ตอนที่ 153 คนล่าสุดที่กล้าแตะต้องลูกของข้า เผ่าพันธุ์มันดับสูญไปแล้ว
“คณะกรรมการมหาสงคราม”
ท่ามกลางความอึ้งตะลึงเล็กน้อยของแดเนียล ซูเหยียนก้าวออกจากชิงเซิ่งฟางหยวน และเคลื่อนย้ายพริบตาจากไปทันที
เหนือน่านฟ้าของคณะกรรมการมหาสงคราม
ซูเหยียนเริ่มปลดปล่อยพลังสายอัคคีขั้นสูง
ลูกไฟนับร้อยนับพันประดุจขีปนาวุธเพลิง พุ่งเข้าใส่หอคอยสูงอันเป็นที่ตั้งของคณะกรรมการมหาสงคราม
หอคอยสูงถูกระเบิดจนพังทลายเป็นริ้วรอยเสียหายทุกหย่อมหญ้า มิช้าก็แปรสภาพเป็นซากปรักหักพังอันน่าอนาถ
ร่างหลายร่างทะยานพุ่งออกมา หนึ่งในนั้นยกมือขึ้นห้ามคนอื่นๆ มิให้รุดหน้าเข้ามา
มีเพียงร่างนั้นร่างเดียวที่เคลื่อนย้ายพริบตามาหยุดอยู่ตรงหน้าซูเหยียน
เขาคือฟาเซอร์ สวมชุดคลุมยาวสีขาวในฐานะมหาดเล็กศักดิ์สิทธิ์ ในมือถือไม้เท้าอำนาจ
ฟาเซอร์จ้องมองนางอย่างลึกซึ้ง สุดท้ายแววตาคล้ายจะแฝงแววตัดใจมิลงทว่าก็จำต้องทำ “วาจาศักดิ์สิทธิ์ พันธนาการแห่งแสง”
“สะท้อนกลับ” ซูเหยียนกางร่มที่หุบอยู่ในมือออกดัง พึ่บ~
นี่คือสมบัติวิญญาณป้องกันที่เสี่ยวเหม่ยมอบให้นาง มารถใช้ได้วันละสามครั้ง ต่อให้การโจมตีจะรุนแรงเพียงใด ก็มารถสะท้อนกลับไปได้ทั้งหมด
ฟาเซอร์ทำได้เพียงเบิ่งตามองพันธนาการแห่งแสงย้อนกลับมามัดตรึงร่างกายของตนเอง
ซูเหยียนคว้าโซ่ตรวนของพันธนาการกระชากเข้าหาตัว “มีเรื่องจะถามเจ้าหน่อย”
สิ้นประโยค ร่างของทั้งสองก็หายวับไปจากท้องฟ้า
ท่ามกลางซากอิฐปูนหลังสิ้นสุดการทำลายล้าง
ซูเหยียนสะบัดมือ คืนร่างฟาเซอร์ร่วงหล่นลงไปในหลุมซากปรักหักพังหลุมหนึ่ง
ฟาเซอร์เก็บกู้พันธนาการที่พันธนาการตัวเขาออก แม้ว่าวิชาเวทของเขาจะย้อนกลับมาเล่นงานตัวเองจนสร้างความประหลาดใจอยู่บ้าง ทว่าอย่างไรเสียก็เป็นวิชาเวทของเขาเอง มิช้าจึงคลายมนตราออกได้
“ในชิงเซิ่งฟางหยวน มีวงเวทเคลื่อนย้ายข้ามทวีปเปิดใช้งานอยู่หลายวง โดยมิสนกฎระเบียบบังคับ ทำได้อย่างไรกัน”
“เงินอย่างไรเล่า ในโลกนี้มิมีสิ่งใดที่เงินซื้อไม่ได้ หากผลลัพธ์ยังมิเป็นไปตามที่หวัง ก็แสดงว่าเงินของเจ้ายังมิมากพอ”
ซูเหยียนกางร่ม ยืนหยัดอยู่กลางเวหา แววตาไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ผูกพัน
“เงินรึ” ฟาเซอร์เงยหน้ามองนาง “เช่นนั้นการจะครอบครองเจ้า ต้องใช้เงินเท่าไหร่กัน”
“ชีวิตของเจ้าราคาเท่าไหร่เล่า”
“......”
“ทวีปเซิ่งตูแห่งนี้ เป็นของปลอมสินะ เป็นเพียงสถานที่ที่สร้างขึ้นมาเพื่อมหาสงครามเท่านั้น”
“ใช่ เหยียนเหยียนช่างฉลาดเหลือเกิน” ฟาเซอร์มองดวงตานาง แม้จะยังเป็นสตรีคนเดิม ทว่าความรู้สึกกลับราวกับเปลี่ยนไส้ในไปเป็นคนละคน
ซูเหยียนจ้องมองสบตาเขาตรงๆ มิมีแววหวั่นไหวหรือหลบเลี่ยงแม้แต่น้อย “ทวีปเซิ่งตูของจริงอยู่ที่ใด”
“ตามปกติเมื่อมหาสงครามดำเนินมาถึงช่วงนี้ ก็ควรจะได้ตัวอสูรหญิงศักดิ์สิทธิ์แล้ว ทว่าปีนี้มีความเปลี่ยนแปลง นี่คือช่วงที่สาม ทีมที่มีแต้มสูงสุดสามอันดับแรกจำต้องเดินทางไปยังทวีปเซิ่งตู เพื่อให้องค์อธิปัตย์คัดเลือกอสูรหญิงศักดิ์สิทธิ์ด้วยตนเอง ยามนี้แต้มสะสมของเจ้าอยู่อันดับหนึ่ง พวกจื่อฉีฝีมือมิเลวเลย หาคะแนนให้เจ้าได้มิน้อย”
ซูเหยียนยกข้อมือขึ้น ตัวเลขที่เคยกลับไปเป็นศูนย์ ยามนี้แสดงผลเป็น 80,932,588
“มหาสงครามศักดิ์สิทธิ์ครั้งหนึ่ง ต้องมีอสูรชายหญิงตายตกไปเท่าไหร่ ทั้งหมดล้วนเป็นอัจฉริยะระดับแนวหน้าของแต่ละทวีป จุดประสงค์ของพวกเจ้าคืออันใดกันแน่”
“คัดเลือกอสูรหญิงศักดิ์สิทธิ์ให้องค์อธิปัตย์”
“ทวีปเซิ่งตูของพวกเจ้าสิ้นไร้อสูรหญิงแล้วรึไง” ซูเหยียนแค่นหัวเราะอย่างหยามหยัน “แท้จริงแล้วทำเพื่ออันใดกันแน่”
“ป้องกันมิให้ทวีประดับล่างคิดก่อกบฏ เหตุผลนี้พอนับได้หรือไม่”
“ก็นับได้ ทว่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย ทวีปอสูรสามัญมีนับสิบล้านทวีป พวกเจ้าควบคุมไหวรึ อย่างน้อยก่อนมีมหาสงคราม พวกจื่อฉีก็มิเคยได้ยินชื่อองค์อธิปัตย์ หรือเผ่าเทวทูตมาก่อนเลยสักครั้ง”
“เหตุใดเหยียนเหยียนถึงมิจากไป แล้วลูกของเจ้าเล่า” ฟาเซอร์เบี่ยงประเด็นถาม
“ตามหาลูกของข้าทำไม” ซูเหยียนหรี่ตาลงเล็กน้อย
“เคลื่อนย้ายหนีไปแล้วใช่หรือไม่”
“เกี่ยวอันใดกับเจ้าด้วย”
“เด็กคนนั้น มีพรสวรรค์ระดับใด”
“ระดับวิญญาณ”
“พลังธาตุเล่า”
“ตามข้า ธาตุไฟ”
“......คงมิใช่เพียงแค่นั้นกระมัง”
“ฟาเซอร์ คนล่าสุดที่กล้าแตะต้องลูกของข้า เผ่าพันธุ์มันดับสูญไปแล้ว”
“อย่างนั้นรึ ทว่าสิ่งอันใดที่องค์อธิปัตย์ปรารถนา เขาจะต้อได้มันมาเสมอ”
“ข้าเป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง คิดเพียงจะคุ้มครองผู้ที่อยู่ภายใต้ปีกของข้า ส่วนคนอื่นมิเกี่ยวข้องอันใดด้วย ทว่าหากพวกเจ้ากล้าทำให้ข้าโกรธาอีก ก็มาพังทลายไปด้วยกันเสีย ข้าก็เป็นเพียงดวงวิญญาณโดดเดี่ยวดวงหนึ่งเท่านั้น”
“เหยียนเหยียน มิจำเป็นต้องทำถึงเพียงนี้” แววตาของฟาเซอร์ฉายแววหม่นหมองวูบหนึ่ง ยามรู้ตัวว่าถูกนางกีดกันไว้ภายนอกอย่างสิ้นเชิง
“มหาสงครามครั้งนี้ ข้าขอถอนตัว อย่ามาตอแยข้าอีก มิเช่นนั้นข้ามิรังเกียจที่จะให้พวกเจ้าได้ลิ้มลองอาวุธทำลายล้างขั้นสุดยอด มันมารถทำให้นครแห่งนี้หรือแม้กระทั่งทวีปนี้ ดับสูญกลายเป็นเถ้าถ่านได้ในพริบตา”
ดวงตาของฟาเซอร์พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีทองเจิดจ้า!
“อาวุธทำลายล้างขั้นสุดยอด! สิ่งที่เจ้ามอบให้งั้นรึ”
“ก็แค่ของโบราณที่ถูกประวัติศาสตร์คัดทิ้งแล้วเท่านั้น” อาวุธศตวรรษที่ 21 จะไปเหมือนกับศตวรรษที่ 31 ได้อย่างไร
ทว่าของศตวรรษที่ 21 ราคาถูกกว่า และอานุภาพเพียงพอจะใช้งาน ขนาดตอนซื้อนางยังปวดใจกับราคาแทบแย่
ก่อนเสี่ยวเหม่ยจะอัปเกรดระบบ เพราะกลัวนางจะปกป้องตนเองมิได้ นอกจากจะช่วยปลดล็อกพันธนาการม้วนคัมภีร์พรสวรรค์ให้แล้ว ยังยอมควักกระเป๋าตนเอง จัดหา 'ดาวมรณะจำลอง' มาให้นางสองลูก ขอเพียงใช้แค่ลูกเดียว ทวีปเซิ่งตูจะพินาศหรือไม่ยังต้องรอการพิสูจน์ ทว่านครศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ย่อมต้องมลายกลายเป็นเถ้าธุลีอย่างแน่นอน
“ของโบราณรึ” สีหน้าของฟาเซอร์พลันฉายแววตื่นตะลึงไปชั่วขณะ
ซูเหยียนมองเขา “หวังว่าภายหน้าจะมิได้พบกันอีก ท่านอ๋องศักดิ์สิทธิ์!”
ในตอนที่นางกำลังจะเคลื่อนย้ายพริบตาจากไป บนฟากฟ้าพลันบังเกิดแสงสีทองสาดส่องลงมาครอบคลุมร่างของฟาเซอร์ไว้
ใบหน้าของฟาเซอร์ฉายแววขัดแย้ง ริมฝีปากขยับไหว คล้ายกำลังสนทนากับคนผู้หนึ่งอยู่
สุดท้ายเขามองซูเหยียนด้วยแววตาซับซ้อนยิ่ง ก่อนจะค่อยๆ เลือนหายไปในลำแสงสีทองนั้น
ซูเหยียนเองก็เคลื่อนย้ายพริบตาจากไปเช่นกัน
นางกลับมาที่ชิงเซิ่งฟางหยวน ตั้งใจจะมากล่าวลาไลน่า
จากนั้นจะไปจากทวีปเซิ่งตูปลอมแห่งนี้ เพื่อออกตามหาทวีปของจริง หรือทวีปอื่นที่มีอสูรระดับอสูรศักดิ์สิทธิ์อาศัยอยู่
ติดหนี้แต้มมหาศาลขนาดนี้ อย่างไรก็ต้องหาทางชดใช้
ความปรารถนาเดิมทีที่จะได้กลับไปเกิดใหม่บนโลกมนุษย์ในเร็ววัน ถูกนางผลักใสให้ห่างออกไปอีกคราด้วยมือตนเอง
ความจริงขอเพียงนางใจดำอำมหิต มิสนใจพวกจื่อฉี ลำพังแต้มจากการคลอดเสี่ยวแปดก็เพียงพอให้นางกลับโลกมนุษย์ได้แล้ว
ทว่า นางมิอาจทำตัวเย็นชาไร้น้ำใจได้ลงคอ ยิ่งไปกว่านั้นเสี่ยวแปดจะทำอย่างไร ยามนางจากไปมีเพียงดวงวิญญาณที่กลับไป เสี่ยวแปดที่เป็นเพียงทารกตัวน้อย มิถูกผู้คนรุมทึ้งกลืนกินไปหรอกรึ
เพื่อเสี่ยวแปด นางจำต้องปกป้องจื่อฉีไว้ อีกทั้งนางเคยรับปากเสอเยียนและอิ๋นจ้างไว้ว่าจะพากลับทวีปอย่างปลอดภัย ดังนั้นต่อให้ต้องแลกด้วยสิ่งใด นางก็มิยอมตระบัดสัตย์เด็ดขาด
แม้หนี้สินจะเพิ่มพูนขึ้นอีกหลายเท่าตัว ทว่าพวกเขาทุกคนอยู่รอดปลอดภัย ก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว ที่เหลือก็แค่หาแต้มชดใช้
ซูเหยียนเปิดใช้งานแผนที่ระบบ เพื่อตามหาไลน่า
เสี่ยวเหม่ยเปิดสิทธิ์การใช้งานแผนที่ระบบให้ซูเหยียนโดยสมบูรณ์ ต่อให้ระบบกำลังอยู่ระหว่างปรับปรุงหรืออัปเกรด นางก็ยังใช้งานได้ตามใจชอบ ทั้งยังพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ยามนี้นางมารถมองเห็นภาพเหตุการณ์จริงในรัศมีหนึ่งพันเมตร รวมถึงใต้ดินและใต้น้ำลึกลงไปอีกร้อยเมตรได้
สถานที่ที่เคยถูกเขตอาคมป้องกันปิดกั้นไว้ ยามนี้มารถมองทะลุผ่านได้อย่างไร้อุปสรรค
สีหน้าของซูเหยียนพลันเปลี่ยนเป็นย่ำแย่ทันที
ภายในห้องพักห้องหนึ่งที่ถูกกางเขตอาคมป้องกันไว้ถึงสองชั้น ไลน่านั่งอยู่บนเตียง โดยมีถง·หนานซีแห่งเผ่าจิ้งจอกสองหูคุกเข่าอยู่แทบเท้า คอยบีบนวดขาให้นาง
รื่อ เยว่ ซิง เสวี่ย เฟิง อสูรชายทั้งห้าตนรายล้อมไลน่า คุกเข่าลงข้างหนึ่งกับพื้น
“อสูรชายของทีม 9908 หายตัวไปหมดแล้ว” เยว่รายงาน
ถง·หนานซีเอ่ย “พี่ไลน่า เหตุใดมิสังหารอสูรหญิงที่ชื่อซูเหยียนนั่นเสียเลยเล่า จะได้สิ้นเรื่องสิ้นราว”
ไลน่าตอบกลับ “หากมันง่ายดายเพียงนั้นก็ดีสิ ยามข้าอยู่ข้างกายนาง มิอาจปล่อยรังสีสังหารออกมาได้แม้แต่เศษเสี้ยว สัมผัสได้ว่าหากข้าลงมือกับนาง ย่อมต้องถูกแรงสะท้อนกลับที่มิมารถคาดเดาได้เล่นงานอย่างแน่นอน”
(จบตอน)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น