ตอนที่ 206 ธรรมเนียมปฏิบัติ
แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าใกล้จะถึงเวลามื้อเที่ยงแล้ว ลู่หลีจึงอุ่นซาลาเปาไส้เนื้อห้าลูก
สำหรับเธอหนึ่งลูก และสำหรับเด็กน้อยทั้งสองคนละสองลูก
กลิ่นหอมของซาลาเปาไส้เนื้อลอยฟุ้งไปในอากาศ ลูกค้าที่ยืนอัดกันอยู่แถวหน้าต่างพากันสูดดมกลิ่น ยิ่งดมก็ยิ่งมีแรงขูดสลากกันอย่างบ้าคลั่ง หวังว่าตัวเองจะขูดได้ของกินออกมาบ้าง!
ทว่าผลลัพธ์ที่ได้แน่นอนว่าคือ... ขูดไม่ได้
ลูกค้ามีจำนวนมากเกินไป ลู่หลีเองก็รับมือไม่ไหว ดวงตาของเธอเริ่มล้าจนต้องเข้าสู่โหมดปล่อยวาง เธอลุกขึ้นยืนแล้วถ่ายวิดีโอรอบ ๆ แบบสามร้อยหกสิบองศา ก่อนจะโพสต์ลงอินเทอร์เน็ตตามความเคยชิน
ฐานที่มั่นกลาง เขตแกนกลาง
ภายในคฤหาสน์หรู หลีรั่วนั่งเอนหลังอยู่บนโซฟาอย่างเกียจคร้าน เธอมองดูหน้าจอคอมพิวเตอร์แสงที่เต็มไปด้วยใบหน้าของผู้คน บ้างก็ดีใจ บ้างก็เศร้าสร้อย
“ลู่หลีคนนี้ ท่าทางจะกลัวคนรู้ไม่เยอะพอสิทะ” มุมปากของหลีรั่วยกขึ้นเล็กน้อย ปอยผมดัดลอนระไปกับใบหู ขับให้เครื่องหน้าที่ดูเฉียบคมดูอ่อนโยนขึ้นบ้าง
ในคฤหาสน์อีกหลังหนึ่ง มีเสียงกระจกแตกดังเพล้งสลับกับเสียงด่าทออย่างดุร้าย
“ไอ้ลู่หลีสารเลว! มาตัดทางรวยฉัน! มาทำลายความสงบของฉัน! ยัยนี่มันโผล่มาจากไหนกัน!” ชายหนุ่มคำรามอย่างดุร้ายพลางขว้างแก้วน้ำลงพื้นอย่างแรง
คนที่คอยรับใช้รอบข้างต่างพากันก้มหน้าจนชิดอกด้วยความชินตา ไม่มีใครกล้าเสนอหน้าออกไปรับเคราะห์ในช่วงเวลาที่ตึงเครียดขนาดนี้
“พี่สวี่ครับ ลู่หลีโพสต์วิดีโอใหม่อีกแล้วครับ”
สายตาของเสิ่นสวี่จ้องมองไปที่คอมพิวเตอร์แสงของลูกน้อง เห็นฝูงชนที่เนืองแน่น ภายในรถบ้านที่ตกแต่งอย่างใหม่เอี่ยม และอาคารใหม่ ๆ อีกหลายหลังที่ตั้งอยู่รอบ ๆ
“ไป เตรียมตัวไปพบยัยนั่นกับฉันหน่อย” เสิ่นสวี่เดินออกไปพร้อมกับผู้ติดตาม
ลู่หลีไม่รู้เรื่องราวเหล่านี้เลย เธอกำลังทานอาหารที่หลัวมู่ผัดให้อย่างเอร็ดอร่อย มื้อเที่ยงวันนี้คือหมูสามชั้นผัดพริก กุ้งอบวุ้นเส้น และอื่น ๆ อีกมากมาย...
สมาชิกทุกคนมากันครบ ยกเว้นจงเซี่ยและเสิ่นปิงที่ติดงานจนปลีกตัวมาไม่ได้ ส่วนหวังหยางที่เป็นซอมบี้ก็ไม่เคยมาวุ่นวายเรื่องมื้ออาหารอยู่แล้ว
“ฐานที่มั่นกลางนี่คนเยอะเงินหนาจริง ๆ นะ แค่สองชั่วโมงยอดขายเท่ากับฐานที่มั่นจี๋ลี่ทั้งวันเลย” ลู่หลีบ่นพลางคีบเนื้อเข้าปาก
ผู้คนที่มุงอยู่ข้างนอกต่างพากันจ้องมองพวกเขาทานข้าว
น้ำลายแทบจะแห้งเหือดไปจากปาก ท้องก็ส่งเสียงร้องโครกคราก คนที่ขูดได้อาหารก็ยังดีหน่อยที่สามารถทานได้ตรงนั้น ส่วนคนที่ขูดไม่ได้ก็ต้องไปเข้าแถวรอซื้อข้าวที่โรงงาน
แต่ได้ยินมาว่า วันนี้จำกัดแค่สองร้อยกล่อง และขายหมดไปเรียบร้อยแล้ว
ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ก็ยังไปซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่เซเว่นมาประทังหิวได้ ก่อนที่ลู่หลีจะมา พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าในวันสิ้นโลกจะมีการใช้ชีวิตแบบนี้ได้ด้วย!
มันช่างมีความสุขและยอดเยี่ยมเกินไปแล้ว!
หลีรั่วเดินออกมาจากประตูหน้าของฐานที่มั่น ภาพที่เห็นคือคลื่นมนุษย์มหาศาลที่รายล้อมร้านสลากเป็นจุดศูนย์กลาง ผู้คนเบียดเสียดกันจนมองแทบไม่เห็นอาคารด้านใน
รัศมีของฝูงชนแผ่กว้างออกไปเกือบหลายร้อยเมตร
เธอรู้สึกตกใจไม่น้อย การมาเห็นด้วยตาตัวเองนั้นให้ความรู้สึกสั่นสะเทือนยิ่งกว่ามองผ่านหน้าจอเล็ก ๆ เสียอีก
เธอก้าวเท้าเข้าไปแต่ไม่รู้จะแทรกตรงไหน คนเยอะจนการจะเบียดเข้าไปดูเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย แบบนี้จะไม่เกิดเหตุการณ์เหยียบกันตายขึ้นเหรอ?
แต่เมื่อสังเกตดูดี ๆ หลีรั่วก็พบว่าคนกลุ่มนี้มีการจัดระเบียบที่ค่อนข้างดี ดูเหมือนพวกเขากำลังเข้าแถวกันอยู่? เพียงแต่คนมันเยอะเกินไปหน่อยเท่านั้นเอง
แถวจึงดูคดเคี้ยวไปมาและแบ่งออกเป็นหลายสาย ล้อมรอบร้านสลากเป็นวง ๆ แม้จะแออัดแต่กลับมีระเบียบอย่างประหลาด
นี่คือสิ่งที่หลีรั่วคาดไม่ถึง ลู่หลีคนนี้มีวิธีจัดการที่ไม่ธรรมดาเลย
เธอพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งจึงเดินไปต่อท้ายแถวสายหนึ่ง และได้ยินคนข้างหน้ากำลังถกเถียงกันว่า...
“ได้ยินว่ามีคนขูดได้กระเช้าผลไม้หรูด้วยล่ะ”
“หือ? จริงเหรอ? ของแบบนั้นมันมีอยู่จริง ๆ เหรอ?”
“จะหลอกทำไมล่ะ คนที่ได้ไปนี่ยิ้มจนตาปิดเลยนะ”
คนพูดไม่ได้คิดอะไร แต่คนฟังกลับเก็บไปคิด
หลายแถวที่ต่อเรียงกันทำให้ทุกคนเริ่มเปิดบทสนทนาโต้ตอบกันเซ็งแซ่
บางคนภายนอกดูสงบ แต่ในใจกลับสั่นคลอน กระเช้าผลไม้หรู นี่มันคือสิ่งที่แม้แต่ในฝันยังไม่กล้าคิดเลยด้วยซ้ำ
“โธ่เอ๊ย ฉันจะบอกพวกนายให้ ไม่ใช่แค่กระเช้าผลไม้หรูหรอกนะ!”
“แล้วยังมีอะไรอีกล่ะ? มีอะไรดีไปกว่านั้นอีกเหรอ?”
ความขาดแคลนทรัพยากรอย่างยาวนานในวันสิ้นโลกได้บั่นทอนจินตนาการของผู้คนไปหมดสิ้น หรือจะพูดให้ถูกคือพวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะคิด ว่าเรื่องดี ๆ แบบนี้จะตกลงมาใส่หัวตัวเอง!
“สุกี้หม้อไฟ! พวกนายรู้จักไหม? เคยเห็นไหมล่ะ?”
“ไม่รู้สิ”
“งั้นคุยกับพวกนายไปก็ไลฟ์บอย”
“เล่ามาหน่อยเถอะ หรือว่ามีคนขูดได้หม้อสุกี้? ขูดได้หม้อใบหนึ่งเหรอ?”
“ชุดสุกี้หม้อไฟ! ในนั้นมีทั้งเนื้อทั้งผัก! แถมทุกอย่างยังสดมาก!” ชายคนนั้นพูดอย่างตื่นเต้น
“นายรู้ได้ไง?”
“ในอินเทอร์เน็ตเขาส่งต่อกันให้ว่อน พวกนายไม่ได้ดูคอมพิวเตอร์แสงกันหรือไง!”
จากนั้น ชายคนนั้นก็เปิดคอมพิวเตอร์แสง เข้าไปใน ‘โซเชียลมนุษย์’ (人类社交地) แล้วเปิดวิดีโอหนึ่งให้ดู หลีรั่วชะโงกหน้ามองผ่านเงาผู้คนมากมายจนเห็นภาพ...
หญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารกว้างขวาง บนโต๊ะมีหม้อหยินหยางที่ส่งไอความร้อนพุ่งพล่าน ข้าง ๆ กันมีจานเนื้อวัวสไลด์ เนื้อแกะสไลด์ และกุ้งสด
แถมยังมีผักใบเขียวที่สดใสจนเรียกชื่อไม่ถูก วางเรียงรายอยู่ในถังพลาสติกใส สีสันเขียวสดดูสบายตาอย่างยิ่ง
ทั้งหมดนี้ได้มาจากสลากขูดงั้นเหรอ? พลังพิเศษนี้ช่างทรงพลังเกินไปแล้ว... แม้แต่ตระกูลลึกลับยังต้องหวาดเกรง...
มันมีทั้งเนื้อและผักจริงๆ หญิงสาวในคลิปผมเผ้าดูยุ่งเหยิงเล็กน้อยเธอกินอย่างเอร็ดอร่อย แต่ท่าทางกลับดูสุขุมเยือกเย็น ดูเหมือนจะไม่มีการจำกัดเวลาในการทาน?
จะเห็นว่ามีคนมายืนล้อมรอบโต๊ะอาหารมากมาย ทุกคนต่างมองวัตถุดิบบนโต๊ะจนน้ำลายสอ แต่กลับไม่มีใครคิดจะแย่งชิงเลย แปลกมาก ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ทุกคนกลายเป็นคนสำรวมขนาดนี้?
หลีรั่วกำลังคิดอยู่พอดี คนข้างหน้าก็ถามขึ้นมาแทนใจ “ตามธรรมเนียมปฏิบัติแล้ว ไม่ควรจะพุ่งเข้าไปแย่งหรอกเหรอ? ทนได้ยังไงน่ะ?”
คนที่เปิดวิดีโอโชว์ถึงกับกลอกตาใส่ “นายคิดว่าทุกคนไม่อยากเหรอ? หรือว่าไม่กล้า? ที่ทนอยู่นี่เพราะมันแย่งไม่ได้ต่างหาก! แค่จะเข้าไปแตะโต๊ะนั่นร่างกายก็ถูกม่านพลังดีดจนกระเด็นออกมาแล้ว!”
หลีรั่วรู้สึกหนาวสันหลังขึ้นมาทันที ลู่หลีคิดเผื่อไปถึงขั้นนี้เลยเหรอ?
ภายในรถบ้านที่ห่างออกไปร้อยเมตร ลู่หลีจามออกมาฟอดใหญ่พลางบ่นอย่างสงสัย “อะไรกันเนี่ย ใครนินทาฉัน หรือว่าฉันจะเป็นภูมิแพ้ซะแล้ว...”
“บอสลู่ครับ~”
ที่ประตูรถ เสียงที่คุ้นเคยของเหอเล่อดังขึ้น ลู่หลีมองไปโดยไม่ลืมที่จะรีบกินกุ้งตัวสุดท้ายในชามให้หมด “มีธุระอะไรคะ?”
ยังไงก็คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ ๆ
หลัวมู่ทานเสร็จก็เก็บจานชามโยนเข้าเครื่องล้างจาน หิ้วห่อข้าวที่เตรียมไว้ให้เสิ่นปิงเดินออกมาจากครัว พอดีกับที่เจอเหอเล่อที่เดินยิ้มกริ่มเข้ามา
เขาอดไม่ได้ที่จะชำเลืองมอง ยิ้มดูเจ้าเล่ห์แบบนี้ไม่มีเรื่องดีแน่ เขามีความรู้สึกอยากจะอยู่เป็นเพื่อนลู่หลี แต่เธอก็คงไม่ต้องการ
หลัวมู่เดินลงรถบ้านไปพลางหันกลับมามองด้วยความอาลัยอาวรณ์ ท่าทางนั่นทำเอาลู่หลีขำออกมา เธอโบกมือไล่ “รีบไปเถอะ เดี๋ยวเสิ่นปิงหิวตายพอดี”
“...” หลัวมู่รู้สึกจุกอก ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เธอมาห่วงเสิ่นปิงขนาดนี้!
เขาหมุนตัวเดินจากไป ผมสีทองที่เริ่มซีดจางสะบัดไปตามแรงหมุนดูเป็นอิสระอย่างยิ่ง
ด้านหลังมีเสียงนุ่มนวลและสดใสของลู่หลีดังตามมา “รัฐมนตรีเหอ เชิญนั่งค่ะ”
เหอเล่อนั่งลงข้าง ๆ เธอ ส่งยิ้มแห้ง ๆ เป็นเชิงขอโทษ แล้วชำเลืองมองคอมพิวเตอร์แสงที่ปิดเครื่องอยู่ก่อนจะเอ่ยอย่างเบาใจ “บอสลู่ครับ คุณพอจะรู้จักการมีตัวตนของ ‘ตระกูลลึกลับ’ (神秘家族) บ้างไหมครับ?”
“ว่าต่อสิคะ” ลู่หลีเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งพลางตอบด้วยท่าทางไม่ค่อยสนใจนัก
(จบตอน)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น