ตอนที่ 164 เหยียนเหยียนดีไปเสียทุกอย่าง
ศาสนจักรศักดิ์สิทธิ์ตั้งอยู่ภายนอกทวีปเซิ่งตู บนเกาะทะเลขนาดมหึมารูปทรงกากบาท หรือที่ผู้คนพากันเรียกขานว่าเกาะศักดิ์สิทธิ์
ภายในวิหารหลวง เหนือบัลลังก์ศักดิ์สิทธิ์ องค์พระประมุขสูงสุด ประทับเอนกายอยู่
เขาช่างมีรูปโฉมที่เยาว์วัยยิ่งนัก เส้นผมสีทองยาวเหยียดตรง สลวยงดงามอย่างที่สุด หากมิเอ่ยบอกว่าเขาเป็นอสูรชาย ย่อมต้องมีคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นอสูรหญิงที่มีรูปโฉมงดงามล่มเมืองตนหนึ่งแน่นอน
อาภรณ์ศักดิ์สิทธิ์สีทองสวมทับทั่วร่าง ระหว่างคิ้วปรากฏอักขระกากบาทสีทอง อันเป็นสัญลักษณ์แสดงฐานะองค์พระประมุขสูงสุด
แม้ตามฐานะตำแหน่งแล้ว คุณชายศักดิ์สิทธิ์จะอยู่สูงกว่าองค์พระประมุขสูงสุดแห่งศาสนจักร ทว่าในความเป็นจริง อำนาจในมือขององค์พระประมุขสูงสุดกลับยิ่งใหญ่กว่าคุณชายศักดิ์สิทธิ์มิน้อย
การที่ฟาเซอร์มารถก้าวขึ้นสู่บัลลังก์คุณชายศักดิ์สิทธิ์ได้นั้น ก็เป็นเพราะวาจาสิทธิ์ขององค์พระประมุขสูงสุดผู้นี้เช่นกัน
“พี่ฟาเซอร์ ท่านมาแล้วรึ~” เซฟิส เฮอร์มันน์ ที่ 1 (Zefis Hermann I) เอ่ยด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความยินดี น้ำเสียงใสกระจ่างและสดใสยิ่งนัก
ฟาเซอร์ยิ้มทักทาย “องค์พระประมุขสูงสุดช่วงนี้สบายดีหรือไม่?”
เซฟิส เฮอร์มันน์ ที่ 1 ส่ายหน้าตอบ “มิสบายเลย พี่ฟาเซอร์มิยอมเดินทางมาหาข้าเลย อสูรหญิงศักดิ์สิทธิ์ตนนั้นดีเลิศถึงเพียงนั้นเชียวรึ?”
ฟาเซอร์ตอบกลับ “นางคือคู่ครองของข้า”
เซฟิส เฮอร์มันน์ ที่ 1 เม้มปาก “ข้ายังมิได้ยอมรับว่านางเป็นภรรยาของท่านหรอกนะ อย่างมากก็เป็นได้เพียงนางบำเรอเท่านั้น”
ฟาเซอร์ขมวดคิ้ว “ข้าจะมิยอมให้ลูกของข้าต้องกลายเป็นลูกนอกสมรสเด็ดขาด นางจำต้องเป็นภรรยาของข้า และเป็นภรรยาเพียงคนเดียวเท่านั้น”
“เอ๊ะ? นางตั้งครรภ์แล้วรึ?” เซฟิส เฮอร์มันน์ ที่ 1 ประหลาดใจยิ่งนัก เห็นได้ชัดว่าเขายัมิทราบเรื่องนี้
“ใช่ นางมีความสำคัญต่อข้าอย่างยิ่ง มิใช่เพียงแค่เรื่องลูกเท่านั้น” ฟาเซอร์เอ่ยบอกเซฟิส เฮอร์มันน์ ที่ 1 ด้วยท่าทีจริงจังอย่างที่สุด
เซฟิส เฮอร์มันน์ ที่ 1 สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมลง “หากนำข้าไปเปรียบเทียบกับนางเล่า?”
ฟาเซอร์ตอบกลับโดยมิต้องลังเล “นาง”
สีหน้าของเซฟิส เฮอร์มันน์ ที่ 1 พลันมืดมนลงทันที
ฟาเซอร์เอ่ยอย่างราบเรียบ “ฝ่าบาททรงเป็นประมุขแห่งศาสนจักร ทุกสถานที่ที่ศาสนจักรแผ่ขยายไปล้วนเป็นของฝ่าบาท และฝ่าบาทก็เป็นของศาสนิกชนทั้งหมด ทว่านาง เป็นของข้าเพียงผู้เดียว”
“อย่างนั้นรึ? ทว่าทวีปที่นางจากมา ดูเหมือนจะมีสามีอสูรอยู่มิน้อยเลยนะ” เซฟิส เฮอร์มันน์ ที่ 1 เม้มปากด้วยความมพึงใจ
“ยามนี้ครรภ์นางเป็นของข้าเพียงผู้เดียว” สิ่งที่ฟาเซอร์ต้องการคือปัจจุบัน ยามอดีตเขาอยัมิรู้จักนาง ย่อมมิอาจนำนับรวมได้
เซฟิส เฮอร์มันน์ ที่ 1 จ้องมองเขาอยู่นาน สุดท้ายจึงโบกมือตัดรอน “เช่นนั้นการที่ท่านมาหาข้าในครานี้ มีจุดประสงค์อันใดกัน?”
“อูรีเอล” ฟาเซอร์เอ่ยขานนามหนึ่งออกมา “เขาต้องสงสัยว่าวางแผนลอบประทุษร้ายต่อคู่ครองและทายาทของข้า ข้าเรียกร้องให้ลงทัณฑ์อย่างหนัก จำคุกตลอดชีวิตก็ได้”
“โอ้? อูรีเอลเขาทำสิ่งใดลงไปรึ?” เซฟิส เฮอร์มันน์ ที่ 1 ปรับเปลี่ยนสีหน้า กลับคืนสู่แววตาทรงอำนาจน่ายำเกรง
“อูรีเอลมีบุตรสาวอยู่คนหนึ่ง นางได้ให้กำเนิดบุตรสาวนอกสมรสร่วมกับอสูรร้ายระดับสูงแห่งขุมนรก”
“เรื่องนี้ข้าเคยได้ยินมาบ้าง เผ่าแมวอสูร เป็นที่รักใคร่เอ็นดูของอูรีเอลยิ่งนัก ภายหลังล้มป่วยสิ้นชีพลง อูรีเอลจึงใช้ระบบเกิดลูกผูกมัดนางไว้เพื่อฟื้นคืนชีพ ทั้งยังปลุกพรสวรรค์สาย ‘เก้าดวงชะตา’ (九命格) ขึ้นมา เทียบเท่ากับมีเก้าชีวิตก็นับเป็นพรสวรรค์ที่น่าสนใจทีเดียว”
“ศึกศักดิ์สิทธิ์ครานี้ นังแมวเก้าชีวิตตนนี้ก็เข้าร่วมด้วย หลังจากปิดกั้นความทรงจำบางส่วนตามกฎเกณฑ์แล้ว ก็นามแฝงว่า สือเฟยเฟย เข้าร่วมในเกมการแข่งขันครานี้”
“ข้าจำได้ว่าในกลุ่มผู้ท้าชิงรอบสุดท้าย มิมีผู้ใดนามว่าสือเฟยเฟยเลยนี่นา”
“เพราะสือเฟยเฟยตายแล้ว นางถูกเหยียนเหยียนสังหารลงเพคะ”
“เหยียนเหยียนรึ?”
“อืม ท่านมารถเรียกนางว่าพี่ซูได้” สำหรับคำเรียกขานว่าเหยียนเหยียนนั้น ฟาเซอร์หวงแหนยิ่งนัก มีเพียงเขาเท่านั้นที่มารถเรียกขานได้!
เซฟิส เฮอร์มันน์ ที่ 1: “......ท่านจะให้ข้าผู้เป็นพระประมุขอายุพันกว่าปี เรียกอสูรหนูเพศหญิงอายุสิบเก้าปีว่า พี่รึ?”
“เรียกพี่สะใภ้ก็ได้ นางมิถือสาหรอก”
“ข้าถือสา! เล่าต่อเถิด”
“ความจริงอูรีเอลมารถยับยั้งความตายของสือเฟยเฟยได้ หากเขาคอยเฝ้าจับตาดูสถานการณ์การศึกที่ถ่ายทอดสดกลับมาแบบเรียลไทม์ผ่านศิลาฉายภาพ ทว่ายามนั้นเขากลับมัวแต่วิ่งวุ่นเสพสมความเกษมสำราญอยู่บนเตียงกับนางบำเรอ”
รอจนอูรีเอลก้าวลงมาจากเตียงของนางบำเรอ สิ่งที่เฝ้ารอเขาอยู่ก็มีเพียงข่าวร้ายเรื่องการตายของหลานสาวเท่านั้น
“เจ้าหมายความว่า อูรีเอลกำลังทำการล้างแค้นให้หลานสาวของตน โดยการลงมือกับซูเหยียนสินะ”
“ใช่เพคะ!”
“เจ้ามีหลักฐานหรือไม่?”
“เขาแอบใส่ ‘หินล้างสัญญาณแม่เหล็ก’ ลงในระบบป้องกันของพระราชวังศักดิ์สิทธิ์เพคะ” ฟาเซอร์หยิบกล่องสีดำกล่องหนึ่งออกมาจากมิติพรสวรรค์
เซฟิส เฮอร์มันน์ ที่ 1 จ้องมองกล่องใบนั้น พลันขมวดคิ้วเรียวขานที่ยาวจดขมับ “เรื่องนี้ข้าจะลงไปตรวจสอบด้วยตนเอง”
“ลำบากฝ่าบาทแล้ว ภายหน้าทารกทั้งสองคนของข้า หวังพึ่งให้ฝ่าบาทช่วยทำพิธี洗礼 (ศีลล้างบาป/พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์) ให้ด้วยนะเพคะ”
“ทารกสองคนเลยรึ?!”
“ใช่เพคะ”
“พลังสืบพันธุ์นับว่ามิเลวทีเดียว”
“เหยียนเหยียนดีไปเสียทุกอย่าง! หากฝ่าบาทมิมีสิ่งใดจะสั่งการแล้ว ข้าขอตัวลา ยามนี้เหยียนเหยียนยังเฝ้ารอให้ข้าพานางไปเที่ยวชมนครศักดิ์สิทธิ์ยามราตรีอยู่เพคะ”
“ไสหัวไปเสีย!” เซฟิส เฮอร์มันน์ ที่ 1 เอ่ยด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความริษยา
ฟาเซอร์มิได้ปรายสายตามองเขา หมุนตัวเดินจากไป พลันเอ่ยระหว่างก้าวเดินว่า “ฝั่งนั้น...... หากฝ่าบาทเยนมิลงมือ ข้ามิรังเกียจที่จะใช้อำนาจจัดการแทน ศึกศักดิ์สิทธิ์ครานี้ออกจะล้ำเส้นเกินไปแล้วจริงๆ”
รอบกายของเซฟิส เฮอร์มันน์ ที่ 1 พลันบังเกิดพลังกดดันจนกระทั่งมิติมรรคาจับตัวกลายเป็นน้ำแข็งในพริบตา
......
ซูเหยียนทานอาหารจนอิ่มหนำพุงกางเอนกายพิงพนัก
ไลน่าเองก็มารถแฝงตัวเข้าสู่ภายในร้านอาหารส่วนตัวได้สำเร็จ ทว่าได้รับตำแหน่งเป็นเพียงพนักงานบริการ (เด็กเสิร์ฟ) เท่านั้น
“สิ่งนี้มอบให้เจ้า” ซูเหยียนยื่นชุดเมดสาวสไตล์โลลิต้าชุดหนึ่งให้แก่ไลน่า “ชุดพิชิตบุรุษ! จงสยบบุรุษสายอบอุ่นผู้นี้ให้ได้นะ!”
“รอฟังข่าวดีของข้าได้เลย” ไลน่าเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
มีคนก้าวเดินเข้ามา ซูเหยียนหันไปมอง เป็นฟาเซอร์
“ทานข้าวมาหรือยังเพคะ? ที่นี่ยังมีอาหารเหลืออยู่บ้าง อย่าปล่อยให้สูญเปล่าเลย”
“ได้” ฟาเซอร์รีบก้าวเดินตรงเข้ามาทันที
กระทั่งมองมิเห็นอีธานที่กำลังยกมือเอ่ยทักทายเขาตรงเคาน์เตอร์ด้วยซ้ำ......
ไลน่าเป็นผู้ที่มีไหวพริบปฏิภาณดียิ่ง รีบลุกขึ้นยืน “คุณชายศักดิ์สิทธิ์เชิญนั่งค่ะ มีสิ่งใดให้รับใช้เรียกข้าได้เลย ยามนี้ข้าเป็นพนักงานบริการของร้านอาหารส่วนตัวเสี่ยวหลีค่ะ”
ฟาเซอร์ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันสายตาไปมองสหายสนิทของตน
อีธานถอนหายใจยาวด้วยความจนใจ ย้อนเวลาเล่าเหตุการณ์กลับไปเมื่อสามชั่วโมงก่อน......
ไลน่ายืนอยู่หน้าประตูร้าน “ยินดีต้อนรับเชิญด้านในค่ะ”
อีธานเอ่ยเตือนบอกให้นางมิจำต้องช่วยเหลืองานอันใด
ทว่าเพียงพริบตาไลน่าก็ช่วยส่งอาหาร เก็บกวาดโต๊ะ เช็ดล้างเตาไฟ ขนขยะไปทิ้ง แทบจะเหมางานสัพเพเหระในร้านไปจนสิ้น
สุดท้ายอีธานจึงจำต้องรับนางไว้ทำงาน
“แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เจ้าอยู่ตัวคนเดียวมาตั้งหลายปี มีคนอยู่เป็นเพื่อนจะได้ครึกครื้นขึ้นบ้าง” ฟาเซอร์หันไปบอกไลน่า “ขอเหล้าให้ข้าสักแก้วสิ”
“ได้เลยค่ะคุณชายศักดิ์สิทธิ์” ไลน่าเอ่ยด้วยรอยยิ้มพลันเดินไปรินเหล้า
อีธานเอ่ยบอกนางว่ามิจำต้องช่วย เพราะเหล้าที่คุณชายศักดิ์สิทธิ์สั่ง จำต้องใช้ทักษะในการปรุงแต่งผสมผสาน
ซูเหยียนมองดูฟาเซอร์ยกน้ำแกงที่นางทานเหลือขึ้นมาซดดื่มต่อ โดยมิได้มีความรังเกียจเดียดฉันท์เลยแม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นเนื้อทอดกรอบที่นางเคี้ยวทานค้างไว้คำหนึ่ง เขาก็หยิบทานเข้าไปจนหมด
“จะให้ข้าสั่งอาหารจานใหม่ให้ท่านเพิ่มอีกสองสามอย่างดีหรือไม่เพคะ”
“มิใช้หรอก ของที่เหยียนเหยียนทานเหลือก็เพียงพอแล้ว ข้าเป็นคนเลี้ยงง่ายยิ่งนัก”
“......ชัดเจนว่าเป็นท่านที่จำต้องเลี้ยงดูพวกเราสามคนแม่ลูกต่างหากเล่าเพคะ” ซูเหยียนยิ้มกล่าว
“อืม ข้าจะเลี้ยงดูทั้งหมดเอง” ใบหน้าของฟาเซอร์เต็มไปด้วยความสุขใจ
อีธานยกแก้วเหล้าเดินเข้ามา ยามเห็นสีหน้าของฟาเซอร์ มุมปากก็พลันเผยรอยยิ้มจากใจจริงออกมา “ยินดีด้วย”
“ขอบใจ” ฟาเซอร์เผยรอยยิ้มเห็นฟันขาวสะอาด
หลังจากทานอาหารเสร็จสิ้น ซูเหยียนโบกมือลาไลน่า พลันออกไปเที่ยวชมตลาดราตรีพร้อมกับฟาเซอร์
ไลน่าฉายแววตาอิจฉาเล็กน้อย “หากข้ามีคนคอยอยู่เคียงข้างบ้างก็คงดี เฮ้อ!”
อีธานแสร้งทำเป็นมิได้ยินสิ่งใด หมุนตัวกลับไปต้อนรับลูกค้าต่อ
ไลน่าเห็นเขาเพิกเฉยต่อนาง ก็แอบแลบลิ้นปลิ้นตาคราหนึ่ง ก่อนจะรีบก้าวเดินตามเข้าไปด้านใน
......
ณ นครศักดิ์สิทธิ์ วิหารศาสนจักร
อูรีเอลมีเหงื่อกาฬไหลพรากเต็มใบหน้า คุกเข่าหมอบอยู่บนพื้นพลันเอ่ยอ้อนวอนต่อบุรุษในชุดคลุมสีดำเบื้องหน้า “ขอร้องท่านประมุขสูงสุด โปรดประทานโอกาสให้ข้าได้แก้ตัวเพื่อชดเชยความผิดอีกสักคราเถิดครับ”
“ข้าเคยเอ่ยบอกแล้ว รอนางให้กำเนิดบุตรเสร็จสิ้นค่อยลงมือ ยามมีทารกคอยเหนี่ยวรั้ง ฟาเซอร์ย่อมมิกล้ากระทำการอันใดบุ่มบ่าม” สุ้มเสียงพร่าเลือนแหบพร่า ราวกับลอยล่องมาจากขุมนรกอันลึกซึ้ง
ร่างกายของอูรีเอลสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว “ทว่าหลานสาวของข้าจะยอมตายเปล่ามิได้เด็ดขาดครับ!”
“ยามก้าวเข้าสู่ศึกศักดิ์สิทธิ์ ชีวิตและตายล้วนเป็นไปตามกรรม!”
---
(จบตอน)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น