ตอนที่ 362 ย้ายกลับฐานที่มั่นกลาง?
ดีจังเลยนะ ทุกคนจะได้อิ่มท้องกันถ้วนหน้า
พอคิดถึงเรื่องนี้ หลิวซินหรูก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาอย่างสดใสยิ่งขึ้น
ในสมองของเธอผุดภาพเงาร่างอันสง่างามและห้าวหาญของใครบางคนขึ้นมา ไม่รู้ว่าช่วงนี้เธอคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง อยู่ที่ฐานที่มั่นซวี่รี่สบายดีไหมนะ
ในเวลาเดียวกัน ซูซวี่ซึ่งอยู่ห่างไกลออกไป ณ ฐานที่มั่นกลาง กำลังนั่งเหม่อมองผู้เฒ่าเสิ่นที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
ผู้เฒ่าเสิ่นยื่นมือมาโบกผ่านหน้าเธอไปมา “คิดอะไรอยู่เหรอ ย้ายกลับมาแล้วชินหรือยังล่ะ”
ซูซวี่ได้สติกลับมา เธอพยักหน้าตอบอย่างใจลอยเล็กน้อย “ค่อนข้างชินแล้ว ขอบคุณผู้เฒ่าเสิ่นที่คอยเป็นห่วง”
ผู้เฒ่าเสิ่นหัวเราะเบา ๆ “ไม่เป็นไรหรอก แค่กังวลว่าฐานที่มั่นซวี่รี่ที่ไม่มีเธอแล้ว จะยังบริหารจัดการได้ดีอยู่ไหม”
“ต้องได้แน่นอนอยู่แล้วค่ะ การสั่งซื้อเสบียงจากบอสลู่ในทุกสัปดาห์ แล้วนำมาจำหน่ายให้แก่ชาวฐานด้วยวิธีแลกเปลี่ยนนิวเคลียสคริสตัล ขั้นตอนกระบวนการเหล่านี้ทำกันจนชำนาญแล้ว หัวหน้าฐานคนใหม่เองก็ใส่ใจกับเรื่องนี้มากเช่นกัน”
“ส่วนเรื่องใหญ่น้อยอื่น ๆ ก็มีหัวหน้าส่วนงานในแต่ละแผนกคอยจัดสรรดูแลอยู่แล้ว แค่ทำตามระบบระเบียบเดิมไปเรื่อย ๆ ก็พอ คงไม่เกิดเรื่องผิดพลาดใหญ่อะไรหรอกค่ะ” ซูซวี่อธิบายละเอียดยิบ
เมื่อผู้เฒ่าเสิ่นได้ฟังก็เบาใจ แต่กระนั้นเด็กสาวตรงหน้าก็ยังคงมีท่าทางเหมือนวิญญาณออกจากร่างอยู่ดี
ดูไม่เหมือนหัวหน้าฐานที่มั่นผู้ห้าวหาญและเฉียบขาดในความทรงจำเอาเสียเลย
“การที่เธอย้ายกลับมาที่ฐานที่มั่นกลางในครั้งนี้ เป็นเพราะต้องการจะ……?” ผู้เฒ่าเสิ่นเอ่ยถามอย่างอ้อมค้อม
ซูซวี่เม้มปากแน่น ในใจคิดจะกุเรื่องโกหกขึ้นมา แต่พอต้องเผชิญหน้ากับสายตาคู่นั้นของผู้เฒ่าเสิ่นที่ราวกับจะสามารถมองทะลุปรุโปร่งได้ทุกสิ่ง เธอก็พูดโกหกไม่ออก
เธอได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ เมื่อผู้เฒ่าเสิ่นเห็นดังนั้นก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อ การที่เธอย้ายกลับมาก็ถือเป็นเรื่องดี เพราะเท่ากับมีแรงสนับสนุนที่ยิ่งใหญ่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน
หลังจากเดินออกจากห้องทำงานของผู้เฒ่าเสิ่น ซูซวี่ก็ลอบถอนหายใจยาว ตัวเธอน่ะย้ายกลับมาแล้ว แต่บอสลู่กลับยังไม่ยอมกลับมานี่สิ
ทว่ากลุ่มคนที่อยู่ห่างไกล ณ ฐานที่มั่นชวนเจียว กลับไม่ได้รับรู้ถึงเรื่องราวเหล่านี้เลยสักนิด
หวังยางกำลังจับกลุ่มบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโรงอาบน้ำเมื่อเช้านี้ให้ทุกคนฟังอย่างออกรสออกชาติ แถมยังเน้นย้ำบรรยายถึงกระบวนการทางจิตวิทยาของฝูงชนอย่างมีสีสัน
หลัวมู่ที่ยืนฟังอยู่ ในใจเกิดความรู้สึกว้าเหว่แปลก ๆ ราวกับกำลังโดนแย่งชิงหน้าที่การงานไปอย่างบอกไม่ถูก
โดยเฉพาะการที่ลู่หลีตั้งอกตั้งใจฟังอย่างจริงจัง มีอารมณ์ร่วม และดูสนุกสนานเอามาก ๆ นี่สิ!
มันน่าขำขนาดนั้นเลยหรือไง ขำจนตัวงอหัวเราะคิกคัก แม้แต่เนื้อสัตว์ในถ้วยก็ยังไม่ยอมตักเข้าปากเลย
หลัวมู่แอบชำเลืองมองไปพลาง ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันใส่หมูกรอบในถ้วยไปพลาง ในใจชวนให้รู้สึกอึดอัดไม่สบอารมณ์เอาเสียเลย
เสิ่นปิงเอาข้อศอกสะกิดหลัวมู่เบา ๆ “ทำอะไรของนายน่ะ สำรวมท่าทีหน่อย อาการมันออกชัดเจนเกินไปแล้วนะ!”
หลัวมู่ได้ยินดังนั้นก็รีบก้มหน้าลง ตั้งหน้าตั้งตาเล่นกับเศษผักในถ้วย คอยเขี่ยข้าวสวยที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดในถ้วยไปมา พลางเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวจากทางฝั่งนั้นอย่างตั้งใจ
เมื่อหวังยางเล่าจนเริ่มเหนื่อย เขาก็แวะพักซดน้ำซุปคำหนึ่งเพื่อแก้กระหาย
“แล้วยังไงต่อล่ะคะ” ลู่หลีเอ่ยถาม
“แล้วเขาก็เดินจากไปครับ” หวังยางตอบตามตรง
“เหอะ~ นึกว่าจะแน่~” ลู่หลีก้มหน้าลง ตักข้าวเข้าปากคำโตสองคำรวด
หวังยางโดนเสียงเหอะของเธอทำเอาในใจชวนรู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมานิด ๆ จึงพยายามรีบเค้นสมองคิดวิเคราะห์ว่าชายคนนั้นน่าจะเดินทางไปที่ไหนต่อ
“คาดว่าคงหนีไปแล้วล่ะครับ” หวังยางเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง
ทันใดนั้น สายตาของเขาเลื่อนผ่านกระจกมองออกไปด้านนอกรถบ้าน และได้พบเจอ “คนร้าย” คนนั้นกำลังยืนขูดสลากอยู่พอดี!
เขาตื่นตัวขึ้นมาในพริบตา รีบยืดตัวนั่งตรง ยื่นตะเกียบชี้ออกไปด้านนอก
“นั่น! ดูตรงนั้นสิครับ!” หวังยางเอ่ยด้วยความตื่นเต้น สายตาและความสนใจของทุกคนถูกดึงดูดตามคำพูดของเขาทันที
พากันมองตามทิศทางที่ปลายนิ้วของเขาชี้ไป ทว่าด้านนอกมีลูกค้าหนาแน่นเกินไป ใครจะไปรู้ว่าเขากำลังพูดถึงคนไหนกันแน่?
หวังยางจึงระบุลักษณะเฉพาะเจาะจงลงไปว่า “ก็ชายคนที่สวมเสื้อนอกสีดำ หัวโล้น หน้าตาดูดุดันคนนั้นไงครับ!”
คำบรรยายค่อนข้างจะชัดเจนและแม่นยำ ประกอบกับทิศทางที่ปลายนิ้วชี้ไป ทุกคนจึงสามารถตามหาตัวเขาพบได้อย่างราบรื่น
“เขาคือคนที่ลงมือฆ่าคนคนนั้นเหรอ ใจกล้าบ้าบิ่นชะมัด? ทำไมยังไม่รีบหนีไปอีกนะ? คงไม่ได้ตั้งใจจะมาติดกับดักให้โดนจับตัวหรอกใช่ไหมคะ” ลู่หลีอุทานด้วยความแปลกใจ
“นั่นสิครับ ผมเองก็กำลังคิดอยู่” หวังยางเอามือเท้าคาง “ฉันดูแล้วเขาไม่ได้เป็นผู้ใช้พลังพิเศษระดับสูงอะไรเลย เป็นแค่เลเวลสี่เท่านั้นเอง”
หลัวมู่ผู้มีพลังเลเวลหก : รู้สึกเหมือนโดนลูกหลงสะดุ้งเบา ๆ
ชายหนุ่มที่อยู่ด้านนอกรถบ้านขูดสลากใบนั้นเสร็จอย่างสุขุม แลกรับของรางวัลเสร็จสรรพก็นำเก็บเข้าพื้นที่ว่าง แล้วเอามือไขว้หลังเดินจากไปด้วยท่าทางสบายใจ
ช่างไม่สนใจเลยว่าหัวหน้าฐานจะตามมาล้างแค้นไหม ไม่สนใจว่าระหว่างทางจะอดตายหรือเปล่า ขอแค่ใช้ชีวิตในปัจจุบันให้ดีก็พอแล้ว
“วา ช่างดูสง่างามเด็ดเดี่ยวจังเลยนะ” หลิวซินหรูอดไม่ได้ที่จะอุทานชื่นชมอกมาคำหนึ่ง
ซึ่งคำพูดนี้ถือเป็นการระบายความรู้สึกนึกคิดในใจของทุกคนออกมา เพราะหากเรื่องนี้เกิดขึ้นกับคนอื่น
คงพากันหนีเตลิดเปิดเปิงด้วยความลนลาน หนีไปให้ไกลแสนไกลเพราะกลัวว่าลูกน้องของหัวหน้าฐานจะตามมาสืบพบตัวแน่
แต่กระนั้น ในเมื่อเขามีความกล้าหาญมากพอจะลงมือทำเรื่องนี้ ย่อมต้องเตรียมใจยอมรับผลลัพธ์ที่จะตามมาไว้เรียบร้อยแล้ว
ลู่หลีละสายตากลับมา พลางเอ่ยว่า “ช่วงค่ำวันนี้พวกนายไม่ต้องแวะมาทานมื้อเย็นที่นี่นะ จัดการหากินกันเอาเอง ร้านจะเปิดให้บริการยาวไปจนถึงสี่ทุ่ม ช่วงเวลานี้คงต้องรบกวนให้ทุกคนเหน็ดเหนื่อยกันหน่อยนะคะ”
เสิ่นปิงและคนอื่น ๆ พยักหน้ารับคำด้วยสีหน้าจริงจัง ต่างคนต่างรับรู้ถึงความสำคัญของเรื่องนี้ดี
หลังจากทานมื้อเที่ยงเสร็จ ทุกคนก็แยกย้ายกลับไปประจำตำแหน่งของตัวเอง เพื่อปฏิบัติหน้าที่การงานหลักให้ดีที่สุด
ลู่หลีรินน้ำมาแก้วหนึ่ง ในระหว่างที่กำลังยกขึ้นดื่ม ก็ได้ยินเสียงเซียวตี๋กำลังตะโกนพูดจาเสียงดังแว่วมา
เธอจึงขยับเข้าไปใกล้เพื่อเงี่ยหูฟัง “อย่าเบียดกันสิคะ! จะเบียดหาอะไรกัน! เข้าแถวเรียงคิวตามระเบียบดี ๆ ไม่เป็นหรือไงคะ!”
ลู่หลีพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ยัยหนูเริ่มทำตัวคล่องแคล่วว่องไวขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว ตอนมาแรก ๆ ยังมีท่าทางหดหัวหวาดกลัวอยู่เลย ตอนนี้สามารถยืนหยัดจัดการควบคุมสถานการณ์ด้วยตัวคนเดียวได้แล้ว
เนื่องจากด้านนอกมีลูกค้าหนาแน่นเกินไป จึงมีคนคอยเบียดเสียดกันอยู่ตลอดเวลาเพราะอยากจะรีบขูดสลากไว ๆ ใจร้อนจนไม่อาจรอคอยได้เลยแม้แต่นิดเดียว
ลู่หลีเหลือบเปิดระบบเช็กดู พบว่าตอนนี้ทำแต้มคะแนนในฐานที่มั่นชวนเจียวได้แปดหมื่นกว่าแต้มแล้ว ขออีกเพียงหมื่นกว่าแต้มก็จะสามารถปลดล็อกเครื่องขูดสลากอัตโนมัติได้สำเร็จแล้ว
อย่างน้อยมันก็คงจะช่วยระบายแบ่งเบาความหนาแน่นของลูกค้าหน้าร้านลงไปได้บ้าง จะได้ไม่ต้องมากระจุกเบียดเสียดกันอยู่ตรงนี้ทั้งหมด
พอคิดถึงตรงนี้ ลู่หลีก็พลอยนึกถึงตู้ขายของอัตโนมัติขึ้นมาได้
ในเมื่อเดินทางมาถึงฐานที่มั่นชวนเจียวแล้ว ย่อมต้องสามารถติดตั้งได้แน่นอนอยู่แล้ว เธอจึงจัดการกดซื้อมาทีเดียวห้าตู้ด้วยความรวดเร็ว
นำออกมาติดตั้งเรียงรายไว้ด้านนอกรถบ้าน ดูมีระเบียบและโอ่อ่าสง่างามดีแท้
เมื่อมีสิ่งแปลกใหม่ปรากฏขึ้น ย่อมดึงดูดความสนใจของฝูงชนให้พากันขยับเข้ามามุงดูทันที
หลายคนอุทานด้วยความตกใจเมื่อพบว่า สินค้าทุกอย่างที่มีอยู่ในเซเว่น ในตู้นี้ก็มีพร้อมหมดเลย!
แถมราคายังแพงกว่าการซื้อในหน้าร้านทั่วไปเพียงแค่ 2 แต้มคะแนนเท่านั้น ทุกคนจึงเริ่มเปิดฉากคาดเดากันอย่างมีความหวัง ว่าหากวันหลังบอสลู่เดินทางจากไปแล้ว ตู้จักรพวกนี้จะยังคงตั้งอยู่ตรงนี้ไหมนะ?
ฝูงชนเริ่มพากันโห่ร้องส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวด้วยความตื่นเต้นยินดีกับข้อสันนิษฐานนี้มาก!
“มิน่าล่ะคนในเน็ตถึงพากันประโคมข่าวว่าบอสลู่คิดจะผัดขาดตลาด ขืนทุกฐานที่มั่นได้รับการติดตั้งเครื่องจักรแบบนี้หมด มันก็คือการผูกขาดตลาดชัด ๆ เลยไม่ใช่หรือไง”
“แล้วทำแบบนี้มันไม่ดีตรงไหนล่ะ? ทุกคนจะได้รับอานิสงส์จากเสบียงราคาถูก ราษฎรทุกคนได้อิ่มท้องกันถ้วนหน้ามันไม่ดีตรงไหนกันฮะ”
“ใช่เลย จุดแลกเปลี่ยนเสบียงเดิมก่อนหน้านี้ พวกแกไม่ได้พากันบ่นกระปอดกระแปดสารพัดหรอกเหรอ? ทั้งติติงว่าแพง ติติงว่าปริมาณน้อย แแถมยังติติงว่าของไม่สดใหม่อีกต่างหาก”
“มันก็จริงแฮะ หากลองมองกลับกันในอีกมุมหนึ่ง การกระทำของบอสลู่ถือเป็นการสร้างความสุขความเจริญให้แก่มนุษยชาติชัด ๆ พวกคนในเน็ตเหล่านั้นก็แค่เกิดความอิจฉาริษยาในตัวบอสลู่เท่านั้นเอง”
“ถูกต้องแล้ว คนอื่นเขาอุตส่าห์ทำดีขนาดนี้แล้วแท้ ๆ ยังจะมาคอยระดมโพสต์ข้อความโจมตีทำร้ายจิตใจกันอยู่ได้ทุกวัน”
“ฉันไม่สนใจหรอก ฉันจะขอปวารณาตนเป็นผู้สนับสนุนหนุนหลังบอสลู่ไปตลอดกาล!”
“นับฉันเพิ่มอีกคน! นับฉันเพิ่มอีกคนด้วย! วันหลังถ้าฉันได้ยินใครบังอาจมาว่าร้ายบอสลู่อีก ฉันจะ ฉันจะ! โมโหตายให้ดูเลย!”
“ฉันจะขอออกโรงพูดแก้ต่างให้บอสลู่ ถือดีอะไรมาใส่ร้ายป้ายสีคนดี ๆ แบบนี้กัน!”
ไม่ว่ากระแสสังคมภายนอกจะเป็นอย่างไร อย่างน้อยชาวฐานที่มั่นชวนเจียวในยามนี้ต่างพากันมีความสุขล้นพ้นใจมาก
พวกเขาได้ยินมาว่าบอสลู่จะปักหลักอยู่ที่นี่เพียงแค่วันเดียวเท่านั้น แต่เธอกลับทิ้งตู้ขายของอัตโนมัติไว้ให้ถึงห้าตู้ ซึ่งนั่นก็เท่ากับเป็นการทิ้งร้านเซเว่นย่อย ๆ ไว้ให้พวกเขานั่นเอง!
ช่างเป็นข่าวสารที่น่ายินดีที่สุดในโลกเลย!!
ภายในรถบ้าน ลู่หลีกำลังพิมพ์ข้อความตอบกลับข้อความของเสิ่นปิงอยู่ : 【ทำไมไม่คัดลอกเซเว่นขึ้นมาสักแห่งล่ะครับ】
ลู่หลีตอบกลับอย่างจริงจังว่า : 【มันแพงน่ะสิคะ! การคัดลอกร้านค้าสาขาขึ้นมาต้องใช้แต้มคะแนนตั้งห้าแสนแต้ม แต่การซื้อตู้จักรเครื่องนี้ใช้แต้มคะแนนเพียงแค่ห้าพันแต้มเท่านั้น ขืนเป็นคุณ คุณจะเลือกทางไหนล่ะคะ?】
(จบตอน)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น