ตอนที่ 361 แอบอ้าง
“จอภาพขนาดใหญ่นี้ เบาะนั่งก็นุ่มสบาย แถมยังมีผลไม้ให้กินได้ไม่อั้น ฉันคือคนที่จำเริญใจที่สุดในโลกแล้ว!”
“อา…… สบายจัง สบายจนอยากจะนอนเลย ทำยังไงดี”
“อย่าเพิ่งนอนสิ อย่าเสียเที่ยวดนัยทัศน์ทำเลทองตรงกึ่งกลางโรงหนังนะ หนังเรื่องนี้สนุกมากเลยล่ะ”
“มีคนฆ่ากันตาย”
“แปลกตรงไหนเหรอ”
“ก็ไม่แปลกเท่าไหร่ล่ะมั้ง?”
“งั้นก็รีบไปกินผลไม้เพิ่มสิ! คนตายแล้วมันเกี่ยวอะไรกับแกเล่า!”
หวังหยางซึ่งนั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์เช็กบิลของโรงอาบน้ำ ได้กลิ่นคาวเลือดโชยมาแตะจมูกอย่างฉับไว มันส่งกลิ่นเหม็นตุ ๆ แย่กว่ากลิ่นกายของลู่หลีเป็นหมื่นเท่า
แต่ทว่าในร้านของเขาจะมีกลิ่นคาวเลือดโชยมาได้ยังไงกัน? หวังหยางลุกขึ้นยืนพลางดมกลิ่นตามหาเบาะแสทีละจุด
จนกระทั่งมาถึงหลังฉากกั้นตรงมุมอับสายตาบนชั้นสอง และได้พบเจอศพร่างหนึ่งนอนสิ้นใจอยู่
หวังหยางยืนอึ้งไปครู่หนึ่ง คิดในใจว่าเวลาจะทิ้งศพทำไมไม่ไปหาทำเลที่ดีกว่านี้หน่อย ต้องมาทำพื้นที่ของฉันสกปรกเลอะเทอะด้วย!
โมโหชะมัด!
ภายในร้านของเขาไม่มีกล้องวงจรปิดติดตั้งไว้ ตอนนี้เขาชวนให้รู้สึกนึกเสียใจขึ้นมานิด ๆ ที่คราวนั้นไม่ได้ยอมเชื่อฟังคำเตือนของบอสลู่
แต่ทว่าเขาก็สามารถตามหาตัวคนร้ายได้อยู่ดี เพียงแต่ต้องออกแรงกันสักหน่อย เขาสูดจมูกฟุดฟิด เดินผ่านลูกค้าทุกคนทีละคน
คนที่เพิ่งจะลงมือฆ่าคนมา ต่อให้จะรู้จักปกปิดอำพรางกายได้แนบเนียนเพียงใด ตามร่างกายก็ย่อมต้องหลงเหลือกลิ่นอายคาวเลือดติดอยู่บ้าง ซอมบี้มีประสาทรับกลิ่นที่เฉียบคมมาก เขาย่อมดมแยกแยะออกได้
เขาสูดดมจนรู้สึกเหนื่อยล้าที่ปลายจมูก ในที่สุดก็สามารถตามหาตัวคนร้ายพบภายในห้องขัดผิว
ชายคนนั้นกำลังนอนคว่ำอยู่บนเตียง ปล่อยให้คุณป้าพนักงานขัดผิวลงไม้ลงมือละเลียดขัดถูตามร่างกาย จนเกิดเป็นคราบไคลสีดำร่วงหล่นออกมาเป็นเส้นยาว
หวังหยางแสดงสีหน้ารังเกียจเล็กน้อย เขายืนนิ่งอยู่ตรงหน้าประตูโดยไม่ได้ขยับเขยื้อน กลิ่นอายคนตายบนตัวชายคนนั้นรุนแรงมาก
พอเขาได้ใช้ชีวิตปะปนอยู่กับมนุษย์ปุถุชนมานาน ตอนนี้จึงรู้สึกว่ากลิ่นนี้มันช่างฉุนกึกแทงจมูกเหลือเกิน เมื่อก่อนยังเคยนึกชอบใจแท้ ๆ เห็นชัดว่ามนุษย์ ไม่สิ ศพมันก็ย่อมต้องรู้จักเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
เขายืนรออยู่พักใหญ่ ในที่สุดชายคนนั้นก็ยันกายท่อนบนลุกขึ้นนั่งเสียที
และบังเอิญไปสบประสานสายตาเข้ากับหวังหยางที่ยืนกอดอกพิงขอบประตูอยู่พอดี ชายคนนั้นชะงักไปแวบหนึ่ง ก่อนจะเบือนสายตาหลบหนีไปอย่างไร้ความพิรุธ
เขาหยิบเสื้อคลุมอาบน้ำมาสวมใส่ แล้วก้าวขาลงจากเตียงด้วยท่าทางที่แสนสุขุม
หวังหยางยืนขวางประตูไว้กว่าครึ่ง และไม่มีทีท่าว่าจะยอมขยับหลีกทางให้เลยสักนิด ชายคนนั้นขมวดคิ้วแน่น ทำได้เพียงเอียงตัวแทรกผ่านช่องว่างไป
ทว่ากลับถูกหวังหยางยื่นมือไปกระชากคอเสื้อไว้แน่น แล้วออกแรงลากตัวมุ่งตรงไปยังจุดที่เขาเอาศพไปทิ้งไว้ทันที
ชายหนุ่มไม่เข้าใจเหตุการณ์จึงเกิดความเดือดดาล พยายามดิ้นรนขัดขืนแต่ก็ไม่สามารถสลัดหลุดได้ แต่กระนั้นปากก็ยังไม่ยอมสงบคำ
“แกเป็นใครวะ กล้าดียังไงมาทำตัวสามหาวในร้านของบอสลู่!”
หวังหยางไม่ปริปากตอบ ในใจกลับนึกขำ หมอนี่อุตส่าห์เดินมาเปิดแอปพลิเคชันเลือกซื้อชุดบริการจากเขาแท้ ๆ แต่กลับจำใบหน้าของเขาไม่ได้งั้นเหรอ?
สายตาช่างห่วยแตกสิ้นดี!
ชายหนุ่มเห็นหวังหยางนิ่งเงียบไม่ยอมพูดจา ก็ยิ่งได้ใจแสดงท่าทีพยศหนักกว่าเดิม “รีบปล่อยฉันเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นฉันจะเอาเรื่องนี้ไปฟ้องบอสลู่แน่!”
ลูกค้ารอบข้างเฝ้ามองดูเขาถูกลากตัวผ่านไปโดยไม่ได้รู้สึกนึกสงสารอะไร ต่างคนต่างรีบเร่งเดินทางไปกอบโกยความสุขในกิจกรรมถัดไปของตัวเอง
การสละเวลามามุงดูเรื่องสนุกเพิ่มขึ้นหนึ่งนาที ก็เท่ากับเป็นการตัดลดเวลาในการเสพสุขของตัวเองลงไปหนึ่งนาทีนั่นแหละ
แต่กระนั้นก็ย่อมต้องมีพวกที่ชอบสอดรู้สอดเห็นและรักในการมุงดูเรื่องสนุกอยู่บ้าง พากันเดินจับกลุ่มตามหลังไปสองสามคน
พอตามมาจนถึงมุมอับสายตา ทุกคนถึงได้ประจักษ์แจ้งแก่สายตา
ที่แท้ตรงนี้มีศพนอนอยู่ร่างหนึ่ง? จะโทษว่าพวกเขาหูตาฝ้าฟางมองไม่เห็นก็ไม่ได้ เพราะทำเลตรงนี้มันลับตาคนจริงๆ อีกทั้งพวกเขาก็พากันเกิดอาการชาชินต่อกลิ่นคาวเลือดไปหมดแล้ว
สู้ให้ได้กลิ่นหอมหวนของอาหารคาวหวานยังจะชวนให้รู้สึกตื่นเต้นยินดีเสียกว่า
พอชายหนุ่มโดนลากมาถึงตรงนี้ ในใจก็เริ่มจับสังเกตบางอย่างได้ จึงยอมสงบปากคำลง
หลังจากถูกหวังหยางเหวี่ยงร่างลงไปกองกับพื้น เขาก็ไม่กล้าส่งเสียงเอะอะอะไรรอจนเวลาผ่านไปพักหนึ่ง ถึงได้รวบรวมความกล้ายืนหยัดขึ้นมาใหม่
ยื่นนิ้วชี้หน้าหวังหยางพลางตวาดด้วยความโมโหว่า “ฉันจะถามแกอีกรอบ แกเป็นใคร ถือดีคัดค้านแสดงท่าทีไม่เคารพต่อลูกค้าของบอสลู่!”
หมอนนี่ยังคงจำไม่ได้อยู่ดี
หวังหยางหัวเราะออกมาด้วยความโมโห ตัวเขาช่างดูไร้เอกลักษณ์ขนาดนั้นเลยหรือไง?
เขาจัดการเท้าสะเอว เลียนแบบท่าทางพยศอันโอหังของอีกฝ่ายพลางเอ่ยว่า “ฉันนี่แหละคือเถ้าแก่เจ้าของร้านนี้ แกคิดจะเอาเรื่องไปฟ้องใครไม่ทราบ?!”
ชายหนุ่มชะงักอึ้งไปแวบหนึ่ง แต่ด้วยปฏิภาณไหวพริบอันแก่กล้าคอยบีบบังคับให้เขาต้องเดินหน้าต่อ “ทุกคนรีบมาดูเร็วเข้า ไอ้หมอนี่มันบังอาจแอบอ้างตัวเป็นเถ้าแก่! รีบช่วยกันขับไล่มันออกไปเดี๋ยวนี้เลย!”
กลุ่มคนมุงรอบข้างต่างพากันมองเขาด้วยสายตาเหมือนกำลังจ้องมองคนปัญญาอ่อน
ชายหนุ่มเริ่มจับกระแสความผิดปกติได้ ชายร่างสูงใหญ่กำยำที่ยืนอยู่ตรงหน้าคนนี้ น่าจะเป็นเถ้าแก่ตัวจริงเสียงจริงของร้านนี้แน่ ๆ
แต่ทว่าในยามนี้จะยอมลดราวาศอกให้เสียบารมีไม่ได้ และจะยอมคล้อยตามคำพูดของเขาก็ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นได้สิ้นชื่อแน่!
เขาหันไปถลึงตาใส่กลุ่มคนมุงรอบข้าง “มองอะไรกัน มันแอบอ้างเป็นเถ้าแก่จริงๆ นะ ไม่เชื่อก็ลองตามฉันลงไปดูข้างล่างสิ ว่าเถ้าแก่ตัวจริงนั่งอยู่ตรงเคาน์เตอร์ไหม!”
พูดจบ เขาก็ทำท่าทางกระฟัดกระเฟียดตระเตรียมจะวิ่งลงไปชั้นล่าง ทว่ากลับถูกหวังหยางยื่นมือไปคว้าคอเสื้อด้านหลังไว้ได้ทัน
“แคว่ก——” เสื้อผ้าถูกหวังหยางกระชากจนขาดวิ่นคามือ เพราะมันผ่านการสวมใส่มานานจนเนื้อผ้าเปื่อยยุ่ยเกินไป
หวังหยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดันว่า “อย่าเพิ่งรีบไป แบกศพนี้ออกไปทิ้งข้างนอกซะ อย่าเอามาวางไว้ให้พื้นที่ของฉันต้องแปดเปื้อนซกมก”
ชายหนุ่มรู้สึกเย็นเยียบไปทั้งแผ่นหลัง เขาพยายามยื่นมือไปตะครุบเศษผ้าที่ขาดปลิวว่อนกลางอากาศตามสัญชาตญาณ แต่กลับคว้าได้เพียงความว่างเปล่า
ยังดีที่ท่อนล่างไม่ได้หลุดลุ่ยตามไปด้วย จึงยังพอหลงเหลือหน้าตาให้สามารถเผชิญหน้ากับสายตาจับผิดและขบขันเหล่านั้นได้บ้าง
เมื่อปราศจากเสื้อผ้าคอยปกปิดร่างกาย ความกล้าหาญอันเด็ดเดี่ยวในตอนแรกก็ดูเหมือนจะมลายหายไปสิ้น เขาหันหลังกลับมาด้วยท่าทางหดหัว ยื่นมือไปแบกศพขึ้นบ่าทันที
เมื่อทุกคนได้เห็นใบหน้าของศพชัดเจน ต่างก็พากันอุทานออกมาด้วยความตกใจเป็นระลอก
“นี่มันน้องชายของหัวหน้าฐานที่มั่นไม่ใช่เหรอ”
“แม่เจ้าโว้ย หมอนี่ใจกล้าบ้าบิ่นชะมัด ขนาดน้องชายหัวหน้าฐานยังกล้าลงมือฆ่า ไม่กลัวหัวหน้าฐานตามมาล้างแค้นหรือไง”
“ฉันได้ยินมาว่าหัวหน้าฐานมีน้องชายร่วมสายเลือดอยู่แค่คนเดียว รักและทะนุถนอมราวกับแก้วตาดวงใจเชียวล่ะ”
“ก็นั่นน่ะสิ ปกติถ้าใครบังอาจไปถลึงตาใส่เข้าหน่อย ถึงขั้นต้องโดนควักลูกตาออกเลยนะโว้ย!”
“เรื่องนี้ฉันก็เคยได้ยินมาเหมือนกัน ควักออกตรงนั้นเลย แถมวันหลังยังมีคนแอบไปก่นด่าน้องชายเขาพอลับหลัง ปากนี่โดนฉีกจนขาดเลยล่ะ!”
“โอย โหดเหี้ยมขนาดนั้นเลยเหรอ”
“เรื่องที่ชวนให้รู้สึกสยดสยองยิ่งกว่านี้ยังมีอีกตั้งมากมาย แค่แกยังไม่เคยได้ยินก็เท่านั้นแหละ”
“ไอ้น้องชายตัวดีวัน ๆ เอาแต่ประพฤติตนชั่วช้าสามานย์หาเรื่องชาวบ้านไปทั่ว คราวนี้ในที่สุดก็มีคนมาช่วยสั่งสอนระงับเหตุให้เสียที”
“ใช่เลย ลงมือสั่งสอนปุ๊บก็สิ้นใจปั๊บ”
กลุ่มคนมุงรอบข้างต่างพากันแสดงท่าทีเหมือนกำลังรับชมเรื่องสนุกสนาน แถมในใจยังแอบรู้สึกอยากจะปรบมือโห่ร้องแสดงความยินดีเสียด้วยซ้ำ ไม่มีใครรู้สึกนึกสงสารเห็นใจในตัวผู้ตายเลยสักคน
หวังหยางยืนฟังอยู่ครู่ใหญ่ ถึงได้เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดกระจ่างแจ้ง ดูท่าผู้ตายย่อมสมควรได้รับผลกรรมนี้แล้ว
ถ้าอย่างนั้น ชายคนนี้ก็ถือเป็นการกระทำอันชอบธรรมเพื่อปกป้องความสงบสุขให้แก่ประชาชนงั้นเหรอ? ถือเป็นการกำจัดภัยสังคมงั้นเหรอ? แต่ถึงกระนั้นแกก็ไม่ควรจะนำศพมาทิ้งขว้างไว้ในร้านของฉันอยู่ดีนั่นแหละ
ชายหนุ่มแบกศพไว้บนบ่า ก้มหน้าก้มตาเดินมุ่งหน้าออกไปข้างนอก ทว่าระหว่างทางกลับได้รับสายตาชื่นชมและส่งเสริมจากผู้คนรอบข้างโดยไม่คาดคิด
เขารีบแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น ก้มหน้าก้มตาก้าวเดินต่อไป ในใจแอบนึกฉงนว่า คนพวกนี้เป็นอะไรกันไปหมด ทำไมถึงเปลี่ยนท่าทีกันได้รวดเร็วขนาดนี้!
“ทำได้เยี่ยมมาก! คนประเภทนี้มันต้องโดนจัดการซะบ้าง!”
“ถูกต้องแล้ว ถ้าแกไม่ลงมือจัดการ วันหลังก็คง…… ไม่มีใครกล้าจัดการแน่……”
“เจ้าหนุ่ม แกช่างเป็นคนซื่อตรงและกล้าหาญยิ่งนัก!”
“เรื่องนี้ทำได้ดีมาก รีบหนีไปซะล่ะ อย่าปล่อยให้โดนจับตัวได้นะ”
ยิ่งเดิน ชายหนุ่มก็ยิ่งซอยเท้าก้าวเดินเร็วขึ้น ปฏิเสธการซาบซึ้งใจจนเนื้อเต้น!
แต่กระนั้นขอบตากลับเริ่มแดงระเรื่อ ในใจรู้สึกตื้นตันและอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก
หวังหยางเองก็ไม่อยากจะซ้ำเติมอะไรอีก เขาเฝ้ามองดูแผ่นหลังของอีกฝ่ายเดินเลี้ยวหายลับไปตรงหัวมุมตึก ก่อนจะโบกมือไล่ลูกค้าทุกคนให้แยกย้ายกันไป
“เลิกมุงดูได้แล้ว ขืนมุงดูต่อเดี๋ยวจะหมดเวลาเอาได้นะ” คำพูดเพียงประโยคเดียวของหวังหยาง ช่วยดึงสติของทุกคนให้กลับคืนสู่โลกความเป็นจริงในพริบตา
สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเขาในยามนี้คือการเสพสุข! ตักตวงความสุขให้เต็มคราบเท่าที่จะทำได้!
……
ภายในโรงหม้อไฟ
“เอาอันนี้ อันนี้ เอาหมดเลย อันนี้ก็เอาด้วย ทำยังไงดี ฉันอยากลองชิมทุกเมนูเลย!”
“งั้นสั่งเลย กินไม่หมดก็ค่อยห่อกลับบ้าน! แต่ฉันคิดว่าพวกเราสามารถฟาดจนเรียบอาวุธได้หมดเกลี้ยงแน่!”
“มีกับข้าวให้เลือกเยอะแยะเลย ฉันเลือกจนตาพร่าละลานตาไปหมดอีกแล้วนะ”
“งั้นแกก็ยอมตาพร่าไปคนเดียวเถอะ ฉันขอลงมือก่อนละกัน ถึงตอนนั้นอย่ามาบ่นหาว่าฉันกินเยอะกว่าแกก็แล้วกันนะ!”
หลีรั่วนั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์เช็กบิล เฝ้ามองดูภาพลูกค้าเดินเข้าออกผ่านไปมาด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ ยิ่งคนหนาแน่นเธอก็ยิ่งมีความสุข
เมื่อได้เห็นโต๊ะทุกตัวถูกจับจองจนเต็มแน่น ในใจก็เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจและอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก
(จบตอน)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น