-->

วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ตอนที่ 155 ท้าทายถึงประตูบ้าน ปฏิเสธมิยอมรบ

ตอนที่ 155 ท้าทายถึงประตูบ้าน ปฏิเสธมิยอมรบ


......


หลังจากฟาเซอร์ถูกลำแสงสีทองนั้นเคลื่อนย้ายจากไป ก็มิเคยปรากฏตัวขึ้นอีกเลย


ซูเหยียนทราบดีว่าเขาได้ไปจากทวีปแห่งนี้แล้ว นางจึงเลือกมาพักที่ห้องสูทนี้ มิใช่เพื่อสิ่งใด ทว่าระบบป้องกันของห้องสูทนี้ แม้แต่จื่อฉีก็ยังให้การยอมรับ


ยามทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างที่ไร้หมู่เมฆบดบัง จิตใจของนางกลับมิได้สงบนิ่งเหมือนท่าทีที่แสดงออกเลยสักนิด


คำพูดประโยคหนึ่งที่ฟาเซอร์ทิ้งไว้ก่อนจากไป ทำให้นางรู้สึกค้างคาใจยิ่งนัก—สิ่งอันใดที่คุณชายศักดิ์สิทธิ์ปรารถนา เขาจะต้อได้มันมาเสมอ!


คุณชายศักดิ์สิทธิ์ต้องการลูกของนางรึ?


มิเช่นนั้นเหตุใดเขาถึงต้องมาถามข้อมูลเกี่ยวกับเด็กด้วย


มิว่าอย่างไร นางก็ต้องเดินทางไปยังทวีปเซิ่งตูของจริงให้ได้สักครา


หากคุณชายศักดิ์สิทธิ์คิดจะลงมือกับลูกของนาง เช่นนั้นเขาย่อมมิปล่อยนางไปแน่ ต่อให้นางหนีไปที่ใดก็คงถูกตามเพ่งเล็งอยู่ดี


ทว่าหากคุณชายศักดิ์สิทธิ์มิได้ใส่ใจในตัวลูกของนาง การดำรงอยู่ของนางก็คงมิเปิดฉากดึงดูดความสนใจจากเขามากนัก


และยังมีเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือแต้มสะสมบนข้อมือ ยามนี้เป็นคะแนนที่พวกจื่อฉีเหน็ดเหนื่อยตรากตรำหามาให้นาง นางมิปรารถนาจะปล่อยให้สูญเปล่า เมื่อช่วงที่สามสิ้นสุดลง แต้มเหล่านี้จะแปรเปลี่ยนเป็นแต้มเกิดลูกทันที


สำหรับนางที่มีหนี้สินติดลบอยู่กว่าแปดร้อยล้าน แต้มแปดสิบกว่าล้านนี้ถือเป็นหนึ่งในสิบของหนี้สินทั้งหมด ย่อมมิอาจตัดใจสละทิ้งได้เด็ดขาด


อีกทั้งการแข่งขันรอบสุดท้ายชิงตำแหน่งอสูรหญิงศักดิ์สิทธิ์ ก็น่าจะมีแต้มรางวัลมอบให้อีกด้วย


ในเมื่อช่วงเวลาสั้นๆ นี้ นางยังมิคิดจะหาแต้มจากการคลอดลูก โอกาสชิงแต้มสองทางนี้จึงมิอาจปล่อยให้หลุดมือไปได้


ซูเหยียนนั่งขัดสมาธิ หลับตาปรับลมปราณ


เสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอก “พี่ซู ข้าไลน่าเอง อยากมาคุยเล่นกับเจ้าหน่อย มารถเปิดประตูได้หรือไม่”


ซูเหยียนปฏิเสธ


ในเมื่อทราบโฉมหน้าที่แท้จริงของอีกฝ่ายแล้ว หากยังให้โอกาสทอดไมตรีอีก ก็คงเป็นตัวนางเองที่โง่เขลา


ในเวลาเช่นนี้ ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดคือการเฝ้ารักษาแต้มสะสมไว้ และรอคอยให้ช่วงที่สามสิ้นสุดลงอย่างสงบ


ด้วยแต้มสะสมของนางในยามนี้ มิได้อันดับหนึ่งก็ต้องได้อันดับสอง หรืออย่างแย่ที่สุดก็ยังคว้าอันดับสามได้ มิจำเป็นต้องออกไปเสี่ยงอันตรายข้างนอกเพื่อหาแต้มอีกแล้ว


ยิ่งกว่านั้นยามนี้เสี่ยวเหม่ยกำลังอยู่ระหว่างอัปเกรดระบบ จะเกิดอุบัติเหตุใดขึ้นมิได้เด็ดขาด ในโลกอสูรแห่งนี้ เสี่ยวเหม่ยคือที่พึ่งพิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนาง


ซูเหยียนแสร้งทำเป็นมิได้ยิน สูดลมหายใจเข้าลึกแล้วค่อยๆ ผ่อนออกช้าๆ


ไลน่าเมื่อเห็นว่าซูเหยียนปฏิเสธมิยอมเปิดประตู สีหน้าพลันฉายแววบิดเบี้ยวอัปลักษณ์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวจากไป


ซูเหยียนมองเห็นจากแผนที่ระบบว่าไลน่ากลับขึ้นไปยังห้องเซินเหย่เซิ่งซื่อ ซึ่งอยู่เหนือห้องของนางพอดี... นางเดินวนเวียนไปมาอยู่ในห้อง สุดท้ายยังเดินเข้าห้องนอนเพื่อรื้อค้นสิ่งของและดมกลิ่นภายในห้อง


“ดูเหมือนจะคลอดลูกแล้วจริงๆ” ไลน่าเป็นหมอผีประจำเผ่า เคยทำคลอดให้อสูรหญิงมามิน้อย ย่อมคุ้นเคยกับกลิ่นยามทำคลอดเป็นอย่างดี


แม้ว่าน้ำคร่ำยามคลอดลูกของซูเหยียนจะมีกลิ่นอ่อนมากจนแทบมิมี ทว่าภายในห้องที่ปิดมิดชิด อากาศยังคงหลงเหลือกลิ่นอายจางๆ ที่มิอาจพัดพากระจายไปได้หมด


“อสูรชายเหล่านั้นจากทวีปไปแล้วจริงๆ รึ? ทว่าชัดเจนว่ามีคนเคยทดลองแล้ว รอบด้านของทวีปมีเขตอาคมปิดกั้นไว้ มิมีทางออกไปได้เลยนี่นา”


มีคนผู้หนึ่งเดินออกมาจากทางเดินเคลื่อนย้าย


แผนที่ระบบของซูเหยียนจับภาพผู้มาเยือนได้อย่างแม่นยำ คนผู้นั้นคือหลินเสวี่ยเอ๋อร์


นางมาทำอันใดที่นี่?

หรือคิดจะมาสังหารนาง?


‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก——’ หลินเสวี่ยเอ๋อร์เคาะประตูห้อง


ไลน่านึกว่าเป็นซูเหยียนมา จึงรีบเดินออกมาจากห้องพลางปิดประตูห้องนอนให้มิดชิด มองดูห้องรับแขกว่ามิมีสิ่งใดผิดปกติ แล้วจึงเดินไปเปิดประตู


“พี่ซู ท่านกลับมาแล้ว” ไลน่าเอ่ยด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า


ทว่าเมื่อเห็นคนตรงหน้าชัดเจน ไลน่าก็ต้องชะงัก “เป็นเจ้าเองรึ?”


“พี่ซู...... หึ! เจ้ากับนังแพศนั่นดูสนิทสนมกันดีนี่” หลินเสวี่ยเอ๋อร์เอ่ยเย้ยหยัน พลางกวาดสายตามองเข้าไปในห้อง “นางไม่อยู่รึ?”


ไลน่าพิงขอบประตู กวาดสายตามองอีกฝ่ายหัวจรดเท้า “ยามนี้เจ้าอยู่อันดับสอง มิจำเป็นต้องตามล้างตามผลาญนางให้ถึงที่สุดหรอกกระมัง”


“หากมารถคว้าอันดับหนึ่งได้ ใครจะยินยอมอยู่อันดับสอง อีกอย่าง มีเพียงอันดับหนึ่งเท่านั้นที่จะได้รับผลประโยชน์สูงสุด” หลินเสวี่ยเอ๋อร์ตอบกลับ


“เจ้าก็คว้าอันดับหนึ่งมาสองครั้งซ้อนแล้ว แบ่งปันให้ผู้อื่นสักคราจะเป็นไรไป”


“หากเป็นเจ้าก็พอทำเนา ทว่าหากเป็นนังซูเหยียน ย่อมมิได้! ที่ข้ามาในครานี้ ก็เพื่อมาวางหนังสือท้าประลองกับนาง จะสังหารนางลงอย่างเปิดเผยและสง่างาม”


“นางอยู่ที่สวนสวรรค์ชั้นล่าง ไปวางหนังสือท้าประลองเสียสิ” ไลน่าเอ่ยด้วยแววตามาดหมาย “ข้าจะไปร่วมชมเรื่องสนุกแน่นอน”


“เจ้าดูแลรังของตัวเองให้ดีเถอะ อย่าให้โดนลอบลักพาสมาชิกในทีมไปจนหมด แล้วยังโง่งมช่วยผู้อื่นหาแต้มสะสมอยู่เลย” หลินเสวี่ยเอ๋อร์แค่นเสียงหยัน


สีหน้าของไลน่าพลันย่ำแย่ลงมิน้อย นางย่อมทราบเรื่องอสูรชายไม่กี่ตนของนางกับถง·หนานซีดี ซึ่งเรื่องนั้นนางเป็นผู้ยินยอมเอง


เพื่อเป็นการปกปิดฐานะที่แท้จริงของตนเอง


ทว่าหากทุกคนสืบทราบว่านางคือถง·หนานซีตัวจริง และเมื่อหวนคิดถึงท่าทีของซูเหยียนที่เปลี่ยนไปต่อตนเองก่อนหน้านี้......


ดูท่า ตัวตลกที่โลดเต้นอยู่บนเวที คงเป็นตัวนางเองเสียแล้ว


...


ซูเหยียนได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครา ทราบดีว่าผู้ที่มาคือหลินเสวี่ยเอ๋อร์ ทว่านางก็ยังคงนิ่งเฉยมิยอมเปิดประตู


หากเสี่ยวเหม่ยมิได้อยู่ระหว่างอัปเกรดระบบ ต่อให้นางต้องรับหนังสือท้าประลองนี้เพียงลำพัง นางก็มิมีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย


ทว่าในยามนี้ ควรยึดความมั่นคงปลอดภัยไว้ก่อน


นางยังคงเพิกเฉยต่อเสียงเคาะประตูและคำยั่วยุของหลินเสวี่ยเอ๋อร์


“ซูเหยียน นึกมิถึงเลยว่าเจ้าจะเป็นคนขลาดเขลาเพียงนี้ ยามอยู่ในงานเลี้ยงต้อนรับมิใช่ยังโอหังยิ่งนักรึ? เหตุใดยามนี้ถึงได้ขลาดกลัวจนมิกล้ารับแม้กระทั่งหนังสือท้าประลอง”


ไลน่ายืนอยู่ที่ทางเดินเคลื่อนย้าย จ้องมองหลินเสวี่ยเอ๋อร์


ทันใดนั้นนางโบกมือเรียกอีกฝ่าย “เจ้ามานี่หน่อยสิ”


หลินเสวี่ยเอ๋อร์เดินเข้าไปหา “มีอะไร? เจ้าคิดจะรับหนังสือท้าประลองแทนรึ?”


“ข้าอยู่อันดับสาม หากจะท้าประลองย่อมต้องเป็นข้าที่วางหนังสือท้าประลองให้เจ้า ทว่าผู้ชนะอันดับหนึ่งย่อมได้รับน้ำศักดิ์สิทธิ์หนึ่งจอก มารถละเว้นการทำผิดกฎร้ายแรงได้หนึ่งครั้ง หากเจ้ายังมิได้ใช้งาน มารถใช้สิ่งนั้นทดลองดู บุกจู่โจมเข้าไปตรงๆ เลย”


“เหตุใดเจ้าถึงรู้เรื่องน้ำศักดิ์สิทธิ์?”


“เพราะข้าเองก็เคยได้รับน้ำศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน เพียงแต่ในทีมมีคนโง่อยู่ตนหนึ่ง ทำให้ต้องสูญเปล่าไปโดยไร้ประโยชน์” ยามเยว่ลอบเข้าห้องเซินเหย่เซิ่งซื่อคราวก่อน ถูกพลังย้อนอดีตของฟาเซอร์จับได้ เพื่อปกป้องทีมไว้ นางจึงจำต้องสละน้ำศักดิ์สิทธิ์ชดใช้ความผิด


ไลน่าปรายตามองประตูสวนสวรรค์แวบหนึ่ง “เจ้ากับนางล้วนมาจากทวีปลี่ชวน ทราบหรือไม่ว่านางกับท่านอ๋องศักดิ์สิทธิ์มีเบื้องหลังความเป็นมาอย่างไร”


“มิรู้ และมิสนใจ อีกสองวัน มหาสงครามช่วงที่สามก็จะสิ้นสุดลงแล้ว ข้าต้องสังหารซูเหยียนให้ได้ภายในสองวันนี้ มิเช่นนั้นคงยากจะระบายความแค้นในใจ”


ซูเหยียนมองดูร่างของทั้งสองคนเลือนหายไปจากทางเดินเคลื่อนย้ายผ่านแผนที่ระบบ


นางทอดถอนใจพลางเอนตัวนอนราบ “ฝ่าบาท ข้านึกถึงท่านเหลือเกินเพคะ”


...


ณ ทวีปอสูรสามัญ 9908 อันห่างไกล


จื่อฉีนั่งอยู่ที่โต๊ะทรงงานเพื่อจัดการภารกิจบ้านเมือง


บนโต๊ะของเขามีกล่องหยกขาวอุ่นวางอยู่ ด้านในมีไข่สีทองใบหนึ่ง บนผิวไข่ปรากฏลวดลายมังกรเป็นริ้วๆ ทั้งยังมีอักขระโบราณอันลึกลับสลับซับซ้อนสลักไว้หนาแน่น


ทันใดนั้น มีหนูขาวตัวน้อยตัวหนึ่งวิ่งจี๋เข้ามา ส่งเสียงเรียกใสซื่อ “เสด็จพ่อ——”


เมื่อได้ยินเสียงเรียกนี้ ใบหน้าที่เคยสงบนิ่งเฉยเมยของจื่อฉีพลันแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนละมุนตาประหนึ่งธารน้ำแข็งละลาย เอ่ยถามด้วยความห่วงใย “เสี่ยวชีก ทานข้าวแล้วรึยัง?”


“อืม ข้ามาเยี่ยมน้องชายพ่ะย่ะค่ะ” เสี่ยวชีกปีนขึ้นมาบนโต๊ะตามร่างกายของเขา แล้วมุดเข้าไปในกล่องหยก


จื่อฉีมองดูนางวิ่งวนรอบไข่สีทองสองรอบ ก่อนจะหมอบลงบนไข่ “เสี่ยวชีกจะช่วยกกไข่ให้น้องชายฟักออกมาพ่ะย่ะค่ะ”


“ยังอีกนานนัก” จื่อฉีอุ้มนางออกจากไข่สีทอง ประคองไว้ในฝ่ามือ มองดูนางแล้วในใจก็พานนึกไปถึงหนูขาวจอมกินจุตนหนึ่ง......


“เสี่ยวชีก——” จื่อเยวี่ยนรีบก้าวเข้ามาในตำหนักด้วยความร้อนรน ยามเห็นจื่อฉีประคองแก้วตาดวงใจของนางไว้ก็ลอบถอนใจอย่างโล่งอก “ทำเอาข้าตกใจแทบแย่ เผลอแวบเดียวก็หายตัวไปเสียแล้ว”


“นางอยู่ในวัง เรื่องความปลอดภัยมิต้องพะวงหรอก” จื่อฉีวางเสี่ยวชีกกลับลงในกล่องหยกตามเดิม


เสี่ยวชีกเกาะขอบกล่องหยก จ้องมองจื่อเยวี่ยน “ท่านอา วันนี้ข้ามิกลับจวนองค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ ข้าจะกกไข่ให้น้องชายฟักออกมา”


“เสด็จพ่อของเจ้ากว่าจะฟักออกจากเปลือกไข่ต้องใช้เวลาถึงห้าสิบปี น้องชายของเจ้ามีพรสวรรค์เพียงนี้ ลำพังลวดลายมังกรเหล่านั้น อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาหนึ่งร้อยปี” จื่อเยวี่ยนอดรนทนมิไหวฉายแววอิจฉา “เสด็จพี่ ทายาทตนนี้ช่างล้ำเลิศนัก”


“เป็นเพราะเหยียนเหยียนให้กำเนิดมาได้ดี” แววตาของจื่อฉีเต็มไปด้วยความถวิลหาอาวรณ์อย่างที่สุด!


(จบตอน)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บันทึกแล้ว
⚠️ บันทึกไว้แล้ว!

📚 ชั้นหนังสือของฉัน

🔔 0
รายชื่อตอน
× LIST OF CHAPTERS กำลังโหลด...
กำลังดึงรายการ...
🎁

ส่งของขวัญให้ผู้แปล 💖

ขอบคุณที่สนับสนุนผู้แปลค่ะ 💕

×