ตอนที่ 186 ธุรกิจซบเซา
ยังมีแตงโมของโปรดที่หั่นเตรียมไว้ สาลี่หอมของชอบที่ล้างสะอาดพร้อมให้กัดกินแบบเต็มคำ
เธอเรียกให้เซียวตี๋กับจานถิงมาทานด้วยกัน ทานไปพลางคิดไปพลางก็นับว่ามีความสุขดี
แต่พวกคนที่ขูดสลากอยู่ข้างนอกนี่สิ เห็นแล้วถึงกับน้ำลายสอ ต้องคอยหักห้ามใจไม่ให้แอบชำเลืองมองบ่อยเกินไป
แค่สายตาไม่พอก็ต้องคอยควบคุมมือไม้ไม่ให้เผลอยื่นไปฉกชิงวิ่งราวด้วย
สายตาแบบนี้ลู่หลีมีภูมิคุ้มกันแล้ว เธอสามารถเมินเฉยได้อย่างสมบูรณ์แบบและนั่งทานของตัวเองอย่างสบายใจ
แต่ก็นะ... มักจะมีคนคุมตัวเองไม่อยู่ อาศัยจังหวะที่คนกำลังขูดสลากวุ่นวายและลู่หลีกำลังต้อนรับลูกค้าคนอื่น
แอบยื่นมือไปฉกสาลี่หอมลูกหนึ่งซุกใส่กระเป๋าเสื้อ ทว่าวินาทีถัดมาก็โดนจับโป๊ะเข้าให้
"แกทำอะไรน่ะ?" คนข้างๆ เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดตาปรนเปร่อ จ้องมองสาลี่หอมผ่านเนื้อผ้ากระเป๋าตาเขม็ง
"ปะ...เปล่า ก็ขูดสลากไง" คนขโมยทำใจดีสู้เสือ เผชิญหน้าอย่างหน้าด้านๆ
ใครจะนึกว่าอีกคนก็แสบใช่ย่อย เขยิบเข้าไปกระซิบขู่ข้างหูทันที "แบ่งให้ฉันครึ่งหนึ่ง ไม่งั้นฉันจะบอกบอสลู่!"
"แก!" คนขโมยสาลี่โดนขู่ย่อมไม่พอใจ รีบกระชากแขนอีกฝ่ายเดินออกไป
คนโดนกระชากนึกว่าจะโดนลากไปซัดในมุมอับ รีบอ้าปากจะร้องตะโกนแต่กลับโดนปิดปากไว้แน่น
ทั้งคู่ยืนชิดติดกันจนร่างแทบจะหลอมรวมกัน ดูเผินๆ นึกว่าสนิทกันมาก
แต่ในมุมที่ไม่มีใครเห็น มือไม้แทบจะปะทะกันจนเกิดประกายไฟ คำด่าทอพรั่งพรูออกมาเบาๆ
ในที่สุดก็ถึงมุมอับจนได้
คนขโมยจ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างโกรธแค้น แต่ยังระวังตัวกดเสียงต่ำ "ให้แกกัดได้คำเดียวพอ กินเสร็จแล้วห้ามไปฟ้อง!"
มีเรื่องดีๆ แบบนี้ด้วยเหรอ? อีกคนรีบพยักหน้ารัวๆ ตอบตกลงทันทีเพราะกลัวอีกฝ่ายเปลี่ยนใจ
ดังนั้น ชายสองคนจึงเริ่มกัดสาลี่กินกันอย่างไม่สนใจโลกในมุมมืด
แน่นอนว่าคนขโมยต้องได้กินก่อน ส่วนอีกคนได้แต่มองตามพลางลอบกลืนน้ำลาย จ้องไม่วางตาแม้แต่วินาทีเดียว
รสชาติของสาลี่ลูกนี้หอมมาก กลิ่นหวานละมุนชื่นใจ น้ำในเนื้อก็ฉ่ำสุดๆ
คนแรกห้ามใจไม่อยู่ กัดไม่กี่คำก็หมดเหลือแต่แกน เขาโยนแกนสาลี่ให้อีกคนอย่างไร้ความรู้สึกผิด "อ่ะ เอาไปแทะต่อสิ ยังมีรสชาติอยู่นะ"
คนในวันสิ้นโลกไม่สนเรื่องพวกนี้หรอก มีให้กินก็บุญแล้ว เขาจึงเอาแกนสาลี่เข้าปาก ดูดซับน้ำที่เหลืออยู่น้อยนิดอย่างตั้งใจ
"อี๋~" อีกคนทำท่ารังเกียจแล้วเดินจากไป เดินวนกลับมาหน้ารถบ้านตรงที่ลู่หลีวางผลไม้ไว้อีกครั้ง
ลู่หลีไม่รู้เรื่องเลย นึกว่าเซียวตี๋กับจานถิงทานกันหมดแล้ว เห็นลูกค้าไม่เยอะเธอจึงยกถาดผลไม้ไปนั่งบนเก้าอี้โยก
วางผลไม้ไว้บนโต๊ะเล็กๆ ข้างตัว โยกเก้าอี้ไปพลาง ทานผลไม้ไปพลาง มองฟ้าสีครามก้อนเมฆสีขาวผ่านหลังคากันสาด
ช่างสุนทรีย์เหลือเกิน~
แน่นอนว่าคนที่สุนทรีย์มีแค่เธอคนเดียว...
คนที่ไม่สุนทรีย์ที่สุดน่าจะเป็นพวกคนในฐานที่มั่นจี๋ลี่ ตรงประตูหลักมีคนนับร้อยกำลังต่อแถวจะออกจากฐาน
แต่แถวข้างหน้ากลับไม่ขยับมาครึ่งชั่วโมงแล้ว พอสังเกตดูดีๆ ถึงเห็นว่าเกิดการปะทะกันขึ้น
"ทำไมไม่ยอมให้พวกเราออกไป!"
"นั่นสิ พวกเราจะออกไปฆ่าซอมบี้!"
"ปล่อยพวกเราออกไปเดี๋ยวนี้นะ!"
ทหารรักษาการณ์ทำได้เพียงเข้าแถวเรียงหน้ากระดานหลายชั้น ปิดกั้นทางออกไว้อย่างแน่นหนา ชาวเมืองเองก็ไม่กล้าบุกฝ่าเข้าไปตรงๆ
หัวหน้าหน่วยกล่าวว่า "นี่คือคำสั่งจากหัวหน้าฐาน มีสายลับแฝงตัวอยู่ในฐาน จำเป็นต้องตรวจสอบอย่างละเอียด!"
ฟังดูก็รู้ว่าตอแหล แต่ทุกคนกลับทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ยืนเท้าเอวด่าแม่ทวดกันไป สุดท้ายก็ต้องหันหลังกลับบ้านใครบ้านมัน
มีคนมาต่อแถวเรื่อยๆ พอได้ยินว่าไม่ให้ออกก็บ่นอุบอิบเดินกลับบ้าน
ไม่มีใครกล้าขัดขืนทหารรักษาการณ์อย่างเปิดเผย เพราะนั่นเท่ากับตั้งตัวเป็นศัตรูกับหัวหน้าฐาน ทุกคนล้วนขี้ขลาด ได้แต่ด่าทอลับหลังเท่านั้น
ส่งผลให้จนถึงช่วงค่ำ หน้ารถบ้านก็ยังคงมีคนกลุ่มเดิมร้อยกว่าคนนี้ที่ขยันซื้อสลากขูด พวกเขาดูจะจงรักภักดีมาก ซื้อแต่สลากขูดอย่างเดียว แทบจะไม่ย่างกรายเข้าเซเว่นหรือโรงอาบน้ำเลย
ลู่หลีรู้สึกจนใจ โรงอาบน้ำสนุกออกขนาดนั้นไม่อยากลองเข้าไปดูหน่อยเหรอ?
แล้วคนกลุ่มนี้มีนิวเคลียสคริสตัลกันเยอะขนาดไหน? เล่นมาทั้งวันแล้วยังขูดไม่หมดอีกเหรอ? ของแบบนี้มันน่าเสพติดก็จริง แต่จะเล่นจนสิ้นเนื้อประดาตัวเลยหรือไง?
แต่สุดท้ายคนที่ได้กำไรก็คือเธอ ลู่หลีจึงทำเพียงแค่ส่งยิ้มหวานให้พวกเขา
คนน้อยก็ดีเหมือนกัน จะได้พักบ้าง
พอถึงเวลาปิดร้าน ทุกคนก็ยอมกลับเข้าฐานอย่างว่าง่าย ไม่มีการอิดออดแม้แต่นิดเดียว
ลู่หลีที่เพิ่งจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก็เห็นหลัวมู่กระโดดโลดเต้นขึ้นรถมา พร้อมเสียงร่าเริง "เมื่อวานเหนื่อยจะตาย วันนี้ว่างจนง่วงเลยครับ"
ลู่หลีพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง
เสิ่นปิงเดินตามมาติดๆ "วันนี้แขกไม่ค่อยเยอะนะครับ"
"นั่นสิ หรือว่าฐานที่มั่นจี๋ลี่เกิดเรื่องอะไรขึ้น?" ลู่หลีมองไปทางนั้นด้วยความกังวล กันสาดถูกเก็บไปแล้วทำให้มองเห็นกำแพงเมืองที่สูงชันและแสงไฟสปอตไลต์แสบตาได้ชัดเจน
เธอละสายตากลับมา ส่ายหน้าอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว "ช่างเถอะ ทานข้าวกันก่อน!"
แค่วันเดียวที่ธุรกิจไม่ดี พวกเขาไม่เก็บมาใส่ใจหรอก ชีวิตต้องดำเนินต่อไปจริงไหม~
แต่พออิ่มหนำสำราญแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะวกกลับมาคุยเรื่องนี้ หลัวมู่ขยิบตาไปทางโรงแรม "เซิ่งเสวียนยังพักอยู่ที่นี่ใช่ไหม? บอสว่าพวกเขาจะมีแผนการอะไรหรือเปล่า?"
ลู่หลีเหลือบมองไปทางโรงแรมแวบหนึ่ง ส่ายหน้าแล้วตอบอย่างไม่แน่ใจ "คงไม่หรอกมั้ง"
ที่ผ่านมา เซิ่งเสวียนก็ดูจะไม่ได้ทำอะไรประหลาด อย่างมากก็แค่พยายาม 'หว่านเสน่ห์' ใส่เธอเล็กน้อย? ตีสนิทกับเธอเพื่อจะได้ข้อมูลเกี่ยวกับร้านสลาก
นอกจากเรื่องนี้ ลู่หลีก็คิดไม่ออกแล้ว
ส่วนเขาก็ทำอะไรช้าๆ อย่างระมัดระวังจนหาช่องโหว่ไม่เจอเลย
พอนึกถึงเซิ่งเสวียน ลู่หลีก็นึกถึงพวกดอกไม้ใบหญ้าที่ปลูกไว้หลังโรงแรม พอเห็นทุกคนอิ่มกันหมดแล้ว เธอจึงโบกมือไล่ให้แยกย้าย
หลัวมู่กะจะอยู่ต่อเพื่อเป่าหูให้ลู่หลีระแวงเซิ่งเสวียน แต่กลับโดนเสิ่นปิงลากคอออกไปเสียก่อน
ลู่หลีจัดการธุระของตัวเองเสร็จก็ปิดประตูรถ เดินเนิบนาบไปหลังโรงแรม และก็ประจวบเหมาะพอดีที่เซิ่งเสวียนก็อยู่ที่นั่นด้วย
เขากำลังนั่งยองๆ รดน้ำให้พวกต้นกล้าแตงโม ต้นไม้ และผลไม้พวกนี้ แว่วเสียงเขาพึมพำคุยกับต้นไม้ด้วย
มองจากไกลๆ ต้นกล้าแตงโมที่เคยสูงแค่ฝ่ามือ บัดนี้เลื้อยคลานออกนอกอาณาเขตหนึ่งตารางเมตรไปเรียบร้อยแล้ว
เถาแตงโมสีเขียวหนาเท่าหัวแม่มือหมอบอยู่บนดิน ดูคล้ายงูสีเขียวที่นอนขดอยู่ มองแวบแรกก็น่ากลัวนิดๆ บนเถามีดอกไม้สีเหลืองเล็กๆ ผลิบาน
ส่วนต้นท้อและต้นสาลี่ก็โตขึ้นมาก ลำต้นแข็งแรงและสูงกว่าลู่หลีไปแล้ว
ส่วนต้นสนต้นแรกนั้น ลำต้นใหญ่จนต้องใช้คนหนึ่งคนโอบถึงจะรอบ และมีความสูงยิ่งกว่าโรงแรมสามชั้นแห่งนี้เสียอีก
พื้นที่ก็เล็ก พืชก็เยอะ แต่ทุกต้นกลับเติบโตได้ดีจนน่าใจหาย
ถ้าภาพนี้ถูกนักวิจัยของฐานที่มั่นกลางมาเห็นเข้า คงมีหวังสติแตกแน่ๆ
ต้นกล้าที่พวกเขาอุตส่าห์วิจัยแทบตาย ทะนุถนอมอย่างดีแต่ปลูกไม่ขึ้น
กลับถูกคนสองคนนี้ปลูกทิ้งปลูกขว้างจนขึ้นงอกงาม แถมวันๆ ก็แค่รดน้ำ ไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นเลย
ลู่หลีมองดูแล้วก็เผลอจินตนาการไปถึงตอนที่ดอกไม้เล็กๆ กลายเป็นแตงโมลูกใหญ่ คิดแล้วก็ยิ้มจนตาหยี แถมยังหลุดขำออกมา
เซิ่งเสวียนได้ยินเสียงก็แสร้งทำเป็นตกใจหันกลับมามองพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "บอสลู่? คุณก็มาด้วยเหรอครับ? พวกมันโตวันโตคืนเลยนะครับเนี่ย"
(จบตอน)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น