ตอนที่ 202 นายเสียมารยาทไปไหม?
จงเซี่ยชี้ไปที่เมนูอาหารที่แปะอยู่ข้างหน้าต่างด้านนอก แล้วเอ่ยสั้นๆ ว่า “ดูนี่ มีเมนูอยู่ อยากกินอะไรก็บอกมาได้เลย”
เมนูนั้นละเอียดมาก มีทั้งชื่ออาหารและรูปภาพประกอบที่ดูน่าทานสุดๆ จนใครที่เห็นก็อดไม่ได้ที่จะน้ำลายสอ นึกอยากจะมีสักสิบแปดกระเพาะเพื่อที่จะได้กวาดกินให้หมดทุกอย่างในคราวเดียว!
ดังนั้นทุกคนจึงกรูเข้าไปเบียดเสียดกันหน้าเมนู ต่างแย่งกันส่งเสียง “ฉันเอาอันนี้!”
“ฉันๆๆ ฉันก็เอาอันนี้!” เสียงตะโกนระงับกันเซ็งแซ่แทบจะกลืนร่างจงเซี่ยหายไป
เขาเหยียดมือออกไปแล้วพูดนิ่งๆ “เอาคริสตัลมาก่อน”
“ฉัน...” ทุกคนชะงัก รีบควานหาในกระเป๋า ควานอยู่ตั้งนานบางคนก็ได้มาแค่ก้อนเดียว บางคนไม่มีเลยสักก้อนเดียว แต่ก็ยังจ้องจงเซี่ยตาละห้อย
หวังว่าความสงสารอันน้อยนิดของเขาจะทำงาน แล้วยอมแบ่งข้าวกล่องให้พวกเขาสักกล่อง หรือแค่ครึ่งกล่องก็ยังดี
แต่เห็นได้ชัดว่าจงเซี่ยที่รอดชีวิตในวันสิ้นโลกมาสิบปีไม่ได้ใจอ่อนง่ายๆ ขนาดนั้น ไม่มีทางให้ฟรีเด็ดขาด! เขาโบกมือไล่อย่างรำคาญ “ไม่มีเงินก็อย่ามามุงแถวนี้ รีบไปซะ”
แต่พวกเขายังคงนิ่งงันราวกับภูเขาผา
จงเซี่ยหน้าบึ้ง เอ่ยไล่อีกรอบ “ไม่มีนิวเคลียสคริสตัลก็รีบไป อย่ามามุงดูเรื่องสนุกแถวนี้”
ใครคนหนึ่งร้องโหยหวน “นายดูถูกพวกเรางั้นเหรอ!”
จงเซี่ยยักไหล่ ชำเลืองมองคนที่ตะโกนถาม “นายมีอะไรให้ฉันดูถูกได้บ้างล่ะ?”
ทุกคนพากันกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ดวงตาทุกคู่จ้องจงเซี่ยเป็นตาเดียว แต่ไม่มีใครรู้สึกอับอาย เพราะเรื่องที่น่าอับอายกว่านี้ก็เคยเจอมาหมดแล้ว คำด่าทอแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้
ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ อาหารจานด่วน!
ภายนอกดูเหมือนจ้องจงเซี่ย แต่ในใจทุกคนล้วนถวิลหาอาหารจานด่วน
หน้าหน้าต่างมีคนไม่ถึงยี่สิบคน เบียดเสียดผลักกันไปมา มีคนหนึ่งกระซิบถาม “นายมีคริสตัลไหม? ยืมฉันสักก้อนสิ ฉันขาดอีกแค่ก้อนเดียวเอง!”
“ไม่ให้ยืม นายต่างหากที่ต้องให้ฉันยืมสักสองก้อน?” อีกคนปฏิเสธทันควัน
ทั้งคู่มองหน้ากัน กระซิบหารืออยู่พักใหญ่ถึงค่อยตัดสินใจได้
คนหนึ่งถือคริสตัลสองก้อน อีกคนถือหนึ่งก้อน ทั้งคู่จูงมือกันเบียดเข้าไปหน้าหน้าต่าง แล้ววางคริสตัลลงบนโต๊ะพร้อมกัน
พวกเขาประสานเสียงพูด “ขอข้าวเนื้อวัวตุ๋นหัวไชเท้าหนึ่งที่!”
จงเซี่ยเก็บคริสตัลแล้วหันไปหยิบข้าวเนื้อวัวตุ๋นหัวไชเท้าส่งให้พวกเขา
ทั้งคู่ช่วยกันถือคนละด้าน เดินจากไปอย่างสามัคคี (ในตอนนั้น) มุ่งหน้าไปยังมุมหนึ่ง โดยมี "หาง" เล็กๆ อีกสองสามคนเดินตามไปเพราะอยากเห็นว่าหน้าตาอาหารจานด่วนเป็นอย่างไร
อาหารจานด่วนในปัจจุบันได้รับการปรับปรุงแล้ว แบ่งเป็นสองชั้น ชั้นล่างเป็นข้าว ชั้นบนเป็นกับข้าว ปริมาณเยอะพอสมควร
พอเปิดฝาออก ไอความร้อนก็พุ่งออกมา กลิ่นหอมเข้มข้นโชยมาแตะจมูก ทำให้ทุกคนที่มุงอยู่ดวงตาเบิกกว้าง
“นี่... นี่!”
“เป็นอาหารจานด่วนของจริงเหรอ?!”
“มันเป็นเนื้อจริงๆ ด้วย! แถมมีผักใบเขียวด้วย! พระช่วย! ฉันไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหม?”
ในขณะที่ยังเถียงกันอยู่ สองคนที่นั่งยองๆ อยู่บนพื้นก็เริ่มแบ่งอาหารกันแล้ว เนื่องจากจำนวนคริสตัลที่จ่ายไม่เท่ากัน แน่นอนว่าต้องแบ่งตามสัดส่วน
คนหนึ่งหยิบถ้วยสแตนเลสออกมา ดวงตาจ้องเขม็งไปที่อาหารพลางเร่ง “เร็วๆ เข้า!”
ผู้รอดชีวิตที่จ่ายสองก้อนหยิบตะเกียบใช้แล้วทิ้งออกมา ค่อยๆ แบ่งข้าวให้คนนั้นหนึ่งในสามอย่างอาลัยอาวรณ์ แถมยังรู้สึกว่าให้เยอะไปเลยแอบตักคืนนิดหน่อย
ทว่าอีกคนตาไวเห็นเข้าจึงร้องเสียงหลง “นายๆๆ ทำอะไรน่ะ! วางลงเดี๋ยวนี้!”
ทั้งคู่แยกเขี้ยวใส่กัน สุดท้ายก็ต้องยอมอ่อนข้อให้กัน เพราะต่างก็อยากกิน ถ้าอยากกินก็ต้องแบ่งกันดีๆ หิวมาตั้งหลายวันแล้ว จะเอาแรงที่ไหนไปต่อยตี
ดังนั้น ทั้งคู่จึงแบ่งอาหารกันต่อหน้าสายตาทุกคน แม้แต่เนื้อวัวก็ต้องแบ่งกันทีละชิ้น และต้องวัดขนาดให้เท่ากันด้วย
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผักเลย แบ่งกันทีละต้น วัดกันทั้งความยาวและจำนวนใบ ต้องแบ่งให้เท่ากันเป๊ะๆ ไม่อย่างนั้นเสียงซุบซิบนินทาของคนรอบข้างคงทำให้หูชาตาย
ในที่สุดก็แบ่งเสร็จ ทั้งคู่เริ่มกินอย่างพึงพอใจพลางซึ้งใจจนน้ำตาแทบไหล
คนรอบข้างต่างพากันน้ำลายสอ ทั้งคู่จึงหันหลังหนีไม่ให้ดูเพราะกลัวน้ำลายจะกระเด็นลงชาม แต่กลายเป็นว่าคนอื่นก็ขยับตัวหมุนตามพวกเขาไปเรื่อยๆ
ดูไปได้พักหนึ่ง ในที่สุดก็มีคนทนไม่ไหว ตะโกนก้อง “ฉันก็มีสองก้อน ใครจะหุ้นข้าวกับฉันบ้าง!”
“ฉันๆๆ!” มีคนขานรับทันที เพราะมันหอมและน่ากินเกินทน! เนื้อวัวนั่นดูนุ่มหนึบ ผักก็ดูเขียวขจี ต้องสดมากแน่ๆ!
พระเจ้าช่วย ต่อให้ไม่สดก็ไม่เป็นไร นี่มันคือผักใบเขียวที่หาดูได้ยากเชียวนะ! ขอแค่กินได้ก็พอ!
พริบตาเดียวหน้าหน้าต่างก็ถูกล้อมด้วยฝูงชนอีกครั้ง ต่างคนต่างหาคนหุ้นข้าว บางกลุ่มหุ้นกันสองคน บางกลุ่มถึงกับหุ้นกันสามคน จงเซี่ยก็ไม่ขัดศรัทธา ยังไงเขาก็ขายได้เงินเหมือนกัน
เขามองไปข้างหลัง เห็นมีไม่ถึงยี่สิบคน คิดว่าคงปิดร้านได้ไวแน่ๆ แต่ที่ไหนได้ ลูกค้ากลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พอสังเกตดูถึงรู้ว่าเดินมาจากทางร้านสลาก
เขารู้ทันทีว่าเป็นฝีมือของบอสลู่แน่ๆ จึงได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป
โดยหารู้ไม่ว่าบอสลู่ที่อยู่ในร้านสลากเองก็กำลังรับมือกับคนอื่นอยู่เหมือนกัน
“สวัสดีครับบอสลู่ ผม หลิวอวี่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโลจิสติกส์แห่งฐานที่มั่นกลาง ยินดีต้อนรับคุณเข้าสู่กลุ่มของเราครับ” หลิวอวี่พูดด้วยสีหน้าท่าทางที่ดูจริงใจและหนักแน่น
“อ้อ... คะ? เข้ากลุ่ม? ยินดีต้อนรับ?” หลังจากนั่งรถมาทั้งวัน สมองเธอก็แอบมึนเบลอนิดหน่อย เธอรับคำไปตามสัญชาตญาณก่อนจะรู้สึกว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล จึงถามกลับไป
หลิวอวี่งง “หรือว่าที่บอสลู่มาที่ฐานที่มั่นกลาง ไม่ใช่เพื่อเข้าร่วมกับพวกเราเหรอครับ?”
ลู่หลีส่ายหน้าทันควัน “แน่นอนว่าไม่ใช่ค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นมาทำไมครับ?”
“ไม่ต้องมายุ่งหรอกค่ะ สรุปคือไม่ได้มาเข้ากระทรวงโลจิสติกส์เฮงซวยอะไรนั่นแน่นอน” ลู่หลีโพล่งออกมาตามความจริง
หลิวอวี่ถึงกับน้ำท่วมปาก ใบหน้าเปลี่ยนสีจากเขียวเป็นขาวสลับกันไปมา กระทรวงโลจิสติกส์เฮงซวยงั้นเหรอ เป็นครั้งแรกที่มีคนกล้าพูดแบบนี้ ทั้งที่รู้กันดีว่ากระทรวงโลจิสติกส์มีอิทธิพลสูงมากในฐานที่มั่นกลาง
พวกเขารับหน้าที่บริหารจัดการการกระจายทรัพยากรทั้งหมดในฐานที่มั่น แม้แต่หน่วยพลังพิเศษที่จะออกทำภารกิจ จะขอเบิกอาหารหรืออาวุธก็ต้องผ่านการตรวจสอบจากกระทรวงนี้ทั้งสิ้น
อาหารชนิดใหม่ๆ ที่สถาบันวิจัยผลิตออกมา หรือผลไม้กลายพันธุ์ ก็ต้องถูกส่งมาให้กระทรวงโลจิสติกส์จัดสรร
ถ้าใครกล้าล่วงเกินคนของกระทรวงโลจิสติกส์ พวกเขาจะสั่งตัดโควตาน้ำดื่มประจำเดือนของคุณทันที พูดได้เลยว่าคนของกระทรวงนี้เดินไปที่ไหนก็มีแต่คนเกรงใจและดูเหนือกว่าคนอื่น
แต่พอมาเข้าหูเธอ กลับกลายเป็นเรื่อง "เฮงซวย" ไปซะอย่างนั้น?
หลิวอวี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามสงบอารมณ์ เขานึกถึงสิ่งที่เหอเล่อเคยมาเป่าหูไว้ว่าบอสลู่เก่งกาจขนาดไหน เนรมิตได้ทุกอย่าง แม้แต่ปลูกผักผลไม้ที่ปกติดีก็ยังทำได้
เขาพยายามข่มความโกรธเอาไว้และทำเป็นเข้าใจ คนใหญ่คนโตก็แบบนี้แหละ มาตรฐานสูงจนดูถูกกระทรวงโลจิสติกส์ก็เป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้
เพราะลำพังตัวเธอคนเดียวก็สามารถแทนที่สถาบันวิจัยทั้งสถาบันได้แล้ว
ในวันสิ้นโลก พลังความสามารถคือสัจธรรมที่แท้จริง
พวกสถาบันวิจัยที่กินแรงคนอื่นไปวันๆ วันๆ ไม่วิจัยของที่กินไม่ได้ ก็วิจัยของที่รสชาติห่วยแตกจนกินไม่ลง ไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไรเลย!
หลิวอวี่ด่ากราดสถาบันวิจัยในใจ ก่อนจะหันมายิ้มประจบประแจงลู่หลีอีกครั้ง “งั้นมาเพื่อเข้าร่วมกับฐานที่มั่นกลางใช่ไหมครับ?”
“ไม่ใช่ทั้งนั้นแหละค่ะ แค่มาตั้งแผงลอยเฉยๆ” ลู่หลีตอบ
แต่ในใจเธอกลับถอนหายใจออกมาเบาๆ เพราะรู้สึกว่าชีวิตหลังจากนี้คงไม่สงบสุขอย่างที่คิดแน่
หลิวอวี่พยายามปั้นยิ้ม เขาไม่ได้ประหลาดใจกับคำตอบของลู่หลีเลย เพียงแต่ถามว่า “ได้ยินมาว่าช่วงนี้บอสลู่ปลูกผลไม้กับผักขึ้นมาได้ใช่ไหมครับ? พอจะพาผมไปดูเป็นขวัญตาหน่อยได้ไหม?”
นายเสียมารยาทไปไหม? มาถึงก็จะขอดูไม้ตายของฉันเลยเหรอ
(จบตอน)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น