-->

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ตอนที่ 362 ย้ายกลับฐานที่มั่นกลาง?



ตอนที่ 362 ย้ายกลับฐานที่มั่นกลาง?


ดีจังเลยนะ ทุกคนจะได้อิ่มท้องกันถ้วนหน้า

พอคิดถึงเรื่องนี้ หลิวซินหรูก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาอย่างสดใสยิ่งขึ้น

ในสมองของเธอผุดภาพเงาร่างอันสง่างามและห้าวหาญของใครบางคนขึ้นมา ไม่รู้ว่าช่วงนี้เธอคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง อยู่ที่ฐานที่มั่นซวี่รี่สบายดีไหมนะ

ในเวลาเดียวกัน ซูซวี่ซึ่งอยู่ห่างไกลออกไป ณ ฐานที่มั่นกลาง กำลังนั่งเหม่อมองผู้เฒ่าเสิ่นที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม

ผู้เฒ่าเสิ่นยื่นมือมาโบกผ่านหน้าเธอไปมา “คิดอะไรอยู่เหรอ ย้ายกลับมาแล้วชินหรือยังล่ะ”

ซูซวี่ได้สติกลับมา เธอพยักหน้าตอบอย่างใจลอยเล็กน้อย “ค่อนข้างชินแล้ว ขอบคุณผู้เฒ่าเสิ่นที่คอยเป็นห่วง”

ผู้เฒ่าเสิ่นหัวเราะเบา ๆ “ไม่เป็นไรหรอก แค่กังวลว่าฐานที่มั่นซวี่รี่ที่ไม่มีเธอแล้ว จะยังบริหารจัดการได้ดีอยู่ไหม”

“ต้องได้แน่นอนอยู่แล้วค่ะ การสั่งซื้อเสบียงจากบอสลู่ในทุกสัปดาห์ แล้วนำมาจำหน่ายให้แก่ชาวฐานด้วยวิธีแลกเปลี่ยนนิวเคลียสคริสตัล ขั้นตอนกระบวนการเหล่านี้ทำกันจนชำนาญแล้ว หัวหน้าฐานคนใหม่เองก็ใส่ใจกับเรื่องนี้มากเช่นกัน”

“ส่วนเรื่องใหญ่น้อยอื่น ๆ ก็มีหัวหน้าส่วนงานในแต่ละแผนกคอยจัดสรรดูแลอยู่แล้ว แค่ทำตามระบบระเบียบเดิมไปเรื่อย ๆ ก็พอ คงไม่เกิดเรื่องผิดพลาดใหญ่อะไรหรอกค่ะ” ซูซวี่อธิบายละเอียดยิบ

เมื่อผู้เฒ่าเสิ่นได้ฟังก็เบาใจ แต่กระนั้นเด็กสาวตรงหน้าก็ยังคงมีท่าทางเหมือนวิญญาณออกจากร่างอยู่ดี

ดูไม่เหมือนหัวหน้าฐานที่มั่นผู้ห้าวหาญและเฉียบขาดในความทรงจำเอาเสียเลย

“การที่เธอย้ายกลับมาที่ฐานที่มั่นกลางในครั้งนี้ เป็นเพราะต้องการจะ……?” ผู้เฒ่าเสิ่นเอ่ยถามอย่างอ้อมค้อม

ซูซวี่เม้มปากแน่น ในใจคิดจะกุเรื่องโกหกขึ้นมา แต่พอต้องเผชิญหน้ากับสายตาคู่นั้นของผู้เฒ่าเสิ่นที่ราวกับจะสามารถมองทะลุปรุโปร่งได้ทุกสิ่ง เธอก็พูดโกหกไม่ออก

เธอได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ เมื่อผู้เฒ่าเสิ่นเห็นดังนั้นก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อ การที่เธอย้ายกลับมาก็ถือเป็นเรื่องดี เพราะเท่ากับมีแรงสนับสนุนที่ยิ่งใหญ่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน

หลังจากเดินออกจากห้องทำงานของผู้เฒ่าเสิ่น ซูซวี่ก็ลอบถอนหายใจยาว ตัวเธอน่ะย้ายกลับมาแล้ว แต่บอสลู่กลับยังไม่ยอมกลับมานี่สิ

ทว่ากลุ่มคนที่อยู่ห่างไกล ณ ฐานที่มั่นชวนเจียว กลับไม่ได้รับรู้ถึงเรื่องราวเหล่านี้เลยสักนิด

หวังยางกำลังจับกลุ่มบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโรงอาบน้ำเมื่อเช้านี้ให้ทุกคนฟังอย่างออกรสออกชาติ แถมยังเน้นย้ำบรรยายถึงกระบวนการทางจิตวิทยาของฝูงชนอย่างมีสีสัน

หลัวมู่ที่ยืนฟังอยู่ ในใจเกิดความรู้สึกว้าเหว่แปลก ๆ ราวกับกำลังโดนแย่งชิงหน้าที่การงานไปอย่างบอกไม่ถูก

โดยเฉพาะการที่ลู่หลีตั้งอกตั้งใจฟังอย่างจริงจัง มีอารมณ์ร่วม และดูสนุกสนานเอามาก ๆ นี่สิ!

มันน่าขำขนาดนั้นเลยหรือไง ขำจนตัวงอหัวเราะคิกคัก แม้แต่เนื้อสัตว์ในถ้วยก็ยังไม่ยอมตักเข้าปากเลย

หลัวมู่แอบชำเลืองมองไปพลาง ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันใส่หมูกรอบในถ้วยไปพลาง ในใจชวนให้รู้สึกอึดอัดไม่สบอารมณ์เอาเสียเลย

เสิ่นปิงเอาข้อศอกสะกิดหลัวมู่เบา ๆ “ทำอะไรของนายน่ะ สำรวมท่าทีหน่อย อาการมันออกชัดเจนเกินไปแล้วนะ!”

หลัวมู่ได้ยินดังนั้นก็รีบก้มหน้าลง ตั้งหน้าตั้งตาเล่นกับเศษผักในถ้วย คอยเขี่ยข้าวสวยที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดในถ้วยไปมา พลางเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวจากทางฝั่งนั้นอย่างตั้งใจ

เมื่อหวังยางเล่าจนเริ่มเหนื่อย เขาก็แวะพักซดน้ำซุปคำหนึ่งเพื่อแก้กระหาย

“แล้วยังไงต่อล่ะคะ” ลู่หลีเอ่ยถาม

“แล้วเขาก็เดินจากไปครับ” หวังยางตอบตามตรง

“เหอะ~ นึกว่าจะแน่~” ลู่หลีก้มหน้าลง ตักข้าวเข้าปากคำโตสองคำรวด

หวังยางโดนเสียงเหอะของเธอทำเอาในใจชวนรู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมานิด ๆ จึงพยายามรีบเค้นสมองคิดวิเคราะห์ว่าชายคนนั้นน่าจะเดินทางไปที่ไหนต่อ

“คาดว่าคงหนีไปแล้วล่ะครับ” หวังยางเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง

ทันใดนั้น สายตาของเขาเลื่อนผ่านกระจกมองออกไปด้านนอกรถบ้าน และได้พบเจอ “คนร้าย” คนนั้นกำลังยืนขูดสลากอยู่พอดี!

เขาตื่นตัวขึ้นมาในพริบตา รีบยืดตัวนั่งตรง ยื่นตะเกียบชี้ออกไปด้านนอก

“นั่น! ดูตรงนั้นสิครับ!” หวังยางเอ่ยด้วยความตื่นเต้น สายตาและความสนใจของทุกคนถูกดึงดูดตามคำพูดของเขาทันที

พากันมองตามทิศทางที่ปลายนิ้วของเขาชี้ไป ทว่าด้านนอกมีลูกค้าหนาแน่นเกินไป ใครจะไปรู้ว่าเขากำลังพูดถึงคนไหนกันแน่?

หวังยางจึงระบุลักษณะเฉพาะเจาะจงลงไปว่า “ก็ชายคนที่สวมเสื้อนอกสีดำ หัวโล้น หน้าตาดูดุดันคนนั้นไงครับ!”

คำบรรยายค่อนข้างจะชัดเจนและแม่นยำ ประกอบกับทิศทางที่ปลายนิ้วชี้ไป ทุกคนจึงสามารถตามหาตัวเขาพบได้อย่างราบรื่น

“เขาคือคนที่ลงมือฆ่าคนคนนั้นเหรอ ใจกล้าบ้าบิ่นชะมัด? ทำไมยังไม่รีบหนีไปอีกนะ? คงไม่ได้ตั้งใจจะมาติดกับดักให้โดนจับตัวหรอกใช่ไหมคะ” ลู่หลีอุทานด้วยความแปลกใจ

“นั่นสิครับ ผมเองก็กำลังคิดอยู่” หวังยางเอามือเท้าคาง “ฉันดูแล้วเขาไม่ได้เป็นผู้ใช้พลังพิเศษระดับสูงอะไรเลย เป็นแค่เลเวลสี่เท่านั้นเอง”

หลัวมู่ผู้มีพลังเลเวลหก : รู้สึกเหมือนโดนลูกหลงสะดุ้งเบา ๆ

ชายหนุ่มที่อยู่ด้านนอกรถบ้านขูดสลากใบนั้นเสร็จอย่างสุขุม แลกรับของรางวัลเสร็จสรรพก็นำเก็บเข้าพื้นที่ว่าง แล้วเอามือไขว้หลังเดินจากไปด้วยท่าทางสบายใจ

ช่างไม่สนใจเลยว่าหัวหน้าฐานจะตามมาล้างแค้นไหม ไม่สนใจว่าระหว่างทางจะอดตายหรือเปล่า ขอแค่ใช้ชีวิตในปัจจุบันให้ดีก็พอแล้ว

“วา ช่างดูสง่างามเด็ดเดี่ยวจังเลยนะ” หลิวซินหรูอดไม่ได้ที่จะอุทานชื่นชมอกมาคำหนึ่ง

ซึ่งคำพูดนี้ถือเป็นการระบายความรู้สึกนึกคิดในใจของทุกคนออกมา เพราะหากเรื่องนี้เกิดขึ้นกับคนอื่น

คงพากันหนีเตลิดเปิดเปิงด้วยความลนลาน หนีไปให้ไกลแสนไกลเพราะกลัวว่าลูกน้องของหัวหน้าฐานจะตามมาสืบพบตัวแน่

แต่กระนั้น ในเมื่อเขามีความกล้าหาญมากพอจะลงมือทำเรื่องนี้ ย่อมต้องเตรียมใจยอมรับผลลัพธ์ที่จะตามมาไว้เรียบร้อยแล้ว

ลู่หลีละสายตากลับมา พลางเอ่ยว่า “ช่วงค่ำวันนี้พวกนายไม่ต้องแวะมาทานมื้อเย็นที่นี่นะ จัดการหากินกันเอาเอง ร้านจะเปิดให้บริการยาวไปจนถึงสี่ทุ่ม ช่วงเวลานี้คงต้องรบกวนให้ทุกคนเหน็ดเหนื่อยกันหน่อยนะคะ”

เสิ่นปิงและคนอื่น ๆ พยักหน้ารับคำด้วยสีหน้าจริงจัง ต่างคนต่างรับรู้ถึงความสำคัญของเรื่องนี้ดี

หลังจากทานมื้อเที่ยงเสร็จ ทุกคนก็แยกย้ายกลับไปประจำตำแหน่งของตัวเอง เพื่อปฏิบัติหน้าที่การงานหลักให้ดีที่สุด

ลู่หลีรินน้ำมาแก้วหนึ่ง ในระหว่างที่กำลังยกขึ้นดื่ม ก็ได้ยินเสียงเซียวตี๋กำลังตะโกนพูดจาเสียงดังแว่วมา

เธอจึงขยับเข้าไปใกล้เพื่อเงี่ยหูฟัง “อย่าเบียดกันสิคะ! จะเบียดหาอะไรกัน! เข้าแถวเรียงคิวตามระเบียบดี ๆ ไม่เป็นหรือไงคะ!”

ลู่หลีพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ยัยหนูเริ่มทำตัวคล่องแคล่วว่องไวขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว ตอนมาแรก ๆ ยังมีท่าทางหดหัวหวาดกลัวอยู่เลย ตอนนี้สามารถยืนหยัดจัดการควบคุมสถานการณ์ด้วยตัวคนเดียวได้แล้ว

เนื่องจากด้านนอกมีลูกค้าหนาแน่นเกินไป จึงมีคนคอยเบียดเสียดกันอยู่ตลอดเวลาเพราะอยากจะรีบขูดสลากไว ๆ ใจร้อนจนไม่อาจรอคอยได้เลยแม้แต่นิดเดียว

ลู่หลีเหลือบเปิดระบบเช็กดู พบว่าตอนนี้ทำแต้มคะแนนในฐานที่มั่นชวนเจียวได้แปดหมื่นกว่าแต้มแล้ว ขออีกเพียงหมื่นกว่าแต้มก็จะสามารถปลดล็อกเครื่องขูดสลากอัตโนมัติได้สำเร็จแล้ว

อย่างน้อยมันก็คงจะช่วยระบายแบ่งเบาความหนาแน่นของลูกค้าหน้าร้านลงไปได้บ้าง จะได้ไม่ต้องมากระจุกเบียดเสียดกันอยู่ตรงนี้ทั้งหมด

พอคิดถึงตรงนี้ ลู่หลีก็พลอยนึกถึงตู้ขายของอัตโนมัติขึ้นมาได้

ในเมื่อเดินทางมาถึงฐานที่มั่นชวนเจียวแล้ว ย่อมต้องสามารถติดตั้งได้แน่นอนอยู่แล้ว เธอจึงจัดการกดซื้อมาทีเดียวห้าตู้ด้วยความรวดเร็ว

นำออกมาติดตั้งเรียงรายไว้ด้านนอกรถบ้าน ดูมีระเบียบและโอ่อ่าสง่างามดีแท้

เมื่อมีสิ่งแปลกใหม่ปรากฏขึ้น ย่อมดึงดูดความสนใจของฝูงชนให้พากันขยับเข้ามามุงดูทันที

หลายคนอุทานด้วยความตกใจเมื่อพบว่า สินค้าทุกอย่างที่มีอยู่ในเซเว่น ในตู้นี้ก็มีพร้อมหมดเลย!

แถมราคายังแพงกว่าการซื้อในหน้าร้านทั่วไปเพียงแค่ 2 แต้มคะแนนเท่านั้น ทุกคนจึงเริ่มเปิดฉากคาดเดากันอย่างมีความหวัง ว่าหากวันหลังบอสลู่เดินทางจากไปแล้ว ตู้จักรพวกนี้จะยังคงตั้งอยู่ตรงนี้ไหมนะ?

ฝูงชนเริ่มพากันโห่ร้องส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวด้วยความตื่นเต้นยินดีกับข้อสันนิษฐานนี้มาก!

“มิน่าล่ะคนในเน็ตถึงพากันประโคมข่าวว่าบอสลู่คิดจะผัดขาดตลาด ขืนทุกฐานที่มั่นได้รับการติดตั้งเครื่องจักรแบบนี้หมด มันก็คือการผูกขาดตลาดชัด ๆ เลยไม่ใช่หรือไง”

“แล้วทำแบบนี้มันไม่ดีตรงไหนล่ะ? ทุกคนจะได้รับอานิสงส์จากเสบียงราคาถูก ราษฎรทุกคนได้อิ่มท้องกันถ้วนหน้ามันไม่ดีตรงไหนกันฮะ”

“ใช่เลย จุดแลกเปลี่ยนเสบียงเดิมก่อนหน้านี้ พวกแกไม่ได้พากันบ่นกระปอดกระแปดสารพัดหรอกเหรอ? ทั้งติติงว่าแพง ติติงว่าปริมาณน้อย แแถมยังติติงว่าของไม่สดใหม่อีกต่างหาก”

“มันก็จริงแฮะ หากลองมองกลับกันในอีกมุมหนึ่ง การกระทำของบอสลู่ถือเป็นการสร้างความสุขความเจริญให้แก่มนุษยชาติชัด ๆ พวกคนในเน็ตเหล่านั้นก็แค่เกิดความอิจฉาริษยาในตัวบอสลู่เท่านั้นเอง”

“ถูกต้องแล้ว คนอื่นเขาอุตส่าห์ทำดีขนาดนี้แล้วแท้ ๆ ยังจะมาคอยระดมโพสต์ข้อความโจมตีทำร้ายจิตใจกันอยู่ได้ทุกวัน”

“ฉันไม่สนใจหรอก ฉันจะขอปวารณาตนเป็นผู้สนับสนุนหนุนหลังบอสลู่ไปตลอดกาล!”

“นับฉันเพิ่มอีกคน! นับฉันเพิ่มอีกคนด้วย! วันหลังถ้าฉันได้ยินใครบังอาจมาว่าร้ายบอสลู่อีก ฉันจะ ฉันจะ! โมโหตายให้ดูเลย!”

“ฉันจะขอออกโรงพูดแก้ต่างให้บอสลู่ ถือดีอะไรมาใส่ร้ายป้ายสีคนดี ๆ แบบนี้กัน!”

ไม่ว่ากระแสสังคมภายนอกจะเป็นอย่างไร อย่างน้อยชาวฐานที่มั่นชวนเจียวในยามนี้ต่างพากันมีความสุขล้นพ้นใจมาก

พวกเขาได้ยินมาว่าบอสลู่จะปักหลักอยู่ที่นี่เพียงแค่วันเดียวเท่านั้น แต่เธอกลับทิ้งตู้ขายของอัตโนมัติไว้ให้ถึงห้าตู้ ซึ่งนั่นก็เท่ากับเป็นการทิ้งร้านเซเว่นย่อย ๆ ไว้ให้พวกเขานั่นเอง!

ช่างเป็นข่าวสารที่น่ายินดีที่สุดในโลกเลย!!

ภายในรถบ้าน ลู่หลีกำลังพิมพ์ข้อความตอบกลับข้อความของเสิ่นปิงอยู่ : 【ทำไมไม่คัดลอกเซเว่นขึ้นมาสักแห่งล่ะครับ】

ลู่หลีตอบกลับอย่างจริงจังว่า : 【มันแพงน่ะสิคะ! การคัดลอกร้านค้าสาขาขึ้นมาต้องใช้แต้มคะแนนตั้งห้าแสนแต้ม แต่การซื้อตู้จักรเครื่องนี้ใช้แต้มคะแนนเพียงแค่ห้าพันแต้มเท่านั้น ขืนเป็นคุณ คุณจะเลือกทางไหนล่ะคะ?】

(จบตอน)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บันทึกแล้ว
บันทึกไว้แล้ว!

📚 ชั้นหนังสือของฉัน

ฟอนต์
ขนาดตัวอักษร
ธีมสี
ระยะห่างบรรทัด
ระบบเปลี่ยนตอน
🔔 0
รายชื่อตอน
× LIST OF CHAPTERS กำลังโหลด...
กำลังดึงรายการ...
×