ตอนที่ 367 เหมา เสี่ยวเสี่ยว
ภายในฐานที่มั่นมักจะมีสิ่งของชำรุดเสียหายอยู่เป็นประจำ มีคนที่ซ่อมแซมเป็นทว่ากลับไม่มีเครื่องมือ
หลังจากเด็กสาวเดินสำรวจจนครบรอบหนึ่ง ก็รู้สึกเพียงว่าดวงตาพร่าเลือนละลานตาไปหมด สิ่งของเครื่องใช้มีให้เลือกสรรครบครันมาก ของกระจุกกระจิกสารพัดชนิดก็มีอยู่เยอะแยะ ทว่าในความหนาแน่นนั้นกลับถูกจัดสรรไว้อย่างมีระเบียบ
แถมยังมีการแบ่งหมวดหมู่ประเภทไว้อย่างชัดเจน ใต้ตัวสินค้ายังมีป้ายชื่อและราคาแจ้งข้อมูลคร่าว ๆ ประกอบอยู่ด้วย
ทำให้ทุกคนสามารถเปิดอ่านเข้าใจได้ในพริบตา
ไม่อย่างนั้นรายการสินค้าตั้งหลายพันชนิดขนาดนี้ ตัวเธอคงไม่มีทางจดจำรายละเอียดได้ครบถ้วนแน่นอน และยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องการตั้งราคาขายเลย
ลู่หลีรอเธออยู่ตรงทำเลเคาน์เตอร์เช็กบิล พอเห็นใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจยินดีเป็นล้นพ้น ก็รับรู้ได้ทันทีว่าเธอพึงพอใจกับร้านนี้มาก
ไม่ยอมเสียเวลาเนิ่นช้าไปมากกว่านี้ รีบหยิบยกประเด็นสำคัญกำชับสั่งความให้เธอฟัง
เช่น นิวเคลียสคริสตัลระดับหนึ่งจำนวนหนึ่งก้อนจะสามารถแลกแต้มคะแนนได้ 100 แต้มคะแนน หน่วยราคาของสินค้าภายในร้านทั้งหมดจะถูกคิดเป็นแต้มคะแนน
เช่น แมวกวัก ตัวนี้จะทำหน้าที่เสมือนเป็นเครื่องเก็บเงินและเครื่องแลกแต้มคะแนน
ในยามที่ลูกค้าต้องการจะเช็กบิลค่าสินค้า เพียงแค่หย่อนนิวเคลียสคริสตัลลงไป ตัวระบบก็จะทำการแปลงค่าเปลี่ยนเป็นแต้มคะแนนให้โดยอัตนัย ส่วนแต้มคะแนนส่วนเกินที่หลงเหลืออยู่ก็จะถูกจัดเก็บโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของเขาเอง
และแต้มคะแนนที่อยู่ภายในบัญชีนี้ จะสามารถนำไปใช้จับจ่ายร่วมกันได้กับร้านค้าทุกแห่งที่อยู่ภายใต้สังกัดการดูแลของลู่หลี
เด็กสาวพยักหน้ารับคำ แสดงท่าทีรับทราบข้อมูล
ก่อนหน้านี้เธอเองก็เคยแวะไปจับจ่ายใช้สอยในร้านค้าสารพัดแห่งเหล่านี้มาบ้างแล้ว จึงพอจะมีความคุ้นชินระบบกลไกอยู่บ้าง
ลู่หลีเห็นว่ารายละเอียดครบถ้วนดีแล้ว จึงเอ่ยปากขอตัวลาว่า “行 ก่อนอื่นคุณทำความคุ้นชินไปก่อน ส่วนเรื่องอาหารการกิน วันหลังจะแวะไปที่เซเว่น โรงงาน หรือโรงหม้อไฟก็ได้หมดเลย คุณได้รับสิทธิ์ราคาพนักงานด้วยนะ~”
เมื่อเด็กสาวได้ยินดังนั้น ศีรษะก็พยักหน้ารับคำรัว ๆ ด้วยความตื่นเต้นยินดียิ่งกว่าเดิม
ลู่หลีก้าวเท้าเดินมุ่งหน้าออกไปข้างนอก ก้าวเดินไปได้สองสามก้าวถึงเพิ่งนึกเรื่องออกขึ้นมาได้ จึงหันหลังกลับมาเอ่ยถามว่า “哎 ฉันลืมถามไปเลย คุณชื่อ……”
เด็กสาวเองก็เพิ่งนึกเรื่องการแนะนำตัวข้อนี้ออกเหมือนกัน รีบเอ่ยตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงท่าทางที่เป็นงานเป็นการสุด ๆ ว่า “ฉันชื่อเหมา เสี่ยวเสี่ยว เรียกฉันว่าเสี่ยวเสี่ยวก็ได้”
“……ช่างเป็นชื่อที่ดูน่ารักจังเลย เหมา เสี่ยวเสี่ยวสวัสดี ฉันชื่อลู่หลี เรียกฉันว่าหลีหลีก็ได้” ลู่หลีเอ่ยด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ
เหมา เสี่ยวเสี่ยวชะงักอึ้งไปแวบหนึ่ง แววตาฉายกระแสความตื้นตันใจซาบซึ้งใจพาดผ่าน ฝ่ามือทั้งสองข้างเผลอกระชับแน่นเข้าหากันตามสัญชาตญาณ
เส้นผมยาวปะบ่าของเธอ ทว่าสภาพเส้นผมกลับแห้งกรอบ หลุดร่วงส่งสีเหลืองดูไร้สุขอนามัยที่ดี ผมม้าปัดป้องอยู่เหนือดวงตา เนื่องจากผ่านช่วงเวลาไม่ได้ดูแลตัดแต่งทรงมานาน จึงดูยาวสั้นแหว่งไปบ้างไม่เท่ากัน
แต่ทว่าพอมาประกอบเข้ากับดวงตาคู่สวยคู่นั้นของเธอ กลับช่วยเพิ่มกลิ่นอายความน่ารักและทะเล้นขึ้นมาได้อย่างประหลาด
ลู่หลีโบกมือลา : “ฉันขอตัวก่อนนะ~ มีธุระเรื่องอะไรก็ส่งข้อความติดต่อมาหาฉันได้ตลอดเลยนะ”
หลังจากทั้งสองคนเพิ่มช่องทางการติดต่อกันเรียบร้อยแล้ว ลู่หลีถึงได้เดินจากไป ส่วนเหมา เสี่ยวเสี่ยวก็เดินกลับเข้าไปข้างในร้านฮาร์ดแวร์ต่อ
เธอต้องการจะรีบทำความคุ้นชินจดจำทำเลตำแหน่งการจัดวางสิ่งของรวมถึงราคาของสินค้าเหล่านี้ให้ได้ไวที่สุด วันหลังหากมีลูกค้าเดินทางมาอุดหนุน จะได้สามารถยื่นมือไปหยิบยื่นค้นหาของให้ได้ทันท่วงที ไม่เสียเวลาเนิ่นช้า
ลู่หลีเดินกลับมาที่ร้านสลาก เอนกายนั่งลงด้วยความเบื่อหน่าย
ถึงแม้จะยังไม่ถึงช่วงเวลาทานมื้อค่ำก็ตาม แต่ทว่าในปากเธอกลับเริ่มเกิดอาการอยากอาหารอยากกินของกินเล่นขึ้นมาเฉย ๆ จึงเดินมุ่งหน้าไปที่เซเว่นเพื่อค้นหาขนมขบเคี้ยวมาทาน
ทั้งเต้าหู้ก้อน บุกปรุงรส รสเผ็ด แผ่นแป้งล่าแถว ไส้กรอกรมควัน ถั่วพิสตาชิโอ……
เมนูไหนอร่อยเธอก็กวาดซื้อมาหมด หยิบมาเยอะแยะจนอ้อมอกไม่สามารถโอบอุ้มรองรับไว้ได้หมด ร่วงหล่นกระจายเต็มพื้น
เสิ่นปิงเหลือบเห็นเหตุการณ์เข้า จึงรีบก้าวเท้าเดินไปหยิบตะกร้าชอปปิ้งมาถือไว้ พลางหย่อนตัวลงนั่งยอง ๆ ช่วยเธอก้มเก็บขนมบนพื้นร่วมกัน
สิ่งของส่วนใหญ่ล้วนเป็นขนมขบเคี้ยวซองเล็กซองน้อย แถมลู่หลียังใช้มือกวาดหยิบมาทีละกำมือใหญ่โดยไม่ได้เปิดดูจำนวนปริมาณเลยสักนิด ในยามนี้การต้องมาก้มหน้าก้มตาเก็บของจึงชวนให้รู้สึกน่าโมโหเล็กน้อย
ประกอบกับในร้านมีลูกค้าหนาแน่น ทุกคนต่างพากันรีบเร่งจับจ่ายใช้สอยซื้อของ จึงไม่มีใครแวะมาสนใจจับสังเกตเลยว่าตรงพื้นมีคนสองคนกำลังนั่งยอง ๆ กันอยู่
เสิ่นปิงต้องคอยระมัดระวังป้องกันไม่ให้คนรอบข้างขยับมาเบียดเสียดโดนตัวลู่หลี และต้องรีบเร่งยื่นมือไปก้มเก็บของไปพลาง ชวนให้รู้สึกรับมือไม่ทันแยกรากสลับตัวไม่ถูก
ด้วยความไม่ระมัดระวัง นิ้วมือเผลอยื่นไปกุมโดนนิ้วมือของลู่หลีเข้า นึกระแวงว่าเป็นชิ้นส่วนไส้กรอกรมควันชิ้นไหน จึงออกแรงกุมแล้วตระเตรียมจะหยิบหย่อนใส่ลงในตะกร้าชอปปิ้งตามสัญชาตญาณ
พอหยิบเคลื่อนย้ายมาได้หน่อยถึงเริ่มจับสังเกตถึงความผิดปกติ จึงค่อย ๆ ก้มหน้าลงมองสำรวจดูด้วยความงุนงง
สายตาประสานเข้ากับแววตาอันเอือมระอาของลู่หลีเข้าพอดี พอเลื่อนสายตามองต่ำลงไปอีก ก็พบว่านิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ของตัวเอง กำลังออกแรงบีบกุมนิ้วก้อยเรียวเล็กของลู่หลีไว้แน่น
เขารีบปล่อยมือออกทันที ในขณะที่กำลังคิดจะเอ่ยปากพูดจาอะไรบางอย่างออกมาเพื่อปกปิดอำพรางความกระดักกระเดื่อ หางตากลับเหลือบไปเห็นใครบางคนกำลังลื่นล้มเสียหลัก
แถมทิศทางการล้มยังพุ่งตรงดิ่งมาทางตำแหน่งที่พวกเขานั่งอยู่นี่พอดี……
เสิ่นปิงไม่มีเวลามานั่งเอ่ยปากเอ่ยคำขอโทษอะไรให้มากความ รีบเปลี่ยนทิศทางยื่นมือไปกระชากข้อมือของเธอไว้แน่น ออกแรงฉุดดึงร่างของเธอให้หยัดยืนขึ้นมาในพริบตาด้วยความรวดเร็วสุดชีวิต
ฝ่ามืออีกข้างยื่นออกไปคอยโอบประคองอยู่ที่ช่วงเอวของเธอ คอยประคองร่างเอาไว้หลวม ๆ
ชั่วขณะนั้น เสิ่นปิงรู้สึกราวกับร่างกายถูกโอบล้อมกักขังไว้ด้วยกลิ่นอายความหอมละมุนจาง ๆ สายตาจับจ้องมองเห็นติ่งหูขาวเนียนราวก้อนหยกของเธอเด่นหรา
หลังจากนั้นก็นึกยินเสียงคนคนนั้นล้มกระแทกเข้าใส่ชั้นวางสินค้าอย่างรุนแรง ส่งผลให้ชั้นวางสินค้าแถวนั้นล้มพับคว่ำลงไปตรงนั้นทันที สินค้าสารพัดชนิดร่วงหล่นกระจายเต็มพื้น
ความรู้สึกของลู่หลียังคงค้างคาอยู่ที่ตอนตัวเองกำลังนั่งยอง ๆ ก้มเก็บขนมอยู่บนพื้น ทว่ากลับโดนเสิ่นปิงออกแรงกระชากร่างของเธอให้หยัดยืนขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัว
จนร่างถลาเข้ามากระทบอยู่ในอ้อมอกของเขา หลังจากนั้น ก็นึกยินเสียงดังสนั่นหวั่นไหวดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง พร้อมกับเสียงขนมขบเคี้ยวสารพัดชนิดร่วงหล่นกระจายเต็มพื้น
ลู่หลีหันหลังกลับไปมอง สภาพพื้นเต็มไปด้วยความย่อยยับพังทลาย หากเมื่อครู่เสิ่นปิงไม่ได้ยื่นมือมาออกแรงกระชากร่างของเธอให้ลุกขึ้นได้ทันท่วงที
คาดว่าตัวเธอคงต้องโดนกองขนมขบเคี้ยวเหล่านั้นถล่มทับร่างจนจมมิดแน่ ๆ เสิ่นปิงจัดการโอบประคองร่างของเธอให้ขยับไปหลบซ่อนอยู่ทางด้านหลังของเขาตามธรรมชาติ
ก่อนจะประคองพาเธอเดินเลี่ยงเดินทางมาส่งยังทำเลพื้นที่ที่ปลอดภัย ห่างไกลจากความสับสนวุ่นวายของฝูงชน พลางยื่นมือไปหยิบตะกร้าขนมขบเคี้ยวที่เธอเลือกสรรไว้เมื่อครู่มาวางตั้งไว้ข้างกายเธอ
“คุณนั่งพักผ่อนสักครู่นะ เดี๋ยวตรงนั้นฉันขอตัวไปจัดการสะสางปัญหาก่อน” เสิ่นปิงเอ่ย ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป
ลู่หลียังคงอยู่ในอาการจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเล็กน้อย สายตาเหลือบมองสำรวจดูตะกร้าขนมขบเคี้ยวที่วางอยู่ข้างกาย สลับกับมองตามหลังแผ่นหลังของเขาไป
เวลาขนาดนี้แล้ว ในใจยังอุตส่าห์เป็นห่วงพะวงถึงเรื่องขนมขบเคี้ยวอยู่อีกนะ!
เสิ่นปิงเปิดฉากขับไล่ระบายกลุ่มลูกค้าที่ยืนมุงดูเหตุการณ์สนุกสนานให้แยกย้ายกันไปก่อน จากนั้นก็หันไปสั่งความให้คนที่ลื่นล้มคนนั้นช่วยกันยกพยุงชั้นวางสินค้าให้หยัดยืนขึ้นมาใหม่
ก้มเก็บขนมขบเคี้ยวที่ร่วงหล่นกระจายขึ้นมา คัดแยกหมวดหมู่ประเภทให้เรียบร้อย แล้วนำกลับไปจัดวางไว้ที่ตำแหน่งเดิม ถือเป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอน ขั้นตอนง่ายดายมาก เพียงแต่ต้องออกแรงและเสียเวลาเนิ่นช้าไปบ้างเท่านั้นเอง
ลู่หลีนั่งอยู่ตรงทำเลเคาน์เตอร์เช็กบิล ในใจแอบรู้สึกเบื่อหน่ายว่างเปล่า ในสมองบางครั้งก็แอบเปิดภาพฉายวนซ้ำเหตุการณ์ตอนที่เสิ่นปิงออกแรงกระชากร่างของเธอเมื่อครู่ขึ้นมา
อืม พละกำลังแข็งแกร่งไม่เลวเลย แถมบรรยากาศอารมณ์ร่วมก็ยอดเยี่ยม รู้จักยื่นมือมาคอยปกป้องโอบประคองช่วงเอวของเธอด้วย
หากมีระบบเปิดภาพฉายสโลโมชันประกอบด้วยคงจะสมบูรณ์แบบที่สุดในโลก
เปิดภาพฉายวนซ้ำในใจอยู่สองสามรอบ ในที่สุดลู่หลีก็เริ่มนึกทบทวนถึงจุดประสงค์หลักในการเดินทางมาที่นี่ขึ้นมาได้
อ้อ กินขนมขบเคี้ยวนี่นา เธอยื่นมือไปหยิบซองขนมซองหนึ่งมาจากตะกร้าข้างกาย ฉีกซองบรรจุภัณฑ์แล้วจัดการยัดขนมเข้าปากเคี้ยวทานทันที
เสิ่นปิงจัดการจัดสรรระบบระเบียบเสร็จสรรพก็เดินก้าวเข้ามาหา พอเห็นเธอแสดงสีหน้าแววตาเลื่อนลอยราวกำลังโดนช่วงชิงดวงวิญญาณไป คอยกัดแทะไส้กรอกรมควันทานอย่างเชื่องช้า
ภาพเหตุการณ์นี้ช่างดูน่าขบขันยิ่งนัก เสิ่นปิงยืนนิ่งอยู่กับที่เฝ้ามองสำรวจดูอยู่พักใหญ่ถึงจะยอมก้าวเท้าเดินต่อ
ยื่นมือไปโบกผ่านหน้าเธอไปมา ลู่หลีหันสายตากลับมามองเขา ดวงตาทั้งสองข้างเป็นประกายสว่างวาบขึ้นมาทันที “จัดการสะสางเสร็จหมดแล้วเหรอ”
“嗯 จัดการเรียบร้อยแล้ว วันนี้เป็นยังไงบ้าง ราบรื่นดีไหม” ถือเป็นการเอ่ยปากชวนคุยแก้เขิน
ลู่หลีกัดไส้กรอกรมควันเข้าปากอีกคำ พลางเอ่ยว่า “ราบรื่นดี แถมยังขูดได้รางวัลใหญ่ที่หนึ่งเป็นร้านฮาร์ดแวร์มาเพิ่มอีกแห่งด้วยนะ สัมผัสได้ว่าวันหลังน่าจะมีประโยชน์และคุ้มค่าอย่างมหาศาลแน่นอน”
เสิ่นปิงใช้เวลาอยู่ร่วมเคียงข้างลู่หลีมานานพอสมควร พอได้ยินเธอเอ่ยปากบอกใบ้รายละเอียดออกมาเช่นนั้น ในใจก็เกิดความรู้สึกนึกหวังและตั้งตารอขึ้นมาทันที ก่อนจะสบประสานสายตาเข้ากับดวงตากลมโตเป็นประกายของเธอ
คนทั้งสองคนราวกับเกิดปฏิภาณไหวพริบความเข้าใจตรงกันขึ้นมาในพริบตา ต่างพากันเอ่ยปากประสานเสียงขึ้นมาพร้อมกันว่า “อาวุธ!”
ลู่หลีหลุดหัวเราะคิกคักออกมา พยักหน้ารับคำรัว ๆ “ถูกต้องแล้ว”
เสิ่นปิงเองก็หลุดหัวเราะฮิฮิออกมาเหมือนกัน หากเรื่องราวเป็นไปตามข้อสันนิษฐานนี้จริง มันย่อมต้องยอดเยี่ยมที่สุดในโลกแน่นอน ไม่เพียงแต่จะช่วยให้มีเสบียงอิ่มท้องเท่านั้น แต่ยังสามารถนำมาใช้ทุบตีต่อสู้กับพวกซอมบี้ให้ยอมสยบราบคาบได้ด้วย
เรื่องอะไรต้องมานั่งพะวงกลัดกลุ้มว่ามนุษยชาติจะปราศจากอนาคตเบื้องหน้าเบื้องหลังอีกต่อไป
ลู่หลีเหลือบเปิดระบบเช็กดูเวลา พบว่าจวนเจียนจะถึงเวลาห้าโมงเย็นแล้ว จึงเอามือทุบสะบัดตัวหยัดยืนขึ้น
“ฉันขอตัวเดินทางกลับก่อนนะ เดี๋ยวช่วงค่ำค่อยแวะมาทานมื้อเย็นร่วมกันนะ” ลู่หลีเอ่ย พลางหิ้วตะกร้าชอปปิ้ง เดินทอดน่องเยื้องกรายจากไปอย่างสบายใจเฉิบ
“好” เสิ่นปิงยืนพิงขอบประตู เฝ้ามองตามหลังแผ่นหลังของเธอเดินก้าวเข้าสู่ร้านสลาก
ระยะห่างกั้นไว้เพียงแค่ร้านค้าแห่งเดียว เสิ่นปิงสบประสานสายตาเข้ากับหลัวมู่ที่ยืนอยู่หน้าประตูคลินิก ระยะไม่ได้ห่างไกลกันเท่าไหร่ แต่ก็ไม่สามารถมองเห็นรายละเอียดสีหน้าท่าทางของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน
แต่ทว่าทั้งสองฝ่ายต่างพากันแอบรู้สึกทึกทักไปเองในใจว่าอีกฝ่ายกำลังถลึงตาใส่ตนอยู่
เมื่อจวนเจียนจะถึงเวลาทานมื้อค่ำ สิ่งแรกที่หลัวมู่ทำหลังจากก้าวเท้าเดินขึ้นมาบนรถบ้านก็คือการก้าวเท้าไปตามหาตัวเสิ่นปิง พอตามหาตัวพบ เขาก็เปิดฉากถลึงตาใส่ด้วยความเคียดแค้นทันที
เป็นไปตามคาด อีกฝ่ายเปิดฉากถลึงตาหันกลับมาตอกกลับทันควัน หลัวมู่นึกรู้ในใจอยู่แล้วเชียว ว่าสายตาเมื่อครู่ของหมอนี่มันช่างปราศจากเจตนาดีซ่อนอยู่จริงๆด้วย
เสิ่นปิงถึงแม้จะแอบรู้สึกงุนงงสงสัยปนเปแปลกใจอยู่บ้างก็ตาม แต่มันก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคขัดขวางการถลึงตาตอกกลับไปหรอกนะ
ทั้งสองคนเปิดฉากจ้องประสานสายตาถลึงตาใส่กันอยู่พักใหญ่ จู่ ๆ หลัวมู่ก็เอ่ยปากซักถามรายละเอียดขึ้นมาว่า “เมื่อครู่บอสลู่แวะไปทำธุระเรื่องอะไรที่ร้านเซเว่นของคุณเหรอ”
คราวนั้นตอนที่ตัวฉันยังคงทำหน้าที่รับผิดชอบดูแลร้านเซเว่นอยู่ ไม่เห็นลู่หลีจะยอมแวะไปเหยียบเลยสักครั้ง ยามนี้พอฉันเดินจากมาแล้ว เธอกลับขยันแวะไปเยือนบ่อยครั้งเหลือเกินนะ
เสิ่นปิงแสร้งทำเป็นสีหน้าท่าทางลึกลับซับซ้อนยากจะหยั่งถึงพลางเอ่ยว่า “ไม่บอกหรอก”
“หึ” หลัวมู่แอบกลอกตาขึ้นฟ้าจนแทบจะทะลุถึงสรวงสวรรค์ “ในเมื่อคุณไม่ยอมบอกฉัน งั้นเดี๋ยวฉันแวะไปเอ่ยปากซักถามจากบอสลู่เองก็ได้~”
(จบตอน)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น