ตอนที่ 89 เหล่าเกา
ถือเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง ทว่า——
หลันเฉียวเฉียวเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางไม่พอใจ “แม่จ๋า ทำเรื่องสนุกๆ แบบนี้แล้วไม่ชวนหนูด้วย แย่จังเลยค่ะ”
หลันจิ่นชะงักไปครู่หนึ่ง ก็นะ เธอจะเดาใจยัยหนูคนนี้ไม่ออกได้อย่างไร ทว่า “เมื่อคืนลูกหลับไปแล้ว แม่ตอนจะไปลูกก็ยังไม่รู้ตัวเลยนี่นา แม่จะปลุกขึ้นมาได้ยังไง ปกติลูกก็ตื่นเองตลอดไม่ใช่เหรอจ๊ะ”
“ปลุกก็ได้นี่คะ” เจ้าตัวเล็กทำหน้าตำหนิ “หนูยังไม่ได้ออกแรงช่วยแม่เลย แม่เหนื่อยแย่เลยสิคะ”
ความตั้งใจที่อยากจะช่วยแบ่งเบาภาระของเจ้าตัวเล็ก หลันจิ่นเข้าใจดี ทว่าถ้าให้เจ้าตัวเล็ก ‘ลงมือ’ ทำงานพรรค์นั้นโดยไม่มีการยับยั้งชั่งใจ หลันจิ่นก็คงรับมือไม่ไหวเหมือนกัน
“เอาละๆ แม่เหนื่อยก็คือเหนื่อย เรื่องนี้แม่แค่จะบอกให้เฉียวเฉียวรู้ว่าทุกอย่างจัดการเรียบร้อยแล้วก็พอ” พูดจบหลันจิ่นก็กำชับด้วยสีหน้าจริงจังว่า “เฉียวเฉียว เรื่องนี้เอาไปบอกคนอื่นได้ไหมจ๊ะ”
“ไม่ได้ค่ะ ปากของเฉียวเฉียวหนักแน่นที่สุดเลยค่ะ เรื่องของบ้านเรา ห้ามพูดออกไปข้างนอกเด็ดขาดเลย” พูดจบเธอก็เอ่ยต่อว่า “ทว่า…… ทว่า……”
แววตาดูเสียดายสุดขีด
หลันจิ่นแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจสีหน้าของเด็กน้อย แล้วเอ่ยต่อว่า “ใช่จ้ะ เรื่องในพื้นที่มิติพูดไม่ได้ เรื่องป้าๆ ก็พูดไม่ได้ เรื่องของพ่อและป้าๆ คนนั้นถือเป็นความลับของพวกเราสองคน ถ้าพูดออกไปต้องเกิดเรื่องใหญ่แน่ๆ”
หลันเฉียวเฉียวถอนหายใจยาว แล้วตอบกลับอย่างจริงจังว่า “หนูทราบแล้วค่ะแม่จ๋า ไม่พูดอะไรเลย ไม่รู้อะไรเลยค่ะ”
“ดีจ้ะ งั้นเราออกไปหาอะไรกินกันเถอะ วันนี้ช่วงเช้าแม่ต้องไปเรียนต่อยมวย หนูและน่าน่าไปเป็นเพื่อนแม่ที่นั่นได้ไหมคะ”
หลันเฉียวเฉียวเอียงคอทำเสียง ‘อ๊ะ’ ออกมา แม้การได้ออกไปข้างนอกจะเป็นเรื่องที่น่าสนุก ทว่า ‘เรียนต่อยมวย’ คืออะไรกัน เธอยังไม่เข้าใจความหมายของมันเลยแม้แต่น้อย
หลันจิ่นพาหลันเฉียวเฉียวออกมาจากพื้นที่มิติ ในระหว่างที่กำลังกินมื้อเช้าเธอก็พยายามอธิบายไปด้วย ทว่าไม่ว่าจะอธิบายอย่างไร สำหรับเหrินซือเฉียวที่มีความรู้ในเรื่องนี้เป็นศูนย์ เธอก็ไม่เข้าใจสักนิดว่ามันคืออะไรกันแน่ ทว่าสิ่งที่ต้องกำชับก็ยังต้องกำชับให้ดี “เฉียวเฉียว เวลาออกไปข้างนอก จำไว้ว่าต้องควบคุมพละกำลังให้ดีนะ ห้ามให้ใครรู้เด็ดขาดว่าหนูแรงเยอะขนาดนี้ เข้าใจไหมลูก”
“เข้าใจค่ะแม่จ๋า แรงของหนูมีนิดเดียวเองค่ะ แค่ยกตู้เย็นขึ้นมาได้เท่านั้นเอง” หลันเฉียวเฉียวตอบด้วยท่าทางใสซื่อ
ทว่า……
นี่มันคำพูดพรรค์ไหนกัน! หลันจิ่นต้องรีบกำชับ “การยกตู้เย็นขึ้นมาได้นั่นแหละที่เรียกว่าแรงเยอะ ผู้ใหญ่หลายคนยังยกไม่ขึ้นเลยนะ ต่อไปนี้หนูแค่หิ้วแก้วน้ำก็พอแล้ว หนูน่ะเป็นเด็กผู้หญิงที่บอบบางนะ จำไว้ว่าอย่าทำตัวเป็นจอมพลัง เข้าใจไหมลูก”
แม้หลันเฉียวเฉียวจะพยักหน้าหงึกหงัก ทว่าหลันจิ่นก็ยังไม่วางใจนัก อย่างไรเสียวันนี้ก็ลองไปดูสถานการณ์ก่อน หากเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นค่อยว่ากันอีกที จะให้เธอกักขังหลันเฉียวเฉียวไว้ไม่ให้ออกไปไหนตลอดกาลย่อมเป็นไปไม่ได้ ใครจะไปรู้ว่าภัยจากแมลงระบาดจะจบลงเมื่อไหร่กัน
……
เมื่อวานเธอและหวงจิ้งเหอนัดแนะกันไว้ตอน 8 โมงครึ่ง เมื่อถึงเวลาต่างฝ่ายต่างส่งข้อความหากันแล้วจึงล็อกประตูลงมาข้างล่าง เมื่อไปถึงยิมมวยเวลาก็ปาเข้าไป 8 โมง 55 นาทีแล้ว และพอพวกเขาก้าวเท้าเข้าสู่ยิมมวยจริงๆ เวลาก็หยุดอยู่ที่ 9 โมงขาดไปอีก 1 นาทีพอดี
หลิงเจียงยืนรออยู่ตรงเคาน์เตอร์พลางยิ้ม “พวกเธอสองคนกะเวลาได้เป๊ะจริงๆ เลยนะ”
“เราออกจากบ้านตั้งแต่นัด 8 โมงครึ่งแล้วจ้ะ ถึงจะบอกว่าไม่ไกล แต่ใครจะไปนึกว่ามันจะใช้เวลาเดินทางนานขนาดนี้” หลันจิ่นตอบ
สิ้นเสียงของเธอ ชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีความสูงกว่า 1 เมตร 80 เซนติเมตร เส้นกล้ามเนื้อแขนดูโดดเด่นสะดุดตา เขาสวมเสื้อกล้ามแขนกุดเดินอ้อมออกมาจากด้านหลังเคาน์เตอร์
เสื้อกล้ามแขนกุดกับมัดกล้ามเนื้อพรรค์นี้ ดูท่าชายผู้นี้คงเป็นเพื่อนบ้านของหวงจิ้งเหอแน่ๆ
เมื่อเห็นคนเดินมา หลิงเจียงจึงรีบแนะนำว่า “คนนี้คือเจ้านายของฉัน ชื่อ เหล่าเกา (ตาเกา) พวกเราทุกคนเป็นครูฝึกในยิมนี้จ้ะ”
“สวัสดีครับคุณเกา” หลันจิ่นและหวงจิ้งเหอเอ่ยทักทายพร้อมกัน
เจ้านายเกาเอ่ยขึ้นทันที “เรียกฉันว่า เหล่าเกา เหมือนอย่างที่เรียกหลิงเจียงก็ได้ครับ ถ้าดูจากใบหน้าแล้ว ฉันน่าจะแก่ที่สุดในที่นี้แล้วล่ะ”
“ถ้าดูจากใบหน้า ก็ต้องแก่ที่สุดอยู่แล้วล่ะค่ะ แต่ถ้าดูจากอายุจริงๆ คุณก็แค่แก่กว่าหวงจิ้งเหอนิดหน่อยเท่านั้นเอง” หลิงเจียงพูดจาโผงผางไม่ไว้หน้า
ทว่าคำพูดนี้กลับไม่มีใครเชื่อ หวงจิ้งเหอรีบพูด “อ้าว ผมเพิ่งอายุ 19 เองนะครับ”
เจตนาเดิมของหวงจิ้งเหอคือต้องการจะบอกว่าตนเองยังเด็กอยู่ ทว่าเมื่อมองเปรียบเทียบหน้าตาของทั้งคู่แล้ว เหล่าเกาดูเหมือนคนที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไปเสียอีก
ทว่านั่นเป็นเพียงแค่ ‘ลักษณะที่ดูแก่’ เท่านั้น แท้จริงแล้วเหล่าเกาคนนี้แม้จะมีหนวดเคราเฟิ้มและมัดกล้ามเนื้อที่พัฒนาเต็มที่ ทว่าเขาอายุแค่ 23 ปีเท่านั้น และเพิ่งจะครบ 23 ปีไปเมื่อเดือนก่อนนี้เอง
อายุที่แท้จริงนี้ทำเอาหลันจิ่นอ้าปากค้าง ส่วนหวงจิ้งเหอที่อยู่ข้างๆ ก็แสดงท่าทีไม่อยากจะเชื่อ ทว่าความเป็นจริงกลับเป็นเช่นนั้น เหล่าเกาวัย 23 ปีกลับมีใบหน้าที่ดูแก่พอๆ กับคนวัย 35 ปีขึ้นไป เป็นความแก่เกินวัยของแท้
หลันจิ่นทอดถอนใจ “แบบนี้เรียกว่า ‘ดูแก่เกินวัย’ หรือเปล่าคะ”
หวงจิ้งเหอยิ้มขมขื่น “คำนี้น่าจะใช้เปรียบเปรยถึงวุฒิภาวะทางความคิดมากกว่าจะใช้กับรูปร่างหน้าตานะครับ”
“ขอโทษทีจ้ะ พอดีพี่เรียนมาน้อย”
ดูเหมือนเหล่าเกาจะชินกับการโดนล้อเลียนเรื่องนี้อยู่แล้ว เขาจึงไม่ได้ถือสาอะไรกับบทสนทนาโต้ตอบของทั้งสองคน ทว่าหลิงเจียงกลับกลั้นขำจนหน้าแดงก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “พอละๆ เราเริ่มเรียนกันเถอะ วันนี้ทดลองเรียนหนึ่งคลาสใช่ไหมคะ พวกเราจะสอนแบบตัวต่อตัวเลย ฉันกั้นพื้นที่ด้วยคอกกั้นขนาดเล็กไว้ในห้องเรียนแล้ว จะเอาเด็กและหมาไปวางไว้ข้างในนั้นก็ได้เลย รับรองว่าปลอดภัยแน่นอนไม่ต้องเป็นห่วงจ้ะ”
“ได้ค่ะ เริ่มเลยไหมคะ หรือว่าต้องชำระค่าเรียนก่อนเริ่ม”
“พวกเราเป็นเพื่อนบ้านห้องติดกัน จะยังไม่จ่ายก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันคงไม่กลัวพวกเธอชิ่งหนีหรอกนะ”
หวงจิ้งเหอเอ่ย “นั่นสิ งั้นพวกเราลองฝึกดูก่อนเถอะครับ”
จากนั้นหลิงเจียงและเหล่าเกาก็พาพวกเธอเดินทัวร์ยิมมวยแห่งนี้ ต้องยอมรับเลยว่าพื้นที่ของยิมแห่งนี้กว้างขวางจริงๆ สิ่งที่หลิงเจียงบอกก่อนหน้านี้ว่าอยู่ในตึกออฟฟิศนับว่าเป็นการถ่อมตัวเกินไปมาก ทว่าภายในยิมกลับไร้เงาผู้คนอื่นนอกจากกลุ่มของพวกเธอ
ในระหว่างที่หลิงเจียงพาเธอเดินไปทางห้องเรียน หลันจิ่นจึงเอ่ยถามว่า “ลูกศิษย์คนอื่นๆ ของพวกคุณเรียนช่วงบ่ายเหรอคะ”
“วันนี้ไม่มีลูกศิษย์คนอื่นนอกจากพวกเธอสองคนหรอกจ้ะ แต่วันพรุ่งนี้ช่วงบ่ายมีคลาสเรียนอยู่ ตอนนี้เพราะการคมนาคมยังไม่ฟื้นตัว ทุกคนเลยไม่สะดวกเดินทางออกมา ลูกศิษย์ก็เป็นคนในระแวกนี้กันทั้งนั้น เลยมีไม่กี่คนจ้ะ” พูดจบหลิงเจียงก็ชะงักไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยเสริมว่า “น้อยจริงๆ ค่ะ”
“งั้นหมายความว่าพอสอนคลาสเช้านี้เสร็จ พวกคุณก็เลิกงานกลับบ้านได้เลยงั้นเหรอคะ”
หลิงเจียงเอ่ย “จะอิสระขนาดนั้นได้ยังไงจ๊ะ ตอนบ่ายก็ยังต้องอยู่ประจำการอยู่ดี เผื่อมีใครแวะเวียนเข้ามาสอบถามข้อมูล เราจะได้คอยต้อนรับจ้ะ”
เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องเรียน หลิงเจียงผลักประตูพาเธอเดินเข้าไปข้างใน พื้นที่ของห้องเรียนนั้นกว้างขวางจริงๆ และตรงมุมผนังด้านในสุด ก็มีคอกกั้นกั้นพื้นที่ส่วนหนึ่งไว้จริงๆ แถมยังมีของเล่นสำหรับเด็กเล็กวางอยู่ด้วย “ตรงนี้ไงจ๊ะที่ฉันกั้นพื้นที่ไว้ ไม่เห็นจะเล็กตรงไหนเลย พื้นที่ตรงนี้ไม่แพ้มุมของเล่นที่บ้านเธอเลยนะเนี่ย”
ทว่าการคำนวณแบบนั้นมันก็ไม่ถูกเสียทีเดียว มุมของเล่นที่บ้านนั้นหลันจิ่นกั้นเอาไว้ในห้องนั่งเล่น ต่อให้กว้างแค่ไหนก็ย่อมไม่สามารถใหญ่โตเกินไปได้ ทว่าห้องฝึกซ้อมนี้ต่อให้จะกั้นพื้นที่ออกไปเท่าไหร่ พื้นที่ที่เหลือย่อมกว้างขวางกว่าห้องนั่งเล่นในบ้านแน่ๆ ดังนั้นเมื่อกั้นคอกลงไป พื้นที่จึงไม่ได้นับว่าเล็กเลยแม้แต่น้อย
หลังจากจัดการให้เด็กน้อยและสุนัขเข้าไปอยู่ภายในคอก หลันจิ่นก็เริ่มขยับกายฝึกซ้อมตามการแนะนำของหลิงเจียง
(จบตอน)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น