ตอนที่ 168 ระดับอสูรศักดิ์สิทธิ์ เกลื่อนเมืองแล้วรึ?
เขา มีเส้นผมสีน้ำตาลตัดสั้น ใบหน้าหล่อเหลา ระหว่างคิ้วแฝงแววเสเพลและนักเลงอยู่หลายส่วน ดูมิเหมือนขุนนาง ทว่าคล้ายกับพวกที่หากินอยู่บนท้องถนนมากกว่า
“ท่านแซ่อันใด?” ซูเหยียนเอ่ยถาม
“มิกล้ารับ ข้าชื่อแจ็ค แมคฮาร์ล”
“แจ็ค แมคฮาร์ล! ข้าเคยได้ยินชื่อของเจ้า” เสียงของไลน่าพลันดังขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงเต็มไปด้วยความประหลาดใจ “เจ้าคือราชันอสูรแห่งหอมหอกร้อยอสูร!”
“......ราชันอสูรรึ?” ซูเหยียนประหลาดใจยิ่งนัก
【โฮสต์คะ เขาเองก็อยู่ระดับอสูรศักดิ์สิทธิ์ค่ะ】 เสี่ยวเหม่ยเอ่ยบอกซูเหยียน
ซูเหยียนพูดมิออก: 【อย่าได้คิดเชียว! ข้าเองก็เลือกกินมิน้อย มิใช่ว่าอาหารจานไหนที่ใครเคยแตะต้องแล้วข้าจะยอมกินหรอกนะ】
【ค่ะ ค่ะ ร่างอสูรคือกระต่าย ด้านพรสวรรค์และสายเลือด พลังแฝงมิได้ยิ่งใหญ่นัก เสี่ยวเหม่ยเองก็มิชายตามองเช่นกันค่ะ】 เสี่ยวเหม่ยหดหัวกลับไปอย่างจืดชืดอีกครา
กระต่ายรึ? ซูเหยียนพลันนึกถึงจูลูขึ้นมา ยามมองดูบุรุษตรงหน้า นางก็ตกอยู่ในความเงียบงัน
ไลน่ายังคงบังเกิดความสนใจมิน้อย “ราชันอสูร มารถทำความรู้จักกันหน่อยได้หรือไม่?”
“ได้สิ” สายตาของแจ็คตวดกลับมามองซูเหยียนอีกครา “อสูรหญิงศักดิ์สิทธิ์ ได้ยินว่าสัมผัสเพียงนิดก็มารถตั้งครรภ์ได้ เรื่องจริงรึ?”
“มิใช่” ซูเหยียนมิคิดจะใส่ใจเขา หมุนตัวเดินมุ่งหน้ากลับไปยังงานเลี้ยง
การลักลอบสมสู่ร่วมรักครานี้ นับว่ารับชมได้เพียงความอ้างว้าง อาศัยขุมกำลังของตระกูลกูลเดอร์ลิน ฟาเซอร์ย่อมมิอาจกระทำการอันใดรุนแรง ทว่าการได้เห็นหลินเสวี่ยเอ๋อร์ต้องขายหน้า ก็นับว่ามิเลวทีเดียว
ไลน่าเอ่ยบอกแจ็คว่า “พลังสืบพันธุ์ของข้า เก่งกาจมิต่างจากนางหรอก”
“ระดับอสูรศักดิ์สิทธิ์ มารถให้กำเนิดได้รึ?” แจ็คเอ่ยถาม
รอยยิ้มบนใบหน้าของไลน่าพลันมลายหายไปสิ้น นางหมุนตัวก้าวเดินติดตามซูเหยียนไปในทันที
“พี่ซู ระดับอสูรศักดิ์สิทธิ์นี่เกลื่อนเมืองแล้วรึอย่างไร? เหตุใดสุ่มสี่สุ่มห้าเกี้ยวพาราสีผู้ใด ก็ล้วนอยู่ระดับอสูรศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิ้น”
“มิใช่เกลื่อนเมือง ทว่าประจวบเหมาะตรงที่คนที่เจ้าไปเกี้ยวพาราสีล้วนอยู่ระดับอสูรศักดิ์สิทธิ์ต่างหาก คาดว่าทั่วทั้งทวีปเซิ่งตู ย่อมมีเพียงไม่กี่ตนเท่านี้”
“......น่าเบื่อยิ่งนัก ข้าหวนกลับถ้ำจิ้งจอกดีกว่า บรรดาสามีอสูรที่แสนดีของข้า ต่างคอยเฝ้ารอให้ข้าหวนกลับไปหาอยู่”
คำกล่าวประโยคเดียว ทำเอาซูเหยียนยิ่งตกอยู่ในความเงียบงันเข้าไปใหญ่
ซูเหยียนนึกถึงบรรดาลูกๆ ของนาง และรวมถึงสามีอสูรเหล่านั้น มิรู้ว่ายามนี้พวกเขาจะเป็นอย่างไรบ้าง......
ฟาเซอร์ประจวบเหมาะก้าวเดินมารับซูเหยียน ยามได้ยินคำกล่าวของไลน่า ดวงตาพลันหรี่ลงเล็กน้อย ทว่ามิช้าก็กลับคืนสู่สภาพปกติ
“เหยียนเหยียน” สุ้มเสียงเอ่ยเรียกอย่างอ่อนโยน
ยามซูเหยียนเห็นเขา ก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะดึงสติกลับมายิ้มกล่าวว่า “เมื่อครู่ท่านพลาดเรื่องสนุกชิ้นเอกไปเสียแล้วเพคะ”
นางหันกลับไปมองแจ็ค พลันพบว่าเขาอันตรธานหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็มิอาจทราบได้
ฟาเซอร์เอ่ยว่า “ข้าทราบเรื่องที่พวกเขาอยู่ที่นี่แล้ว เพียงแต่ตระกูลกูลเดอร์ลิน ดำรงอยู่มาตั้งแต่ยามแรกเริ่มก่อตั้งจักรวรรดิศักดิ์สิทธิ์ อย่างไรเสียก็จำต้องไว้หน้าอยู่บ้าง ทว่าสิ่งที่ควรตักเตือน ข้าเองก็จะจัดการ ตราบใดภายหน้าย่อมมิยอมให้เจ้าต้องมาพบเจอเรื่องเช่นนี้อีกเด็ดขาด”
“อืม จักรวรรดิศักดิ์สิทธิ์” ซูเหยียนจ้องมองเขา “บางทีข้าอาจจะดูแคลนคุณชายศักดิ์สิทธิ์ไปหน่อยเพคะ”
“มิเป็นไรหรอก เจ้าเพียงมองข้าเป็นสามีอสูรธรรมดาสามัญตนหนึ่งก็พอแล้ว” ฟาเซอร์กุมมือนางไว้ “ยามอยู่ต่อหน้าเจ้า ข้ามิเคยเป็นคุณชายศักดิ์สิทธิ์อันใดทั้งนั้น”
“เฮ้อ—— ชัดเจนว่ายัมิต่างได้ทานสิ่งใดเลย เหตุใดถึงได้รู้สึกอิ่มแน่นปานนี้กันนะ” ไลน่าทำสีหน้ามิต่างความเข้าใจ ก้าวข้ามผ่านพวกเขาเดินเข้าสู่ท้องพระโรงงานเลี้ยงไปก่อน
ซูเหยียนยิ้มกล่าว “นางเอาแต่บ่นพึมพำอยากหวนกลับถ้ำจิ้งจอกเพคะ”
“วันพรุ่งนี้ข้าจะจัดการให้นางจากไป”
“อืม ทวีปเซิ่งตูสำหรับนางแล้วออกจะสลับซับซ้อนเกินไป ต่อให้นางจะมีเล่ห์เหลี่ยมเล็กๆ น้อยๆ ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าขุมกำลังที่แท้จริง เล่ห์เหลี่ยมเหล่านั้นก็มิอาจนับเป็นสิ่งใดได้เลย”
...
ยามนี้สายตาที่คลาริสซ่ามองดูไลน่าเย็นเยียบยิ่งนัก
การที่ซูเหยียนตั้งครรภ์ทายาทของฟาเซอร์ ทำให้นางมิอาจกระทำการอันใดบุ่มบ่ามได้ชั่วคราว ทว่าการจะลงมือจัดการกับไลน่า ย่อมมิมีความพะวงอันใดเลยสักนิด
“หลินเสวี่ยเอ๋อร์อาจจะคิดร้ายต่อไลน่า ให้พำนักอยู่แต่ในเซิ่งกงเถอะเพคะ” ซูเหยียนมองความคิดของคลาริสซ่าออก
“ได้” ฟาเซอร์รับคำ
ซูเหยียนอยู่เคียงข้างฟาเซอร์ร่วมเต้นรำเปิดงาน เพลงแรกจบลงก็นำทางไปยังโซนอาหาร เริ่มต้นเติมสารอาหารให้แก่เจ้าตัวเล็กทั้งสองคนในครรภ์
ระหว่างนั้น นางมองเห็นไลน่าถูกอีธานใช้กำลังบังคับลากตัวจากไป
อีธานเฝ้าจับจ้องมองไลน่ามาตลอดทั้งคืน คาดว่าคงมิอาจข่มกลั้นความรู้สึกไว้ได้อีกต่อไปแล้ว
เดิมทีนางคิดอยากจะเปิดแผนที่ระบบ เพื่อรับชมว่าระหว่างพวกเขาจะบังเกิดเรื่องอันใดขึ้น
ทว่าสุดท้ายนางก็มิได้เปิดใช้งาน
หากเป็นศัตรูนางย่อมมิมีความลังเล ทว่าหากเป็นสหาย นางย่อมต้องให้ความเคารพต่อความลับส่วนตัวของพวกเขา
เซฟิส เฮอร์มันน์ ที่ 1 ได้เดินทางออกจากงานเลี้ยงวันเกิดไปแล้ว ทว่ายังคงมีขุนนางระดับสูงของศาสนจักรอีกไม่กี่ตน ถูกบรรดาผู้มีอำนาจและชื่อเสียงเหนี่ยวรั้งไว้ร่วมดื่มเหล้าเจรจาธุระ สานสัมพันธ์อันดี
คลาริสซ่าและลิลิธ โดยเฉพาะคลาริสซ่านับว่าเป็นที่ต้อนรับขับสู้ยิ่งนัก อสูรหญิงระดับสูงที่ผูกมัดกับระบบเกิดลูก ย่อมเป็นที่หมายปองของบรรดาผู้มีอำนาจที่ยัมิต่างแต่งงานในทวีปเซิ่งตูอย่างบ้าคลั่ง
ส่วนตัวนางนั้น นับว่ามีเจ้าของและมีครรภ์แล้ว จึงมิมีอสูรชายตนใดกล้าเข้ามาล่วงเกินตอแย
สตรีผู้หนึ่งที่สวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์หรูหรายิ่ง ทว่าหน้าตากลับธรรมดาสามัญยิ่งนัก เดินตรงมาหานาง ก่อนจะหยุดฝีเท้าลงห่างไปมิกี่ก้าว พลันกวาดสายตาสำรวจตัวนาง
ซูเหยียนซดน้ำแกงใสคำหนึ่ง เอ่ยถามว่า “คุณเลดี่ปรารถนาจะทานสิ่งใดเพิ่มหรือไม่คะ? ตรงนั้นมีอุปกรณ์อาหาร มารถหยิบใช้ได้ตามสบายค่ะ”
“มิใช้หรอก ก่อนอื่นขอแนะนำตัวเองก่อน ข้าคืออาแท้ๆ ของฟาเซอร์ นามว่าอลิเซีย·เซิ่งซื่อ·กูลเดอร์ลิน”
ซูเหยียนประหลาดใจ พลันหันสายตาไปมองทางฟาเซอร์ กลับพบว่ายามนี้ฟาเซอร์กำลังร่วมเต้นรำอยู่กับลิลิธ
ท่วงท่าหาได้มีความใกล้ชิดมิ ออกจะห่างเหินอยู่บ้างด้วยซ้ำ ทว่าใบหน้าของลิลิธกลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มอันเปี่ยมสุข
“เดิมทีลิลิธจวนจะเข้าพิธีหมั้นหมายกับฟาเซอร์แล้ว ทว่าการปรากฏตัวของเจ้า กลับทำลายล้างเรื่องราวทั้งหมดลง”
“นี่มิใช่สิ่งที่ข้าเลือกเพคะ” เป็นหลานชายแท้ๆ ของท่านที่ดั้นด้นอ้อนวอนมาเองต่างหาก
“ข้าเองก็เกียจคร้านจะเอ่ยวาจาอ้อมค้อมกับเจ้า คุณชายศักดิ์สิทธิ์เขาเพียงพึงใจในหน้าท้องของเจ้าเท่านั้น รอจนอสูรหนูครอกนี้ในท้องของเจ้าถือกำเนิดขึ้นมา ข้าจะมอบเงินก้อนโตให้แก่เจ้า เงินจำนวนนั้นมากพอให้เจ้าใช้ชีวิตในครึ่งค่อนชีวิตที่เหลือได้อย่างสุขสบาย จงเดินทางไปจากฟาเซอร์เสีย”
“การจากไปใช่ว่าจะทำมิได้เพคะ ทว่าข้ามิเอาเงิน ข้าต้องการแต้มเกิดลูก แต้มเกิดลูกทั้งหมดของคลาริสซ่า ข้าต้องการมันทั้งหมดเพคะ!” ซูเหยียนจ้องมองอลิเซียพลันเอ่ยว่า “ต้องเป็นยามนี้เท่านั้น หากผ่านพ้นค่ำคืนนี้ไป ข้าเองก็มิอาจทราบได้ว่าตนเองจะเปลี่ยนใจหรือไม่เพคะ”
“ได้” อลิเซียเอ่ยปากรับคำแทนคลาริสซ่าต่อซูเหยียน
แต้มเกิดลูกย่อมมีเพียงอสูรหญิงในศึกศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นที่มี ทว่าผู้ที่มารถก้าวไปถึงช่วงสุดท้ายและรักษาแต้มเกิดลูกไว้ได้ มีเพียงสามคนเท่านั้น
มิช้าอลิเซียก็ก้าวเดินกลับมาอีกครา นางขมวดคิ้วเอ่ยกับซูเหยียนว่า “เจ้าผลัดเปลี่ยนเงื่อนไขอื่นเถอะ”
“เช่นนั้นก็ช่างเถอะเพคะ” ซูเหยียนเกียจคร้านจะใส่ใจนางอีกต่อไป
เคยฟังไลน่าบอกเล่ามา แต้มเกิดลูกของพวกนางโดยพื้นฐานล้วนเก็บสะสมไว้เพื่อเลือกซื้อโอสถ การยกระดับระบบเกิดลูก มิได้จำเป็นต้องใช้แต้มเกิดลูก ทว่าวัดกันที่จำนวนการให้กำเนิดทายาท
คลาริสซ่าในช่วงศึกศักดิ์สิทธิ์ กลวิธีช่างอำมหิตยิ่งนัก โดยเฉพาะการสังหารคาย่า·โอฟิสโล แต้มสะสมจึงมีเกือบหนึ่งร้อยล้านแต้ม
นางจำเป็นต้องใช้แต้มเกิดลูก แต้มสะสมของคลาริสซ่า นางปรารถนาจะได้มาครอบครองยิ่งนัก
ทว่าหากอีกฝ่ายมิยินยอมมอบให้ นางก็มิคิดจะดึงดันบังคับ
อลิเซียก้าวเดินจากไปอีกครา
ครานี้ ในยามที่ซูเหยียนใกล้จะทานจนอิ่มหนำ อลิเซียก็พาตัวคลาริสซ่าเดินกลับมาหาอีกครั้ง
อลิเซียเอ่ยว่า “แต้มเกิดลูกหนึ่งพันแต้ม คลอดลูกเสร็จสิ้นจงรีบเดินทางจากทวีปเซิ่งตูไปทันที”
ซูเหยียนนึกว่าตนเองฟังความผิดพลาดไป หันสายตาไปมองทางคลาริสซ่า
ใบหน้าของคลาริสซ่ามืดมนยิ่งนัก “แต้มเกิดลูกเหล่านี้ ข้าใช้ชีวิตเข้าแลกมา มีหรือจะยอมมอบให้แก่เจ้า”
“นั่นปะไร ท่านเองก็ทราบดีว่ามันเป็นไปมิได้ แล้วเหตุใดจึงจำต้องมาบังคับให้ข้าละทิ้งสามีและลูกเพื่อจากไปเล่าเพคะ?” ซูเหยียนปรายสายตามองอลิเซียแผ่วเบาคราหนึ่ง
ทว่าในสายตาของอลิเซีย นั่นคือการหยามหยัน หยามเหยียด โทสะในใจพลันปะทุขึ้นทันที “เจ้าใช้สายตาเช่นไรจ้องมองข้ากัน?”
(จบตอน)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น