ตอนที่ 214 น้ำมีพิษ
เขาหันหน้าไปมองเซิ่งเสวียนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม เห็นเจ้าหมอนี่ทำหน้าตาเบิกบานแจ่มใส ประกอบกับผิวพรรณที่ขาวผ่องและใบหน้าที่ดูสะอาดสะอ้านนุ่มนิ่มนั่นแล้ว มันก็อดทำให้เขารู้สึกคันไม้คันมือขึ้นมาไม่ได้
ข้าง ๆ กันนั้น ลู่หลีตอบตามความจริง "ไม่ได้ทำอะไรนี่คะ ก็บอกแล้วว่าจะขายผลไม้ในออนไลน์มอลล์ เลยต้องมาปรึกษาเรื่องข้อตกลงความร่วมมือกับเจ้าของผลไม้หน่อย"
"ใช่ไหมคะ เซิ่งเสวียน?" ลู่หลีเอียงคอ พาดมือข้างหนึ่งลงบนไหล่ของเขา ปล่อยปลายนิ้วห้อยลงแกว่งไปมาเป็นจังหวะ พลางเลิกคิ้วยิ้มให้เขาอย่างขี้เล่น
รอยยิ้มของเธอมักจะสดใสเสมอ เพียงแต่ครั้งนี้มันไม่ได้ส่งมาให้พวกเขา... ชายหนุ่มทั้งสองคนคิดขึ้นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
เซิ่งเสวียนเองก็ยกมุมปากขึ้น พยักหน้าหงึกหงัก เขาดูประหม่านิดหน่อยกับการถูกสัมผัสตัวอย่างกะทันหัน ร่างกายแข็งทื่อแต่ก็ยอมให้เธอพาดมืออยู่อย่างนั้น
หลัวมู่หมุนตัว แทรกก้นเข้าไปนั่งตรงกลางระหว่างทั้งคู่ บังคับแยกระยะห่างของคนทั้งสองออกจากกัน แล้วส่งยิ้มอย่างไร้ยางอายให้เซิ่งเสวียน "ฉันนั่งตรงนี้ นายคงไม่ถือสาใช่ไหม?"
"ถือครับ" เซิ่งเสวียนถลึงตาใส่เขาด้วยความรังเกียจสุด ๆ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เขารู้ดีว่าในใจของบอสลู่ สองคนนี้มีความสำคัญมากกว่าเขามาก
หลัวมู่ไม่สนหรอกว่าเขาจะถือหรือไม่ เขายิ้มร่ามองไปทางลู่หลี เสิ่นปิงเห็นดังนั้น แม้อารมณ์จะยังไม่ดีขึ้นแต่ก็ดีกว่าเมื่อครู่นิดหน่อย
จะเป็นหลัวมู่ จงเซี่ย หรือฉู่หลีเซิงก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่เซิ่งเสวียน ไอ้ผู้ชายเจ้าเล่ห์คนนี้!
เสิ่นปิงทิ้งตัวลงนั่งอีกข้างของลู่หลีอย่างหน้าตาเฉย ชายหนุ่มสามคนรุมล้อมลู่หลีไว้จนมิด ราวกับกำลังประชันกันอยู่ เธอถูกเบียดจนขาทั้งสองข้างต้องหุบชิดกันแน่น
"ฟึ่บ—" ลู่หลีอ้าขาออกอย่างแรง ใช้ข้อศอกยันเข่าพลางมองซ้ายมองขวาดูคนพวกนี้ "พวกนายบอกมาสิว่าอยากจะทำอะไรกันแน่?"
เสิ่นปิงเงียบกริบ นั่งตัวตรงแหน็ว วางมือประสานกันบนตัก สายตามองตรงไปข้างหน้าเหมือนนักเรียนประถมที่เชื่อฟังครูไม่มีผิด
หลัวมู่ก็สงบเสงี่ยมลงบ้าง แต่ใบหน้ายังคงดูทะเล้นขี้เล่นเหมือนเดิม
ส่วนเซิ่งเสวียนน่ะเหรอ... เซิ่งเสวียนน่ะนั่งเรียบร้อยตั้งนานแล้ว ไม่ทำตัวไร้สาระเหมือนพวกนั้นหรอก!
ลู่หลีลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงตามตัว "ฉันเพิ่งนึกปัญหาขึ้นมาได้ข้อหนึ่ง—" สายตาเธอหยุดอยู่ที่เซิ่งเสวียน พลางคิดว่าจะบอกเขาดีไหม
ในเมื่อจัดให้เป็นพวกเดียวกันแล้ว เรื่องที่ควรพูดก็ต้องพูด ไม่อย่างนั้นถึงเวลาเกิดเรื่องขึ้นมาจะมายืนเอ๋อเพราะไม่รู้เรื่องไม่ได้
เธอพูดต่อ "ในเมื่อตระกูลลึกลับคอยจัดหาเสบียงให้ฐานต่าง ๆ มาตลอด ทุกคนก็น่าจะรักใคร่บูชาสิคะ ทำไมพวกเหอเล่อกับหลิวอวี่ถึงได้เกลียดชังกันขนาดนั้นล่ะ?"
เสิ่นปิงกับหลัวมู่สบตากัน
เสิ่นปิงค่อย ๆ เอ่ย "ความจริงในฐานที่มั่นกลาง มีสมุนรับใช้ที่แอบอ้างชื่อตระกูลลึกลับเพื่อทำตัวกร่าง วางอำนาจอยู่เยอะมากครับ แต่ไม่มีใครรู้หรอกว่าแบ็กเบื้องหลังของพวกเขาคือตระกูลลึกลับตัวจริงหรือเปล่า"
หลัวมู่เสริม "ในความทรงจำของผม ตระกูลลึกลับทำแต่เรื่องชั่วร้าย โดยเฉพาะไอ้เสิ่นสวี่ยนั่น นอกจากจะกดขี่คนธรรมดาโดยไม่มีเหตุผลแล้ว ทั้งที่มีเสบียงในมือแท้ ๆ ยังจะไปแย่งของคนอื่นอีก ปล่อยให้คนพวกนั้นหิวตายต่อหน้าต่อตาเลย!"
"สมุนแบบนี้ในฐานต่าง ๆ ยังมีอีกเยอะครับ พวกเขาทำงานให้ตระกูลลึกลับ และใช้บารมีนั้นมาสร้างอำนาจให้ตัวเอง!! จะบอกว่าเกลียดตระกูลลึกลับ ก็คงไม่สู้บอกว่าเกลียดสมุนพวกนี้มากกว่าครับ!"
"อีกอย่าง ที่คุณบอกว่าจัดหาเสบียง ก็ไม่ได้จัดหาให้ทุกคนแบบทั่วถึงครับ อย่างคนธรรมดาได้อาทิตย์ละครั้ง ปริมาณก็น้อยนิดมาก ส่วนผู้มีพลังพิเศษได้วันละครั้ง ปริมาณก็ไม่เยอะ ไม่เคยพอเลยครับ"
ทั้งคู่ถอนหายใจออกมาพร้อมกัน ต่างไม่มีความรู้สึกดี ๆ ให้ตระกูลลึกลับเลยสักนิด
เซิ่งเสวียนไม่ได้พูดอะไร ความเข้าใจของเขาที่มีต่อตระกูลลึกลับนั้น ลึกซึ้งยิ่งกว่าใครในที่นี้...
"อย่างนี้นี่เอง..." ลู่หลีครุ่นคิด
สรุปคือ ไม่ใช่คนดี
ตอนนี้ตระกูลเสิ่นก็ไม่ชอบหน้าเธอ แถมอยากจะกำจัดเธอทิ้งอีก
เธอยังคงต้องนึกถึงตัวเองเป็นหลัก ตราบใดที่ตัวเองแข็งแกร่งพอ ศัตรูก็ย่อมต้องเกรงกลัวและถอยห่างไปเอง!
ลู่หลีเตรียมใจไว้พร้อม ไม่ว่าจะเป็นตระกูลลึกลับบ้านไหนตระกูลไหนมา ถ้ามาไม้ไหนเธอก็รับมือนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการตั้งใจขายสลากของเธอต่อไป
หลังจากคิดเสร็จ ลู่หลีถามขึ้น "ได้เวลาทานมื้อเที่ยงหรือยังนะ?"
"จริงด้วย! ผมลืมไปเลย! ที่ผมมาก็เพื่อจะถามคุณนี่แหละว่ามื้อเที่ยงอยากกินอะไร?" หลัวมู่ตบหน้าผากตัวเองดังปึก ทำท่าทางเหมือนเพิ่งนึกออก
"นายทำอะไรฉันก็กินอันนั้นแหละ" ลู่หลีตอบส่ง ๆ
หลัวมู่พุ่งตัวลุกขึ้นเดินไปทางครัว เสิ่นปิงก็เดินตามไปช่วยเป็นลูกมือ
เซิ่งเสวียนนั่งอยู่บนโซฟา เขารู้สึกทำตัวไม่ถูกอยู่พักหนึ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาดูกลมเกลียวกันมาก สามารถหยอกล้อกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ ส่วนเขากลับดูเหมือนคนนอกที่ส่วนเกิน
เขาเปิดคอมพิวเตอร์แสง แสร้งทำเป็นยุ่งพลางเลื่อนหน้าจอไปมาอย่างลวก ๆ
ลู่หลีเองก็เดินตามเข้าไปร่วมวงในครัว พื้นที่กว้างขวางดูเหมือนจะเหลือเพียงเขาคนเดียว เสียงจ้อกแจ้กของลูกค้าด้านนอกก็ดูเหมือนจะห่างไกลออกไปทุกที
"สวัสดี... ครับ?" จงเซี่ยเอ่ยทักทายอย่างลังเล
มีคนใหม่มาอีกแล้วเหรอ?
ผู้ชายข้างกายบอสลู่นี่ช่างดูดีกันไปคนละแบบจริง ๆ กินกันไม่ลงเลยแฮะ
เซิ่งเสวียนเงยหน้าขึ้นสบสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของเขา ด้วยสัญชาตญาณที่สั่งสมมานาน เขาจึงแนะนำตัว "ผมชื่อเซิ่งเสวียน... เป็น... ของลู่หลีครับ..."
เขาพูดไม่ออก จะบอกว่าเป็นเพื่อนเหรอ? ก็ไม่เชิง เป็นหุ้นส่วนเหรอ? ก็ยังไม่ใช่ขนาดนั้น
ในขณะที่บรรยากาศเริ่มอึดอัดขึ้นเรื่อย ๆ ลู่หลีก็เดินออกมาพอดี เห็นคนหนึ่งนั่งคนหนึ่งยืนจ้องหน้ากัน บรรยากาศดูเข้ากันได้อย่างประหลาด เธอจึงหลุดขำออกมา
เธอเดินเข้าไปหาคนทั้งสอง ใช้นิ้วชี้ไปที่แต่ละคนแล้วแนะนำ:
"นี่จงเซี่ย เจ้าของโรงงานของฉัน ส่วนนี่เซิ่งเสวียน เจ้าของแปลงผักของฉัน มา ๆ รู้จักกันไว้สิ"
เธอกุมมือของทั้งคู่มาจับกันไว้ด้วยท่าทางเป็นธรรมชาติ "ใช่แล้ว พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องเกรงใจกันนะ~"
จากนั้นเธอก็แตะไหล่จงเซี่ย กดให้นั่งลงบนโซฟา "พวกนายคุยกันไปนะ"
ลู่หลีหันหลังเดินจากไปอย่างมาดมั่น ทิ้งให้คนสองคนนั่งจ้องตากันอย่างกระอักกระอ่วน
มื้อเที่ยงมื้อนี้กว่าจะได้ทานก็ปาเข้าไปบ่ายสอง ลู่หลีกำลังแทะน่องไก่ทอดอย่างเอร็ดอร่อย จู่ ๆ ก็มีกลุ่มคนโผล่มา พวกเขาตั้งท่าจะพุ่งเข้ามาในรถบ้านโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
โชคดีที่ม่านพลังป้องกันเปิดทิ้งไว้ตลอดเวลา พวกเขาเลยเข้าไม่ได้ แถมยังชนเข้ากับม่านพลังจนล้มหน้าคะมำกันระเนระนาด
ลู่หลีถือไก่ทอดไว้ในมือ ยืนมองดูเรื่องสนุก ขาซ้ายยังสั่นดิ๊ก ๆ ท่าทางเหมือนคุณลุงคุณป้าที่ถือชามข้าวมายืนมุงดูเรื่องสนุกหน้าหมู่บ้านไม่มีผิด
"ลู่หลีอยู่ไหน! ออกมาหาฉันเดี๋ยวนี้!"
สิ่งแรกที่พวกเขาทำตอนลุกขึ้นมาได้คือตะโกนก้องใส่รถบ้าน
ลู่หลีหยุดสั่นขา ใช้ไก่ทอดชี้มาที่ตัวเองแล้วเอ่ยอย่างโอหัง "ฉันนี่แหละลู่หลี มีธุระอะไรคะ?"
คนนำกลุ่มถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง ไม่คิดว่าเธอจะวางท่าโอหังขนาดนี้ ออร่าข่มคนสิบกว่าคนฝั่งเขาจนมิด แต่เขาก็ไม่ใช่พวกที่ใครจะมารังแกได้ง่าย ๆ
เขารีบควักสลากขูดออกมาใบหนึ่ง "ปึก!" เขาตั้งท่าจะตบลงบนโต๊ะ แต่กลับผ่านม่านพลังป้องกันเข้าไปไม่ได้ แถมยังถูกแรงดีดจนเซถอยหลังไปหลายก้าว
ออร่าความข่มขวัญลดวูบลงทันที
เขาไม่สนแล้ว ตัดใจเหวี่ยงสลากลงบนพื้น "ปึก!" แล้วเหยียบซ้ำไปหลายที พลางชูมือซ้ายขึ้นกวาดไปในอากาศตะโกนลั่น "หามขึ้นมา!"
ทันใดนั้น ชายสี่คนหามเปลสนามเบียดฝูงชนขึ้นมาด้านหน้า
บนเปลมีชายหนุ่มใบหน้าซีดเผือดนอนอยู่ หน้าอกของเขากระเพื่อมขึ้นลงแผ่วเบามาก ถ้าไม่สังเกตดี ๆ ก็ดูเหมือนคนตายไม่มีผิด
ชายผู้นำกลุ่มตบมือ ชายสี่คนที่หามเปลสนามก็ประสานเสียงตะโกนก้อง "น้ำที่เซเว่นขาย! มีพิษ! เอาชีวิตพี่น้องฉันคืนมา!"
"น้ำที่เซเว่นขายมีพิษ! เอาชีวิตพี่น้องฉันคืนมา!"
"น้ำที่เซเว่นขายมีพิษ! เอาชีวิตพี่น้องฉันคืนมา!"
(จบตอน)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น