ตอนที่ 85 ดันเจี้ยนที่เกือบจะเติบโตเป็นระดับ 9 ดาว!
เมื่อทัศนวิสัยของทุกคนกลับมาเป็นปกติ ซ่งหมางก็พบว่าตัวเองยืนอยู่ในโถงทางเดินของโรงละครโอเปร่า รอบตัวเธอมีคนอยู่หลายคน แต่ไม่เห็นซูอวิ๋นและสวี่เหยา
ซ่งเหวินฉี, เซียวจวิ้นเจ๋อ และนักพรตเฒ่ายังอยู่ข้างเธอ ส่วนที่เหลือเป็นคนแปลกหน้าที่เธอไม่รู้จัก
“ดันเจี้ยน 6 ดาว?!” เสียงเซียวจวิ้นเจ๋ออุทานออกมาอย่างตกใจ
เขามีสีหน้าแข็งค้างไปชั่วครู่ ก่อนจะขยี้หน้าตัวเองแล้วพูดว่า “ฉันหูฝาดไปหรือเปล่า? เมื่อกี้เหมือนได้ยินเสียงบอกว่าดันเจี้ยนนี้ระดับความยาก 6 ดาว! พวกเราอย่างมากก็เคยผ่านแค่ 4 ดาว ซึ่งนั่นก็ต้องขอบคุณซ่งหมางด้วยซ้ำ จะเอาปัญญาที่ไหนไปเข้าด่าน 6 ดาว! ฉันต้องหูฝาดแน่ ๆ!”
เซียวจวิ้นเจ๋อมองไปรอบ ๆ เห็นซ่งหมางอยู่ข้างตัว จึงถามว่า “ศิษย์น้องเล็ก เธอได้ยินว่าดันเจี้ยนนี้กี่ดาว?”
“6 ดาว”
“...” เซียวจวิ้นเจ๋อหน้าซีดเผือดถอยหลังไปก้าวหนึ่ง แทบอยากจะสลบไปตรงนั้น “จบกัน ๆ”
นักพรตเฒ่ารีบประคองเซียวจวิ้นเจ๋อไว้ แต่สีหน้าก็เคร่งเครียดไม่แพ้กัน “นี่อาจจะเป็นหนึ่งในดันเจี้ยนที่อยู่ในบัญชีเฝ้าระวังภัยพิบัติ ไม่นึกเลยว่าจะเติบโตเร็วขนาดนี้ แค่วันเดียวก็กลายเป็น 6 ดาวแล้ว”
ซ่งหมางกระแอมไอแล้วพูดว่า “ฉันก็ไม่คิดว่าดันเจี้ยนโรงละครโอเปร่าจะกลายเป็น 6 ดาวเร็วขนาดนี้ นึกว่าอย่างมากก็ 4 ดาว เลยคิดว่าเข้าที่นี่น่าจะดีกว่าไปเจอผีระดับอสูร แต่ในเมื่อเข้ามาแล้ว กลัวไปก็ไม่มีประโยชน์ ลองดูไปก่อนเถอะว่ามันเป็นยังไง”
เซียวจวิ้นเจ๋อสีหน้าดีขึ้นเล็กน้อย “ก็คงต้องเป็นแบบนั้น เอ๊ะ แล้วผู้อำนวยการเขตกับซีเฟิงล่ะทำไมไม่อยู่แถวนี้?”
เซียวจวิ้นเจ๋อกับนักพรตเฒ่าเพิ่งสังเกตว่าเพื่อนร่วมทีมหายไปบางส่วน และมีคนแปลกหน้าเพิ่มเข้ามา
คนแปลกหน้าเหล่านั้นล้วนเป็นผู้เล่นที่เคยผ่านดันเจี้ยนมาแล้ว ต่างคนต่างนิ่งเงียบ สีหน้าแต่ละคนดูไม่ค่อยดีนัก คงเป็นเพราะตกใจกับระดับความยาก 6 ดาว
ซ่งหมางนิ่งคิดแล้วพูดว่า “ระบบการเคลื่อนย้ายของดันเจี้ยนนี้เป็นแบบสุ่ม โรงละครมีทั้งหมดสามชั้น แต่ละชั้นมีจุดเคลื่อนย้ายหนึ่งจุด คนที่เข้ามา 30 คนน่าจะถูกแบ่งส่งไปที่จุดเคลื่อนย้ายสามจุด ชั้นละ 10 คน”
เซียวจวิ้นเจ๋อสังเกตเห็นแผนผังชั้นบนผนัง จึงมองดูแล้วพูดว่า “ตอนนี้พวกเราอยู่ชั้นสาม พวกผู้อำนวยการอาจจะอยู่ชั้นหนึ่งหรือชั้นสอง พวกเราควรลงไปรวมกลุ่มกับพวกเขาไหม?”
“ลงไปไม่ได้” นักพรตเฒ่าพูดขึ้นกะทันหัน
เขาชี้ไปยังบันไดที่สุดทางเดิน ซึ่งมีหมอกสีดำหนาทึบปกคลุมอยู่ และในหมอกนั้นยังมีแสงสีแดงประหลาดวาบผ่านไปมาไม่หยุด
“ตรงนั้นคือบันได แต่มีอันตรายถึงขีดสุด แม้แต่ดวงตายินหยางของฉันก็มองไม่ทะลุหมอกดำเพื่อดูว่าข้างในมีอะไร พวกเธออย่าเข้าไปใกล้แถวบันไดจะดีที่สุด”
เซียวจวิ้นเจ๋อขมวดคิ้ว “พวกเราคงไม่อยู่ที่ชั้นสามตลอดหรอกมั้ง ยังไงก็ต้องไปดูชั้นอื่นบ้าง แล้วจะไปทางไหนได้ล่ะ? ลองหาห้องเปิดหน้าต่างแล้วปีนลงไปได้ไหม?”
ประตูห้องทุกห้องในโถงทางเดินถูกปิดสนิท ซ่งหมางลองเปิดประตูห้องใกล้ ๆ สามสี่ห้องดู
“ห้องพวกนี้เปิดไม่ออก น่าจะต้องใช้กุญแจเฉพาะถึงจะเปิดได้”
แม้ชาติก่อนซ่งหมางจะไม่เคยเข้าดันเจี้ยนโรงละครโอเปร่านี้ แต่เพราะมันเป็นดันเจี้ยนอันตรายที่มีชื่อเสียง ซึ่งสุดท้ายเติบโตจนถึงระดับ 8 ดาวช่วงปลาย และเกือบจะถึงระดับ 9 ดาว เธอจึงเคยได้ยินเรื่องราวและจดจำได้ค่อนข้างแม่น
ทำไมสุดท้ายถึงไม่กลายเป็น 9 ดาวน่ะเหรอ?
เพราะมียอดฝีมือท่านหนึ่งพบว่าในโรงละครแห่งนี้ซ่อนของล้ำค่าไว้ชิ้นหนึ่ง จึงได้ซื้อโรงละครโอเปร่าทั้งหลังไป ดันเจี้ยนข้างในจึงหายไป และสุดท้ายก็กลายเป็นโรงละครส่วนตัวของยอดฝีมือท่านนั้น
ทว่ารายละเอียดวิธีกติกาการผ่านด่าน หรือสิ่งที่ต้องเจอในโรงละคร เธอเริ่มหลงลืมไปบ้างแล้ว
เธอจำได้แค่ว่าข้างในมีของดี และมียอดฝีมือใช้เงินกงเต็กมหาศาลซื้อเอาไว้
ตอนนั้นเรื่องนี้เป็นข่าวโด่งดังมากในอินเทอร์เน็ต มีคนพูดถึงกันมากมาย เธอจึงพอจะรู้อยู่บ้าง
ส่วนยอดฝีมือที่ซื้อโรงละครแห่งนี้ไป ว่ากันว่าบรรพบุรุษเป็นเชื้อพระวงศ์สมัยราชวงศ์ถัง ซึ่งเหล่าฮ่องเต้ที่เป็นบรรพบุรุษให้พรแก่เขาอย่างมหาศาล จนทำให้เขากลายเป็นมหาเศรษฐีติดอันดับท็อป 10 ในวันสิ้นโลก
นอกจากนี้ เขายังเป็นยอดฝีมือเร้นกายจากสำนักลึกลับที่มีพลังกล้าแข็งมาก เมื่อเขาซื้อโรงละครไปแล้ว คนอื่นจึงไม่กล้ามาป่วนในพื้นที่ของเขา
“เหมือนจะมีคนเดินขึ้นมาทางนั้นนะ” เสียงของซ่งเหวินฉีดึงซ่งหมางออกจากความคิด เธอจึงหันไปมองทางบันได
เบื้องหลังหมอกดำ มีแสงจากไฟฉายลอดออกมา ตามด้วยร่างหนึ่งที่มุดออกมาจากหมอก
นั่นคือชายร่างสูงโปร่งที่เซ็ตผมทรงปาดเรียบ สวมชุดทักซิโด้หางยาว ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด แต่ท่วงท่าการเดินตั้งตรงดูสง่างามและมีอำนาจ
เมื่อเขาเดินเข้ามาใกล้ ทุกคนก็พบว่าแม้เขาจะก้าวเดินเหมือนมนุษย์ แต่ฝ่าเท้ากลับไม่ได้สัมผัสพื้น แต่ลอยอยู่บนอากาศ
“เขาเป็นผี ไม่ใช่มนุษย์” มีคนพูดออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ “นี่มันด่าน 6 ดาวนะ สิ่งลี้ลับข้างในต้องเก่งมากแน่ ๆ! ฉันสัมผัสไม่ได้เลยว่าเขาอยู่ระดับไหน!”
“การ์ดวิญญาณของนายทำนายระดับและความสามารถของผีได้แม่นยำไม่ใช่เหรอ ขนาดนายยังสัมผัสไม่ได้เลยงั้นเหรอ?! ดันเจี้ยนนี้มันสยองเกินไปแล้ว!”
เสียงพูดคุยของเล่นสองคนในกลุ่ม ทำให้คนอื่นยิ่งเครียดมากขึ้น
ซ่งหมางที่มีการ์ดวิญญาณพิเศษอยู่สองใบ พอจะสัมผัสระดับของผีตนนี้ได้ลาง ๆ แววตาของเธอฉายความประหลาดใจออกมา
ครู่ต่อมา สิ่งลี้ลับตนนั้นก็เดินมาหยุดตรงหน้าพวกเขา และยิ้มพลางพูดว่า “มีพนักงานกลุ่มใหม่มาอีกแล้ว หวังว่าพวกคุณจะทำตัวให้ดีนะ”
“ผมคือผู้ดูแลโรงละครแห่งนี้ และเป็นผู้จัดการทั่วไป เรียกผมว่าผู้จัดการก็ได้ งานของพวกคุณที่นี่คืองานทำความสะอาดห้องพักทุกห้องในชั้นสาม”
“นอกจากนี้ พวกคุณต้องเก็บค่าเช่าจากห้องพักมาส่งให้ผมด้วย พวกเขาพักอยู่ที่นี่มานานแล้ว และค้างค่าเช่ามาหลายเดือน ถ้าเก็บเงินไม่ได้ โรงละครจะดำเนินงานต่อไปไม่ได้ และผมก็คงให้พวกคุณทำงานที่นี่ต่อไม่ได้ เข้าใจไหม?”
มีคนยกมือถามเบา ๆ “ผู้จัดการครับ ทำไมเข้ามาที่นี่ถึงไม่มีประกาศกฎเกณฑ์ล่ะครับ?”
“คุณต้องการกฎเกณฑ์อะไร?”
ผู้จัดการตัวสูงมาก ประมาณหนึ่งเมตรเก้าสิบกว่า แถมยังลอยอยู่บนอากาศ ยิ่งทำให้ดูสูงขึ้นไปอีก
สายตาเย็นชาที่มองลงมาแฝงไปด้วยแรงกดดันมหาศาล จ้องเขม็งไปที่ผู้เล่น
“ผมบอกแล้วไงว่าผมคือผู้ดูแลโรงละครแห่งนี้ เพราะฉะนั้นกฎที่นี่ผมเป็นคนกำหนด พวกคุณแค่ทำตามที่ผมบอกก็พอ!”
“ครับ ๆๆ!” ผู้เล่นคนนั้นตกใจกับสายตาสยดสยองนั่นจนรีบตอบรับ ไม่กล้าโต้แย้งอีก
“ผมชอบพนักงานที่ว่าง่ายนะ” ผู้จัดการกวาดสายตามองผู้เล่นทุกคน และพูดต่อด้วยเสียงเย็นชาว่า “หวังว่าพวกคุณจะทำตามคำสั่ง และทำงานที่ผมมอบหมายให้เสร็จ ไม่อย่างนั้นผมจะไล่คุณออกทันที”
พูดถึงตรงนี้ ผู้จัดการผีก็หัวเราะออกมาอย่างมีเลศนัยและพูดต่อว่า...
(จบตอน)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น