วเริ่มพูดจาไร้สาระเฉไฉไปเรื่อย
“ชิ~” ลู่หลีเบ้ปากอย่างไม่ใส่ใจ
จงเซี่ยยกกับข้าวเดินออกมาจากห้องครัวพร้อมกับตะโกนเรียก “มากินข้าวได้แล้ว!”
ทุกครั้งที่ลู่หลีได้ยินเสียงตะโกนเรียกนี้ เธอจะรู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในสวนสัตว์ แล้วมีผู้อำนวยการสวนสัตว์ถือถังอาหารคอยเคาะกะละมังเหล็กส่งเสียงเรียกเสียงดัง
หลังจากนั้น สัตว์ทุกตัวก็จะวิ่งหน้าตั้งรี่กันเข้ามา
เหมือนอย่างตอนนี้ เด็กน้อยทั้งหกคนวิ่งเร็วที่สุด พวกเขาพุ่งมาถึงห้องครัวเป็นกลุ่มแรกในสภาพแถวหน้ากระดานเรียงหนึ่ง พร้อมกับถือชามใบเล็กของตัวเองยืนต่อคิวรอตักข้าว
เนื่องจากจำนวนคนมีมาก และแต่ละคนก็เจริญอาหารกันทั้งนั้น ทุกครั้งจึงต้องหุงข้าวอย่างต่ำสองหม้อขึ้นไป
คนที่ตามมาติดๆ คือหลัวมู่ หมอนี่กระตือรือร้นเรื่องกินข้าวเป็นอย่างมาก จากนั้นก็คือหวังหยาง นึกไม่ถึงเลยใช่ไหมล่ะว่าเขาจะตกหลุมรักอาหารของมนุษย์เข้าให้แล้ว
ส่วนคนอื่นๆ ที่เหลือต่างก็รอให้พวกข้างหน้าตักเสร็จเรียบร้อยก่อน ถึงค่อยทยอยเข้าไปตักข้าวของตัวเอง
สำหรับลู่หลีนั้นไม่เคยต้องเดินเข้าห้องครัวเลย ข้าวและตะเกียบของเธอมักจะถูกหลัวมู่และเสิ่นปิงสองคนนี้รับเหมาจัดการให้เสมอ
คนอื่นๆ ต่างก็พอจะดูความรู้สึกของสองคนนี้ออกอยู่บ้าง แต่ทุกคนก็ทำเป็นไก๋แกล้งไม่รู้ไม่เห็น
ก็แหม... ใช่ว่าคนอื่นจะไม่มีความรู้สึกแบบนั้นเสียเมื่อไหร่กันล่ะ...
แถมบางครั้งยังแอบขัดขาคอยกลั่นแกล้งกันเงียบๆ อีกด้วยนะ
หวังหยางหมั่นไส้เสิ่นปิงมานานแล้ว แค่เพราะเขารู้จักกับบอสลู่ก่อนใครเพื่อน ก็แปลว่าจะต้องสนิทกับบอสลู่ที่สุดงั้นเหรอ?
เขาแอบคิดในใจว่า ฉันเองก็อยากสนิทกับบอสลู่ที่สุดเหมือนกันนะ!
ตัวอย่างเช่นในตอนนี้ เสิ่นปิงใช้มือซ้ายถือชามข้าวของตัวเอง ส่วนมือขวาถือชามข้าวของบอสลู่ และกำลังเดินตรงไปที่โต๊ะอาหาร
หวังหยางเดินสวนทางกับเขา ขยับนิ้วมือเพียงเล็กน้อยอย่างแนบเนียนเพื่อแอบใส่ ‘เครื่องปรุง’ บางอย่างลงไปในชามข้าว
เขาพรางตัวได้เนียนมากจนไม่มีใครสังเกตเห็น จากนั้นก็เดินตรงไปที่ห้องน้ำด้วยท่าทีราบเรียบเป็นธรรมชาติ
เสิ่นปิงประคองชามข้าวสองใบ ใบหนึ่งวางลงตรงหน้าลู่หลี ส่วนอีกใบวางลงตรงหน้าตัวเอง
ฝั่งตรงข้าม หวังหยางทรุดตัวลงนั่งเงียบๆ เขาแสร้งยกชามของตัวเองขึ้นมาบังใบหน้าและสีหน้าเอาไว้ ก่อนจะเริ่มลอบสังเกตการณ์อย่างเปิดเผย
เสิ่นปิงยกชามขึ้นมา ถือตะเกียบเตรียมจะพุ้ยข้าวเข้าปาก
ทว่าเขากลับชะงักไป แถมยังวางชามลง อ้อ... เขาเดินไปหยิบน้ำจิ้มมาให้ลู่หลีนี่เอง
หวังหยางเองก็ชะงักตาม ในใจก่นด่าว่า กินสิรีบกินเข้าไปสิ!
และก็เป็นไปตามคาด หลังจากเสิ่นปิงเดินกลับมา เขาก็ยกชามขึ้นมาอีกครั้ง เตรียมจะพุ้ยข้าวเข้าปาก ทว่าเขากลับชะงักไปอีกแล้ว!
อ้อ... เปลี่ยนไปแกะเปลือกกุ้งให้ลู่หลีแทนนี่เอง
หวังหยาง: ...ได้แต่นั่งมองอีกฝ่ายแกะเปลือกกุ้งให้ลู่หลีจนเต็มชามด้วยความชำนาญขั้นสุดยอด โดยที่ตัวเองไม่เหลือเก็บไว้กินเองเลยสักตัว
เมื่อเห็นอีกฝ่ายแกะกุ้งเสร็จแล้ว ดึงกระดาษทิชชูมาเช็ดมือ จากนั้นก็ยกชามขึ้นมาเตรียมจะพุ้ยข้าวเข้าปากอีกครั้ง
แต่แล้วก็ชะงักไปอีก เป็นครั้งที่สาม
หวังหยางอยากจะรู้รอดไปว่ารอบนี้หมอนี่จะทำอะไรอีก อ้อ... เดินไปรินเครื่องดื่มให้ลู่หลี
เขายื่นแก้วส่งไปให้ พร้อมกับเอ่ยปากอย่างหน้าไม่อายว่า “ขอให้ฉันแก้วนึงด้วยสิ”
เสิ่นปิงปรายตามามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะรินให้จนเต็มแก้ว แล้วรินให้เด็กผู้หญิงสองคนอย่างเซียวตี๋และจานถิงอีกคนละแก้ว
หลังจากนั้นก็วางขวดเครื่องดื่มลงบนโต๊ะ “อยากดื่มก็รินกันเองนะ”
เมื่อทำทั้งหมดนี้เสร็จสิ้น เสิ่นปิงก็นั่งลงอีกครั้ง ยกชามขึ้นมาเตรียมจะพุ้ยข้าว คราวนี้ไม่มีอะไรมาทำให้เขาต้องชะงักอีกแล้ว
ทว่าหวังหยางกลับตระหนักได้ในทันที จากความใส่ใจและรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของเสิ่นปิงนี่เอง จึงไม่แปลกใจเลยที่เขาจะสามารถสนิทกับลู่หลีได้มากที่สุด
งั้นฉันขอเป็นคนสนิทอันดับสองก็แล้วกัน!
จู่ๆ เขาก็เริ่มรู้สึกนึกเสียใจขึ้นมานิดๆ แล้วสิ... แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ทันการณ์ซะแล้ว...
“ฉิบหาย! นี่มันอะไรกันเนี่ย!” เสิ่นปิงรีบวางชามลงทันควัน ดึงกระดาษทิชชูออกมาแผ่นหนึ่ง แล้วทำการถ่มถุยเอาของในปากออกมาอย่างรวดเร็ว
ลู่หลีเหลือบมองดู พบว่านอกจากผิวหน้าด้านบนที่เป็นข้าวสวยแล้ว ถัดลงไปข้างใต้กลับเต็มไปด้วยเม็ดทราย...
เมื่อกี้เขาเพิ่งจะตักคำโตเข้าปากไปเต็มๆ คำแบบไม่คิดอะไรเลยด้วยซ้ำ
ลู่หลีรู้สึกฝืดคอแทนเขาขึ้นมาทันที เธอเป็นฝ่ายยื่นแก้วน้ำส่งให้ เสิ่นปิงรับไปตามสัญชาตญาณ ปลายนิ้วเย็นๆ ของเขาเฉียดผ่านหลังมือของเธอไป
หลังจากดื่มน้ำเข้าไปและบ้วนปากอยู่หลายรอบ ในที่สุดรสชาติของทรายในปากก็จางหายไป
เสิ่นปิงอยากจะรู้ชะมัด “ทรายพวกนี้มาจากไหนน่ะ? ในชามของพวกนายมีไหม?”
ด้วยระยะเวลาที่เขาต้องไปหยิบน้ำจิ้ม แกะกุ้ง และรินเครื่องดื่ม คนอื่นๆ ต่างก็กินข้าวหมดกันไปคนละชามแล้ว
ในเวลานี้ทุกคนต่างพากันส่ายหน้าด้วยความมึนงง “อะไรนะ? ทรายเหรอ? ไม่มีนี่? ในนี้จะมีทรายได้ยังไงกัน?”
เขาเองก็รู้สึกประหลาดใจ ข้าวปลาอยู่ดีๆ จะมีทรายโผล่มาได้ยังไง?
ลู่หลีกวาดสายตามองไปรอบๆ จนไปสบเข้ากับสายตาที่ดูมีพิรุธและร้อนตัวของหวังหยางเข้าพอดี เธอจึงเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดทันที
เธอเอื้อมมือไปดึงชายเสื้อของเสิ่นปิง เขาจึงก้มหน้าลงมองตามสัญชาตญาณ แล้วสบเข้ากับสายตาเจ้าเล่ห์แสนกลของเธอ
แววตาของเธอส่องประกายระยิบระยับพลางเหลือบมองไปทางหวังหยาง เสิ่นปิงมองตามไปทันที และรู้สึกได้ในทันใดว่าหมอนี่ดูผิดปกติไปจากวันธรรมดาจริงๆ
ปกติเวลาหวังหยางกินข้าวมักจะทำตัวโผงผางเปิดเผย แทบจะอยากนั่งครองพื้นที่ของคนสองคนเลยด้วยซ้ำ ดูใจนักเลงมาก
แต่ตอนนี้กลับดูเกร็งๆ แถมยังไม่กล้ามองมาทางนี้อีกต่างหาก ต้องมีปัญหาแน่นอน!
ช่างเถอะ เป็นคนกันเองทั้งนั้น ไว้กินข้าวเสร็จค่อยไปคิดบัญชีทบต้นทบดอกทีหลัง!
เสิ่นปิงเทข้าวผสมทรายทิ้งไป นำชามไปล้างจนสะอาด แล้วตักข้าวใหม่อีกชามออกมาจากหม้อหุงข้าวไฟฟ้า
คราวนี้เป็นข้าวสวยที่สะอาดสะอ้านแน่นอนแล้ว แต่เสิ่นปิงกลับยังรู้สึกเหมือนมีรสชาติของทรายติดอยู่ในข้าวอย่างไรชอบกล ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอุปาทานไปเอง หรือเพราะหวังหยางแอบเล่นตุกติกอีกรอบกันแน่
ตอนที่ใกล้จะกินเสร็จ ลู่หลีวางชามลงแล้วพูดขึ้นว่า “จริงด้วย วันนี้มีรางวัลที่หนึ่งโผล่มาอีกอันแล้วนะ เป็นร้านฮาร์ดแวร์ ฉู่หลีเซิง ถึงเวลาถ้านางมา นายก็ช่วยเปิดห้องให้นางสักห้องด้วยล่ะ”
บอสลู่ยัดคนมาให้เขาจนเป็นความเคยชินไปแล้ว เขาก็ตอบรับอย่างเคยชินเช่นกัน “ได้เลย ผู้ชายหรือผู้หญิงล่ะ?”
“ผู้หญิง!” ลู่หลีบอก “อย่าเอาไปไว้ห้องเดียวกับตาแก่เคอ ล่ะ เดี๋ยวจะพาลทำให้คนที่เพิ่งมาใหม่มีความทรงจำที่ไม่ดีต่อพวกเราเอา!”
ฉู่หลีเซิงแสดงออกว่าเข้าใจดี แต่เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เขาก็นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
“ตาแก่นั่นตั้งแต่มาร่วมกลุ่ม ก็เอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในห้องตลอดเลย ฉันดูแล้วขนาดข้าวปลาก็ยังไม่เห็นออกมากินเลยด้วยซ้ำ จะไม่หิวตายคาห้องใช่ไหมเนี่ย?” ฉู่หลีเซิงกลัวว่าจะมีคนมาตายในโรงแรมของเขาเป็นหลัก
ลู่หลีโบกมือทำท่าทางไม่ยี่หระ “ไม่ต้องไปสนใจหรอก เขาเป็นคนแบบนั้นแหละ ต่อให้อยู่ข้างในเป็นเดือนไม่ออกมาเลยก็ไม่หิวตายหรอก”
พอได้ยินเธอพูดแบบนี้ ฉู่หลีเซิงก็เบาใจลง ตราบใดที่ไม่ตายในโรงแรมของเขาก็พอแล้ว
พอกินข้าวเสร็จเรียบร้อย หวังหยางก็โกยแน่บชิ่งหนีหายไปอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
เสิ่นปิงคิดจะไปคิดบัญชีกับเขาก็หาโอกาสไม่เจอเลยจริงๆ ยอมใจหมอนี่เลย เอาทรายมาผสมในข้าวได้ลงคอ
ว่างจัดจนไม่มีอะไรทำหรือไง! สิ้นเปลืองของชะมัด!
หลังจากกินมื้อค่ำเสร็จ เวลาที่จะปิดร้านตอนสี่ทุ่มก็ใกล้เข้ามาอีกก้าว ดูเหมือนพวกลูกค้าจะรู้ถึงจุดนี้ดี จึงรีบพากันซื้อสลากขูดเพิ่มอีกคนละไม่น้อยเพื่อนำมาขูดรางวัล
ลู่หลีปรายตาไปมองแถบความคืบหน้าของภารกิจ ซึ่งเพิ่งจะแตะระดับหนึ่งแสนหยวนมาได้ไม่นาน เธอจึงรีบกดซื้อตู้ขายของอัตโนมัติของสลากขูดระบบอัตโนมัติในทันที จากนั้นก็นำมันไปตั้งวางไว้ด้านนอก ถือเป็นการทำภารกิจสำเร็จไปอีกหนึ่งอย่าง
เมื่อจัดการเรื่องนี้เสร็จสิ้น ลู่หลีก็ผ่อนคลายลงอย่างสิ้นเชิง จากนี้ไปก็สามารถนอนขี้เกียจปล่อยตัวตามสบายได้เต็มที่แล้ว
(จบตอน)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น