ตอนที่ 163 คู่ครองของข้า
【เสี่ยวเหม่ย—— เสี่ยวเหม่ย——】
【โฮสต์คะ......】 เสียงอันแผ่เบาของเสี่ยวเหม่ยดังขึ้น
ซูเหยียนบังเกิดความยินดีเป็นล้นพ้น 【เสี่ยวเหม่ย เจ้าฟื้นตื่นขึ้นมาได้เสียที ข้าร้องเรียกเจ้าตั้งสองวันเต็มแล้วนะ】
ผ่านไปครู่ใหญ่ จึงได้ยินเสียงของเสี่ยวเหม่ยดังขึ้นอีกครา 【โฮสต์...... คือผู้ใดรึคะ?】
【เจ้าเป็นอันใดไป?!】 ซูเหยียนเอ่ยถามด้วยความตื่นตระหนก
ทว่าเสี่ยวเหม่ยกลับแน่นิ่งไร้การเคลื่อนไหวไปอีกครั้ง
ยามฟาเซอร์เห็นซูเหยียนหยุดชะงักนิ่งเฉย จึงเอ่ยถามว่า “เกิดเรื่องอันใดขึ้นรึ?”
ซูเหยียนเม้มริมฝีปากบางเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยว่า “มิมีอันใดเพคะ เมื่อครู่ข้าเพียงแค่นึกอยากจะจาม ทว่าเมื่อคำนึงว่ายามนี้ตั้งครรภ์อยู่ จึงได้สะกดกลั้นมันกลับไปเพคะ”
“มิน่าจะเป็นอันใดหรอกกระมัง มิใช่ว่ามีระบบเกิดลูกคอยคุ้มครองอยู่หรอกรึ?” ฟาเซอร์เอื้อมมือมากุมมือนางไว้
ซูเหยียนเบี่ยงกายหลบตามสัญชาตญาณ ทว่าก็ยังคงข่มใจระงับไว้ “ข้าเองก็มิอาจทราบได้ว่าเพราะเหตุใด ช่วงนี้ระบบมักจะไรสัญญานตอบรับอยู่ร่ำไป คล้ายกับบังเกิดความผิดปกติบางประการ ครรภ์นี้ปฏิสนธิขึ้นจากการทานโอสถตั้งครรภ์ ตัวระบบมีหน้าที่คอยปกป้องทารกในครรภ์ หากมันบังเกิดปัญหาขึ้นมา มิแน่ว่าลูกน้อยอาจจะ......”
“มิได้เด็ดขาด!” ฟาเซอร์ร้อนรนขึ้นมาทันที “ระบบจะบังเกิดปัญหาได้อย่างไรกัน?”
“ข้าเองก็ฉงนยิ่งนัก ยามยัมิต่างก้าวเข้าสู่เซิ่งกงทุกอย่างก็เยนปกติดี ทว่าหลังจากเข้ามาในเซิ่งกงแล้วกลับแปรเปลี่ยนเป็นเช่นนี้เพคะ”
“หลังจากเข้ามาในเซิ่งกงรึ......” ฟาเซอร์พลันนึกถึงสิ่งอันใดขึ้นมาได้ สีหน้าแปรเปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวง “หรือจะเป็น...... การล้างสัญญานแม่เหล็ก (退磁)? พวกเขาช่างบังอาจนัก!”
ยามซูเหยียนได้ยินคำว่า ‘ล้างสัญญานแม่เหล็ก’ ในใจก็พานสะท้านวาบ ดูท่าจะเป็นปัญหานี้มิผิดแน่!
“หากระบบเกิดลูกของข้าบังเกิดความผิดพลาด ลูกน้อยย่อมต้องได้รับผลกระทบติดตามไปด้วย หรือกระทั่ง...... ดับสูญไปเพคะ!”
ซูเหยียนมารถมองออกว่า ตัวเขาเองก็มิต่างจากอสูรชายตนอื่น ที่ให้ความสำคัญและทะนุถนอมทายาทของตนอย่างที่สุด
ต่อให้เขาจะมีความคิดอันใดต่อเสี่ยวเหม่ย ย่อมมิมีทางลงมือในระหว่างที่นางกำลังตั้งครรภ์เด็ดขาด ทั้งยังปรารถนาให้เสี่ยวเหม่ยคอยปรนนิบัติดูแลครรภ์นี้ให้ดียิ่งขึ้นด้วยซ้ำ
ฟาเซอร์เอ่ยว่า “ข้าจะพาเจ้าไปส่งที่ร้านของสหายก่อน จากนั้นจะไปจัดการธุระบางประการ ยามค่ำคืนค่อยกลับมาพาท่านเที่ยวชมทัศนียภาพราตรีของนครศักดิ์สิทธิ์”
“ได้เพคะ” ซูเหยียนผงกศีรษะรับคำ
...
ร้านอาหารส่วนตัวเสี่ยวหลี (小狸私房菜)
ซูเหยียนมองดูป้ายชื่อร้าน “ผู้จัดการร้านคงมิใช่อสูรเผ่าชะมด (狸猫) หรอกนะเพคะ”
ฟาเซอร์เอ่ย “มิใช่หรอก เขาเองก็เป็นเผ่าเทวทูตเช่นกัน ทว่าคู่ครองของเขาเป็นเผ่าชะมด ยามให้กำเนิดบุตรบังเกิดอาการคลอดคลอดยาก จึงจากไปทั้งมารดาและทารก ยามนี้เขาจึงจมจ่อมเฝ้ารักษาร้านอาหารส่วนตัวแห่งนี้ เพื่อใช้ชีวิตอย่างสงบปนเศร้า”
“เสียใจด้วยนะเพคะ” ซูเหยียนตอบกลับ
“มิเป็นไรหรอก เจ้าเพียงรับรู้ไว้ก็พอ ยามนี้เขาใกล้จะเดินออกมาจากความโศกเศร้าได้แล้ว” ฟาเซอร์ผลักประตูออก พลันให้ซูเหยียนก้าวเดินเข้าไปก่อน
กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารโชยพัดมาเตะจมูกในทันที
ซูเหยียนหันไปบอกฟาเซอร์ “คำแนะนำของท่านถูกต้องแล้ว ข้ารู้สึกว่าลูกๆ ของท่านย่อมต้องชอบสถานที่แห่งนี้แน่นอนเพคะ”
ฟาเซอร์ยิ้มกล่าว “เช่นนั้นก็ดียิ่ง”
ร้านอาหารแบ่งออกเป็นสองชั้น ชั้นบนเป็นห้องส่วนตัว ส่วนชั้นล่างเป็นโถงใหญ่
ทว่าตรงทางขึ้นบันไดไปยังชั้นบน กลับมีป้ายไม้แขวนประกาศไว้——ชั้นสองอยู่ระหว่างปรับปรุงงดให้บริการชั่วคราว
ภายในโถงใหญ่มีโต๊ะอาหารตั้งอยู่สิบกว่าตัว เนื่องจากยัมิมิถึงเวลาอาหาร จึงยังมิมีลูกค้ามาใช้บริการ
ตรงเคาน์เตอร์มีชายหนุ่มตนหนึ่งกำลังยืนลงบัญชีอยู่ รูปร่างสูงโปร่งสวมใส่ชุดสูทกั๊ก เส้นผมสีดำขรับซอยสั้นรวบเป็นมวยเล็กๆ ไว้ด้านหลัง ไว้หนวดเคราสั้นดูแฝงร่องรอยแห่งความกรำโลก ดวงตาสีเหลืองไหม้ (赭色) ดูประณีตและลุ่มลึกยิ่งนัก
“ยินดีต้อนรับครับ”
ยามบุรุษผู้นั้นเห็นซูเหยียนก็ฉายแววประหลาดใจวูบหนึ่ง ก่อนจะหันไปเห็นฟาเซอร์ จึงเผยรอยยิ้มอันคุ้นเคยเอ่ยทักทาย “มิได้พบกันนานเลยนะ”
ฟาเซอร์โอบประคองซูเหยียน พลันให้นางนั่งลงบนเก้าอี้ทรงสูงหน้าเคาน์เตอร์ “ซูเหยียน มิลูต คู่ครองของข้า”
“คู่ครองรึ?” บุรุษผู้นั้นจ้องมองซูเหยียนอีกครา คราวนี้ดูเคร่งขรึมและนอบน้อมขึ้นมิน้อย
เห็นได้ชัดว่า น้ำหนักของคำว่า ‘คู่ครอง’ (伴侣) นั้น แตกต่างจากคำว่าอสูรหญิงศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก
ฟาเซอร์เอ่ยต่อ “เจ้าเรียกนางว่าพี่ซูก็แล้วกัน ผู้คนต่างก็พากันเรียกนางเช่นนี้”
จากนั้นก็หันไปบอกซูเหยียน “อีธาน แอบเบิร์ต (Ethan Albert) สหายสนิทที่เติบโตมาพร้อมกับข้าตั้งแต่เยาว์วัยเพคะ”
“สวัสดีค่ะอีธาน” ซูเหยียนยื่นมือออกไปตามมารยาท
“พี่ซู” อีธานยื่นมือมาเกาะกุม ทว่าเพียงสัมผัสก็ปล่อยออกตามมารยาทอันดี “ข้าเคยเห็นท่านผ่านจอศิลาภาพฉาย ยามที่ท่านสังหารอสูรร้ายแห่งขุมนรกช่างเก่งกาจยิ่งนัก ช่วงนั้นร้านของข้าผู้คนแน่นขนัดทุกวัน พากันทานข้าวไปพลางรับชมศึกศักดิ์สิทธิ์ไปพลางทีเดียว”
ซูเหยียนยิ้มเจื่อน “ขอบพระคุณค่ะ”
สำหรับศึกศักดิ์สิทธิ์แล้ว นอกจากช่วงเวลาที่ได้อยู่ร่วมกับจื่อฉี ช่วงเวลาอื่น...... โดยเฉพาะยามที่นางจำต้องโดดเดี่ยวเพียงลำพัง นางมิปรารถนาจะหวนระลึกถึงเลยสักนิด
ความจริงฟาเซอร์เองก็มิอยากเอ่ยถึงเรื่องราวในช่วงนั้น เพราะเขาทราบดีว่ายามนั้นซูเหยียนกระทำไปเพื่อแก้แค้นและเซ่นไหว้ให้แก่จื่อฉี
กระทั่งยังลงมือสังหารสือเฟยเฟยไปเสียด้วย......
เดี๋ยวก่อน สือเฟยเฟยรึ?
ฟาเซอร์พลันบังเกิดความกระจ่างแจ้งในใจขึ้นมาทันที เอ่ยบอกอีธานว่า “ข้ามีธุระจำต้องขอตัวไปจัดการประเดี๋ยวหนึ่ง อีธาน เจ้าลงครัวด้วยตนเอง จัดเตรียมอาหารจานเด็ดสองสามอย่างให้แก่เหยียนเหยียนทีนะ”
อีธานผงกศีรษะรับคำ “ไปเถอะ”
ซูเหยียนพลันรั้งดึงมือของฟาเซอร์ไว้ พลันประทับรอยจูบแผ่วเบาที่หลังมือของเขา “รีบกลับมานะเพคะ”
ยามฟาเซอร์เห็นซูเหยียนเป็นฝ่ายเข้าหาแสดงความใกล้ชิดก่อน มีหรือที่จะยอมปล่อยโอกาสให้หลุดลอย เขาโอบกอดนางไว้พรมจุมพิตอย่างลึกซึ้งในทันที!
โดยมิได้สนใจเลยว่าผู้คนรอบด้านกำลังจับจ้องมองอยู่หรือไม่......
อีธานถึงกับส่งเสียงผิวปากแซวคราหนึ่ง
แววตาของฟาเซอร์เต็มไปด้วยความปรารถนาอันรุ่มร้อนที่ปิดมิหมิด สุ้มเสียงพร่าเลือนลงมิน้อย “รอข้านะ”
ซูเหยียนพยักหน้ารับคำ “ค่ะ”
อีธานมองดูฟาเซอร์ก้าวเดินพ้นประตูร้านไป จึงหันมาเอ่ยกับซูเหยียนว่า “เขาให้ความสำคัญกับท่านยิ่งนัก อย่าได้ทำให้เขาผิดหวังล่ะ”
“อาจจะใช่เพคะ ก็แค่พวกเพิ่งจะเคยลิ้มลองรสรักเป็นคราแรกเท่านั้น” ซูเหยียนยักคิ้ว เอ่ยอย่างมิใส่ใจนัก
อีธานชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา “เขาช่างมารถทำได้ตามที่เอ่ยไว้จริงๆ ยอมไร้คู่ดีกว่ามีคู่มิเอาไหน”
“อย่างนั้นรึคะ” ซูเหยียนเอ่ย “ขอฟ้านมสดเย็นให้ข้าสักแก้วสิคะ”
อีธานรินนมสดอุ่นส่งให้นางแก้วหนึ่ง “ตั้งครรภ์อยู่ควรทานของเย็นให้น้อยหน่อยครับ”
ซูเหยียน: “มองมิออกเลยนะคะว่าท่านจะเป็นบุรุษที่อบอุ่นเพียบพร้อมเพียงนี้”
“อะไรนะครับ?”
“มิมีอันใดค่ะ ขอบคุณค่ะ” ซูเหยียนดื่มนมพลางกวาดสายตาสำรวจร้านอาหาร “เปิดมานานเท่าไหร่แล้วคะ”
“ห้าสิบหกปีแล้วครับ ตั้งแต่เสี่ยวหลีจากไป ข้าก็เปิดร้านอาหารส่วนตัวแห่งนี้ขึ้นมา สิ่งนี้เคยเป็นความฝันของนางน่ะครับ”
“ดีจังเลยค่ะ” ซูเหยียนได้ยินเสียงเปิดประตูดังมาจากด้านหลัง จึงหันสายตากลับไปมอง
ยามมองเห็นผู้มาเยือน ก็อดมิได้ที่จะยกยิ้มมุมปาก “ไลน่า เหตุใดเจ้าถึงมาที่นี่ได้เล่า?”
“มาทานข้าวอย่างไรเล่า” ไลน่าสาวเท้าอย่างรวดเร็วตรงมายังเคาน์เตอร์ พลันนั่งลงข้างกายซูเหยียน
พลันหันไปบอกอีธานว่า “เอาเหมือนเมื่อวาน ข้าวหน้าเนื้อย่างจานใหญ่ที่หนึ่งค่ะ”
“ได้ครับ แล้วพี่ซูล่ะครับ?” อีธานเอ่ยถามซูเหยียน
ซูเหยียนตอบกลับ “เอาเหมือนนางก็แล้วกันค่ะ แล้วก็ขออาหารจานเด็ดที่ท่านเห็นว่าอร่อยที่สุดเพิ่มมาอีกสองสามอย่างนะค”
“จะรีบจัดการให้ยามนี้ครับ” อีธานรินน้ำสะอาดให้แก่ไลน่าแก้วหนึ่ง ก่อนจะก้าวเดินเข้าห้องครัวเพื่อจัดเตรียมอาหาร
“เหตุใดเจ้าถึงมารถออกนอกวังได้เล่า?” ไลน่าเอ่ยถาม
ซูเหยียนตบหน้าท้องเบาๆ “บอกว่าเจ้าตัวเล็กอยากออกมาเที่ยวเล่นน่ะ”
“ฮ่าๆ เขาช่างให้ความสำคัญกับเด็กเหลือเกินนะ” ไลน่าดื่มน้ำคำหนึ่ง “เพียงแต่เผ่าเทวทูตยากนักที่จะปฏิสนธิทายาท มิพะวงหรอกรึว่าเจ้าจะคลอดฝูงหนูตัวน้อยออกมาให้เขาครอกหนึ่ง”
“หากระยะเวลาตั้งครรภ์เพียงเดือนเดียว ย่อมมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นเผ่าหนู ทว่ายามนี้มิใช่เพียงแค่เดือนเดียวแล้ว ย่อมต้องเป็นเผ่าเทวทูตอย่างแน่นอน” ซูเหยียนดื่มนมรวดเดียวจนหมด ก่อนจะรินเพิ่มให้ตนเองอีกแก้ว
ยามนั้นอีธานยกจานผลไม้ขนาดใหญ่จานหนึ่งเดินออกมา “มอบให้แก่เลดี้ทั้งสองท่านครับ”
“ดีจังเลย ขอบคุณค่ะท่านผู้จัดการร้าน” ไลน่ายามมองดูอีธาน ดวงตาพลันฉายแววระยิบระยับเป็นประกายแสง
ซูเหยียนกระซิบถามเบาๆ “คงมิใช่ว่าเจ้าบังเกิดความพึงใจในตัวเขาเข้าให้แล้วหรอกนะ?”
“มีความสนใจอยู่บ้าง ทว่าข้ายัมิมารู้เลยว่าเขาเป็นอสูรเผ่าใดกันแน่”
“เขาเป็นเผ่าเทวทูต สูญเสียคู่ครองมาห้าสิบหกปีแล้ว”
“เจ้าทราบได้อย่างไรกัน?”
“เขาเป็นสหายสนิทตั้งแต่เยาว์วัยของฟาเซอร์น่ะ เจ้ามารถลองพยายามดูได้ ใช่ว่าจะไร้ซึ่งโอกาส”
(จบตอน)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น