ตอนที่ 144 เขาไม่ใช่พ่อที่เห็นแก่ลูกชายมากกว่าลูกสาว
ซือเซี่ยอ่านเอกสารทั้งหมดจนจบด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เมื่ออ่านจบแล้ว เธอวางเอกสารปึกหนาไว้บนโต๊ะ ก่อนจะลุกขึ้นถอดรองเท้าแล้วขึ้นไปบนเตียง
ล้มตัวลงนอนตัวตรง จ้องมองเพดานนิ่ง
ระบบชาเขียวก็ได้เห็นเนื้อหาในเอกสารนั้นเช่นกัน ไม่รู้จะเอ่ยคำใดออกมา
ทำได้เพียงเปิดเพลงประกอบที่แสนเศร้าโศกให้ซือเซี่ยอย่างเงียบเชียบ
ช่างเข้ากับอารมณ์ emo ในตอนนี้เสียจริง
ซือเซี่ยที่แบกเอาเพลง "ปาฏิหาริย์หวนคืน" ไว้เต็มหัว: "..."
ยัยระบบเน่าเปิดเพลงนี้ให้เธอทำไม?
ตอนนี้เธอเศร้าจะแย่อยู่แล้ว!
ระบบชาเขียวได้ยินความคิดในใจของซือเซี่ย
บ่นพึมพำในใจอย่างเงียบๆ
หืม?
เพลง "ปาฏิหาริย์หวนคืน" จะไม่นับเป็นเพลงเศร้าได้ยังไงกัน?
พายุลูกใหม่ได้ปรากฏขึ้นแล้ว!
ท่วงทำนองเพลงมันปลุกใจเกินไป ซือเซี่ยนอนต่อไปไม่ไหวแล้ว
เธอผุดลุกขึ้นจากเตียง สวมรองเท้าแล้วเดินกลับมาที่โซฟา
หยิบเอกสารปึกนั้นขึ้นมา เตรียมจะโยนไปไกลๆ แต่ไม่รู้ว่านึกอะไรขึ้นได้
นิ้วมือชะงักไป
สุดท้ายก็ยอมจัดเก็บเอกสารอย่างประณีตกลับใส่ซอง แล้ววางไว้ข้างๆ ขวดแก้วที่เต็มไปด้วยนกกระเรียนกระดาษสุดอัปลักษณ์
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จ
ซือเซี่ยถึงได้ลุกขึ้น เดินออกจากห้องไป
-
เอกสารฉบับนั้น เล่าเรื่องราวเรื่องหนึ่ง
เรื่องราวแสนจะน้ำเน่า
ยี่สิบกว่าปีก่อน
คู่รักหนุ่มสาวคู่หนึ่ง ด้วยความหวั่นไหวที่งดงามต่อกัน จึงได้คบหาดูใจกันเป็นความรักที่น่าอิจฉา
เดิมทีทั้งสองคนใกล้จะก้าวเข้าสู่ประตูวิวาห์แล้ว
ทว่าความสุขนั้นอยู่ได้ไม่นาน
ความสัมพันธ์นี้กลับถูกครอบครัวของฝ่ายชายคัดค้านอย่างหนัก
ผู้หญิงมีพื้นเพไม่ค่อยดีนักมาจากชนบท และที่บ้านมีแนวคิดเห็นแก่ลูกชายมากกว่าลูกสาวอย่างรุนแรง
การถูกล้างสมองและกดขี่มาอย่างยาวนาน ทำให้เธอมีแนวคิดแบบ "ทาสรับใช้ลูกชาย" อย่างฝังรากลึก
ทั้งครอบครัวนอกจากน้องชายที่ยังพอมีเหตุมีผลอยู่บ้าง คนอื่นๆ ต่างก็เกาะกินเธอเหมือนปลิง
โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าเธอคบกับแฟนหนุ่มที่มีฐานะดี พวกเขาก็ยิ่งเกาะติดไม่ปล่อย
ตอนแรกก็แสร้งป่วยเพื่อขอเงินจากผู้หญิง ต่อมาก็บุกไปหาผู้ชายถึงที่
ผู้ชายเป็นคนใจอ่อน แถมยังรักผู้หญิงอย่างหมดหัวใจ
แน่นอนว่าย่อมต้องพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อตอบสนองความต้องการของครอบครัวฝ่ายหญิง
แต่การกระทำเช่นนี้กลับยิ่งทำให้ครอบครัวฝ่ายหญิงได้คืบจะเอาศอก
ยิ่งนับวันยิ่งทำตัวเหลิง
สุดท้ายถึงขั้นยึดบ้านของผู้ชาย แล้วขับไล่คนทั้งคู่ให้ไปเช่าบ้านอยู่
เรื่องราวบานปลายใหญ่โตเกินไป
พ่อแม่ของผู้ชายพอรู้เรื่องเข้า ก็ไม่สนความต้องการของลูกชาย บุกไปแจ้งความทันทีว่าครอบครัวฝ่ายหญิงบุกรุกทรัพย์สินผู้อื่น
คราวนี้เอง
เปรียบเสมือนการแหย่รังแตนของครอบครัวฝ่ายหญิงเข้าให้
พวกเขาไม่หยุดหย่อนที่จะไปอาละวาดกับฝ่ายชาย
เดิมทีฝ่ายชายยังรู้สึกผิดต่อครอบครัวฝ่ายหญิงที่พ่อแม่ของเขาไปแจ้งความ
แต่พอนานวันเข้า เขาก็ถูกทรมานจนร่างกายและจิตใจเหนื่อยล้าถึงขีดสุด
สุดท้ายจึงตัดสินใจเลิกรากับฝ่ายหญิงอย่างเด็ดขาด ตัดขาดกันอย่างสิ้นเชิง
บ้านที่เคยมีก็ขายทิ้งไป
เขาตัดสินใจสมัครเข้ากองทัพในจังหวะที่อายุเกือบจะเกินเกณฑ์พอดี
ในสถานการณ์เช่นนี้ คนทั่วไปย่อมรู้สึกว่าครอบครัวแบบนี้มันน่าอับอายขายหน้า
แต่ผู้หญิงกลับไม่คิดเช่นนั้น
อาจเป็นเพราะถูกผู้ชายตามใจจนเสียคน หรือถูกที่บ้านล้างสมองมาอย่างหนัก
เธอกลับรู้สึกว่าฝ่ายชายไม่ยอมโอบกอดเธอ ไม่ได้รักเธอมากพอ
แถมยังมีความมั่นใจในตัวเองแบบผิดๆ คิดว่าฝ่ายชายไม่มีทางตัดใจจากเธอได้
โดยเฉพาะหลังจากเลิกกันไปแล้วถึงได้รู้ว่าตั้งครรภ์
เธอคิดว่าพอมีลูก ถ้าฝ่ายชายรู้เข้าจะต้องรู้สึกเสียใจและอ้อนวอนขอให้เธอกลับไป
ท่ามกลางความคิดที่ซับซ้อนสารพัด เธอจึงตัดสินใจเก็บเด็กในท้องเอาไว้
และภายใต้อิทธิพลของแนวคิดเห็นแก่ลูกชายมากกว่าลูกสาวที่บ้านปลูกฝังมา เธอจึงตั้งตารออยากให้คลอดออกมาเป็นลูกชาย
พอผู้ชายเห็นเข้า จะต้องถูกเธอควบคุมไว้อยู่หมัดอย่างแน่นอน
แต่สุดท้ายกลับคลอดออกมาเป็นลูกสาว
ผู้หญิงสุขภาพไม่ค่อยดีนัก ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างหนักกว่าจะคลอดลูกคนนี้ออกมาได้
เดิมทีผู้หญิงก็ไม่พอใจเรื่องที่เป็นลูกสาวอยู่แล้ว ยิ่งต้องมาเจอความลำบากตอนคลอด ยิ่งไม่ชอบใจลูกสาวคนนี้มากขึ้นไปอีก
จึงจับเด็กโยนไปไว้ที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าเสียเลย
แถมยังเพื่อเป็นการแก้แค้นผู้ชายที่หายเงียบไป เธอจึงเจาะจงเลือกสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าที่มีชื่อเสียงแย่ๆ อีกต่างหาก
ต่อมาผู้หญิงก็ได้พบกับ "เหยื่อ" คนใหม่ และแต่งงานกับเขาไป
ส่วนผู้ชายคนนั้นก็ไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย
จนกระทั่งยี่สิบปีผ่านไป ได้รับเอกสารฉบับนี้เข้า ถึงได้รู้ว่าตนเองมีลูกสาวคนหนึ่ง
และผู้ชายที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่คนนั้นก็คืออวี่จือหมิง
ลูกสาวคนนั้นก็คือซือเซี่ย
-
ซือเซี่ยไม่ได้เศร้านานนัก ก็กลับมายิ้มแย้มได้เหมือนตอนที่มาถึง
คราวนี้รอยยิ้มของเธอดูสมจริงเป็นพิเศษ
จนแม้แต่ฉินเหนียนก็ดูไม่ออกว่าเธอกำลังเสแสร้งอยู่หรือไม่
เขาเริ่มกังวล: "เซี่ยเซี่ย เธอ..."
ยังพูดไม่ทันจบก็ถูกซือเซี่ยขัดจังหวะ
"พี่ชายคะ ฉันไม่เป็นไรค่ะ" ซือเซี่ยโบกมือ "ฉันแค่อยากจะจัดการเรื่องบางอย่างให้ชัดเจนเท่านั้นเอง"
คำพูดในช่วงก่อนตายของซือเข่อซินเธอยังจำได้แม่นทุกคำ
ตอนนั้นเธอบอกว่า: "เซี่ยเซี่ย แม่ตอนนั้นที่ทิ้งลูกไปมันสุดวิสัยจริงๆ พ่อของลูกเขาไม่ใช่คนดี พอแม่คลอดลูกออกมาเขาก็รังเกียจที่ลูกเป็นเด็กผู้หญิงถึงได้บังคับให้แม่ทิ้งลูกไป แม่เองก็ทำใจทิ้งลูกไม่ลง แต่ถ้าแม่ไม่ทิ้ง ลูกก็คงถูกพ่อของลูกตีจนตายไปแล้ว ลูกให้อภัยแม่เถอะนะ แม่รู้แล้วว่าแม่ผิดไป แม่จะดูแลลูกให้ดีที่สุดหลังจากนี้ไป"
คำพูดเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อซือเซี่ยไม่น้อยเลย
เธอต้องไปถามให้รู้เรื่อง ต่อให้ไม่ยอมรับอวี่จือหมิงเป็นพ่อ เธอก็ต้องถามให้ชัดเจน
ว่าเขาเห็นแก่ลูกชายมากกว่าลูกสาวจริงๆ หรือไม่
ฉินเหนียนไม่ได้โน้มน้าวอะไรต่อ เพียงแค่บอกให้ซือเซี่ยพักผ่อน
เตียงในห้องกว้างพอที่จะนอนได้สองคน
ไม่ใช่ครั้งแรกที่นอนด้วยกัน
แถมตอนที่ฉินเหนียนหมดสติ ซือเซี่ยยังช่วยเขาอาบน้ำมาตั้งหลายครั้ง
แน่นอนว่าไม่มีอะไรต้องเขินอาย
เธอถอดรองเท้าแล้วปีนขึ้นไปบนเตียง
-
ค่ำคืนนี้ถูกลิขิตมาให้ไร้ซึ่งการนอนหลับ
ซือเซี่ยล้มตัวลงนอนตัวตรง รอคอยจนถึงรุ่งสาง
พอฟ้าเริ่มสาง
เธอก็ลุกขึ้น
ฉินเหนียนที่อยู่ข้างๆ ยังคงนอนหลับอยู่
เมื่อคืนฉินเหนียนอดหลับอดนอนเป็นเพื่อนเธอมานาน แต่เพราะเพิ่งฟื้นจากอาการหมดสติ สภาพจิตใจจึงยังไม่เต็มร้อย
สุดท้ายเลยเผลอหลับไป
ซือเซี่ยไม่ได้ปลุกเขา เดินออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ
ทันทีที่เธอปิดประตูลง ฉินเหนียนที่อยู่ในห้องก็ลืมตาขึ้น
ดวงตาคู่นั้นดูแจ่มใสเป็นพิเศษ ไม่มีวี่แววของคนหลับใหลอยู่เลยแม้แต่น้อย
เขามองไปทางประตูห้อง ถอนหายใจเบาๆ
เด็กสาวลำบากเกินไปแล้ว
หากสามารถรับความลำบากแทนได้ เขายอมให้ความทุกข์ยากทั้งหมดนั้นมาตกอยู่ที่ตัวเขาคนเดียว เพื่อแลกกับความสงบสุขชั่วชีวิตของเด็กสาว
-
อวี่จือหมิงเองก็นอนไม่หลับมาตลอดทั้งคืนเช่นกัน
ฟ้าสางแล้ว เขายังคงยืนอยู่ที่หน้าต่าง
บนพื้นเต็มไปด้วยก้นบุหรี่ ในดวงตาของเขาเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย ยืนตัวตรงไม่รู้ว่ากำลังขบคิดอะไรอยู่
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่
เสียงเคาะประตูดังขึ้น
อวี่จือหมิงได้สติขานรับ: "มาแล้วครับ"
เขาคิดว่าเป็นเฮยต้าที่มาส่งอาหารเช้า
แต่พอเปิดประตูออกไป กลับเห็นเด็กสาวใบหน้าไร้อารมณ์ยืนอยู่ที่หน้าประตู
"เซี่ย... ซือเซี่ย เข้ามาก่อนสิ"
อวี่จือหมิงถูมือไปมา หลีกทางให้คนเข้ามา
ซือเซี่ยส่ายหน้า ปฏิเสธ: "ไม่ล่ะค่ะ ฉันมีเรื่องจะถามคุณเรื่องหนึ่ง"
เธอไม่ได้เรียกเขาว่าคุณอา
ท่าทีเย็นชาอย่างยิ่ง
อวี่จือหมิงขมขื่นในใจ รู้ดีว่าซือเซี่ยคงรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว
เขาหลับตาลง: "ถามมาเถอะ"
ซือเซี่ยจ้องมองเขา เอ่ยตรงๆ: "หลังจากที่คุณรู้ว่าฉันมีตัวตนอยู่ คุณเคยรังเกียจที่ฉันเป็นเด็กผู้หญิงบ้างไหม?"
อวี่จือหมิงอึ้งไปครู่หนึ่ง ส่ายหน้าอย่างเด็ดขาด: "ไม่เคยเลย"
เอกสารชุดนั้นไม่ได้มีแค่เรื่องราวในอดีตระหว่างเขากับซือเข่อซิน แต่ยังมีเบื้องหลังของซือเซี่ยอีกด้วย
เขารู้ดีว่าซือเซี่ยผ่านอะไรมาบ้างในอดีต
เขาโกรธแค้นซือเข่อซิน แต่กลับสงสารลูกสาวของเขามากยิ่งกว่า
สำหรับเขาแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นลูกสาวหรือลูกชาย ต่างก็เป็นแก้วตาดวงใจของเขาทั้งนั้น
ได้ยินคำตอบนี้ ขอบตาของซือเซี่ยก็แดงก่ำขึ้นมาในทันที
แม้จะทำเป็นไม่สนใจ แต่คำพูดของซือเข่อซินที่ว่า "พ่อของลูกรังเกียจที่เป็นเด็กผู้หญิงถึงได้ทิ้งลูกไป" นั้นฝังรากลึกอยู่ในหัวของเธอ ไม่ยอมจางหายไปไหน
อวี่จือหมิงเห็นซือเซี่ยร้องไห้ ก็ลนลานทำอะไรไม่ถูก รีบขอโทษอย่างเจ็บปวดใจ: "ขอโทษครับ ขอโทษจริงๆ เป็นความผิดของพ่อเองที่หาลูกไม่เจอตั้งแต่แรก ขอโทษนะ ขอโทษจริงๆ พ่อทำผิดไปแล้ว"
(จบตอน)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น