ตอนที่ 224 พ่อบ้านฟูลไทม์
เสิ่นปิงและฉู่หลีเซิงสบตากันแล้วอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาพร้อมกัน ฐานที่มั่นกลางคงใกล้ถึงเวลาที่จะต้องล้างไพ่กันใหม่จริงๆ เสียแล้ว
หลัวมู่ไม่ได้เข้าร่วมการสนทนาที่ดูลึกซึ้งเหล่านั้น เขาเรีบวิ่งแจ้นเข้าไปในห้องครัว เพราะที่นั่นคือสนามรบของเขา!
แต่สุดท้าย มันก็กลายเป็นสนามรบของชายหนุ่มสามคน
ภาพของชายหนุ่มร่างสูงใหญ่สามคนอยู่ในห้องครัวดูเป็นภาพที่งดงามมาก ลู่หลีรู้สึกว่ามันช่างเจริญหูเจริญตาเสียจริง
เธออดไม่ได้ที่จะหยิบคอมพิวเตอร์แสงขึ้นมาถ่ายรูปแผ่นหลังของทั้งสามคนเอาไว้
หลัวมู่อาสาจองหน้าเตา ตั้งหน้าตั้งตาผัดกับข้าวอย่างสุดฝีมือจนมือขยับเป็นภาพติดตา
จงเซี่ยกำลังหั่นผัก ฝีมือมีดของเขาดีอย่างคาดไม่ถึง เส้นแครอทถูกหั่นออกมาได้อย่างสม่ำเสมอ เรียงตัวเป็นเส้นสีแดงสวยงาม
ส่วนเซิ่งเสวียนกำลังเตรียมวัตถุดิบสำหรับตุ๋นซุป มีทั้งข้าวโพด แครอท ซี่โครงหมู และมันเทศ
ทั้งสามต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองโดยไม่กวนกัน แต่ในขณะเดียวกันก็กำลังแข่งขันกันอยู่ในที
ในที่สุดก็ได้เวลาเริ่มทานมื้ออาหาร ซุปซี่โครงหมูข้าวโพดของเซิ่งเสวียนก็ตุ๋นจนได้ที่ กลิ่นหอมของข้าวโพดโชยออกมาเข้มข้นมาก
ลู่หลีกำลังจะลุกขึ้นไปตักซุป ก็เห็นเซิ่งเสวียนยื่นชามซุปมาให้เสียก่อน ในนั้นมีทั้งซี่โครงหมู ข้าวโพด แครอท และมันเทศ
ครบถ้วนทุกองค์ประกอบไม่มีขาดตกบกพร่อง
ลู่หลียิ้มให้เขาพลางรับชามมา และได้ยินเขาเอ่ยว่า “ระวังร้อนนะ”
สัมผัสที่มือนั้นอุ่นกำลังดีเหมือนถือถุงประคบร้อน พอใช้ช้อนตักซุปขึ้นมาดื่มรสชาติก็ช่างสดชื่นและหวานละมุน
มันเป็นการรวมเอาทุกรสชาติของวัตถุดิบเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว โดยไม่มีอะไรโดดเด่นจนเกินหน้าเกินตาอย่างอื่น
หลังจากดื่มซุปจนหมดชามใหญ่และทานวัตถุดิบข้างในจนเกลี้ยง ลู่หลีก็รู้สึกอิ่มไปครึ่งท้องทันที
แต่ทว่ายังมีกับข้าวน่าทานอีกตั้งหลายอย่างที่เธอยังไม่ได้ชิม เธอจึงหยุดดื่มซุปแล้วหันไปตั้งหน้าตั้งตาทางข้าวและกับข้าวแทน
เซิ่งเสวียนรู้สึกพึงพอใจมาก ที่ได้เห็นเธอทานซุปที่เขาตั้งใจตุ๋นจนเกลี้ยงชาม ในใจลึกๆ เขารู้สึกถึงความสำเร็จอย่างบอกไม่ถูก
ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่า ทำไมหลัวมู่ถึงได้พยายามแย่งชิงตำแหน่งหน้าเตาเพื่อผัดกับข้าวนัก
หลังจากมื้ออาหารสิ้นสุดลง ลู่หลีลูบพุงน้อยๆ ของตัวเองพลางบ่นพึมพำ “รู้สึกเหมือนจะอ้วนขึ้นเยอะเลยแฮะ...”
เสิ่นปิงที่หูดีแอบได้ยินเข้า จึงเม้มปากใช้ความคิด ผู้หญิงบอกว่าตัวเองอ้วนควรจะตอบยังไงดีนะ?
หลัวมู่โพล่งออกมาทันที “อ้วนตรงไหน! ถ้าเธออ้วนแล้ว...” เขาหันมองไปรอบๆ ชายหนุ่มในที่นี้ล้วนมีหุ่นดีกันทุกคน
ส่วนผู้หญิงน่ะเหรอ ไม่ต้องพูดถึง มีแค่เซียวตี๋กับจานถิงที่เป็นเด็กน้อยสองคนเท่านั้นเอง!
เขาชะงักไปครู่หนึ่งเพราะยังคิดคำตอบไม่ออก แต่ลู่หลีก็คิดได้เองเสียก่อน
“อ้วนอะไรกันล่ะ ฉันออกจะผอมจะตายไป!” ลู่หลีเชิดคางขึ้นเอ่ยอย่างไว้ตัว
ด้วยส่วนสูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบสามเซนติเมตร น้ำหนักหนึ่งร้อยยี่สิบปอนด์ (ประมาณ 54 กิโลกรัม) มันช่างสมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว! อ้วนตรงไหนกัน!
ลู่หลีไม่ได้กังวลเรื่องนี้หรอก เพราะมีเรื่องอื่นให้เธอต้องปวดหัวอีกเยอะ
อย่างเช่นตอนนี้ มีเหตุทะเลาะวิวาทเกิดขึ้นที่หน้าร้านสลาก มีคนไม่มากนักเพราะส่วนใหญ่เริ่มทยอยกลับบ้านกันหมดแล้ว
แต่ในทุกวันมักจะมีคนไม่กี่คนที่ยังไม่ยอมถอดใจและปรารถนาจะถูกรางวัลใหญ่จนวินาทีสุดท้าย
และคนกลุ่มนี้นั่นแหละที่มีปากเสียงกัน ลู่หลีที่เพิ่งทานอิ่มพอดีจึงเดินออกไปเดินเล่นย่อยอาหารเสียหน่อย
เธอก็ได้ยินเสียงพวกเขาทะเลาะกัน แต่ยังคงอยู่ในระดับการใช้ฝีปาก ยังไม่มีการลงไม้ลงมือ
“แก! ตกลงกันไว้แล้วนี่นาว่าจะรวมนิวเคลียสคริสตัลกันซื้อสลากขูด! ถ้าได้รางวัลจะแบ่งกันคนละครึ่ง! ตอนนี้ขูดได้แล้วแกคิดจะฮุบไว้คนเดียวงั้นเหรอ!”
ชายคนนี้ตะโกนเสียงดังลั่นจนเส้นเลือดที่คอปูดโปน หมัดทั้งสองข้างกำแน่น ดูท่าถ้าพูดกันไม่รู้เรื่องคงได้ลงมือแน่ๆ
ส่วนอีกคนก็ตะโกนกลับมาเสียงดังไม่แพ้กัน ราวกับว่าใครเสียงดังกว่าคนนั้นชนะ “ใช่แล้ว! แล้วจะทำไม! ก็ฉันไม่อยากแบ่งแล้วไง!”
“แกหาเรื่องตาย!” พูดจบเขาก็เหวี่ยงหมัดเข้าใส่ กดอีกฝ่ายลงกับพื้นแล้วรัวหมัดใส่ไปหลายที!
อีกคนก็ไม่ใช่พวกขี้ขลาด หลังจากโดนอัดไปหลายหมัดพอตั้งตัวได้ก็พยายามดิ้นรนกดอีกฝ่ายลงกับพื้นคืนบ้าง
ทั้งสองคนฟัดกันไปมา ผลัดกันรุกผลัดกันรับ รัวหมัดใส่กันอย่างเต็มแรง
แรงที่ใช้ค่อนข้างมากแต่ก็ยังไม่ถึงขั้นจะฆ่ากันให้ตาย ลู่หลีกำลังลังเลว่าจะเข้าไปห้ามดีไหม
ยังไม่ทันจะยื่นมือออกไป คำพูดก็หลุดปากออกไปก่อนแล้ว “อย่าตีกันเลย อย่าตีกันเลย พวกนายหยุดตีกันเถอะ”
จะตีกันก็ไปตีที่อื่นเถอะ มาตีกันตรงนี้มันขวางหูขวางตา
ทั้งคู่พอได้ยินเสียงก็หยุดการต่อสู้ทันที แล้วหันมาจ้องมองเธอพร้อมกัน
คนหนึ่งที่ถูกกดอยู่บนพื้นมองเธอด้วยสายตาที่ดูน่าสงสาร ส่วนอีกคนที่นั่งทับอยู่มองเธอด้วยความโกรธ
ลู่หลี: ... ในใจไม่ได้รู้สึกอะไรเลยสักนิด
ท่าทางน่าสงสารน่ะมันใช้ได้ผลเฉพาะกับพวกผู้ชายหล่อๆ เท่านั้นแหละยะ
“พวกนายลุกขึ้นมาก่อน” ลู่หลีเอ่ยอย่างจนใจ
ทั้งสองคนค่อนข้างเชื่อฟัง รีบลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยออกมาพร้อมกัน “บอสลู่ คุณต้องให้ความเป็นธรรมกับพวกเรานะ!”
คนหนึ่งรีบชิงพูดก่อน “เขาตกลงกับผมไว้ว่าจะออกคริสตัลกันคนละเม็ด เพื่อขูดสลากขูดระดับแพงที่สุด ถ้าได้รางวัลต้องแบ่งครึ่งกัน! แต่เขากลับจะฮุบไว้คนเดียว!”
อีกคนเถียงกลับอย่างไม่ละอายใจ “ใครบอกว่าจะฮุบไว้คนเดียว! ฉันก็แค่ใช้ของนายไปครึ่งเดียว แบ่งให้นายหนึ่งในสามก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ!”
สลากขูดระดับที่แพงที่สุดขายใบละ 150 แต้ม ในขณะที่นิวเคลียสคริสตัลระดับหนึ่งเม็ดหนึ่งแลกได้ 100 แต้ม
“ไม่ตกลง!!” เขาตะโกนลั่นจนเส้นเลือดที่ขมับเริ่มเต้นตุบๆ เห็นชัดว่าโกรธจัด
“จะไม่ตกลงก็เรื่องของแก! ถ้าไม่ตกลงก็ไม่ต้องเอาอะไรเลย!” อีกคนเอ่ยอย่างโอหัง ยังไงของรางวัลก็อยู่ในพื้นที่มิติของเขา มีปัญญาก็มาแย่งไปสิ!
พูดจบเขาก็หันหลังเตรียมจะวิ่งหนี แต่ไปได้ไม่กี่ก้าวก็ถูกตามทันและถูกรวบตัวล้มคว่ำลงกับพื้น คราวนี้ลู่หลีไม่ห้ามแล้ว
คนแบบนี้น่ะมันน่าโดนอัดจริงๆ นั่นแหละ
เนื่องจากถูกรวบตัวล้มคว่ำในสภาพหน้าคว่ำลงกระแทกพื้นอย่างแรง ท่านี้จึงขัดขืนได้ยาก เขาจึงถูกอีกฝ่ายรัวหมัดใส่ไปอีกหลายที
แถมยังถูกกระชากผมและถูกตบหน้าไปอีกหลายฉาด
จนอีกฝ่ายถึงกับตาลาย สติเริ่มพร่าเลือนจนต้องร้องขอชีวิต “ฉันแบ่งให้ก็ได้ ฉันแบ่งให้แล้ว!”
พวกเขาต่างเป็นผู้รอดชีวิตที่ไม่มีพลังพิเศษ ปกติจะเห็นนิวเคลียสคริสตัลสำคัญกว่าชีวิตเสียอีก แต่การจะได้คริสตัลมาแต่ละเม็ดนั้นยากลำบากเหลือเกิน
ไม่อย่างนั้นคงไม่คิดจะรวมคริสตัลกันมาขูดสลากแบบนี้หรอก
อีกฝ่ายไม่พูดจา ยังคงกำหมัดแน่นไม่ยอมปล่อย พลางตะโกนก้อง “ของรางวัลล่ะ! เอาออกมา!”
เมื่อเห็นคนที่อยู่ใต้ร่างนิ่งเฉย เขาก็โมโหจนเหวี่ยงหมัดไปอีกที เข้าที่ขมับพอดี
ลู่หลีมองจากมุมนี้เห็นเลือดกำเดาของเขาไหลโกรก ดวงตาพร่ามัวเหมือนจะหมดสติ
เธอจึงตะโกนบอก “รีบเอาของรางวัลออกมาสิ อยากตายตรงนี้จริงๆ หรือไง?”
คนนั้นได้ยินดังนั้นสติก็เริ่มกลับมาบ้าง เขาพยายามรวบรวมสติที่เหลือสั่งการพื้นที่มิติให้นำของรางวัลออกมา
มันคือการ์ดใบเล็กๆ ใบหนึ่ง
เมื่อมีการ์ดใบเล็กออกมา แสดงว่าต้องเป็นรางวัลที่ดีแน่ๆ มิน่าล่ะถึงคิดจะฮุบไว้คนเดียว
พอเห็นการ์ดใบเล็ก เขาก็ไม่กดอีกฝ่ายไว้แล้ว รีบถลาเข้าไปตะครุบการ์ดใบนั้น พอมันมาอยู่ในมือเขาก็ไม่ได้มองดูด้วยซ้ำ แต่รีบยัดมันเข้าไปในเครื่องแลกรางวัลทันที
มือของเขาสั่นเทา สีหน้าเคร่งเครียดสุดขีดเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะเล่นตุกติกอะไรอีก
แต่ผลปรากฏว่า การ์ดใบเล็กใบนั้นถูกคายออกมาในสภาพเดิม
ลู่หลีจึงให้คำแนะนำที่แสนอบอุ่นว่า “คนที่กดซื้อสลากต้องเป็นคนแลกรางวัลด้วยตัวเองค่ะ”
เขาชะงักไป หันไปมองคนที่นอนโอดครวญอยู่บนพื้นในสภาพกึ่งตายกึ่งเป็น แต่เขาก็ยังตัดสินใจหันกลับไปหา
เขาพยุงอีกฝ่ายขึ้นมาจากด้านหลัง กุมมือของอีกฝ่ายให้คีบการ์ดใบเล็กเอาไว้ แล้วยัดเข้าไปในเครื่องอย่างยากลำบาก
“ฟึ่บ—” แสงสีขาวสายหนึ่งวาบผ่านไป... สายตาของทั้งคู่ต่างจ้องมองตามไปทันที
(จบตอน)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น