ตอนที่ 159 อนาคตย่อมมีความหวังเสมอ
ในเขตวงนอกแทบไม่มีผู้รอดชีวิตหลงเหลืออยู่แล้ว ซือเซี่ยจึงมอบสิทธิ์เข้าเขตวงกลางให้กับเหอจงหัวและคณะ ก่อนจะพาพวกเขาเดินเข้าเขตวงกลางไป
ในเมื่อต้องการจะพูดเรื่องขอรับผู้รอดชีวิตจากฐานที่มั่นกวงหมิง ก็ควรจะให้พวกเขาได้เห็นความเป็นอยู่ของผู้รอดชีวิตในฐานที่มั่นห้าสีมณีฉายเสียก่อน
เพื่อให้ผู้รอดชีวิตที่อาจจะย้ายตามมาในอนาคตได้รู้ว่า หากติดตามท่านหัวหน้าซือ ชีวิตย่อมสุขสบายไร้กังวลอย่างแน่นอน
หลังจากเข้ามาในเขตวงกลางแล้ว สิ่งแรกที่เหอจงหัวมองเห็นก็คือโรงเรือนกระจก
เขาปรึกษากับซือเซี่ยว่าขอดูหน่อยได้ไหม
ซือเซี่ยตอบตกลง
ทั้งสี่คนเดินพูดคุยกันไปตามทางเดินหินสีเขียวเพื่อมุ่งหน้าไปยังโรงเรือนกระจก แต่ในตอนที่ใกล้จะถึงนั้น
ซือเซี่ยก็เห็นฉินเหนียน เธอหยุดฝีเท้าแล้วปรายตามองฉินเหนียน
ไอ้คนนิสัยเสียทำไมเพิ่งตื่น?
เมื่อคืนทิ้งคำพูดปริศนาไว้ให้เธอจนนอนไม่หลับ
วันนี้ยังจะมาอู้ฟู้อีก!
ฉินเหนียนยืนอยู่ที่หน้าประตูรั้วไม้ระแนง เห็นเด็กสาวทำตาขวางใส่เขาก็อดหัวเราะไม่ได้
อารมณ์วุ่นวายสับสนเมื่อครู่ถูกเขาสลัดทิ้งไปจนหมดสิ้น
เขาเดินก้าวใหญ่เข้าไปหา ลูบหัวเด็กสาวก่อนจะยิ้มทักทายเหอจงหัวและคนอื่นๆ
ซือเซี่ยดึงมือฉินเหนียน
เธอเริ่มเหนื่อยแล้ว
ไม่อยากจะเดินเล่นเป็นเพื่อนตาแก่พวกนี้แล้ว
ไอ้คนนิสัยเสียรับช่วงต่อได้ไหม?
ฉินเหนียนเห็นความรำคาญที่แฝงอยู่ในใบหน้าเล็กๆ ของเธอ ก็เข้าใจความหมายทันที
เขาจึงเอ่ยขึ้นว่า: "ท่านหัวหน้าเหอครับ เซี่ยเซี่ยเริ่มเหนื่อยแล้ว เดี๋ยวผมจะพาพวกคุณเดินชมเองครับ"
เหอจงหัวมองซือเซี่ยสลับกับฉินเหนียนแล้วยิ้มตอบรับ
ในเมื่อไม่ต้องเดินเล่นกับตาแก่แล้ว ซือเซี่ยก็กลับห้องพักด้วยความพอใจ
เธอนั่งลงที่โต๊ะ เตรียมจะเขียนโน้ตให้ฉินเหนียนเพื่อให้เขาจัดการเรื่องขอรับผู้รอดชีวิตแทนเธอ
-
ทันทีที่ซือเซี่ยจากไป
รอยยิ้มบนใบหน้าของเหอจงหัวก็หายวับไป เขาก็ตบไหล่ฉินเหนียน ขอบตาเริ่มแดงก่ำ
"เด็กดี การที่เธอรอดชีวิตมาได้ ช่างเป็นเรื่องน่ายินดีจริงๆ"
หัวหน้าโดยตรงของฉินเหนียนในนามคือหลินหย่วนซาน แต่ในความเป็นจริงแล้ว หน่วยพิเศษทั้งหน่วยก่อนวันสิ้นโลกนั้นอยู่ภายใต้การบัญชาการโดยตรงจากเหอจงหัว
เนื่องจากภารกิจส่วนใหญ่มักต้องเก็บเป็นความลับ เรื่องนี้จึงอย่าว่าแต่หลินหย่วนซานเลย แม้แต่ฉงอี้ซิงและคนอื่นๆ ก็ไม่รู้เรื่องนี้ ยกเว้นแค่เหอจงหัวและฉินเหนียนเท่านั้น
หลังจากวันสิ้นโลกมาถึง เหอจงหัวก็ไม่ได้รอการกลับมาของฉินเหนียนอีกเลย
เมื่อวานตอนที่หม่าอันกั๋วรายงานสถานการณ์ เขาได้เน้นย้ำถึงความพิเศษของซือเซี่ยและฐานที่มั่นห้าสีมณีฉาย
เรื่องที่พบตัวฉินเหนียนไม่ได้บอกเหอจงหัว ทำให้เหอจงหัวเข้าใจมาตลอดว่าฉินเหนียนสละชีพไปแล้ว
ยามนี้เห็นฉินเหนียนยืนอยู่อย่างครบสามสิบสองต่อหน้าเขา จะไม่ให้เขารู้สึกตื่นเต้นได้อย่างไร
เหอจงหัวระงับอารมณ์แล้วถามต่อ: "แล้วเด็กๆ อย่างฉงอี้ซิงพวกนั้นล่ะ?"
"ท่านครับ พวกเขาทุกคนสบายดีครับ" ฉินเหนียนเห็นเหอจงหัวก็ดีใจเช่นกัน
หลังจากฉินเหนียนเข้าหน่วยพิเศษ เหอจงหัวก็คอยดูแลเขาเป็นอย่างดี
เมื่อเทียบกับพ่อแม่คู่เดิมที่ลำเอียงไปทางน้องชายแล้ว ความเมตตาของเหอจงหัวที่มีต่อเขาเป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน
"ดี ดี ดี" เหอจงหัวเอ่ยคำว่า "ดี" ออกมาสามคำรวด เขายังอยากจะพูดอะไรอีก
ทว่าผู้อำนวยการจางที่อยู่ข้างๆ กลับดูไม่ค่อยพอใจ: "ท่านหัวหน้าเหอ เราไปดูที่โรงเรือนก่อนเถอะครับ"
ตาแก่เหอนี่ วันๆ เอาแต่คิดจะรำลึกความหลังหรือไง?
อย่าลืมสิว่าพวกเรามาทำอะไร!
เหอจงหัวไม่โกรธ กลับยิ้มแย้ม: "ใช่แล้ว เสี่ยวฉิน พาพวกเราไปดูโรงเรือนของพวกคุณหน่อย"
ฉินเหนียนรู้จักนิสัยของหัวหน้าเก่าดี หากพูดแบบนี้แสดงว่าได้รับอนุญาตจากเด็กสาวแล้ว
เขาจึงไม่ได้พูดอะไรต่อ พาคนกลุ่มนั้นไปที่โรงเรือนกระจก
ภายในโรงเรือนตอนนี้ปลูกข้าวสาลีเอาไว้ ซึ่งกำลังออกรวง
รวงข้าวแต่ละรวงอวบอิ่ม เห็นได้ชัดว่าผลผลิตต้องดีแน่ๆ
ทันทีที่ถึงโรงเรือน ผู้อำนวยการจางก็ตรงดิ่งไปที่หน้าดินของแปลงนาทันที
ผืนดินในเมืองเอชก่อนวันสิ้นโลกนั้นมีชื่อเสียงว่าเป็นดินดำอันอุดมสมบูรณ์
ตอนที่ฐานที่มั่นกวงหมิงยังสร้างไม่เสร็จ เหล่านักวิชาการในสถาบันวิจัยเคยลองปลูกพืชดูแล้ว
แต่หลังจากเจอฝนตกหนักครั้งนั้น ดินก็ถูกปนเปื้อนจนเสื่อมโทรม ไม่ว่าจะพยายามยังไงก็ปลูกอะไรไม่ขึ้น
ผู้อำนวยการจางอยากจะนำดินจากแปลงนาติดมือกลับไปให้นักวิชาการวิจัยดู
เผื่อว่าจะทำให้ดินของฐานที่มั่นกวงหมิงกลับมาปลูกพืชได้บ้าง
แม้ฐานที่มั่นกวงหมิงจะยึดโกดังข้าวมาได้ แต่ก็มีวันกินหมด ไม่ใช่ทางออกระยะยาว
หากแก้ปัญหาการผลิตอาหารได้ ไม่ว่าจะทวงคืนเมืองเอชหรือพัฒนาฐานที่มั่น ฐานที่มั่นกวงหมิงก็จะมีรากฐานที่มั่นคง
ในระหว่างที่ผู้อำนวยการจางกำลังศึกษาดิน เหอจงหัวยืนอยู่หน้าประตูไม่ได้เข้าไปข้างใน
เขามองดูแปลงนาในโรงเรือนและผู้อำนวยการจางที่กำลังวุ่นวาย ความคิดหนึ่งเมื่อคืนก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง
ฐานที่มั่นกวงหมิงมีผู้รอดชีวิตกว่าห้าหมื่นคน นอกจากกองกำลังทหารสองหมื่นคน ในบรรดาผู้รอดชีวิตที่เหลืออีกสามหมื่นกว่าคน มีผู้มีพลังพิเศษเพียงหนึ่งในสิบเท่านั้น
และในส่วนที่ไม่ใช่ผู้มีพลังพิเศษนั้น ครึ่งหนึ่งเป็นคนชราและเด็ก
คนหนุ่มสาวมีไม่มากนัก
สภาพแวดล้อมของฐานที่มั่นกวงหมิงหากเทียบกับห้าสีมณีฉายแล้ว เรียกได้ว่าห่างไกลกันลิบลับ คนแก่และเด็กทนไม่ไหวแน่นอน
ดังนั้นเหอจงหัวจึงหวังว่าฐานที่มั่นห้าสีมณีฉายจะรับดูแลผู้รอดชีวิตเหล่านี้
แน่นอนว่าไม่ได้ขอเปล่าๆ ฐานที่มั่นกวงหมิงพร้อมจะจ่ายค่าตอบแทนที่เหมาะสมให้
ไม่ว่าจะเป็นอาวุธหรือผลึกนิวเคลียสก็ให้ได้ทั้งนั้น
เหอจงหัวไม่สนิทกับซือเซี่ย ครั้งแรกที่เจอกันจะเอ่ยปากขอตรงๆ ก็ดูไม่เหมาะสม จึงต้องเก็บความคิดนี้เอาไว้
กะว่าจะรอให้ไปมาหาสู่กันจนสนิทสนมมากกว่านี้ค่อยคุย
แต่พอมาเจอฉินเหนียน ความคิดที่เขาเก็บเอาไว้ก็ผุดขึ้นมาอีก
เหอจงหัวกำหมัดแน่น แล้วคลายออก
ทำซ้ำไปมาหลายครั้ง
ในที่สุดก็ตัดสินใจได้เด็ดขาด
ไม่มีเหตุผลอื่นใด
ถึงแม้เขาจะดูแลผู้รอดชีวิตทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน แต่สุดท้ายคนเราก็ย่อมมีความเห็นแก่ตัว
คนแก่และเด็กในฐานที่มั่นกวงหมิงส่วนใหญ่เป็นญาติพี่น้องของเหล่าทหารหาญ
ในเมื่อตัดสินใจจะทวงคืนเมืองเอช ย่อมต้องมีการสูญเสีย
เขาต้องจัดแจงครอบครัวของเหล่าทหารให้เรียบร้อย เพื่อให้พวกเขาสามารถสู้รบได้อย่างไร้กังวล
อีกอย่าง
ถึงแม้พวกเขาจะเสียสละชีวิตไป แต่ถ้ายังมีเด็กๆ เหล่านั้นเหลืออยู่ อนาคตย่อมมีความหวังเสมอ
เขาเชื่อว่าสักวันหนึ่ง
วันสิ้นโลกจะหายไป และลูกหลานของพวกเขาจะสามารถใช้ชีวิตอยู่บนผืนแผ่นดินที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ โดยไม่มีซอมบี้ และไม่ต้องกลัวว่าจะอดตาย
เมื่อคิดได้ดังนั้น เหอจงหัวก็ดึงฉินเหนียนไปที่มุมหนึ่ง
"เสี่ยวฉิน เธอพอจะคุยกับผู้ดูแลของพวกเธอได้ไหม ว่าจะรับดูแลคนแก่และเด็กของฐานกวงหมิงไปได้หรือเปล่า?"
เหอจงหัวไม่ได้อ้อมค้อม พูดออกมาตรงๆ แต่เขาก็ไม่อยากทำให้ฉินเหนียนลำบากใจจึงพูดเสริมว่า: "ถ้าไม่สะดวกก็ไม่เป็นไร ถือว่าฉันไม่ได้พูดก็แล้วกัน"
ฉินเหนียนอยากจะตอบตกลงใจจะขาด แต่เขาก็ต้องฟังซือเซี่ย จึงตอบเพียงว่า: "ได้ครับท่านหัวหน้า เดี๋ยวผมจะลองถามให้นะครับ"
เมื่อเห็นฉินเหนียนตอบตกลง เหอจงหัวก็รู้สึกยกภูเขาออกจากอก
ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร อย่างน้อยเขาก็ได้พยายามแล้ว
เหอจงหัวไม่ได้พูดอะไรต่อ เดินกลับไปที่โรงเรือนกระจก
ภายในโรงเรือน ผู้อำนวยการจางถือดินกำหนึ่งในมือ ตื่นเต้นประหนึ่งเด็กน้อยวิ่งมาหาฉินเหนียน
เขาเรียกฉินเหนียนตามอย่างเหอจงหัว: "เสี่ยวฉิน ขอผมเอาดินก้อนนี้กลับไปได้ไหม?"
ดินแค่กำมือเดียว
เรื่องแค่นี้ฉินเหนียนตัดสินใจเองได้ เขาพยักหน้ายิ้มๆ: "ได้แน่นอนครับ ผู้อำนวยการจาง"
ผู้อำนวยการจางหัวเราะร่า ไม่สนใจความสกปรก ยัดดินก้อนนั้นลงในกระเป๋าเสื้อชุดจงซานของตัวเอง
(จบตอน)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น