-->

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ตอนที่ 363 การประนีประนอม



ตอนที่ 363 การประนีประนอม


เสิ่นปิงส่งข้อความกลับมาเป็นเครื่องหมายจุดไข่ปลาแถวยาว

ดวงของชาวฐานที่มั่นชวนเจียวนั้นนับว่าไม่เลวเลย รางวัลดี ๆ ทยอยออกกันมาไม่หยุด ไม่เป็นเสบียงอาหารก็เป็นอาวุธ หรือไม่ก็ของใช้ในชีวิตประจำวัน

แม้ว่าจะไม่มีใครได้รางวัลที่หนึ่ง แต่ชาวฐานส่วนใหญ่ต่างก็พากันพึงพอใจมากแล้ว

ในช่วงมื้อค่ำ ลู่หลีจัดการซื้อเครื่องขูดสลากอัตโนมัติมาห้าเครื่อง

นำไปตั้งเรียงรายไว้ข้าง ๆ ตู้ขายของอัตโนมัติ รวมทั้งหมดเป็นสิบเครื่อง ตั้งอยู่เรียงกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ทันทีที่ก้าวเท้าเดินออกจากประตูฐานที่มั่นมาก็จะสามารถพบเห็นได้ชัดเจนสะดุดตาสุด ๆ

วันนี้ทั้งวันทุกคนต่างพากันเหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาด ทั้งการสานสัมพันธ์ทำความรู้จักในระดับที่ต้องใช้พลังงานสูง การลงแรงแรงงาน และการติดต่อสื่อสารกับผู้คน ตอนทานข้าวแต่ละคนจึงมีท่าทางหงอยเหงาเปลี้ยเพลียแรงไปตาม ๆ กัน

หลัวมู่อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้นว่า “วันเวลาแบบนี้ยังต้องดำเนินต่อไปอีกนานแค่ไหนเหรอครับบอสลู่……”

บอสลู่อยากจะบอกความจริงออกไป ว่าเธอตั้งใจจะเดินทางไปเยือนให้ครบทุกฐานที่มั่นในหัวเซี่ย และจัดการติดตั้งตู้ขายของอัตโนมัติรวมถึงเครื่องขูดสลากอัตโนมัติให้ครบทุกแห่ง

สมบูรณ์แบบ

จะได้สัมผัสถึงความสนุกในการขูดสลาก และได้เสพสุขจากเสบียงราคาถูกไปพร้อม ๆ กัน

แต่พอเธอเหลือบเห็นสภาพเปลี้ยเพลียแรงของทุกคนในยามนี้ ก็แอบไม่กล้าปริปากพูดออกไป กลัวว่าจะไปทำลายความกระตือรือร้นและกำลังใจของพวกเขาเข้า

เธอจึงทำได้เพียงวาดฝันขายฝันเพื่อสร้างกำลังใจให้แก่ทุกคนเอ่ยว่า “แปบเดียวเองค่ะ ผ่านพ้นเดือนนี้ไปทุกอย่างก็เริ่มคงที่เข้าที่เข้าทางแล้ว”

ทุกคนต่างพากันหันไปมองปฏิทินโดยไม่ได้นัดหมาย ก่อนจะเอ่ยประสานเสียงขึ้นมาพร้อมกันว่า “แต่เดือนนี้มันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเองนะครับ แถมวันนี้ยังเป็นแค่วันที่สองเองด้วย”

ลู่หลีแสร้งทำเป็นไขสือทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้เอ่ยว่า “เอ๊ะ งั้นเหรอคะ ฉันนึกว่าวันนี้เป็นช่วงกลางเดือนแล้วเสียอีก”

ทุกคนต่างพากันพูดไม่ออก ได้แต่ปลอบใจตัวเองในใจว่า ยังไงการเปิดร้านไม่ว่าจะไปที่ไหนมันก็เหมือน ๆ กันนั่นแหละ

แต่ในความเป็นจริงแล้วมันแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว เพราะหากปักหลักอยู่ที่ใดที่หนึ่งเป็นเวลานาน ลูกค้าก็จะเริ่มเกิดความคุ้นชินต่อระบบกลไกของร้านค้า รวมถึงราคาสินค้าต่าง ๆ

เมื่อลูกค้ามาถึงก็จะสามารถลงมือจัดการจับจ่ายได้ด้วยตัวเอง พึ่งพาตัวเองได้ โดยที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องมาคอยอธิบายชี้แจงรายละเอียดอะไรให้ฟังซ้ำ ๆ อีก

แต่พอต้องย้ายสนามรบเดินทางไปเปิดให้บริการในสถานที่แห่งใหม่ ลูกค้าแต่ละคนต่างก็พากันสรรหาคำถามสารพัดอย่างมาถามไม่หยุด……

พวกเขาต้องคอยตอบคำถาม คอยอธิบาย แถมยังต้องลงแรงทำงานหนักขึ้น จึงชวนให้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาดมาก

ในใจของแต่ละคนต่างพากันแอบคำนวณเงียบ ๆ ว่า กว่าจะผ่านพ้นเดือนนี้ไป ยังเหลือเวลาอีกตั้งเท่าไหร่ อย่างน้อยก็ขอให้มีจุดหมายปลายทางให้พอได้มีความหวังบ้าง

หลังจากทานมื้อค่ำเสร็จ ลู่หลีก็ตบมือเรียก “เร็ว ๆ เข้า รีบแยกย้ายกลับไปทำงานต่อเถอะค่ะ ตรงนี้เดี๋ยวฉันจัดการเก็บกวาดเอง!”

หลัวมู่ไม่อยากรีบกลับไปประจำการ เขาพยายามแย่งชิงหางานช่วยเธอเก็บกวาดโต๊ะอาหาร ลู่หลีถลึงตาใส่เขาตั้งหลายรอบก็ยังไม่สามารถไล่เขาไปได้

จนกระทั่งโต๊ะอาหารได้รับการเก็บกวาดเช็ดถูจนสะอาดสะอ้าน ถ้วยชามล้างเสร็จเรียบร้อยและนำเก็บเข้าตู้เก็บถ้วยชามเสร็จสรรพ

หลัวมู่ถึงยอมเดินจากไปด้วยท่าทางอาลัยอาวรณ์สุด ๆ เขาไม่อยากกลับไปเผชิญหน้ากับกลุ่มคนไข้ที่มีสภาพหงอยเหงาไร้ชีวิตชีวาเหล่านั้นจริง ๆ

แต่ในใจก็เข้าใจดี ใครบาดเจ็บล้มป่วยอยู่ จะไปมีอารมณ์ร่าเริงแจ่มใสได้อย่างไรกัน?

หลัวมู่แวะไปกวาดซื้อขนมขบเคี้ยวในเซเว่นมาถุงโต โอบกอดไว้เต็มอ้อมแขน ในที่สุดก็เดินจากไปด้วยสีหน้าท่าทางยิ้มแย้มแจ่มใสเบิกบานใจเสียที

เสิ่นปิงเดินก้าวออกมาจากหลังชั้นวางสินค้า พอได้เห็นภาพเหตุการณ์นั้นก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะด้วยความโมโห ช่างเถอะ เจ้าหมอนี่ อยากทำอะไรก็ปล่อยเขาไปตามใจละกัน

ร้านค้าเปิดให้บริการยาวไปจนถึงเวลาสี่ทุ่ม ในขณะที่ลู่หลีกำลังหาวหวอด ๆ เตรียมตัวจะปิดประตูร้าน สายตาก็เหลือบไปเห็นเงาร่างอันคุ้นเคยปรากฏขึ้นอีกครั้ง

คราวนี้เขาไม่ได้มีท่าทางลับ ๆ ล่อ ๆ แอบย่องเข้าตรวจสอบในร้านอาหารเช้าเหมือนคราวก่อน ๆ แล้ว แต่ก้าวเท้าฉับ ๆ ตรงมาที่หน้าร้านสลากด้วยความโมโหโทโซแทน

เคอซิวหมิงยื่นนิ้วชี้หน้าลู่หลี พลางตวาดด้วยความโมโหปนติดอ่างว่า “เธอ เธอ เธอ บังอาจใช้เวทมนตร์คาถาอาคมอะไรใส่ฉันฮะ? ทำไมพอถึงช่วงเวลานี้ทีไร ตัวฉันถึงต้องโดนระบบบังคับเรียกตัวกลับมาที่นี่โดยอัตโนมัติทุกทีเลย!”

ยื่นนิ้วมือสั่นระริกขึ้นมาสองสามนิ้ว ขนาดตัวเขาเองยังจำไม่ได้เลยว่านี่นับเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้ว

แต่มันเป็นแบบนี้ทุกวัน พอถึงช่วงเวลานี้ ร่างกายก็จะโดนดึงกลับมาที่ร้านอาหารเช้าโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าร้านอาหารเช้าจะย้ายไปตั้งอยู่ที่ฐานที่มั่นไหนก็ตาม!

ต่อให้เขาจะพยายามหนีเตลิดเปิดเปิงไปที่ไหนก็ไร้ประโยชน์!

ช่างเป็นเรื่องที่เหลือกำหนดเหลือกฎเกณฑ์ ชวนให้รู้สึกอัศจรรย์ใจจนจิตใจแทบจะล้มพับคว่ำลงไปตรงนั้น!

ลู่หลียื่นมือขึ้นมาป้องปากหาวหวอด ๆ แอบคร้านที่จะไปต่อปากต่อคำกับเคอซิวหมิง

“ก็เพราะตัวคุณมีสัญญาผูกมัดอยู่กับร้านอาหารเช้าแล้วไงคะ นอกเสียจากจะได้รับความยินยอมจากฉัน คุณจะไม่สามารถจากไปในระยะยาวได้ค่ะ” ลู่หลีจิบน้ำคำหนึ่งเพื่อช่วยให้ลำคอชุ่มชื้น

เคอซิวหมิงเริ่มนึกทบทวนถึงคำพูดประโยคนี้ขึ้นมาได้ราง ๆ ตอนที่เขาขูดได้รางวัลร้านอาหารเช้า ลู่หลีเคยอธิบายรายละเอียดเรื่องนี้ให้ฟังแล้ว

ตอนนั้นเขากำลังฟังด้วยความงุนงงสะลึมสะลือ จึงเอ่ยปากรับคำตกลงไปส่ง ๆ แต่ทว่าในยามนี้เขาเกิดความรู้สึกนึกเสียใจขึ้นมาแล้ว!

อยากจะจากไปเหลือเกิน!

เคอซิวหมิงเริ่มพูดจาอึกอักติดอ่างอีกครั้ง การจะเอ่ยปากยอมรับว่าตัวเองเกิดความรู้สึกนึกเสียใจภายหลังต่อหน้าคนอื่นมันช่างชวนให้รู้สึกอับอายขายหน้าเหลือเกิน “เธอ ฉัน แล้ว แล้วฉันยังจะสามารถจากไปได้ไหม”

“ได้สิคะ แต้มคะแนนห้าล้านแต้ม ประกอบกับต้องหาตัวแทนรับช่วงต่อมารับช่วงดูแลร้านแทน คุณถึงจะสามารถจากไปได้ค่ะ” ลู่หลีพยักหน้ารับคำ

“เท่าไหร่นะ?!” เคอซิวหมิงอุทานด้วยความตื่นตะลึง

“ห้าล้านแต้มค่ะ” ลู่หลีตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยตามปกติ เพราะนี่คือกฎเกณฑ์ข้อบังคับของระบบ ตัวเธองั้นเหรอก็ไม่มีทางหลีกเลี่ยงแก้ไขได้เช่นกัน

เคอซิวหมิงรู้สึกว่าต่อให้ตัวเองตั้งหน้าตั้งตาทำงานง่วนอยู่ที่นี่จนตัวตาย ก็ไม่แน่ว่าจะสามารถหาแต้มคะแนนตั้งห้าล้านแต้มมาจ่ายได้เลย แต่ยัยเด็กคนนี้กลับบอกว่าไม่มีหนทางอื่นแก้ไขได้อีกแล้ว

นี่ตัวเขาต้องมาตั้งหน้าตั้งตาทำงานง่วนอยู่ที่นี่จนตัวตายจริงๆ เหรอเนี่ย?

ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากทำงานหรอกนะ แต่การต้องมาเปิดเผยโฉมหน้าปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนมันช่างมีความเสี่ยงร้ายแรงสำหรับตัวเขาเหลือเกิน……

ปกติเขาต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ คอยปกปิดอำพรางกาย ทำตัวซกมกมอมแมม และพยายามไม่ยอมเดินออกจากประตูห้องหากไม่มีความจำเป็น

เมื่อลู่หลีเห็นว่าท่าทีของเขาเริ่มมีความอ่อนข้อและผ่อนปรนลงบ้าง จึงเอ่ยปากแนะนำตักเตือนขึ้นว่า “หากคุณไม่อยากเปิดเผยโฉมหน้าปรากฏตัวต่อหน้าผู้คน ฉันก็จะไม่บังคับฝืนใจหรอกค่ะ แต่คุณช่วยดูแลจัดการตัวเองให้สะอาดสะอ้านหน่อยได้ไหมคะ”

พอพูดถึงตรงนี้ ลู่หลีก็ชะงักไปแวบหนึ่ง “ช่างเถอะ หากคุณคร้านจะดูแลจัดการตัวเองก็ช่างหัวคุณเถอะ เอาแบบนี้ไหมคะ คุณแวะไปเปิดห้องพักที่โรงแรม你想ในนั้นจะทำอะไรก็แล้วแต่ใจคุณเลย จะไม่ยอมอาบน้ำก็ไม่ว่า จะไม่ยอมกินข้าวก็ไม่ขัด”

ดวงตาทั้งสองข้างของเคอซิวหมิงเป็นประกายขึ้นมาทันที ไอเดียนี้ถือว่าไม่เลวเลย เขาแค่ต้องการขลุกตัวอยู่แต่ภายในห้องพักตลอดเวลาก็พอแล้ว

ลู่หลีเห็นท่าทางเช่นนั้น จึงเอ่ยสำทับขึ้นอีกรอบว่า “เลิกลังเลใจได้แล้วค่ะ จะตกลงหรือไม่ตกลงขอคำตอบเด็ดขาดคำเดียวพอ!”

เคอซิวหมิงตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกใช้ความคิดอย่างหนัก

ฝั่งหนึ่งคือแต้มคะแนนมหาศาลตั้งห้าล้านแต้ม อีกฝั่งคือการพยายาม “หนีออกจากร้าน” ตั้งหลายต่อหลายครั้งแต่กลับไร้ผลลัพธ์โดยสิ้นเชิง

คงไม่ใช่ว่าต้องยอมโดนดึงกลับมาที่นี่ทุกวัน แล้วค่อยเปิดฉาก “หนีออกจากร้าน” ใหม่周而复始วนเวียนไปเรื่อย ๆ หรอกนะ ขืนเป็นแบบนั้นตัวเขาคงต้องเหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาดจนตายแน่

หรือจะเลือกยอมจ่ายแต้มคะแนนห้าล้านแต้มเพื่อไถ่ถอนตัวตัวเองออกมาดี?

ไอเดียนี้มันก็ดีอยู่หรอก แต่ประเด็นคือเขาไม่มีเงินน่ะสิ เคอซิวหมิงเริ่มยื่นมือไปล้วงค้นภายในย่ามใบนั้นของตัวเอง

เขาล้วงค้นเอานิวเคลียสคริสตัลออกมาได้กำมือใหญ่ ตั้งหน้าตั้งตานับจำนวนอย่างจริงจัง ดีมาก ขนาดเศษส่วนเกินยี่สิบยังไม่ครบเลย

เขาเก็บนิวเคลียสคริสตัลกลับเข้าย่ามด้วยความผิดหวังอย่างรุนแรง ปริมาณมันไม่พอกันเลยสักนิด

“ก็ได้ ข้อตกลงสุดท้ายแต่วันหลังค่าเปิดห้องพักคุณต้องเป็นฝ่ายออกเงินชดใช้ให้นะ” เคอซิวหมิงยื่นข้อเสนอแนะข้อเรียกร้องเล็ก ๆ น้อย ๆ ข้อสุดท้าย

“ไม่มีปัญหาค่ะ” ลู่หลีเอ่ยปากรับคำตกลงทันที เรื่องแค่นี้แค่ไปแวะบอกกล่าวกับฉู่หลีเซิงคำเดียวก็เรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลยสักนิด

เธอนึกรู้อยู่แล้วเชียว ว่าตาแก่นี่เปิดฉากหนีออกจากร้านได้ไม่กี่น้ำหรอก เดี๋ยวก็ต้องเริ่มเกิดอาการเหนื่อยล้าขึ้นมาเอง ดูสิ ตอนนี้เหนื่อยล้าจนต้องยอมประนีประนอมประนีประนอมยอมความแล้ว

เวลาก็ดึกมากแล้ว ลู่หลีจึงช่วยประคองพาเขาเดินทางไปเปิดห้องพักที่โรงแรมก่อน

ประตูโรงแรมปิดทำการเรียบร้อยแล้ว ฉู่หลีเซิงตระเตรียมจะเดินขึ้นชั้นบนเพื่อพักผ่อนหลับนอน พอบังเอิญเหลือบเห็นเงาร่างคนอยู่ด้านนอกประตู จึงตะโกนบอกเสียงดังว่า “ร้านปิดทำการแล้วครับ พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่นะ”

ลู่หลีเคาะประตูเรียก “ฉันเองค่ะ!”

ทันทีที่ฉู่หลีเซิงได้ยินเสียง เขาก็รีบเดินมาเปิดประตูให้ทันที พอเห็นว่าเป็นลู่หลี ความเคร่งขรึมบนใบหน้าก็มลายหายไป เปลี่ยนเป็นน้ำเสียงนุ่มนวลชวนฟังเอ่ยถามว่า “มีอะไรเหรอครับ”

ลู่หลีขยับตัวหลีกทางไปด้านข้างเล็กน้อย เปิดเผยให้เห็นตาแก่เคอที่ยืนอยู่ด้านหลัง “ช่วยเปิดห้องพักเดี่ยวให้เขาห้องหนึ่งค่ะ”

ฉู่หลีเซิงเลิกคิ้วขึ้นด้วยความฉงน ตาแก่นี่เดินทางกลับมาอีกแล้วเหรอ? พอเห็นใบหน้าของลู่หลีเต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยล้าโรยแรง จึงไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงรายละเอียดอะไรให้มากความ พยักหน้ารับคำตกลง “ได้ครับ”

เคอซิวหมิงเดินก้าวเข้าไปข้างหน้าอย่างว่างง่าย เดินตามหลังฉู่หลีเซิงขึ้นชั้นบนไป

“เป็นเด็กดีล่ะคะ” ลู่หลีเอ่ยกำชับทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปอย่างไร้ความอาลัยอาวรณ์ มุ่งหน้ากลับไปพักผ่อนหลับนอนที่รถบ้านของตัวเอง!

เธอรีบจัดการอาบน้ำชำระล้างร่างกาย ดูแลจัดการตัวเองให้เรียบร้อย แล้วทิ้งตัวลงนอนบนเตียงเพื่อพักผ่อนหลับนอนทันที!

ก่อนนอน ไม่ลืมตั้งค่าระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติให้แก่รถบ้าน เพื่อให้เดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางแห่งถัดไปในเวลาหกโมงเช้าวันพรุ่งนี้ตรงเวลาเป๊ะ

ในระหว่างช่วงเวลาที่ลู่หลีไม่ได้เปิดดูคอมพิวเตอร์แสง กระแสข่าวลือระลอกใหม่ก็ผุดขึ้นมากลางอากาศดื้อ ๆ อีกครั้ง

เนื่องจากวันนี้ลู่หลีไม่ได้โพสต์ข้อความแจ้งเตือนล่วงหน้า ตอนแรกทุกคนจึงยังไม่ทราบเลยว่าเธอเดินทางไปเปิดให้บริการอยู่ที่ฐานที่มั่นแห่งไหนกันแน่

แต่ทว่าในเวลาต่อมา กระแสลมข่าวสารก็เริ่มแพร่สะพัดออกไปทีละน้อย ว่าที่แท้เธอเดินทางมาเยือนฐานที่มั่นชวนเจียวนี่เอง

แถมยังมีชาวฐานที่มั่นชวนเจียวจำนวนมากพากันระดมโพสต์ข้อความลงในเน็ต ถ่ายรูปภาพของตู้ขายของอัตโนมัติรวมถึงราคาสินค้าต่าง ๆ อัปเดตลงไป

(จบตอน)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บันทึกแล้ว
บันทึกไว้แล้ว!

📚 ชั้นหนังสือของฉัน

ฟอนต์
ขนาดตัวอักษร
ธีมสี
ระยะห่างบรรทัด
ระบบเปลี่ยนตอน
🔔 0
รายชื่อตอน
× LIST OF CHAPTERS กำลังโหลด...
กำลังดึงรายการ...
×