ตอนที่ 196 เป็ดปักกิ่ง
แน่นอนว่าราชาซอมบี้วังหยางคือข้อยกเว้น หมอนี่จ้องจะกินเธอ แถมคนกับซอมบี้ก็เดินคนละเส้นทางกันอย่างสิ้นเชิง เข้ากันไม่ได้อยู่แล้ว
ลู่หลีเดินลงบันไดมาโดยไร้ภาระทางใจ อารมณ์ของเธอดีสุด ๆ เธอฮัมเพลงกระโดดโลดเต้นกลับมาที่รถบ้าน
ลูกค้ายังคงมีจำนวนไม่มากไม่น้อย วนเวียนอยู่ประมาณร้อยกว่าคนเหมือนเดิม ซึ่งลู่หลีเริ่มจะชินเสียแล้ว
และเธอก็เริ่มเข้าใจเล่ห์เหลี่ยมเล็ก ๆ น้อย ๆ ของหัวหน้าฐานที่มั่นจี๋ลี่ขึ้นมาบ้าง
ตอนทานข้าวเมื่อคืน เธอเคยลองถามเสิ่นปิงกับฉู่หลีเซิงดูแล้ว คนร้อยกว่าคนนี้ล้วนแต่เป็นผู้มีพลังพิเศษทั้งสิ้น
แถมทุกคนยังอยู่ในระดับสี่ขึ้นไป ซึ่งนับว่าไม่ธรรมดาเลย ในฐานที่มั่นแห่งหนึ่ง อย่างน้อย ๆ ก็น่าจะเป็นระดับหัวหน้าหน่วยทหารรักษาการณ์
ส่วนผู้มีพลังพิเศษที่อาศัยอยู่ประจำในฐาน มักจะเป็นระดับหนึ่ง สอง หรือสาม ส่วนพวกระดับสูงกว่านั้นมักจะไม่ค่อยหยุดนิ่งอยู่กับที่
ดังนั้นจากการหารือกัน พวกเขาจึงสงสัยอย่างมีเหตุผลว่าคนกลุ่มนี้คือคนสนิทของหัวหน้าฐาน? ทหารรักษาการณ์? หรือหน่วยผู้มีพลังพิเศษที่ฝึกฝนไว้ลับ ๆ? สรุปก็คือเป็นคนของหัวหน้าฐานที่รับคำสั่งแค่จากเขาคนเดียว จึงถูกส่งมาเล่นสลากขูดที่นี่
จากการสังเกต ลู่หลีก็พบว่าไม่ว่าพวกเขาจะขูดได้รางวัลอะไรก็ตาม พวกเขาจะเก็บเข้าพื้นที่มิติทันที
ต่อให้ขูดได้ผลไม้หรือของอร่อย ๆ ที่เห็นแล้วน่าจะอยากกินจนน้ำลายสอแค่ไหน แต่คนพวกนี้ก็กัดฟันอดทนไม่ยอมกินสักคำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงของอย่างอื่นเลย สรุปคือเก็บเรียบ
เหมือนว่าจะต้องเอากลับไปส่งรายงานตามหน้าที่
แต่นี่ก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐาน เพราะลูกค้าน้อย พวกเขาเลยมีเวลาว่างมาก
พอคนเราว่างก็มักจะฟุ้งซ่าน เหมือนลู่หลีในตอนนี้ที่นั่งหมุนตัวอยู่บนเก้าอี้ทรงสูง ความจริงเธอกำลังจ้องสังเกตลูกค้าพวกนี้อยู่
ชายคนหนึ่งขูดได้สาลี่หอมหนึ่งกล่อง ในนั้นมีประมาณหกลูก เห็นเขาจ้องมันอยู่นานแสนนาน สุดท้ายก็อดใจไม่ไหวแอบเปิดฝาแล้วหยิบออกมาลูกหนึ่ง ซุกซ่อนลงในกระเป๋าเสื้ออย่างรวดเร็ว
หลังจากนั้นสาลี่หอมทั้งกล่องก็หายวับไป ลู่หลีรู้ว่ามันถูกเก็บเข้าพื้นที่มิติ
ทันทีหลังจากนั้น ชายคนนี้ก็เริ่มควักนิวเคลียสคริสตัลออกมาขูดสลากต่อ ท่าทางเป็นไปอย่างเครื่องจักร ไม่มีความเสียดายคริสตัลในมือเลยสักนิด เหมือนหยิบดินออกมาปั้นหนึ่งจากกระเป๋า
ลู่หลีย้ายสายตาไปมองลูกค้าอีกคนข้าง ๆ ท่าทางและสีหน้าไม่ต่างจากคนแรกเลย หน้าตายสนิทเหมือนหุ่นยนต์ไม่มีผิด
ต่อให้ขูดได้รางวัล ก็มีความตื่นเต้นเพียงแค่ชั่ววูบ ก่อนจะกลับมาทำหน้าอมทุกข์เก็บรางวัลแล้วขูดใบต่อไป
ลู่หลีรู้สึกว่าตัวเองเข้าใกล้ความจริงไปทุกที เพียงแต่ยังขาดจังหวะที่เหมาะสมเท่านั้นเอง
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ท้องฟ้าเริ่มมืดลง จงเซี่ยเดินทางมาถึงก่อนเวลา เขานั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้อย่างว่าง่าย ผมของเขาค่อนข้างยาวและตกลงมาปรกตาเล็กน้อย
เมื่อเธอหันกลับไปมอง ก็เห็นภาพในลักษณะนี้ ภายใต้แสงไฟสีเหลืองนวล เด็กหนุ่มนั่งเงียบเชียบ ปอยผมที่ยาวหน่อยทอดเงาลงบนใบหน้า
ให้ความรู้สึกโดดเดี่ยวจาง ๆ อย่างบอกไม่ถูก ราวกับว่าทั้งโลกเหลือเขาเพียงลำพัง
ลู่หลีเรียกชื่อเขา "จงเซี่ย?"
"หืม?" จงเซี่ยได้สติ เงยหน้ามองเธอโดยสัญชาตญาณ ดวงตาเป็นประกายเล็กน้อย
"นายอยากกินอะไร?" ลู่หลีถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและสีหน้าที่อ่อนโยน
จงเซี่ยรู้สึกราวกับว่าตัวเธอกำลังเรืองแสง มีรัศมีบางอย่างที่เรียกว่าความศักดิ์สิทธิ์แผ่ออกมา เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะบอกความต้องการของตัวเอง "ผมอยากกิน... เป็ดปักกิ่ง... ได้ไหม?"
ตอนที่วันสิ้นโลกปะทุขึ้น เขาอายุเพียงสิบขวบ ตอนนั้นเขากำลังนั่งทานเป็ดปักกิ่งอยู่กับพ่อแม่ เพิ่งจะห่อใส่แป้งเสร็จหมาด ๆ คำแรกยังไม่ทันเข้าปากเลย...
โต๊ะข้าง ๆ ก็เกิดเหตุซอมบี้อาละวาดกะทันหัน พ่อแม่รีบจูงมือเขาแล้วเริ่มวิ่งหนี ในความตื่นตระหนกเป็ดปักกิ่งที่ห่อไว้ก็ร่วงลงพื้น
เขาหันกลับไปมอง อยากจะเก็บมันขึ้นมา แต่มันก็ถูกผู้คนเหยียบย่ำจนเละเทะไปแล้ว
และชีวิตหลังจากนั้นในวันสิ้นโลกก็วุ่นวายยิ่งกว่าเดิม เขาตื่นรู้พลังพิเศษ พ่อแม่ทยอยเสียชีวิต เขาต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า เร่ร่อนไปตามฐานต่าง ๆ ไม่เคยอยู่ที่ไหนได้นาน
จนกระทั่งวันนี้ เขาเหมือนจะเริ่มสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของการมีที่พึ่งขึ้นมานิดหน่อย
ลู่หลีชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรับคำ "ได้สิ แน่นอนว่าได้อยู่แล้ว"
จงเซี่ยได้ยินดังนั้น ใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มบาง ๆ ออกมา ลู่หลีมองดูรอยยิ้มนั้นแล้วก็เผลอเหม่อไปชั่วขณะ ทันใดนั้น เงาร่างหนึ่งก็ก้าวเข้ามาขวางหน้าเธอไว้อย่างมิดชิด
เธอดึงสติกลับมา มองเห็นคนตรงหน้า หลัวมู่ทำหน้าบึ้งตึง แววตาเต็มไปด้วยความน้อยใจและดูไม่มีความสุขเอาเสียเลย เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหมือนจะอ้อน ๆ ว่า "บอสลู่ มัวแต่มองอะไรอยู่?"
ลู่หลีหัวเราะร่า ยื่นมือไปผลักหน้าเขาออกไปด้านข้าง แกล้งแหย่ว่า "ไม่ได้มองนายน่ะ"
หลัวมู่ไม่สน เขาขยับหน้ากลับมาบังทัศนียภาพของเธอไว้อย่างสมบูรณ์ ทำหน้าหนาถามว่า "แล้วมองอะไรอยู่ล่ะ"
"มองนายก็ได้ พอใจยัง!" ลู่หลีไม่ได้รู้สึกรำคาญเลย เธอจ้องมองดวงตาที่เป็นประกายของเขาแล้วแสร้งทำเป็นพูดจริงจัง
หลัวมู่นิ่งเงียบไป ใบหูเริ่มแดงระเรื่อ เขาเกาหัวอย่างเขิน ๆ ก่อนจะหันหลังเดินหนีไป ปากก็พึมพำอย่างไม่แยแส "เชอะ หลอกใครกัน~"
แต่ในใจน่ะมีความสุขจนเนื้อเต้น
เขาเดินมึน ๆ ไปนั่งที่เก้าอี้ ในหัวยังแว่วเสียงประโยคเมื่อครู่ของบอสลู่ เธอมองฉัน? เฮะ ๆ ๆ~ มีความสุขจังเลย~
เสิ่นปิงเดินตามหลังมาด้วยสีหน้าพูดไม่ออก เขาเห็นเหตุการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ นั้นทั้งหมด ในใจรู้สึกขมขื่น เขาทำหน้าหนาเหมือนหลัวมู่ไม่ได้...
ไม่รู้เลยว่าบอสลู่ชอบคนแบบไหนกันแน่...? เขาถอนหายใจออกมาเงียบ ๆ
เขานั่งลงข้างหลัวมู่อย่างเงียบงัน ตกอยู่ในห้วงความคิด ขณะที่ข้างกายมีเสียงแอบหัวเราะดังมาเป็นระยะ เสิ่นปิงมองค้อนด้วยความระอา แอบถลึงตาใส่ตั้งหลายหน
สุดท้ายเขาก็ทนไม่ไหว เอามืออุดปากหมอนั่นไว้แล้วกระซิบเสียงต่ำ "เลิกหัวเราะได้แล้ว"
หลัวมู่ยังคงอยากหัวเราะ ทั้งที่เป็นเพียงประโยคสั้น ๆ และรู้อยู่เต็มอกว่าบอสลู่แกล้งเย้าเล่น แต่มันก็อดดีใจไม่ได้จริงๆ
แววตาเขาเปี่ยมไปด้วยความขำขัน เขาชำเลืองมองเสิ่นปิงที่หน้าหมองคล้ำแล้วตัดสินใจว่าจะเพลา ๆ ลงหน่อย
แต่ผลลัพธ์คือ การกลั้นขำไม่สำเร็จทำให้สีหน้าเขาดูบิดเบี้ยวพิกล เสิ่นปิงเห็นแล้วยิ่งหงุดหงิดกว่าเดิม ส่วนจงเซี่ยที่เฝ้าสังเกตปฏิกิริยาระหว่างทั้งคู่เริ่มจะเดาอะไรบางอย่างได้ในใจ
ไม่นานทุกคนก็มากันครบ จงเซี่ยนั่งอยู่ตรงมุมโต๊ะ รู้สึกไม่ค่อยชินเท่าไหร่ นานมากแล้วที่เขาไม่ได้นั่งร่วมโต๊ะทานข้าวกับคนเยอะขนาดนี้...
แม้แต่มือไม้ก็ไม่รู้จะวางตรงไหน ทำตัวไม่ถูกจนเกือบจะลืมวิธีใช้ตะเกียบไปชั่วขณะ
แต่ทุกคนไม่ได้สนใจเขาที่อยู่ตรงมุมโต๊ะ สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่เป็ดปักกิ่งบนโต๊ะ หนังเป็ดและเนื้อเป็ดที่แล่ไว้อย่างเป็นระเบียบในจานใหญ่ หนังด้านนอกถูกย่างจนกรอบเกรียมเป็นสีเหลืองทองน่าทาน
ข้าง ๆ มีถ้วยน้ำจิ้มสีน้ำตาลเข้มข้น และจานใส่น้ำตาลทราย
ถัดไปเป็นแตงกวาและต้นหอมที่หั่นเป็นเส้นฝอย และข้าง ๆ กันคือตะกร้าใส่แผ่นแป้งบางนุ่มใบใหญ่
ทุกคนดูจะอึ้ง ๆ ไปบ้าง รู้สึกคุ้นเคยแต่ก็แปลกหน้ากับของพวกนี้ แต่กลิ่นหอมกรุ่นที่ลอยมาแตะจมูกนั้นรุนแรงจนเมินเฉยไม่ได้จริงๆ
เป็นเวลานานแสนนานมาแล้วที่ไม่ได้เห็นของแบบนี้ จนความทรงจำเกี่ยวกับอาหารเลิศรสเลือนหายไปจากสมอง
ทุกคนจึงหันไปมองลู่หลีเป็นตาเดียว หลัวมู่เช็ดปากพลางถามอย่างกระตือรือร้น "นี่กินยังไงเหรอบอสลู่?"
ลู่หลีครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบแผ่นแป้งออกมาหนึ่งแผ่น วางแผ่ลงบนฝ่ามือ คีบหนังเป็ดชิ้นหนึ่งจิ้มน้ำจิ้มสีน้ำตาล ทาลงบนแผ่นแป้งให้ทั่วพอประมาณ
จากนั้นเริ่มคีบแตงกวา เส้นต้นหอม วางลงบนหนังเป็ด เป็นอันเสร็จพิธี
เธอม้วนแป้งเข้าด้วยกันจนเป็นชิ้นยาวขนาดประมาณสองนิ้วมือ ส่งเข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆ พอกินเสร็จก็พยักหน้าอย่างมีความสุขพลางชูนิ้วโป้งให้
แล้วร้องบอก "กินแบบนี้แหละ อร่อยสุด ๆ เลย!"
(จบตอน)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น