ตอนที่ 161 เป็นเพียงของเล่นชิ้นหนึ่งของคุณชายศักดิ์สิทธิ์
บนโอสถตั้งครรภ์สีทองมีลวดลายบางอย่างสลักอยู่ ทว่าบนเม็ดยาสีดำกลับมิมีสิ่งใดเลย ทั้งยังมีกลิ่นขมฉุนเตะจมูก
“โอสถตั้งครรภ์ของเจ้านี่ดีจริงนะ” ไลน่าจ้องมองโอสถตั้งครรภ์สีทอง “ครรภ์หนึ่งมารถคลอดได้กี่ตนรึ”
“โดยทั่วไปก็เพียงตนเดียว” ซูเหยียนตอบกลับ
“ตนเดียวรึ? เป็นไปได้อย่างไร! ของข้าอย่างน้อยครรภ์หนึ่งต้องมีเจ็ดตน ส่วนถง·หนานซีครรภ์หนึ่งเคยคลอดถึงสามสิบเก้าตนเชียวนะ”
“......หรือจะเป็นเพราะปัญหาที่ตัวโอสถตั้งครรภ์?” เสอเยียนเองก็เคยกล่าวไว้ว่า อสูรหญิงรุ่นก่อน ยามระบบเกิดลูกยกระดับถึงระดับอสูรวิญญาณ นางให้กำเนิดบุตรมามากกว่าแปดร้อยตน
ทว่าตัวนางเองยามระบบขึ้นสู่ระดับอสูรศักดิ์สิทธิ์ กลับมีบุตรเพียงแปดตนจากการตั้งครรภ์ห้าคราเท่านั้น
“เรื่องโอสถตั้งครรภ์เอาไว้ก่อนเถิด หากระบบเกิดลูกถูกถอดถอนไป พวกเราจะยังมารถสมสู่มีชีวิตอยู่ต่อไปได้หรือไม่” ไลน่าเอ่ยถาม
“มารถมีชีวิตอยู่ได้ ในทีมของข้ามีอสูรชายตนหนึ่ง เขาเป็นผู้ติดตามอสูรหญิงศักดิ์สิทธิ์รุ่นก่อนจนถึงช่วงสุดท้าย เขาเคยพบอสูรหญิงศักดิ์สิทธิ์รุ่นก่อนในงานเลี้ยงต้อนรับช่วงที่สาม ยามนั้นนางดั้นด้นมาเพื่อตามหาระบบเกิดลูกของตนที่ถูกแย่งชิงไป ดูเหมือนยามนี้มันจะอยู่ในร่างกายของหลินเสวี่ยเอ๋อร์”
“อสูรหญิงศักดิ์สิทธิ์รุ่นก่อนรึ? หลินเสวี่ยเอ๋อร์......” ดวงตาจิ้งจอกอันเจ้าเล่ห์แสนกลของไลน่าพลันฉายแวววาบ “หลินเสวี่ยเอ๋อร์ต้องมีสิ่งใดผิดปกติแน่!”
“ผิดปกติอันใดรึ?” ซูเหยียนรู้สึกหิวครรภ์ จึงเอื้อมมือไปหยิบผลไม้จากตะกร้ามาเคี้ยวทานส่งๆ
ไลน่ากล่าว “เมื่อวานข้าพบหลินเสวี่ยเอ๋อร์ สายตาที่นางมองลงมาเย่อหยิ่งจองหองประหนึ่งเห็นข้าเป็นเพียงพังพอนป่าบ้านนอก ข้างกายของนางมีบุรุษผู้มีชื่อเสียงและอิทธิพลมิน้อยในทวีปเซิ่งตูติดตามอยู่ ข้าเอ่ยปากว่าปรารถนาจะเข้าวังมาเยี่ยมเยียนเจ้าพร้อมนาง ทว่านางกลับตัดรอนตรงๆ ว่ามิรู้จักข้า ทั้งยังเอ่ยถึงพี่ซู...... เอ่ยถึงพี่ซูว่า”
“กล่าวต่อเถิด” สีหน้าของซูเหยียนแปรเปลี่ยนเป็นจริงจังเคร่งขรึมขึ้น
ไลน่าเอ่ย “นางบอกว่าพี่ซูเป็นเพียงของเล่นชิ้นหนึ่งของคุณชายศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น! พี่ซูท่านอย่าได้ทรงกริ้วไปเลยนะ”
“มิได้กริ้วหรอก การโมโหมีแต่จะทำลายกระบวนการครุ่นคิดและวิเคราะห์” ในแผนที่ระบบของซูเหยียนพลันปรากฏร่างของคนสองคนกำลังมุ่งตรงมายังห้องเก็บของสัพเพเหระแห่งนี้อย่างเร่งรีบ
ซูเหยียนหันไปบอกไลน่า “มีคนมา”
ไลน่ารีบคว้าตะกร้าผลไม้ พลันหลบซ่อนตัวอยู่หลังตู้เก่าหลังหนึ่งพร้อมกับซูเหยียน
ประตูห้องถูกผลักเปิดออก คนทั้งสองก็มิอาจข่มกลั้นความปรารถนาเริ่มบรรเลงเพลงรักไฟสวาทอย่างเร่าร้อนทันที
ซูเหยียนและไลน่าต่างมองหน้ากันนิ่งเงียบ มิอาจขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้
ทว่าชั่วระยะเวลาเพียงประเดี๋ยวเดียว อสูรชายตนนั้นก็เสร็จสิ้นภารกิจเสียแล้ว
ฝ่ายหญิงที่อารมณ์เพิ่งจะพลุ่งพล่านและยัมิต่างได้รับการเติมเต็มอย่างสมบูรณ์ เอ่ยกระเง้ากระงอดใส่ฝ่ายชาย “นี่เจ้าไปอิ่มหนำมาจากที่บ้านแล้วรึอย่างไรถึงได้มาหาข้า คราวหน้ามิต้องมานัดเจอข้าอีกแล้วนะ”
อสูรชายรีบล้วงตลับเครื่องหอมตลับหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ “มิใช่เช่นนั้นหรอก วันนี้ข้าต้องวิ่งวุ่นจัดการธุระจนเหน็ดเหนื่อยไปหน่อย สิ่งนี้มอบให้เจ้าเป็นของกำนัล”
“ยังนับว่าเจ้ามีมโนธรรมอยู่บ้าง บอกมาซิ เจ้าวิ่งวุ่นไปจัดการธุระอันใดมา?”
“ศึกศักดิ์สิทธิ์ครานี้ส่งอาวุธทำลายล้างชั้นยอดที่ใช้สังหารอสูรร้ายแห่งขุมนรกกลับมามิน้อย ทั้งยังมีแบบแปลนการผลิตติดตามมาด้วย ทว่าตัวอักษรบนแบบแปลนนั้น ช่างยากแท้ที่จะทำความเข้าใจได้”
“ผู้ใดส่งกลับมารึ?”
“ยามนั้นคุณชายศักดิ์สิทธิ์ยัมิดำรงตำแหน่ง เป็นเพียงท่านอ๋องศักดิ์สิทธิ์ เขาเป็นผู้พากลับมาเอง”
“ก็มารถไปทูลถามคุณชายศักดิ์สิทธิ์ได้นี่นา”
“คุณชายศักดิ์สิทธิ์ทรงปฏิเสธ และรับสั่งให้พวกเราศึกษาเอาเอง หากมิมารถทำความเข้าใจได้ ก็ถือเป็นความไร้ความสามารถของกรมสรรพาวุธพวกเรา เฮ้อ!”
“อย่าไปคิดเรื่องเหล่านั้นเลย มาต่อกันอีกคราเถิด ข้าเฝ้ารอเจ้ามาตั้งหลายวันแล้วนะ”
“มิได้หรอก ข้ายังต้องออกไปเสาะหาคนต่อ ไว้วันหลังค่อยไปนัดเจอกันที่โรงแรม ที่นี่ช่างมิปลอดภัยเอาเสียเลย หากมีผู้ใดมาพบเห็นเข้า เจ้าและข้าคงต้องจบสิ้นกันหมด แน่นอนสิ อสูรหญิงศักดิ์สิทธิ์ตนนั้นยามนี้เป็นอย่างไรบ้างแล้วรึ?”
“ตั้งครรภ์แล้ว ในแต่ละวันเอาแต่กิน กินยิ่งกว่าสุกรเสียอีก ลับหลังผู้คนต่างพากันเรียกนางว่า อสูรหญิงศักดิ์สิทธิ์แม่สุกร เป็นสุกรป่าเดียรัจฉานตนหนึ่ง เผ่าหนูอย่างนางจะนำมาเปรียบเทียบกับเผ่าสุกรอสูรได้ อย่างไรกัน”
“คุณชายศักดิ์สิทธิ์ยามนี้กำลังเห่อของใหม่ อย่าไปล่วงเกินนางเด็ดขาด อีกอย่างระยะเวลาตั้งครรภ์ของนางสั้นยิ่งนัก มีเพียงเดือนเดียวเท่านั้น รอจนผ่านพ้นเดือนนี้ไป คาดว่าทางศาสนจักรคงจะมาทำการเรียกตัวนางแล้ว อย่าได้เอ่ยวาจาเหลวไหลไปทั่ว เชียวล่ะ อย่าให้ครรภ์อสูรหญิงศักดิ์สิทธิ์ตนนั้นล่วงรู้เด็ดขาด”
“ข้าทราบแล้ว ระยะเวลาตั้งครรภ์เพียงเดือนเดียว คลอดออกมาก็คงเป็นเพียงฝูงหนูครอกหนึ่งเท่านั้น เผ่าเทวทูตอย่างพวกเรา ขอเพียงเป็นสายเลือดบริสุทธิ์ตนใด ระยะเวลาตั้งครรภ์ล้วนจำต้องใช้เวลานับร้อยปีขึ้นไปทั้งสิ้น”
คนลักลอบสมสู่ทั้งสองคนสวมใส่เสื้อผ้าเสร็จสรรพ ก็พากันแยกย้ายจากไปคนละทิศทาง
ซูเหยียนและไลน่าจึงค่อยก้าวเดินออกมาจากหลังตู้ไม้
ไลน่าฉายสีหน้าโกรธาเดือดดาลยิ่ง “ชายโฉดหญิงชั่วคู่นี้ ช่างน่าจับมาปลิดชีพเสียจริง!”
ซูเหยียนเปิดประตูห้องออก เพื่อให้อากาศภายในระบายกลิ่นอายออกไป พลันหันไปบอกไลน่าว่า “ไลน่า ในเมื่อเจ้าเรียกข้าว่าพี่สาว เช่นนั้นก็จงฟังข้า หลังจากไปจากที่นี่แล้ว จงมุ่งหน้าไปยังศาสนจักรในทันที เพื่อไปทดลองดูว่าวงเวทเคลื่อนย้ายข้ามทวีปที่นั่นมารถใช้งานได้หรือไม่ หากใช้งานได้จงรีบเดินทางจากไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้ำจิ้งจอกของเจ้าก็อย่าเพิ่งหวนกลับไปชั่วคราว ทว่าหากใช้งานมิได้ เจ้าค่อยกลับมาหาข้า”
“ค่ะ พี่ซู นึกมิถึงเลยว่าพวกเราจะมีวันตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกันเช่นนี้”
“ยามศึกศักดิ์สิทธิ์ต่างคนต่างอยู่คนละฝ่าย มิว่ากระทำการใดลงไปย่อมมีเหตุผลรองรับเสมอ” ซูเหยียนเอื้อมมือไปโอบกอดนาง “ระวังตัวด้วย”
“เจ้าเองก็เช่นกัน ในวังหลวงแห่งนี้มิต่างอะไรจากขุมนรกหรอก”
...
ซูเหยียนนั่งอยู่ริมโต๊ะอาหาร จ้องมองอาหารเลิศรสเต็มโต๊ะทว่ากลับมิมีความเจริญอาหารเลยแม้แต่น้อย ฟาเซอร์ย่อมต้องทราบเรื่องบางอย่างแน่นอน หรือกระทั่งเขาก็อาจจะมีส่วนร่วมในแผนการนี้ด้วย
“อาหารมิถูกปากรึ?” ฟาเซอร์ยกกระบวยตักน้ำแกงส่งให้แก่ซูเหยียนถ้วยหนึ่ง
“......มิใช่เพคะ เพียงแต่กำลังครุ่นคิดว่าจะเริ่มทานจานไหนก่อนดี” ทารกในครรภ์มิมีส่วนเกี่ยวข้องอันใด สิ่งที่ควรทานก็ยังจำต้องทานต่อไป
นางหยิบเนื้อกุ้งผลึกขนาดเท่าฝ่ามือขึ้นมาเคี้ยวทานคำหนึ่ง
“ฟาเซอร์ ข้ามารถเรียกท่านเช่นนี้ได้หรือไม่เพคะ?” ซูเหยียนกลืนอาหารลงคอ
ฟาเซอร์รีบกล่าว “มารถได้ ข้าปรารถนาให้เจ้าเรียกข้าเช่นนี้ยิ่งนัก”
“อืม หลังจากตั้งครรภ์แล้ว ข้าออกจะเจริญอาหารมิน้อย ทั้งยังชอบมาเดินเล่นชมสวนกุหลาบ รับแสงแดด ท่านคิดว่า ตัวข้าในยามนี้มีสิ่งใดผิดปกติหรือไม่เพคะ?”
คำกล่าวนี้ทำเอาฟาเซอร์ถึงกับจับต้นชนปลายมิถูก “มิมีสิ่งใดผิดปกติเลยแม้แต่น้อย ขอเพียงเป็นสิ่งที่เจ้าปรารถนาจะทำ ข้าย่อมพร้อมจะอยู่เคียงข้างเสมอ”
“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น เพราะอย่างไรเสียในท้องของข้าก็คือทายาทของท่าน ทั้งยังเป็นลูกแฝดเสียด้วย” ซูเหยียนซดน้ำแกงอีกคำ
ฟาเซอร์ถึงกับอึ้งตะลึงค้างไปทันที “เจ้า... เจ้าว่าอย่างไรนะ?”
“ข้าตั้งครรภ์ลูกแฝด ระบบเกิดลูกบอกข้ามาเพคะ” ซูเหยียนตอบกลับ
ฟาเซอร์เผยรอยยิ้มออกมาเป็นเวลานาน แววตาเต็มไปด้วยประกายแสงระยิบระยับประดุจเด็กน้อยผู้บริสุทธิ์ จ้องมองซูเหยียน “ขอบใจเจ้ามากนะ เหยียนเหยียน”
ซูเหยียนทานเนื้อย่างคำโตอีกคำ “ดังนั้นยามนี้ข้าทานอาหาร จึงเท่ากับมีสามชีวิตที่กำลังทานอยู่เพคะ”
“อืม อม นอกจากนี้เจ้ายังอยากทานสิ่งใดอีกหรือไม่ ต่อให้ต้องเฉือนเนื้อของข้ามาให้เจ้า ข้าก็ยินดี” วาจาที่ฟาเซอร์เอ่ยหาได้มีสิ่งใดเท็จไม่ ในฐานะพ่ออสูรแล้ว เพื่อลูกน้อย เขาย่อมยินดีสละได้ทุกสิ่งอย่างแท้จริง
ซูเหยียนจ้องมองเขา “เรื่องนั้นมิจำเป็นถึงเพียงนั้นหรอกเพคะ และยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ระบบเกิดลูกเตือนข้ามา ครรภ์นี้ของข้าค่อนข้างใช้เวลายาวนาน มิใช่เพียงแค่เดือนเดียวเท่านั้น”
ฟาเซอร์ชะงักไปครู่หนึ่ง ทว่ามิช้าก็กลับมายิ้มกล่าว “ยามเสด็จแม่ตั้งครรภ์ข้า ทรงใช้เวลานานถึงสามร้อยปีเชียวนะ”
ซูเหยียนถึงกับตาโตตะลึงงัน ลำพังระยะเวลาหนึ่งปีนางยังรู้สึกยาวนานยิ่ง หากต้องตั้งครรภ์ถึงสามร้อยปีนางคงต้องบ้าคลั่งไปแน่ๆ
“ในเมื่อเรื่องระยะเวลามิมีปัญหาอันใด เช่นนั้นข้าก็เบาใจลงมิน้อย และช่วงนี้ ข้าได้ยินข่าวลือที่มิค่อยน่ารื่นหูมาสายหนึ่งเพคะ” ซูเหยียนปรายสายตามองไปยังมหาดเล็กหญิงรอบด้าน หนึ่งในนั้นก็คือสตรีที่ลักลอบสมสู่เมื่อตอนบ่าย
สีหน้าของฟาเซอร์พลันแปรเปลี่ยนเป็นย่ำแย่ลงมิน้อย “เหยียนเหยียนมิต้องพะวงใจ ข่าวลืออันใด ข้าจะไปจัดการเอง”
ซูเหยียนใช้ผ้าเช็ดมุมปาก “ทวีปอันเป็นบ้านเกิดที่ข้าเคยใช้ชีวิตอยู่ บางสถานที่ผู้คนสวมใส่อาภรณ์หรูหราอลังการ บางสถานที่สรรพสัตว์ยังคงกินเนื้อสดดื่มโลหิต ทว่ามิว่าจะเป็นที่ใด ยามข้าตั้งครรภ์ พวกเขาต่างปรารถนาจะประคับประหงมดูแลเรื่องอาหารการกินของข้า แทบอยากจะกราบไหว้อ้อนวอนให้ข้าทานเยอะๆ ด้วยซ้ำ เหตุใดทวีปของท่านดูเจริญรุ่งเรืองเฟื่องฟู นึกว่าอารยธรรมจะสูงส่งกว่า ทว่านึกมิถึงเลยว่า ข้าเพียงทานข้าวเพิ่มขึ้นมิกี่คำ กลับต้องถูกตราหน้าว่าเป็นแม่สุกร? มิใช่แม่สุกรแห่งเผ่าสุกรอสูร ทว่าย้อนเป็นแม่สุกรป่าเดียรัจฉาน แม้อานุภาพทำลายล้างมิรุนแรง ทว่าช่างหยามหยันเหยียดหยามกันรุนแรงยิ่งนักเพคะ”
(จบตอน)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น