ตอนที่ 157 หน้ากาก
ซูเหยียนเพิ่งเคยเผชิญหน้ากับนางตรงๆ เป็นคราแรก จึงกวาดสายตามองสำรวจนางรอบหนึ่ง ใบหน้าดูเยาว์วัยราวกับสาวน้อยโลลิ ทว่ารูปร่างกลับเย้ายวนดึงดูดใจเยี่ยงสาวใหญ่ แม้แต่นางที่เป็นสตรีด้วยกันยังรู้สึกเจริญตาเจริญใจยิ่งนัก นับประสาอันใดกับบุรุษ คงมิมีผู้ใดมารถต้านทานความเย้ายวนของนางได้เลย
“เจ้าคือไลน่า เบียนคอส ตัวจริง ใช่หรือไม่”
“ใช่” ไลน่านั่งลงข้างกายซูเหยียน พลางยกเท้าสลับซ้ายขวาไปมาประหนึ่งเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ดูน่ารักและมีชีวิตชีวา “ผลงานการศึกของพี่ซูช่างงดงามยิ่งนัก! มิเพียงอสูรชายยังมีชีวิตอยู่ทั้งหมด ทว่ายังให้กำเนิดทายาทได้อีกหนึ่งตน ตำแหน่งอสูรหญิงศักดิ์สิทธิ์ย่อมตกเป็นของท่านอย่างแน่นอน”
“มิแน่หรอก ต้องดูความประสงค์ของคุณชายศักดิ์สิทธิ์ด้วย” ซูเหยียนตอบกลับ
“พี่ซูมิต้องถ่อมตนหรอก ข้าขอเดิมพันด้วยอมยิ้มร้อยไม้เลยว่าพี่ซูจะได้เป็นอสูรหญิงศักดิ์สิทธิ์” ไลน่าหยิบอมยิ้มสองไม้ออกมาจากมิติระบบ แล้วยื่นให้ซูเหยียนไม้หนึ่ง
ซูเหยียนรับมาทว่ามิได้กิน ทำเพียงจ้องมองกระดาษห่อสีรุ้งบนนั้น “ไลน่า เจ้าอายุเท่าไหร่แล้วรึ”
“หนึ่งร้อยสามสิบห้าปี แล้วพี่ซูเล่า”
“......สิบเก้าปี!” ซูเหยียนตอบ
บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบสงัดลงในพริบตา
หลินเสวี่ยเอ๋อร์ที่กำลังเดินตรงเข้ามา ก็ต้องชะงักฝีเท้าลงทันที นางจ้องมองซูเหยียนด้วยความตื่นตะลึง
“เจ้า...... เจ้าอายุแค่สิบเก้าปีรึ?” สีหน้าของหลินเสวี่ยเอ๋อร์แปรเปลี่ยนไปหลากหลายสีสัน คล้ายกับมิอาจทำใจให้เชื่อได้
ซูเหยียนพยักหน้า “ใช่ หากข้าหลอกพวกเจ้า ขอให้เทพเจ้าอสูรผ่าร่างข้าให้ขาดเป็นสองซีกยามนี้เลย แล้วเจ้าอายุเท่าไหร่เล่า?”
“ข้า...... เหอะ!” หลินเสวี่ยเอ๋อร์สะบัดหน้าเดินจากไปทันที
ไลน่าพลันหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง “นางอายุมากที่สุดในกลุ่ม สามร้อยเจ็ดสิบเก้าปี”
ซูเหยียนพูดมิออก...... ผู้คนในโลกนี้ ช่างมิอาจมองเพียงรูปโฉมภายนอกได้จริงๆ
“นึกมิถึงเลยว่า พวกเราล้วนต้องพ่ายแพ้ให้แก่เสด็จน้องตัวน้อยนะเนี่ย” หลังจากไลน่าหัวเราะจบ ในดวงตาจิ้งจอกอันเจ้าเล่ห์แสนกลก็ฉายแววรานจนใจวูบหนึ่ง
ซูเหยียนมิได้รู้สึกว่าอายุและความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างอสูรหญิงจะมีความเกี่ยวพันกันมิตั้งเท่าไหร่
“ยามนี้ก็มิจำต้องเข่นฆ่าแย่งชิงแต้มสะสมกันจนล้มตายอีกแล้ว” ไลน่ามองซูเหยียน “พวกเรามาเป็นสหายกันเถอะ”
“ได้สิ” ซูเหยียนยื่นมือออกไปตามสัญชาตญาณ
ไลน่าชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือมาเกาะกุม “ข้าชื่อไลน่า เบียนคอส”
“ซูเหยียน มิลูต”
“หากคุณชายศักดิ์สิทธิ์เรียกเจ้าไปปรนนิบัติ เจ้าจะไปหรือไม่”
“ตำแหน่งอสูรหญิงศักดิ์สิทธิ์ยังมิถูกกำหนดเลย จะคิดอันใดไปไกลถึงเพียงนั้น อีกอย่างอสูรหญิงศักดิ์สิทธิ์รุ่นก่อน คุณชายศักดิ์สิทธิ์ก็มิได้รั้งตัวนางไว้มิใช่รึ”
“อสูรหญิงศักดิ์สิทธิ์รุ่นก่อน ทำผิดกฎเกณฑ์”
“ทำผิดกฎเกณฑ์รึ? นางทำสิ่งใดลงไป?”
“ในคืนวันงานเลี้ยงต้อนรับ นางลอบไปสมสู่มั่วซั่วกับผู้มีอำนาจและขุนนางหลายตน ยามคุณชายศักดิ์สิทธิ์ทราบเรื่องก็ทรงกริ้วยิ่งนัก จึงลงทัณฑ์นางอย่างหนักด้วยข้อหาเสื่อมเสียความบริสุทธิ์”
ซูเหยียนรู้สึกว่าเรื่องนี้ออกจะยัดเยียดความผิดเกินไปหน่อย
“อสูรหญิงที่เข้าร่วมศึกศักดิ์สิทธิ์ ล้วนผูกมัดกับระบบเกิดลูกทั้งสิ้น มีผู้ใดบ้างมิเคยคลอดลูกมาก่อน การคิดจะเสาะหาอสูรหญิงที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง ช่างเหลวไหลสิ้นดีและไร้ยางอายอย่างที่สุด คุณชายศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ ข้าเห็นว่าเป็นเพียงทรราชผู้โง่เขลาเบาปัญญาตนหนึ่งเท่านั้น”
ไลน่าถึงกับอึ้งตะลึง จ้องมองซูเหยียน “เจ้า... นี่เจ้ากำลังคิดขบถต่อองค์อธิปัตย์ศักดิ์สิทธิ์รึ?”
“องค์อธิปัตย์ศักดิ์สิทธิ์รึ? เขา ยังมิคู่ควรมาเป็นประมุขของข้าหรอก” ซูเหยียนหมุนอมยิ้มในมือเล่น “หากมิใช่เพราะการเข้าร่วมศึกศักดิ์สิทธิ์มีแต้มสะสมให้เก็บเกี่ยว ข้าคงถอนตัวไปตั้งนานแล้ว”
หางตาของซูเหยียน spotting เห็นร่างสีขาวสายหนึ่งวูบไหวอยู่หลังพุ่มไม้ดอก นางจึงเปิดแผนที่ศึกศักดิ์สิทธิ์ดู...... เป็นฟาเซอร์
เขาเอาแต่ก้มหน้าลง ตรวจสอบมิเห็นสีหน้า ทั้งยังมิอาจทราบได้ว่ากำลังครุ่นคิดสิ่งใดอยู่
ไลน่ามองซูเหยียนด้วยความเลื่อมใส “แม้เจ้าจะอายุฟากน้อยกว่าข้า ทว่าจำต้องยอมรับเลยว่าเจ้าเก่งกาจยิ่งนัก อย่างน้อยข้าก็มิกล้าเอ่ยวาจาเช่นนี้ออกมาแน่”
ซูเหยียนทราบดี เมื่อครู่อีกฝ่ายจงใจขุดหลุมพรางเล็กๆ เพื่อล่อลวงให้นางเอ่ยวาจาขบถต่อคุณชายศักดิ์สิทธิ์ออกมา เพราะจากมุมที่ไลน่ายืนอยู่นั้น ย่อมมารถมองเห็นฟาเซอร์ได้พอดี
ทว่าซูเหยียนหาได้ใส่ใจมิ นางตั้งใจใช้โอกาสนี้แสดงท่าทีของตนเองให้ชัดเจนอยู่แล้ว
ฟาเซอร์เคลื่อนย้ายพริบตาจากไปแล้ว
หลินเสวี่ยเอ๋อร์เดินกลับมาอีกครา นางถลึงตาจ้องซูเหยียนเขม็ง “ข้ามิมีวันปล่อยเจ้าไปเพียงเพราะเจ้าอายุยังน้อยหรอกนะ ข้าทนเจ้ามามากพอแล้ว!”
ซูเหยียนยักไหล่ เอ่ยอย่างมิยี่หระ “ข้าเองก็มิเคยอาศัยว่าตนเองอายุยังน้อยเพื่อเอาเปรียบอันใด อีกอย่าง มิใช่ว่าเจ้ามิปล่อยข้าหรอก ทว่าเจ้ามิยอมปล่อยวางตัวเองต่างหาก หลินเสวี่ยเอ๋อร์ ศึกศักดิ์สิทธิ์สิ้นสุดลงแล้ว เจ้าพยายามอย่างสุดความสามารถจนมาถึงก้าวนี้ อย่างน้อยก็ควรบอกตนเองสักประโยคว่า มิละอายต่อใจ เพราะเจ้าได้ทำดีที่สุดแล้ว”
เมื่อพูดจบก็ยื่นอมยิ้มที่ไลน่ามอบให้ส่งไปตรงหน้าหลินเสวี่ยเอ๋อร์ “กินของหวานเสียหน่อย จิตใจจะได้แจ่มใสขึ้นมิน้อย”
มหาดเล็กหญิงแห่งศาสนจักรตนหนึ่งเดินเข้ามา
นางเอ่ยกับซูเหยียนทั้งสามคนว่า “ยามค่ำคืนจะมีงานเลี้ยงต้อนรับ รบกวนทั้งสามท่านไปอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งกายด้วย”
“มิเป็นไร ข้ามิเข้าร่วมงานเลี้ยงต้อนรับ” ซูเหยียนบอกมหาดเล็กหญิง นางเคยเข้าร่วมมาคราหนึ่งแล้ว รู้สึกมิสนใจเลยสักนิด
“คุณชายศักดิ์สิทธิ์จะเข้าร่วมด้วย และจะประกาศนามของอสูรหญิงศักดิ์สิทธิ์ในงานเลี้ยงต้อนรับครานี้ ขอให้ผู้ท้าชิงซูโปรดเข้าร่วมให้ได้” มหาดเล็กหญิงยืนกรานเสียงแข็ง
จะประกาศผลแล้วรึ? เช่นนั้นก็คงจำต้องไป ซูเหยียนพยักหน้ารับคำ
ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า นางถูกปรนนิบัติดูแลอย่างประณีตถ้วนถี่ ชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายปีกเทวทูต เส้นผมยาวสีขาวสะอาดมิได้รวบมัด สวมทับด้วยมงกุฎบุปผาสำหรับผู้ท้าชิง
ยามมองดูคันฉ่องที่สะท้อนภาพเทวทูตสีขาวบริสุทธิ์ที่ขาดเพียงปีกคู่หนึ่ง ซูเหยียนพลันนึกถึงร่างอสูรของฟาเซอร์ขึ้นมา ช่างดูศักดิ์สิทธิ์และสมบูรณ์แบบเหลือเกิน
“ผู้ท้าชิงซูช่างงดงามยิ่งนัก” มหาดเล็กหญิงเอ่ยชมด้วยความจริงใจ โดยเฉพาะเส้นผมสีขาวของนาง ช่างเข้ากับมงกุฎบุปผาเหลือเกิน
ซูเหยียนยิ้มหวาน “ขอบใจ”
“ผู้ท้าชิงซูร่วมเดินทางไปงานเลี้ยงต้อนรับกับข้าเถอะ ยามนี้คุณชายศักดิ์สิทธิ์เสด็จมาถึงแล้ว”
“อืม”
ระหว่างทาง ซูเหยียนพบกับหลินเสวี่ยเอ๋อร์และไลน่าที่แต่งกายในชุดรูปแบบเดียวกัน
หลินเสวี่ยเอ๋อร์ที่มักจะทำหน้าหยามหยันยามเผชิญหน้ากับซูเหยียน ยามนี้กลับดูเคร่งขรึมและสง่างามขึ้นมิน้อย ส่วนไลน่ากะพริบตาข้างหนึ่งให้ซูเหยียน ยังคงดูเจ้าเล่ห์และมีชีวิตชีวาประหนึ่งเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ
ภายใต้การแนะนำของมหาดเล็กหญิง ทั้งสามคนทยอยก้าวเข้าสู่ห้องโถงของงานเลี้ยงต้อนรับ โดยซูเหยียนเป็นคนสุดท้าย
ตำหนักอันหรูหราอลังการ เพดานตำหนักที่ดูประหนึ่งผืนนภากว้างใหญ่ไร้ขอบเขตถูกแกะสลักลวดลายเทวทูตอย่างประณีตดูราวกับมีชีวิต ช่างดูศักดิ์สิทธิ์และน่าเลื่อมใสยิ่งนัก
รอบด้านเต็มไปด้วยผู้คน ดูจากเครื่องแต่งกายและท่าทางแล้ว ย่อมต้องเป็นผู้มีอำนาจและชื่อเสียงในสังคม นักธุรกิจผู้มั่งคั่ง นักการเมือง หรือผู้ทรงความรู้มินับถ้วน
ซูเหยียนถูกมหาดเล็กหญิงนำทางเดินตรงไปยังเบื้องหน้าของคุณชายศักดิ์สิทธิ์ท่ามกลางสายตาของฝูงชน
เขาคือฟาเซอร์ ทว่ากลับดูมิค่อยเหมือนเท่าไหร่นัก
ตรงหางตาของฟาเซอร์มิมีไฝเสน่ห์ (ไฝน้ำตา) ทว่าบุรุษผู้นี้ ตรงหางตากลับมีไฝเสน่ห์สีแดงสดดูประหนึ่งหยาดโลหิต
ซูเหยียนน้อมกายเคารพตามพิธี “ขอคุณชายศักดิ์สิทธิ์ทรงคุ้มครอง”
“ผู้ท้าชิงซูมิต้องมากพิธี มาอยู่ข้างกายข้าเถิด” คุณชายศักดิ์สิทธิ์เอ่ยขึ้น
“ค่ะ” ยามได้ยินสุ้มเสียง คล้ายจะมีความแตกต่างจากฟาเซอร์อยู่บ้างเช่นกัน
ซูเหยียนขมวดคิ้วเล็กน้อย 【เสี่ยวเหม่ย เขาคือฟาเซอร์ใช่หรือไม่】
【นี่คือฟาเซอร์ตัวจริงค่ะ】 เสี่ยวเหม่ยตอบกลับ
【รู้สึกมิค่อยเหมือนคนก่อนหน้านี้เท่าไหร่เลย】
ซูเหยียนยืนอยู่เคียงข้างคุณชายศักดิ์สิทธิ์
นางมิแสดงสีหน้าใดๆ ท่าทางดูสุขุมลุ่มลึกยากจะหยั่งถึง ต่อให้มีสายตาจับจ้องสำรวจมามากเพียงใด ก็มิอาจทำให้นางหวั่นไหวได้แม้แต่เศษเสี้ยว
ฟาเซอร์รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง ท่าทางของซูเหยียนในยามนี้ ช่างแตกต่างจากยามงานเลี้ยงต้อนรับในช่วงมหาสงครามคราวนั้นอย่างสิ้นเชิง
ยามนั้นนางกำลังตั้งครรภ์ ดวงตาฉายแววเป็นประกายทุกคราที่เห็นของกิน และยามเผชิญหน้ากับหลินเสวี่ยเอ๋อร์ที่ชิงอสูรชายของตนไป นางก็แสดงอารมณ์ความโกรธแค้นออกมาอย่างปิดมิหมิด แทบอยากจะกัดอีกฝ่ายให้ตายคามือ
ทว่ายามนี้ นางกลับมารถยืนเคียงคู่กับหลินเสวี่ยเอ๋อร์ได้
ควรกล่าวว่านางมีจิตใจกว้างขวางจนมารถพูดคุยสรวลเสเฮฮากับศัตรูที่เคยชิงอสูรชายและเกือบปลิดชีพตนเองได้ หรือควรกล่าวว่า ตัวนางในยามก่อนและตัวนางในยามนี้ ล้วนเป็นเพียงหน้ากากหน้าหนึ่งเท่านั้น
ตัวตนที่แท้จริงของนาง เป็นอย่างไรกันแน่?
ปฏิเสธมิได้เลยว่า มันยิ่งทำให้เขาบังเกิดความใคร่รู้ในตัวนางมากขึ้น และปรารถนาจะครอบครองนางยิ่งกว่าเก่า!
“ข้าขอประกาศว่า มหาสงครามศักดิ์สิทธิ์ครั้งที่ 9567 อสูรหญิงศักดิ์สิทธิ์คือ ซูเหยียน มิลูต จากทวีปลี่ชวน 9908 ข้าจะร่วมให้กำเนิดทายาทคุณชายศักดิ์สิทธิ์รุ่นถัดไปเคียงคู่กับนาง”
(จบตอน)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น