ตอนที่ 143 เธอเจอคุณพ่อแล้วเหรอ?
ซือเซี่ยจ้องมองเอกสารจนจบด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เมื่ออ่านจบ เธอวางเอกสารปึกหนาไว้บนโต๊ะ แล้วลุกขึ้นถอดรองเท้าขึ้นไปบนเตียง
ล้มตัวลงนอนทอดห่าง จ้องมองเพดานนิ่ง
ระบบชาเขียวก็ได้เห็นเนื้อหาในเอกสารนั้นเช่นกัน ไม่รู้จะพูดอะไรดี
ทำได้เพียงเปิดเพลงประกอบอันแสนเศร้าโศกให้ซือเซี่ยอย่างเงียบเชียบ
ช่างเข้ากับอารมณ์ emo ในตอนนี้เหลือเกิน
ซือเซี่ยที่แบกเอาเพลง "ปาฏิหาริย์หวนคืน" (奇迹再现) ไว้เต็มหัว: "..."
ยัยระบบเน่าเปิดเพลงนี้ให้เธอทำไม?
ตอนนี้เธอเศร้าจะแย่อยู่แล้ว!
ระบบชาเขียวได้ยินความคิดในใจของซือเซี่ย
บ่นพึมพำในใจ
หืม?
เพลง "ปาฏิหาริย์หวนคืน" จะไม่นับเป็นเพลงเศร้าได้ยังไงกัน?
พายุลูกใหม่ได้ปรากฏขึ้นแล้ว!
ดนตรีประกอบมันปลุกใจเกินไป ซือเซี่ยนอนต่อไปไม่ไหวแล้ว
เธอผุดลุกขึ้นจากเตียง สวมรองเท้าแล้วเดินกลับมาที่โซฟา
หยิบเอกสารปึกนั้นขึ้นมา เตรียมจะโยนไปไกลๆ แต่ไม่รู้ว่านึกอะไรขึ้นได้
นิ้วมือชะงักไป
สุดท้ายก็ยอมจัดเก็บเอกสารอย่างประณีตกลับใส่ซอง แล้ววางไว้ข้างๆ ขวดแก้วที่เต็มไปด้วยนกกระเรียนกระดาษสุดอัปลักษณ์
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จ
ซือเซี่ยถึงได้ลุกขึ้น เดินออกจากห้องไป
-
ช่วงนี้กลางคืนหิมะตกตลอด ซือเซี่ยตั้งใจกวาดหิมะในเขตวงกลางและเขตวงนอกออกเป็นทางเดินสองสาย
ทว่าหิมะที่โปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย ทำให้ทางเดินที่เพิ่งกวาดเสร็จถูกปกคลุมไปด้วยหิมะหนาอีกครั้งในเวลาอันรวดเร็ว
ผู้รอดชีวิตในเขตวงกลางและเขตวงนอกรู้ดีว่าไม่ควรจะรบกวนซือเซี่ยอยู่ตลอด จึงพากันออกมาช่วยกันกวาดหิมะโดยสมัครใจ
เหตุผลหลักจริงๆ คืออากาศหนาวเกินไป ช่วงนี้พวกเขาทนอุดอู้อยู่ในห้องมานาน พอเห็นจังหวะเลยอยากออกมาสูดอากาศบ้าง
กวาดหิมะให้ร่างกายขยับเขยื้อนจะได้ไม่หนาวเท่าไหร่
ตอนที่ซือเซี่ยฉวยโอกาสช่วงกลางคืนไปวาง "เครื่องเก็บเกี่ยวอัจฉริยะ" ในเขตวงกลาง ก็เห็นคนในเขตวงกลางกำลังกวาดหิมะกันอยู่
หิมะตกไป พวกเขาก็กวาดไป
ซือเซี่ยไม่เข้าใจกระบวนการความคิดของพวกเขา ดูจนมึนงงไปเลย
นี่มันทำงานเปล่าประโยชน์ไม่ใช่เหรอ?
พื้นที่เขตวงกลางกว้างขวางมาก อาคารอิฐแดงและโรงอาหารตั้งอยู่คนละฝั่ง ระยะห่างตรงกลางไกลมาก
กลุ่มคนพวกนี้กวาดไปได้ไม่เท่าไหร่ ถนนข้างหลังก็ถูกหิมะกลบอีกแล้ว
ซือเซี่ยส่ายหัว ไม่รู้จะพูดอะไรดี
ช่างเถอะ สงสัยจะเป็นรสนิยมแปลกๆ ของพวกเขามั้ง
ท่านซือส่ายหัวแล้วรีบเดินไปยังโรงเรือนเพาะปลูกกระจก หย่อนเครื่องเก็บเกี่ยวอัจฉริยะที่ใส่ผลึกนิวเคลียสเรียบร้อยแล้วลงไป
จากนั้นก็เตรียมตัวจะกลับไปดูฉินเหนียน
ทว่าเพิ่งเดินไปได้สองก้าว เจียงอวี่ที่ออกมาช่วยกวาดหิมะเอาสนุกก็วิ่งเข้ามาหา
เธอฝ่าหิมะวิ่งมาหยุดตรงหน้าซือเซี่ยอย่างเหนื่อยหอบ
"มีอะไร?" ซือเซี่ยไม่ได้เจอเจียงอวี่มานานแล้ว
นับตั้งแต่ครั้งที่เธอแกล้งติดกับดักของซือป๋อหยวน ผลคือเจียงอวี่ขาหักแถมยังคาบข่าวไปบอก จนกระทั่งครั้งที่มาพูดกับเธออย่างอึดอัดใจในคราวนั้น
เธอก็ไม่ได้เจอเจียงอวี่อีกเลย
ดูเหมือนเจียงอวี่ คุณหนูใหญ่ตระกูลเจียงที่เคยเอาแต่ใจคนนี้จะมองเห็นความเป็นจริงและทำตัวสงบเสงี่ยมขึ้นมากหลังจากผ่านเหตุการณ์นั้นมา
วันๆ เอาแต่อุดอู้อยู่ในห้อง ไม่ค่อยออกมาไหน อาศัยเพียงความช่วยเหลือของเว่ยเหยียนอันประทังชีวิต
แต่ตอนนี้มาหาเธอเพื่ออะไรกัน?
ขาหายดีแล้ว?
คิดดังนั้น ซือเซี่ยก็อดไม่ได้ที่จะมองไปที่ขาของเจียงอวี่
เจียงอวี่สัมผัสได้ถึงสายตาของซือเซี่ย คงจะนึกถึงประสบการณ์ตอนที่เคยโดนจัดการ จึงอดไม่ได้ที่จะหดตัวเล็กน้อย
แม้แต่คำถามที่ตั้งใจจะถามก็ยังขาดความมั่นใจ: "ซือเซี่ย ฉันได้ยินมาว่าพี่ชายฉินเหนียนฟื้นแล้ว จริงไหม?"
แม้ตอนนี้เจียงอวี่จะเลิกหวังและไม่กล้าคิดอะไรกับฉินเหนียนแล้ว แต่เขาก็เป็นคนที่เธอเคยชอบด้วยใจจริง
ต่อให้ฉินเหนียนจะเคยทำกับเธอแบบนั้นเพราะซือเซี่ย แต่พอรู้ว่าฉินเหนียนหมดสติไป เจียงอวี่ก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้
วันนี้ได้ยินข่าวลือจากผู้รอดชีวิตว่าฉินเหนียนฟื้นแล้ว เธอเลยอยากรู้ว่าจริงไหม
แต่เว่ยเหยียนอันไม่ได้มาเขตวงกลางเลยทั้งวัน ส่วนเขตวงในเธอก็เข้าไปไม่ได้
อยู่ที่บ้านก็อยู่ไม่ติด
เลยออกมาเดินเล่นกับพวกผู้รอดชีวิตที่กวาดหิมะ แล้วเหมือนจะเห็นร่างของซือเซี่ย
เธอจึงรีบวิ่งเข้ามา
ซือเซี่ยได้ยินวิธีที่เจียงอวี่เรียกฉินเหนียน ก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก: "ใช่ ฟื้นแล้ว"
พูดจบก็ไม่อยากจะสนใจเจียงอวี่อีก หมุนตัวเตรียมจะเดินจากไป
ทว่ากลับถูกเจียงอวี่ขวางเอาไว้: "ซือเซี่ย ฉันขอไปดูเขาหน่อยได้ไหม?"
ซือเซี่ยทนไม่ไหวอีกต่อไป หันกลับไปมองเธอแล้วถามว่า: "เราสนิทกันมากเหรอ?"
แม้ตอนนี้เจียงอวี่จะดูนิ่งขึ้น แต่ซือเซี่ยก็ไม่ได้ลืมวีรกรรมที่เคยทำแสบไว้ตอนแรก
ความสัมพันธ์ของพวกเธอจบลงที่ซือเซี่ยจะไม่หักขาเธอทิ้งอีกก็บุญโขแล้ว
จะให้สนิทไปมากกว่านี้คงจะไม่เหมาะ!
เจียงอวี่กลืนน้ำลาย ถอยหลังไปสองก้าว ไม่กล้าขวางทางซือเซี่ยอีกต่อไป
ซือเซี่ยเป็นพวกโรคจิต เธอไม่กล้าไปยุ่งด้วยหรอก
ขากว่าจะหายดีมาได้ ต้องลำบากขนาดไหน
-
ไม่ได้สนใจเจียงอวี่อีก ซือเซี่ยตรงไปยังห้องของฉินเหนียน
ในห้อง ฉินเหนียนลุกขึ้นนั่งแล้ว พิงหลังอยู่กับหมอน
พวกสื่อผิงอันกับเว่ยเหยียนอันกำลังหยอกล้ออยู่รอบตัวเขา
ฉินเหนียนมีสีหน้าจนใจแต่ก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
เมื่อเห็นซือเซี่ยมาถึง รอยยิ้มของฉินเหนียนก็ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
"เซี่ยเซี่ย มานี่สิ" ฉินเหนียนกวักมือเรียกซือเซี่ย
พวกสื่อและเว่ยเหยียนอันรู้ความรีบขอตัวออกไป
ซือเซี่ยเห็นท่าทางเรียกสัตว์เลี้ยงที่คุ้นเคย ก็นึกไม่อยากจะเดินเข้าไปเลย
อะไรกันหนักหนาเนี่ย?
ไอ้คนนิสัยเสียเรียกเธอแบบนี้อีกแล้ว!
ซือเซี่ยเดินเข้าไปนั่งที่ข้างเตียง มองดูแขนของเขา: "พี่ชาย พี่ขยับตัวได้แล้วเหรอ?"
ฉินเหนียน: "..."
เขาก็แค่หมดสติไปแล้วฟื้น ไม่ใช่คนพิการสักหน่อย
อาจเป็นเพราะสมรรถภาพร่างกายของผู้มีพลังพิเศษนั้นดีเยี่ยม ฉินเหนียนจึงกลับมามีแรงขึ้นบ้างเล็กน้อย เขาเอื้อมมือไปลูบหัวซือเซี่ย: "เซี่ยเซี่ย เธอไม่พอใจอะไรหรือเปล่า?"
แม้เด็กสาวจะซ่อนอารมณ์ได้ดีแค่ไหน แต่เขาก็สัมผัสได้ไวว่าเด็กสาวไม่พอใจอย่างมาก
ไม่สิ ไม่ใช่แค่ไม่พอใจ
แต่กำลังเศร้ามาก
ซือเซี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มบนใบหน้าเริ่มจางหายไป
เธอก้มหน้าลง ไม่ได้มองตาฉินเหนียนแล้วเอ่ยเสียงเบา: "พี่ชาย ถ้าหากว่าพ่อของพี่ ไม่รู้มาก่อนว่าพี่มีตัวตนอยู่ พี่จะโกรธเขาไหมคะ?"
ประโยคนี้ทำเอาฉินเหนียนอึ้งไปบ้าง
เขาเอ่ยอย่างระมัดระวัง: "เซี่ยเซี่ยเจอคุณพ่อแล้วเหรอ?"
ซือเซี่ยไม่ได้พูดอะไร
หยิบเอกสารปึกนั้นออกจากมิติส่งให้ฉินเหนียนอย่างเงียบเชียบ
ฉินเหนียนรับไปแล้วเปิดแฟ้มเอกสารออก
เอกสารไม่ได้ถูกเย็บรวมกัน พอเขาเปิดแฟ้ม มือของเขาก็สั่นเล็กน้อย
เอกสารกระจัดกระจายอยู่บนเตียง
แผ่นแรกตกลงตรงหน้าเขา
เป็นผลการตรวจ DNA
วันระบุการตรวจคือหนึ่งสัปดาห์ก่อนวันสิ้นโลกจะปะทุขึ้น
-
ผ่านไปหนึ่งวัน
ไม่มีข่าวคราวอะไรเลย
อวี่จือหมิงนอนอยู่บนเตียง พลิกตัวไปมานอนไม่หลับ
ผ่านไปครู่หนึ่ง
อวี่จือหมิงลุกขึ้นจากเตียง เดินไปที่หน้าต่าง หยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ
ควันบุหรี่ที่ฟุ้งกระจายบดบังอารมณ์ที่ซับซ้อนในดวงตาของเขา
มีความรู้สึกผิด มีความเสียใจ และมีความแค้น
สุดท้ายทั้งหมดก็กลายเป็นเพียงเสียงถอนหายใจ
อวี่จือหมิงยังจำความรู้สึกตอนที่ได้รับเอกสารฉบับนั้นได้แม่นยำ
ก่อนวันสิ้นโลก งานที่เขาทำนั้นอันตรายมาก ไม่รู้ว่าจะตายวันตายพรุ่ง
คนรอบข้างต่างคอยเกลี้ยกล่อมให้เขาแต่งงานมีลูกเพื่อสืบทอดทายาท
แต่อวี่จือหมิงไม่เคยมีความคิดที่จะแต่งงานเลย
ตอนหนุ่มเขาเคยเจ็บปวดจากความรัก จึงหลีกหนีเรื่องพวกนี้มาตลอด
ต่อมาฐานะของเขาทำให้เขารู้ดีว่าชีวิตนี้ไม่มีทางสร้างครอบครัวได้
เขาไม่อาจมอบชีวิตที่มั่นคงให้กับคนรักได้
แต่เมื่อมีชีวิตอยู่มาถึงสี่สิบห้าปี
เขาถึงได้รู้ว่า ตนเองมีลูกสาวคนหนึ่ง
(จบตอน)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น