ตอนที่ 155 ท้าทายถึงประตูบ้าน ปฏิเสธมิยอมรบ
......
หลังจากฟาเซอร์ถูกลำแสงสีทองนั้นเคลื่อนย้ายจากไป ก็มิเคยปรากฏตัวขึ้นอีกเลย
ซูเหยียนทราบดีว่าเขาได้ไปจากทวีปแห่งนี้แล้ว นางจึงเลือกมาพักที่ห้องสูทนี้ มิใช่เพื่อสิ่งใด ทว่าระบบป้องกันของห้องสูทนี้ แม้แต่จื่อฉีก็ยังให้การยอมรับ
ยามทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างที่ไร้หมู่เมฆบดบัง จิตใจของนางกลับมิได้สงบนิ่งเหมือนท่าทีที่แสดงออกเลยสักนิด
คำพูดประโยคหนึ่งที่ฟาเซอร์ทิ้งไว้ก่อนจากไป ทำให้นางรู้สึกค้างคาใจยิ่งนัก—สิ่งอันใดที่คุณชายศักดิ์สิทธิ์ปรารถนา เขาจะต้อได้มันมาเสมอ!
คุณชายศักดิ์สิทธิ์ต้องการลูกของนางรึ?
มิเช่นนั้นเหตุใดเขาถึงต้องมาถามข้อมูลเกี่ยวกับเด็กด้วย
มิว่าอย่างไร นางก็ต้องเดินทางไปยังทวีปเซิ่งตูของจริงให้ได้สักครา
หากคุณชายศักดิ์สิทธิ์คิดจะลงมือกับลูกของนาง เช่นนั้นเขาย่อมมิปล่อยนางไปแน่ ต่อให้นางหนีไปที่ใดก็คงถูกตามเพ่งเล็งอยู่ดี
ทว่าหากคุณชายศักดิ์สิทธิ์มิได้ใส่ใจในตัวลูกของนาง การดำรงอยู่ของนางก็คงมิเปิดฉากดึงดูดความสนใจจากเขามากนัก
และยังมีเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือแต้มสะสมบนข้อมือ ยามนี้เป็นคะแนนที่พวกจื่อฉีเหน็ดเหนื่อยตรากตรำหามาให้นาง นางมิปรารถนาจะปล่อยให้สูญเปล่า เมื่อช่วงที่สามสิ้นสุดลง แต้มเหล่านี้จะแปรเปลี่ยนเป็นแต้มเกิดลูกทันที
สำหรับนางที่มีหนี้สินติดลบอยู่กว่าแปดร้อยล้าน แต้มแปดสิบกว่าล้านนี้ถือเป็นหนึ่งในสิบของหนี้สินทั้งหมด ย่อมมิอาจตัดใจสละทิ้งได้เด็ดขาด
อีกทั้งการแข่งขันรอบสุดท้ายชิงตำแหน่งอสูรหญิงศักดิ์สิทธิ์ ก็น่าจะมีแต้มรางวัลมอบให้อีกด้วย
ในเมื่อช่วงเวลาสั้นๆ นี้ นางยังมิคิดจะหาแต้มจากการคลอดลูก โอกาสชิงแต้มสองทางนี้จึงมิอาจปล่อยให้หลุดมือไปได้
ซูเหยียนนั่งขัดสมาธิ หลับตาปรับลมปราณ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอก “พี่ซู ข้าไลน่าเอง อยากมาคุยเล่นกับเจ้าหน่อย มารถเปิดประตูได้หรือไม่”
ซูเหยียนปฏิเสธ
ในเมื่อทราบโฉมหน้าที่แท้จริงของอีกฝ่ายแล้ว หากยังให้โอกาสทอดไมตรีอีก ก็คงเป็นตัวนางเองที่โง่เขลา
ในเวลาเช่นนี้ ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดคือการเฝ้ารักษาแต้มสะสมไว้ และรอคอยให้ช่วงที่สามสิ้นสุดลงอย่างสงบ
ด้วยแต้มสะสมของนางในยามนี้ มิได้อันดับหนึ่งก็ต้องได้อันดับสอง หรืออย่างแย่ที่สุดก็ยังคว้าอันดับสามได้ มิจำเป็นต้องออกไปเสี่ยงอันตรายข้างนอกเพื่อหาแต้มอีกแล้ว
ยิ่งกว่านั้นยามนี้เสี่ยวเหม่ยกำลังอยู่ระหว่างอัปเกรดระบบ จะเกิดอุบัติเหตุใดขึ้นมิได้เด็ดขาด ในโลกอสูรแห่งนี้ เสี่ยวเหม่ยคือที่พึ่งพิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนาง
ซูเหยียนแสร้งทำเป็นมิได้ยิน สูดลมหายใจเข้าลึกแล้วค่อยๆ ผ่อนออกช้าๆ
ไลน่าเมื่อเห็นว่าซูเหยียนปฏิเสธมิยอมเปิดประตู สีหน้าพลันฉายแววบิดเบี้ยวอัปลักษณ์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวจากไป
ซูเหยียนมองเห็นจากแผนที่ระบบว่าไลน่ากลับขึ้นไปยังห้องเซินเหย่เซิ่งซื่อ ซึ่งอยู่เหนือห้องของนางพอดี... นางเดินวนเวียนไปมาอยู่ในห้อง สุดท้ายยังเดินเข้าห้องนอนเพื่อรื้อค้นสิ่งของและดมกลิ่นภายในห้อง
“ดูเหมือนจะคลอดลูกแล้วจริงๆ” ไลน่าเป็นหมอผีประจำเผ่า เคยทำคลอดให้อสูรหญิงมามิน้อย ย่อมคุ้นเคยกับกลิ่นยามทำคลอดเป็นอย่างดี
แม้ว่าน้ำคร่ำยามคลอดลูกของซูเหยียนจะมีกลิ่นอ่อนมากจนแทบมิมี ทว่าภายในห้องที่ปิดมิดชิด อากาศยังคงหลงเหลือกลิ่นอายจางๆ ที่มิอาจพัดพากระจายไปได้หมด
“อสูรชายเหล่านั้นจากทวีปไปแล้วจริงๆ รึ? ทว่าชัดเจนว่ามีคนเคยทดลองแล้ว รอบด้านของทวีปมีเขตอาคมปิดกั้นไว้ มิมีทางออกไปได้เลยนี่นา”
มีคนผู้หนึ่งเดินออกมาจากทางเดินเคลื่อนย้าย
แผนที่ระบบของซูเหยียนจับภาพผู้มาเยือนได้อย่างแม่นยำ คนผู้นั้นคือหลินเสวี่ยเอ๋อร์
นางมาทำอันใดที่นี่?
หรือคิดจะมาสังหารนาง?
‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก——’ หลินเสวี่ยเอ๋อร์เคาะประตูห้อง
ไลน่านึกว่าเป็นซูเหยียนมา จึงรีบเดินออกมาจากห้องพลางปิดประตูห้องนอนให้มิดชิด มองดูห้องรับแขกว่ามิมีสิ่งใดผิดปกติ แล้วจึงเดินไปเปิดประตู
“พี่ซู ท่านกลับมาแล้ว” ไลน่าเอ่ยด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า
ทว่าเมื่อเห็นคนตรงหน้าชัดเจน ไลน่าก็ต้องชะงัก “เป็นเจ้าเองรึ?”
“พี่ซู...... หึ! เจ้ากับนังแพศนั่นดูสนิทสนมกันดีนี่” หลินเสวี่ยเอ๋อร์เอ่ยเย้ยหยัน พลางกวาดสายตามองเข้าไปในห้อง “นางไม่อยู่รึ?”
ไลน่าพิงขอบประตู กวาดสายตามองอีกฝ่ายหัวจรดเท้า “ยามนี้เจ้าอยู่อันดับสอง มิจำเป็นต้องตามล้างตามผลาญนางให้ถึงที่สุดหรอกกระมัง”
“หากมารถคว้าอันดับหนึ่งได้ ใครจะยินยอมอยู่อันดับสอง อีกอย่าง มีเพียงอันดับหนึ่งเท่านั้นที่จะได้รับผลประโยชน์สูงสุด” หลินเสวี่ยเอ๋อร์ตอบกลับ
“เจ้าก็คว้าอันดับหนึ่งมาสองครั้งซ้อนแล้ว แบ่งปันให้ผู้อื่นสักคราจะเป็นไรไป”
“หากเป็นเจ้าก็พอทำเนา ทว่าหากเป็นนังซูเหยียน ย่อมมิได้! ที่ข้ามาในครานี้ ก็เพื่อมาวางหนังสือท้าประลองกับนาง จะสังหารนางลงอย่างเปิดเผยและสง่างาม”
“นางอยู่ที่สวนสวรรค์ชั้นล่าง ไปวางหนังสือท้าประลองเสียสิ” ไลน่าเอ่ยด้วยแววตามาดหมาย “ข้าจะไปร่วมชมเรื่องสนุกแน่นอน”
“เจ้าดูแลรังของตัวเองให้ดีเถอะ อย่าให้โดนลอบลักพาสมาชิกในทีมไปจนหมด แล้วยังโง่งมช่วยผู้อื่นหาแต้มสะสมอยู่เลย” หลินเสวี่ยเอ๋อร์แค่นเสียงหยัน
สีหน้าของไลน่าพลันย่ำแย่ลงมิน้อย นางย่อมทราบเรื่องอสูรชายไม่กี่ตนของนางกับถง·หนานซีดี ซึ่งเรื่องนั้นนางเป็นผู้ยินยอมเอง
เพื่อเป็นการปกปิดฐานะที่แท้จริงของตนเอง
ทว่าหากทุกคนสืบทราบว่านางคือถง·หนานซีตัวจริง และเมื่อหวนคิดถึงท่าทีของซูเหยียนที่เปลี่ยนไปต่อตนเองก่อนหน้านี้......
ดูท่า ตัวตลกที่โลดเต้นอยู่บนเวที คงเป็นตัวนางเองเสียแล้ว
...
ซูเหยียนได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครา ทราบดีว่าผู้ที่มาคือหลินเสวี่ยเอ๋อร์ ทว่านางก็ยังคงนิ่งเฉยมิยอมเปิดประตู
หากเสี่ยวเหม่ยมิได้อยู่ระหว่างอัปเกรดระบบ ต่อให้นางต้องรับหนังสือท้าประลองนี้เพียงลำพัง นางก็มิมีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย
ทว่าในยามนี้ ควรยึดความมั่นคงปลอดภัยไว้ก่อน
นางยังคงเพิกเฉยต่อเสียงเคาะประตูและคำยั่วยุของหลินเสวี่ยเอ๋อร์
“ซูเหยียน นึกมิถึงเลยว่าเจ้าจะเป็นคนขลาดเขลาเพียงนี้ ยามอยู่ในงานเลี้ยงต้อนรับมิใช่ยังโอหังยิ่งนักรึ? เหตุใดยามนี้ถึงได้ขลาดกลัวจนมิกล้ารับแม้กระทั่งหนังสือท้าประลอง”
ไลน่ายืนอยู่ที่ทางเดินเคลื่อนย้าย จ้องมองหลินเสวี่ยเอ๋อร์
ทันใดนั้นนางโบกมือเรียกอีกฝ่าย “เจ้ามานี่หน่อยสิ”
หลินเสวี่ยเอ๋อร์เดินเข้าไปหา “มีอะไร? เจ้าคิดจะรับหนังสือท้าประลองแทนรึ?”
“ข้าอยู่อันดับสาม หากจะท้าประลองย่อมต้องเป็นข้าที่วางหนังสือท้าประลองให้เจ้า ทว่าผู้ชนะอันดับหนึ่งย่อมได้รับน้ำศักดิ์สิทธิ์หนึ่งจอก มารถละเว้นการทำผิดกฎร้ายแรงได้หนึ่งครั้ง หากเจ้ายังมิได้ใช้งาน มารถใช้สิ่งนั้นทดลองดู บุกจู่โจมเข้าไปตรงๆ เลย”
“เหตุใดเจ้าถึงรู้เรื่องน้ำศักดิ์สิทธิ์?”
“เพราะข้าเองก็เคยได้รับน้ำศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน เพียงแต่ในทีมมีคนโง่อยู่ตนหนึ่ง ทำให้ต้องสูญเปล่าไปโดยไร้ประโยชน์” ยามเยว่ลอบเข้าห้องเซินเหย่เซิ่งซื่อคราวก่อน ถูกพลังย้อนอดีตของฟาเซอร์จับได้ เพื่อปกป้องทีมไว้ นางจึงจำต้องสละน้ำศักดิ์สิทธิ์ชดใช้ความผิด
ไลน่าปรายตามองประตูสวนสวรรค์แวบหนึ่ง “เจ้ากับนางล้วนมาจากทวีปลี่ชวน ทราบหรือไม่ว่านางกับท่านอ๋องศักดิ์สิทธิ์มีเบื้องหลังความเป็นมาอย่างไร”
“มิรู้ และมิสนใจ อีกสองวัน มหาสงครามช่วงที่สามก็จะสิ้นสุดลงแล้ว ข้าต้องสังหารซูเหยียนให้ได้ภายในสองวันนี้ มิเช่นนั้นคงยากจะระบายความแค้นในใจ”
ซูเหยียนมองดูร่างของทั้งสองคนเลือนหายไปจากทางเดินเคลื่อนย้ายผ่านแผนที่ระบบ
นางทอดถอนใจพลางเอนตัวนอนราบ “ฝ่าบาท ข้านึกถึงท่านเหลือเกินเพคะ”
...
ณ ทวีปอสูรสามัญ 9908 อันห่างไกล
จื่อฉีนั่งอยู่ที่โต๊ะทรงงานเพื่อจัดการภารกิจบ้านเมือง
บนโต๊ะของเขามีกล่องหยกขาวอุ่นวางอยู่ ด้านในมีไข่สีทองใบหนึ่ง บนผิวไข่ปรากฏลวดลายมังกรเป็นริ้วๆ ทั้งยังมีอักขระโบราณอันลึกลับสลับซับซ้อนสลักไว้หนาแน่น
ทันใดนั้น มีหนูขาวตัวน้อยตัวหนึ่งวิ่งจี๋เข้ามา ส่งเสียงเรียกใสซื่อ “เสด็จพ่อ——”
เมื่อได้ยินเสียงเรียกนี้ ใบหน้าที่เคยสงบนิ่งเฉยเมยของจื่อฉีพลันแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนละมุนตาประหนึ่งธารน้ำแข็งละลาย เอ่ยถามด้วยความห่วงใย “เสี่ยวชีก ทานข้าวแล้วรึยัง?”
“อืม ข้ามาเยี่ยมน้องชายพ่ะย่ะค่ะ” เสี่ยวชีกปีนขึ้นมาบนโต๊ะตามร่างกายของเขา แล้วมุดเข้าไปในกล่องหยก
จื่อฉีมองดูนางวิ่งวนรอบไข่สีทองสองรอบ ก่อนจะหมอบลงบนไข่ “เสี่ยวชีกจะช่วยกกไข่ให้น้องชายฟักออกมาพ่ะย่ะค่ะ”
“ยังอีกนานนัก” จื่อฉีอุ้มนางออกจากไข่สีทอง ประคองไว้ในฝ่ามือ มองดูนางแล้วในใจก็พานนึกไปถึงหนูขาวจอมกินจุตนหนึ่ง......
“เสี่ยวชีก——” จื่อเยวี่ยนรีบก้าวเข้ามาในตำหนักด้วยความร้อนรน ยามเห็นจื่อฉีประคองแก้วตาดวงใจของนางไว้ก็ลอบถอนใจอย่างโล่งอก “ทำเอาข้าตกใจแทบแย่ เผลอแวบเดียวก็หายตัวไปเสียแล้ว”
“นางอยู่ในวัง เรื่องความปลอดภัยมิต้องพะวงหรอก” จื่อฉีวางเสี่ยวชีกกลับลงในกล่องหยกตามเดิม
เสี่ยวชีกเกาะขอบกล่องหยก จ้องมองจื่อเยวี่ยน “ท่านอา วันนี้ข้ามิกลับจวนองค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ ข้าจะกกไข่ให้น้องชายฟักออกมา”
“เสด็จพ่อของเจ้ากว่าจะฟักออกจากเปลือกไข่ต้องใช้เวลาถึงห้าสิบปี น้องชายของเจ้ามีพรสวรรค์เพียงนี้ ลำพังลวดลายมังกรเหล่านั้น อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาหนึ่งร้อยปี” จื่อเยวี่ยนอดรนทนมิไหวฉายแววอิจฉา “เสด็จพี่ ทายาทตนนี้ช่างล้ำเลิศนัก”
“เป็นเพราะเหยียนเหยียนให้กำเนิดมาได้ดี” แววตาของจื่อฉีเต็มไปด้วยความถวิลหาอาวรณ์อย่างที่สุด!
(จบตอน)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น