-->

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ตอนที่ 231 เดินแบบ? หรือหาเรื่อง?

ตอนที่ 231 เดินแบบ? หรือหาเรื่อง?


น้ำเสียงเคร่งขรึมเอ่ยขึ้น “การประชุมครั้งนี้เป็นเรื่องการปรึกษาหารือเกี่ยวกับทิศทางในอนาคตของฐานที่มั่นต่างๆ ในหัวเซี่ย แล้วมันเกี่ยวอะไรกับบอสลู่ด้วย?”


จูหยางไม่ยอมถอยแม้แต่นิดเดียว “พลังพิเศษที่เธอมีอยู่คือสิ่งที่น่าจะมีโอกาสกอบกู้มวลมนุษยชาติได้มากที่สุดในตอนนี้ พวกนายว่ามันเกี่ยวข้องกันไหมล่ะ?”


เฉินชิ่งช่วยเสริม “ผู้เฒ่าเสิ่น ฉันก็เห็นด้วยนะที่ควรให้เด็กที่ชื่อเสี่ยวลู่คนนั้นมาลองฟังดู ตอนนี้อิทธิพลของเธอไม่ใช่เล่นๆ เลย”


“เธอเป็นแค่คนขาจร ไม่ได้เข้าร่วมกับฐานที่มั่นไหนทั้งนั้น เธอมีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธคำเชิญของพวกเรา” ผู้เฒ่าเสิ่นยังมีท่าทีแข็งกร้าว


เขาไม่อยากให้ลู่หลีเข้ามาพัวพันกับเรื่องยุ่งยากพวกนี้


จูหยางแค่นยิ้มเย็น “ตั้งแต่วินาทีที่เธอปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับร้านสลาก ทุกอย่างก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเธอที่จะเลือกได้อีกต่อไปแล้ว”


ดวงตาของผู้เฒ่าเสิ่นเต็มไปด้วยความขุ่นมัว ดูเหมือนคนที่ผิดหวังในกลุ่มคนพวกนี้จนถึงขีดสุด หรือไม่ก็ดูเหมือนคนที่จนปัญญา ลำพังตัวเขาคนเดียว สู้คนพวกนี้ทั้งสี่คนไม่ได้


...


ลู่หลีที่อยู่ในร้านสลากไม่รู้เลยว่าผู้เฒ่าเสิ่นได้พยายามช่วยโต้แย้งเพื่อเธอขนาดไหน เธอคิดแค่ว่าปฏิเสธเหอเล่อไปแล้วเรื่องก็คงจบไป


นึกไม่ถึงว่าก่อนจะทานมื้อเที่ยง ผู้เฒ่าเสิ่นจะส่งข้อความมาเอง [บอสลู่ ในเมื่อตอนนี้อิทธิพลของคุณแผ่ขยายไปกว้างไกล พรุ่งนี้พอจะมาร่วมประชุมได้ไหม?]


น้ำเสียงนี้ดูไม่เหมือนการขอร้อง แต่มันดูแข็งกร้าวอยู่บ้าง ไม่เหมือนนิสัยที่ผู้เฒ่าเสิ่นมักจะพูดปกติ เขารู้อยู่แล้วว่าเธอจะไม่ไป แล้วทำไมยังถามอีก


แถมถามมาแบบเป็นทางการมาก เหมือนถูกใครบางคนควบคุมอยู่


ถูกควบคุม? ก็เป็นไปได้นะ ตระกูลลึกลับ? หรือว่าจะเป็นผู้ดูแลฐานคนอื่นๆ?


จุดประสงค์ของการเปิดประชุมพรุ่งนี้คืออะไรกันแน่ ทำไมต้องให้ฉันไปถึงที่ให้ได้ หรือจะละโมบในเสบียงที่ฉันมี และทรัพยากรอีกมหาศาลที่อยู่ข้างหลังฉัน


เธอไม่อยากตกเป็นฝ่ายตั้งรับแบบนี้ ไม่อยากถูกใครจูงจมูกไปโดยที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหนทางข้างหน้าเลย เธอต้องกุมอำนาจในการตัดสินใจไว้ในมือตัวเอง!


ลู่หลีตอบกลับไป [ได้ บอกเวลามา]


ทางโน้นเงียบไปนานมาก จนกระทั่งลู่หลีทานข้าวเสร็จ ข้อความจากผู้เฒ่าเสิ่นถึงส่งมา [พรุ่งนี้บ่ายสองโมง ประตูทิศใต้ ฉันจะส่งคนไปรับคุณ]


พวกเสิ่นปิงยังไม่ไปไหน ทุกคนต่างจ้องมองลู่หลี


เมื่อกี้บนโต๊ะอาหาร ลู่หลีได้บอกเรื่องนี้ไปแล้ว ว่าเธอจะไปร่วมประชุมเพราะผู้เฒ่าเสิ่นเป็นคนเอ่ยปากเอง


ทุกคนไม่ได้แสดงท่าทีคัดค้าน เพียงแค่ร่วมกันปรึกษาเรื่องจุดประสงค์สุดท้ายของการประชุมครั้งนี้ และช่วยเธอคิดว่าจะรับมืออย่างไรเมื่อถึงเวลานั้น


“พรุ่งนี้บ่ายสองโมง พวกนายไปกับฉันด้วย” ลู่หลีสั่งอย่างเด็ดขาด


หลัวมู่มองหน้าทุกคนสลับไปมาแล้วถาม “ไปหมดเลยเหรอ?”


“นาย, เสิ่นปิง, ฉู่หลีเซิง, จงเซี่ย, เซิ่งเสวียน แล้วก็เรียกหวังหยางคนนั้นมาด้วย ไปด้วยกันหมดนี่แหละ ไปดูว่าตอนนั้นพวกมันคิดจะทำอะไร ถ้าไม่ไหวจริงๆ ตำแหน่งผู้ดูแลนี่ก็ไม่ต้องเป็นมันแล้ว” ลู่หลีขยับมือมากอดอก รู้สึกขุ่นเคืองนิดหน่อย


เธอตบโต๊ะดังปึกแล้วประกาศก้อง “อย่างมากฉันก็มาเป็นเองซะเลย!”


หลัวมู่ปรบมือให้ทันทีโดยไม่ลังเล “ดี! ฉันจะเป็นคนแรกที่สนับสนุนเธอ!” ดวงตาของเขาเป็นประกายระยิบระยับ ลู่หลีโคตรเท่เลย!


เสิ่นปิงใช้ฝ่ามือฟาดไปที่หัวทุยๆ ของเขาหนึ่งทีแล้วด่า “นายนี่มันขี้อวดจริงๆ”


หลัวมู่กุมหัวมองเขาด้วยสายตาน้ำตาคลอ แล้วหันไปมองลู่หลีอย่างน่าสงสาร “นายมาตีฉันทำไม ฉันก็ไม่ได้พูดผิดตรงไหน ถ้าพวกคนกลุ่มนั้นทำไม่เป็นก็ไสหัวลงไปซะ!”


ลู่หลีก็เห็นด้วยว่ามันเป็นเหตุเป็นผล ถ้าทำไม่เป็นก็ลงไปซะ อย่ามาขวางทางคนอื่น! แถมยังคอยทำเรื่องที่น่าสะอิดสะเอียนแบบนี้อยู่ได้ทั้งวัน


...


วันต่อมา


เมื่อลู่หลีนำทีมชายหนุ่มหกคนที่มีความหล่อคนละสไตล์ ปรากฏตัวขึ้นที่ประตูทิศใต้ของฐานที่มั่นกลาง ผู้รอดชีวิตโดยรอบต่างพากันส่งสายตาอยากรู้อยากเห็นมาที่พวกเขา


คนที่ผู้เฒ่าเสิ่นส่งมารับพวกเขาก็คือหลินจุน


“...เธอพาคนมาเยอะขนาดนี้ จะมาเดินแบบ? หรือจะมาหาเรื่องกันแน่?” หลินจุนเอ่ยอย่างเหนื่อยใจ


จากนั้นเขาก็เข้าร่วมทีมไปโดยไม่รู้ตัว เดินไปพร้อมกับเสิ่นปิงตามหลังลู่หลีไปติดๆ ชายร่างสูงทั้งเจ็ดคนต่างก้าวตามหลังเธอมาหนึ่งก้าว


ภาพเหตุการณ์นี้ดูเหมือนกับที่ลู่หลีเคยเห็นพวกหัวหน้าฐานที่มั่นออกเดินทาง โดยมีบอดี้การ์ดร่างยักษ์นับสิบคนคอยตามหลัง แต่ละคนสีหน้าเคร่งขรึม ดูทรงพลังสุดๆ


ลู่หลีเผลอรู้สึกฟินขึ้นมานิดหน่อยโดยไม่ระวัง...


แค่เหลียวมองไปข้างหลัง ก็มีแต่หนุ่มหล่อระดับหัวกะทิทั้งนั้น


ระหว่างทาง ไม่มีใครเปิดปากพูดจา เพราะกลัวว่าถ้าพูดออกมาแล้วจะเผลอขำ จนเสียบรรยากาศที่ดูทรงพลังซึ่งนานๆ จะรวมตัวกันได้แบบนี้


ทั้งกลุ่มมาถึงห้องประชุม เหอเล่อมายืนรออยู่ที่ประตู ตั้งใจจะใช้เวลาช่วงนี้กำชับลู่หลีสักสองสามประโยค แต่พอเห็นเธอพาคนมาโขยงใหญ่


เดินเข้ามาอย่างน่าเกรงขามดูเหมือนจะมาแย่งชิงบัลลังก์ ทุกคนสีหน้าเคร่งเครียดสุดขีด


เหอเล่อฉวยโอกาสตอนที่ยังไม่ถึงเวลา และคนยังมาไม่ครบ ลากลู่หลีไปด้านหนึ่งแล้วกระซิบเสียงต่ำ “เดี๋ยวตอนประชุม ไม่ว่าพวกนั้นจะขอเสบียงอะไรจากคุณ ให้ปฏิเสธไปก่อน! ทุกอย่างค่อยว่ากันทีหลัง! ต้องปฏิเสธให้ได้นะ!”


ลู่หลีพยักหน้า แสดงว่ารับรู้แล้ว


ไม่นานนัก ผู้เฒ่าเสิ่นก็มาถึง หัวคิ้วที่ขมวดมุ่นคลายลงเล็กน้อยเมื่อเห็นกลุ่มคนข้างหลังลู่หลี


ความจริงลู่หลีก็เตรียมใจไว้แล้วว่าถ้าคุยกันไม่รู้เรื่องจนต้องลงไม้ลงมือ เธอจะเรียกโรงอาบน้ำเคลื่อนที่ เอ้ย เรียกเจ้ารถบ้านออกมาพุ่งชนแม่มันให้ราบทั้งโลกเลย


ประตูห้องประชุมเปิดออก ทั้งกลุ่มเดินเข้าไปข้างใน


ห้องประชุมนี้กว้างมาก ทิศที่ตรงข้ามกับประตูเป็นหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่มองเห็นวิวของฐานที่มั่นกลางได้เกือบครึ่งหนึ่ง บรรยากาศดูสว่างไสวมาก


ลู่หลีเลือกที่นั่งตามใจชอบ เสิ่นปิงและคนอื่นๆ ต่างตามมาติดๆ ยืนอยู่ข้างหลังเธอเพื่อคอยหนุนหลัง ดูแล้วเป็นภาพที่ค่อนข้างเร้าใจเลยทีเดียว


ส่วนที่นั่งประธานมีเพียงสองที่ แม้แต่ผู้เฒ่าเสิ่นเองก็นั่งอยู่ที่ตำแหน่งแรกทางฝั่งขวา


ผู้คนเริ่มทยอยกันเข้ามาจนที่นั่งในห้องประชุมเต็มหมดทุกที่


ลู่หลีทำหน้าเรียบเฉยตลอดเวลา ดูเหมือนคนที่ไม่ต้องการให้ใครเข้าใกล้


ทำให้บางคนที่เคยได้ยินกิตติศัพท์ของร้านสลากและอยากจะเข้ามาทำความรู้จัก พอเห็นใบหน้าที่เย็นชาของเธอ และเห็น “บอดี้การ์ด” ที่ยืนอยู่ข้างหลัง


บางคนในกลุ่มนั้นถึงขั้นเป็นยอดฝีมือที่มีชื่อเสียงในอันดับกระดานพลัง


พริบตาเดียวคนพวกนั้นก็ไม่กล้าเข้าใกล้ทันที


รักษาระยะห่างไว้น่าจะปลอดภัยกว่า


ถึงเวลาบ่ายสองโมงแล้ว ลู่หลีเห็นว่าคนที่ตำแหน่งประธานยังไม่มา


ผู้เฒ่าเสิ่นกำลังจะเปิดการประชุม แต่กลับได้ยินหญิงสาวร่างเล็กที่อยู่ฝั่งตรงข้ามพูดขึ้นว่า “รอก่อน”


ผู้คนเต็มห้องจึงต้องรอต่อไปอีกครึ่งชั่วโมง จนเริ่มมีคนทนไม่ไหว ลุกขึ้นถามว่า “พวกเรากำลังรอใครเหรอ? ผู้ดูแลทั้งห้าคนก็มากันครบแล้วนี่?”


หญิงสาวร่างเล็กคนนั้น จูหยาง เอ่ยขึ้นอย่างเย็นชา “ตระกูลลึกลับ”


คนคนนั้นถึงกับเงียบกริบทันที นั่งลงอย่างว่างง่ายและรอคอยอย่างอดทน


ส่วนลู่หลี...


ตั้งแต่ตอนที่จูหยางบอกว่า “รอก่อน” เธอควักถาดแตงโมแช่เย็นที่หั่นเสร็จแล้วจานใหญ่ ส้มวอคานสิบกว่าลูก และส้มโอเนื้อแดงอีกลูกออกมาจากมิติ


ลู่หลีเอั่งขาพาดไขว่ห้าง เอนหลังพิงพนักท่าทางเหมือนคุณปู่เจ้าสำราญไม่มีผิด


ส่วนเสิ่นปิงกับหลัวมู่ก็ให้ความร่วมมือดีมาก คนหนึ่งถือไม้จิ้มฟันจิ้มแตงโมส่งให้เธอทาน อีกคนกางแขนกางขาปอกส้มโอให้เธออย่างขยันขันแข็ง


ส่วนพวกเซิ่งเสวียนทั้งสี่คน ก็ถือส้มวอคานทานกันคนละลูก


เป็นที่รู้กันว่าผลไม้ตระกูลส้มนั้นมีกลิ่นหอมแรงมาก ทั้งสดชื่นและหวานฉ่ำ กลิ่นพลันฟุ้งกระจายไปทั่วห้องประชุมในพริบตา


การกระทำของกลุ่มคนพวกนี้ดูผ่อนคลายสุดๆ เหมือนกำลังนั่งอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่นที่บ้านตัวเองอย่างนั้นแหละ


คนรอบข้างที่ได้กลิ่นต่างพากันส่งสายตาอิจฉาตาร้อนมาที่กลุ่มของลู่หลี


เหอเล่อกับหลิวอวี่นั่งอยู่ตรงข้ามเยื้องๆ กับลู่หลี พอเห็นเธอทำตัวโอหังและผ่อนคลายขนาดนี้ พวกเขากลับรู้สึกเบาใจ ยิ่งโอหังเท่าไหร่ยิ่งดี คนอื่นจะได้ไม่กล้ามาเอาเปรียบ


ในขณะที่กำลังทานอยู่ ลู่หลียังควักไพ่ป๊อกออกมาเล่นเกมสู้กับเจ้ามือ (Dou Dizhu) อย่างไม่เกรงใจใคร เสียงหัวเราะที่ร่าเริงของเธอดังสะท้อนไปทั่วห้องประชุม


“เอี๊ยด—”


(จบตอน)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บันทึกแล้ว
⚠️ บันทึกไว้แล้ว!

📚 ชั้นหนังสือของฉัน

🔔 0
รายชื่อตอน
× LIST OF CHAPTERS กำลังโหลด...
กำลังดึงรายการ...
🎁

ส่งของขวัญให้ผู้แปล 💖

ขอบคุณที่สนับสนุนผู้แปลค่ะ 💕

×