-->

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ตอนที่ 399 ต้นส้ม





ตอนที่ 399 ต้นส้ม

หวงเฉิงเป็นคนแรกที่ได้ค้นพบสิ่งนี้ ดังนั้นเธอจึงรู้สึกตื่นเต้นยินดีเป็นอย่างยิ่ง ส่วนเรื่องที่มีบางคนแอบเนียนเอื้อมมือมาเด็ดส้มออกไปชิมสักลูกสองลูกเธอก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจเอาความอะไร

เพราะอย่างไรเสีย หลังจากเด็ดออกไปแล้ว บนกิ่งไม้ก็จะมีลูกใหม่โผล่ปรากฏขึ้นมาแทนที่อยู่ดี

เธอไม่เคยพบเจอพืชพรรณที่มหัศจรรย์พันลึกขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต บนต้นไม้เพียงต้นเดียวกลับมีส้มสารพัดสายพันธุ์เติบโตอยู่ได้มากมายขนาดนี้

ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากเด็ดออกไปแล้ว ตรงตำแหน่งนั้นก็จะมีลูกใหม่หน้าตาเหมือนเดิมโผล่ขึ้นมาแทนที่ในทันที ราวกับว่าตรงนั้นไม่เคยโดนใครเด็ดออกไปเลยอย่างไรอย่างนั้น

ในใจของเธอก็แอบมีความกังวลอยู่เหมือนกัน ว่าถ้าหากในอนาคตผลไม้โดนกินจนหมดเกลี้ยงจะทำอย่างไรดี หรือถ้าหากเธอนำมันไปปลูกทิ้งไว้แล้วมันไม่รอดจะทำอย่างไร

ลู่หลีเดินนำทางพาหวงเฉิงก้าวเข้ามาด้านในรถบ้าน หญิงสาวมีสีหน้าที่แสดงถึงความประหลาดใจเป็นล้นพ้นยามที่ได้เห็นพื้นที่ใช้สอยด้านในที่มีความกว้างขวางใหญ่โตขนาดนี้

หลังจากนั่งลงเรียบร้อยแล้ว เธอสบตากับลู่หลีพลางเอ่ยปากพูดเข้าประเด็นทันที “บอสลู่ ก่อนหน้านี้เคยมีใครขูดได้ของรางวัลประเภทต้นไม้แบบนี้บ้างไหม”

ลู่หลีส่ายหน้าตอบตามความจริง เท่าที่เธอซาบมาคือไม่เคยมีเลยสักครั้งเดียว

หวงเฉิงมีสีหน้าที่แสดงถึงความผิดหวังอยู่เล็กน้อย พลางเอ่ยพร่ำบ่นพึมพำ “ฉันแค่อยากจะเอ่ยปากถามสักหน่อย ว่าต้นไม้ต้นนี้มันต้องคอยดูแลรักษาอย่างไร ต้องใช้สเกลการปลูกแบบไหน ถ้าหากหลังจากนี้ฉันเลี้ยงมันไม่รอดจนมันต้องตายไปจะทำอย่างไรดีล่ะเนี่ย”

ลู่หลีเองก็ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของการปลูกต้นไม้เหมือนกัน ทว่าเมื่ออิงจากประสบการณ์ความเข้าใจที่เธอมีต่อร้านลอตเตอรี่แล้ว

“วางใจเถอะ ต้นไม้ต้นนี้ไม่มีทางตายหรอก นายแค่ไปเสาะแสวงหาพื้นที่ที่มีผืนดินว่างๆ แล้วนำมันไปปลูกทิ้งไว้ก็เป็นอันใช้ได้แล้ว ขอแค่ไม่รนหาที่ไปจงใจหักโค่นทำร้ายมัน ตามปกติแล้วมันจะไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นแน่นอน” ลู่หลีเอ่ยกำชับด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ

เมื่อหวงเฉิงได้ยินคำพูดคำจาของเธอ ในใจก็รู้สึกคลายความกังวลลงไปได้บ้าง “ถ้าเป็นแบบนั้นก็ดีเลย”

“พอจะบอกได้ไหม ว่าตอนที่นายกำลังขูดสลากลอตเตอรี่อยู่นั้น ในใจกำลังคิดคำนึงถึงเรื่องอะไรอยู่เหรอ” ลู่หลีเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

หวงเฉิงทำหน้ามึนงง ทว่าก็ยอมบอกเล่าข้อมูลตามความจริง “ในใจคอยแต่ท่องจำวนเวียนอยู่ตลอดเวลา ว่าขอให้ถูกรางวัล ขอให้ถูกรางวัล ขอให้ถูกรางวัล ต้องถูกรางวัลใหญ่ให้ได้เลยนะ!”

ช่างเป็นความคาดหวังที่ดูเรียบง่ายตรงไปตรงมาดีแท้ๆ

คาดว่าความตั้งใจนี้คงจะไปเข้าตาเทพเจ้าแห่งลอตเตอรี่เข้าละมั้ง ถึงได้ช่วยประทานพรคุ้มครองให้สมหวังขนาดนี้

หลังจากเสร็จสิ้นการพูดคุยเจรจาเรื่องทั่วไป หวงเฉิงก็เริ่มเปลี่ยนหัวข้อมาชวนพูดคุยถึงเรื่องย่านร้านค้าต่างๆ ภายใต้สังกัดของลู่หลี สังเกตออกเลยว่าเธอทำการบ้านศึกษาข้อมูลมาเป็นอย่างดีเยี่ยม

เริ่มเอ่ยปากชื่นชมตั้งแต่ร้านเซเว่นไล่เรียงไปจนถึงร้านเจิ้งซินจีพ่ายที่เพิ่งจะขูดได้มาใหม่เอี่ยมอ่องในวันนี้

เธอไม่ได้ละเว้นร้านค้าไหนเลยสักร้าน ในตอนท้ายหวงเฉิงยังอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงทอดถอนใจออกมา “ถ้าหากในทุกๆ วันที่ฐานที่มั่นของพวกเรามีร้านค้าเหล่านี้ตั้งอยู่ครบครันแบบนี้บ้างก็คงจะดีไม่น้อยเลยนะ…”

ลู่หลีอดไม่ได้ที่จะพยักหน้าเห็นพ้องต้องกัน ในใจรับรู้ได้ถึงกระแสความปลาบปลื้มยินดีเป็นล้นพ้น รู้สึกว่าหัวหน้าฐานที่มั่นคนนี้ช่างเป็นคนที่พูดจาได้เข้าหูดีแท้ๆ

รวมไปถึงประโยคทอดถอนใจในตอนท้ายของเธอ ตัวเธอเองก็มีความคิดอยากจะให้เป็นแบบนั้นเหมือนกัน และในตอนนี้เธอก็กำลังพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อจะมุ่งหน้าไปให้ถึงเป้าหมายนั้นอยู่เหมือนกัน…

หวังว่าหลังจากที่ระบบทำการอัปเกรดขึ้นไปอีกขั้นแล้ว จะมีฟังก์ชันที่สามารถกดปุ่มเดียวเพื่อคัดลอกร้านค้าทั้งหมดโผล่ปรากฏขึ้นมาได้นะ ไม่ใช่บังคับให้คัดลอกได้เพียงแค่วันละร้านแบบนี้!!

ลู่หลีส่งกระแสความคิดเข้าไปตัดพ้อโวยวายกับระบบในสมองทันที 【ได้ยินหรือยัง พวกแกบดรีบปรับปรุงระบบให้มันดีกว่านี้หน่อยเถอะ ตัวข้ามีเงินทองมากมายก่ายกองอยู่แล้ว ทว่ากลับต้องมาโดนกฎเกณฑ์เฮงซวยของพวกแกคอยปิดกั้นขัดขวางอยู่ได้!】

ระบบยังคงเงียบกริบไม่ยอมส่งเสียงตอบรับใดๆ

ถึงเวลาถ้าหากมีฟังก์ชันนั้นโผล่ขึ้นมาจริงๆ เธอจะจัดการคัดลอกร้านค้าทั้งหมดไปตั้งวางไว้ในทุกๆ ฐานที่มั่นเลย คอยสลับปรับเปลี่ยนเครื่องจักรใช้งานรัวๆ

แบบนั้นถึงจะดี การมาบังคับให้ทำได้แค่วันละร้านแบบนี้ นี่มันกำลังดูถูกระดับความสามารถของใครกันอยู่ซะที่ไหนล่ะ~

เพียงแค่คิดคำนึงดูในใจ ลู่หลีก็รู้สึกสะใจเป็นล้นพ้น หลังจากตัดพ้อโวยวายกับระบบเสร็จสิ้น เธอก็หันกลับมานั่งพูดคุยเจรจากับหวงเฉิงต่อ

คนทั้งสองคนพูดคุยกันได้อย่างถูกคอเป็นอย่างยิ่ง ลู่หลีเกิดอาการอารมณ์ขึ้นมาแวบหนึ่ง จึงเอ่ยปากชวนหวงเฉิงให้อยู่ร่วมรับประทานอาหารเย็นด้วยกันซะเลย

หวงเฉิงตอบตกลงด้วยความยินดีเป็นล่ะล้น เพราะก่อนหน้านี้เธอเคยเห็นข้อมูลในอินเทอร์เน็ตพากันบอกเล่าต่อๆ กันมา ว่าเสบียงอาหารของบอสลู่นั้นมีความอุดมสมบูรณ์และดีเลิศขนาดไหน ขอแค่มีโอกาสได้ลิ้มลองชิมดูสักครั้งต่อให้ต้องตายก็ไม่นึกเสียดายชีวิตแล้ว

ยามที่จานอาหารเลิศรสแต่ละอย่างถูกลำเลียงนำมาจัดวางลงบนโต๊ะ หวงเฉิงก็อดไม่ได้ที่จะอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง

อาหารเย็นในวันนี้คือหม้อไฟเนื้อวัว ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่ลู่หลีเพิ่งจะบ่นพร่ำรำพันออกมาลอยๆ เมื่อคืนนี้เอง ทว่ากลับมีบางคนแอบจดจำใส่ใจเอาไว้

ยามที่ใกล้จะถึงเวลาอาหารเย็น จึงพากันส่งเสียงโวยวายมาช่วยกันจัดเตรียมวัตถุดิบอาหารกันยกใหญ่

เนื่องจากมีจำนวนคนค่อนข้างมาก ลู่หลีจึงกดสั่งซื้อเนื้อวัวสดที่เพิ่งหั่นเสร็จใหม่ๆ มามากกว่าสิบชั่ง และยังมีผ้าขี้ริ้ว ลูกชิ้นเนื้อวัว และผักสดชนิดต่างๆ อีกมากมาย…

อย่างไรเสียกับข้าวก็ถูกจัดวางจนล้นพูนเต็มโต๊ะ รับรองว่าเพียงพอต่อความต้องการของทุกคนแน่นอน

หวงเฉิงยืนมองดูด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด ทว่าในฐานะที่เป็นถึงหัวหน้าฐานที่มั่น เธอจึงพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะคอยระงับอาการและเก็บสีหน้าเอาไว้ เพื่อต้องการจะเสแสร้งแกล้งทำท่าทางราวกับเป็นผู้ที่เคยผ่านพบเรื่องราวใหญ่โตในสังคมมาแล้ว

ทว่ายามที่มีคนคอยลำเลียงยกจานกับข้าวออกมาจากในห้องครัวไม่หยุดหย่อน ในที่สุดหวงเฉิงก็ไม่อาจคอยเก็บงำอาการเอาไว้ได้อยู่ดี

เธอแอบขยับเข้าไปกระซิบกระซาบเอ่ยถามหลิ่วซินหรู (火锅店) เบาๆ “ปกติแล้วเวลาพวกเธอทานข้าวกันนี่ คือต้องจัดเต็มขนาดนี้ตลอดเลยงั้นเหรอ”

หลิ่วซินหรูใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่กับลู่หลีมาเป็นเวลานานจนเกิดความเคยชินไปเสียแล้ว เธอตอบกลับด้วยท่าทางที่เป็นธรรมชาติมาก “ใช่แล้วล่ะ ปกติก็เป็นแบบนี้แหละ ทุกคนต่างก็เป็นผู้ใหญ่ที่โตๆ กันหมดแล้ว แถมในช่วงกลางวันยังต้องทำงานเหน็ดเหนื่อยตรากตรำกันมาก ปริมาณการกินอาหารก็เลยค่อนข้างจะเยอะหน่อย”

หวงเฉิงลอบกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ มองสำรวจดูระเบียบก็เห็นได้ชัดว่า ปริมาณการกินอาหารของทุกคนช่างมหาศาลมากจริงๆ ทว่าลู่หลีก็ไม่ได้มีท่าทีตระหนี่ถี่เหนียวคอยเก็บงำเสบียงอะไรเลย

ในทุกๆ ครั้งเธอมักจะบอกให้ทุกคนตั้งหน้าตั้งตากินกันให้เต็มที่ ปล่อยตัวปล่อยใจกินกันให้อิ่มหนำสำราญ

ในที่สุด ก็ได้เวลาเริ่มลงมือกินอาหารกันแล้ว เสียงท้องร้องของหวงเฉิงคอยส่งเสียงประท้วงออกมาตั้งหลายระลอกแล้วล่ะ

ตัวเนื้อวัวสดที่เพิ่งหั่นมาใหม่ๆ จำเป็นต้องนำลงไปแกว่งลวกในน้ำซุปแล้วรีบตักขึ้นมากินทันที ไม่สามารถปล่อยทิ้งไว้ในหม้อต้มเป็นเวลานานเกินไปได้

บนโต๊ะอาหารมีหม้อต้มตั้งวางอยู่ทั้งหมดสามใบ และบนหม้อแต่ละใบต่างก็มีกระชอนตักกากขนาดใหญ่พาดเอาไว้ใบหนึ่ง

ขั้นแรกนำเนื้อวัวไปจัดวางไว้บนกระชอนตักกาก จากนั้นก็นำจุ่มลงไปในหม้อต้มทั้งอัน ขยับแกว่งซ้ายแกว่งขวาอยู่ประมาณสิบวินาที ก็ต้องรีบยกตักขึ้นมาแล้ว

แล้วนำกระชอนไปพาดพักไว้ที่ด้านบนหม้อต้มเหมือนเดิม ยามที่มีไอความร้อนพวยพุ่งขึ้นมา จะได้ช่วยประคองไม่ให้เนื้อวัวคลายความร้อนไวเกินไป

เนื้อวัวรสเลิศจำนวนมหาศาลพากันกองพูนอยู่บนกระชอนตักกากอย่างเด่นชัด

ใครอยากจะกินชิ้นไหน ก็สามารถเลือกคีบหยิบไปได้ตามใจชอบเลยล่ะ

ลู่หลีไม่ได้มีความเกรงใจอะไรเลยสักนิด เธอใช้ตะเกียบคีบเนื้อวัวขึ้นมาคำโต นำไปจุ่มลงในน้ำจิ้มสูตรพิเศษที่เธอปรุงขึ้นมาด้วยตัวเอง

จากนั้นก็อ้าปากงับเข้าปากคำใหญ่ เคี้ยวตุ้ยๆ หอมหวล มันหอมหวนชวนกินเหลือเกิน เนื้อวัวในแต่ละชิ้นมีความสดใหม่เป็นอย่างยิ่ง ยามที่เคี้ยวกลืนลงไปพร้อมกับน้ำจิ้มที่เคลือบอยู่จนทั่ว ทว่ากลับยังสามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความหอมละมุนของน้ำนมที่ซ่อนอยู่ในเนื้อวัวได้อย่างเลือนราง

อา…ลู่หลีส่งเสียงอุทานครางออกมาด้วยความฟิน ก่อนจะใช้ตะเกียบคีบเนื้อวัวขึ้นมาอีกคำ นำไปจุ่มน้ำจิ้ม แล้วยัดเข้าปาก ขั้นตอนทุกอย่างดำเนินไปอย่างลื่นไหลไร้รอยต่อ

หลังจากกินเนื้อวัวเสร็จเรียบร้อย ก็จัดการเทผักกาดขาวลงไปต้มในหม้อต่อ รสชาติก็มีความหวานกลมกล่อมดีแท้ๆ

ก่อนจะเริ่มลงมือกินอาหาร หวงเฉิงได้ยินคำพูดของลู่หลีที่บอกว่า “กินกันให้เต็มที่ ปล่อยตัวปล่อยใจกินกันให้อิ่มหนำสำราญ” ดังนั้นเธอจึงไม่ได้มีความรู้สึกเกรงใจอะไรเลยสักนิด

เธอก้มหน้าก้มตากินอาหารอย่างขะมักเขม้นจนแทบไม่อยากจะเงยหน้าขึ้นมาเลย และไม่มีความสนใจที่จะคอยเงี่ยหูฟังเรื่องราวที่ทุกคนกำลังพูดคุยเจรจากันเลยแม้แต่น้อย ในสมองมีแต่คำว่ากิน กิน กิน เท่านั้น!

ในใจคิดคำนึงอยู่ตลอดเวลา ว่าโอกาสดีๆ แบบนี้ไม่ได้มีมาให้สัมผัสกันได้บ่อยๆ หรอกนะ

คราวนี่จำเป็นต้องตั้งหน้าตั้งตากินเข้าไปให้เยอะๆ เลยล่ะ!

หลังจากผ่านพ้นอาหารมื้อนี้ไป หวงเฉิงก็สามารถรับรู้ได้ถึงคำว่า “อิ่มแปร้” ที่ไม่ได้สัมผัสมาเป็นเวลานานแสนนาน

ต่อให้ร่างกายจะเริ่มส่งสัญญาณเตือนออกมาแล้วก็ตาม ทว่าหวงเฉิงกลับยังคงรู้สึกอาลัยอาวรณ์ไม่อยากจะวางตะเกียบลงเลย หลังจากนั่งพักผ่อนเพื่อระบายกระเพาะอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อรับรู้ได้ว่าอาการอึดอัดเริ่มทุเลาลง เธอก็ยังคงใช้ตะเกียบคีบเนื้อวัวยัดเข้าปากต่อไปไม่หยุด

ท่าทางของเธอไม่ได้ดูแปลกแยกอะไรเลย ทุกคนต่างก็กำลังตั้งหน้าตั้งตาตั้งใจกินอาหารกันอย่างขะมักเขม้น มีเพียงแค่การเอ่ยปากพูดคุยเจรจากันสองสามประโยคเป็นครั้งคราวเท่านั้น

หลังจากกินอาหารเสร็จเรียบร้อย หวงเฉิงนั่งพิงผ่อนคลายอยู่บนเก้าอี้ด้วยท่าทางที่แทบไม่อยากจะขยับเขยื้อนร่างกายเลย

จะมีใครซาบซึ้งใจบ้างไหม ความรู้สึกที่ได้กินอาหารจนอิ่มแน่นท้องขนาดนี้ ตัวเธอไม่ได้สัมผัสคำนี้มาเป็นเวลานาน นาน นานแสนนานมาแล้ว!

เมื่อเห็นว่าทุกคนเริ่มขยับตัวช่วยกันเก็บกวาดถ้วยชามตะเกียบโดยอัตโนมัติ หวงเฉิงจึงใช้มือค้ำยันพนักพิงเก้าอี้เพื่อต้องการจะขยับตัวลุกขึ้นยืนไปช่วยหยิบจับอะไรบ้าง

เมื่อลู่หลีเห็นท่าทางของเธอ ก็อดไม่ได้ที่จะส่งยิ้มออกมา “เป็นอะไรไปเหรอ? กินอิ่มจนแน่นท้องเกินไปงั้นเหรอ”

หวงเฉิงเม้มปากแน่น ในใจคิดว่าลู่หลีคงกำลังจะเอ่ยปากพูดจาเยาะเย้ยถากถางเธอแน่ๆ และตัวเธอก็เตรียมตัวเตรียมใจพร้อมที่จะยอมรับคำเหล่านั้นเอาไว้แล้ว

ทว่านึกไม่ถึงเลยว่า ประโยคต่อมาที่เธอพูดขึ้นคือ “ถ้าหากกินอิ่มจนแน่นท้องก็นั่งพักผ่อนอยู่ตรงนั้นเงียบๆ เถอะ อย่าเดินเพ่นพ่านไปมาเลย รอจนกระทั่งอาการแน่นท้องเริ่มทุเลาลงค่อยลุกขึ้นมาเดินย่อยอาหารดีกว่านะ”

หวงเฉิงรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นล่ะล้น เธอทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ตามเดิมทันที ก่อนจะเริ่มชวนลู่หลีพูดคุยเจรจาเรื่องสัพเพเหระไปเรื่อยเปื่อย

เงาร่างของผู้คนคอยเดินผ่านไปผ่านมาตรงหน้า ผ่านไปเพียงแค่ไม่กี่นาที โต๊ะอาหารก็ถูกเก็บกวาดเช็ดถูจนสะอาดสะอ้านเรียบร้อย

หวงเฉิงเหลือบมองดูเวลา รู้สึกว่าสมควรแก่เวลาที่จะต้องเดินทางกลับฐานที่มั่นแล้ว จึงจัดการแอดคอนแทกต์ช่องทางการติดต่อกับลู่หลีเอาไว้

เธอเดินมาหยุดยืนอยู่ใต้ต้นส้ม พลางเอื้อมมือไปลูบไล้ที่บริเวณลำต้นของมันด้วยความรักและทะนุถนอมเป็นอย่างยิ่ง

ในใจแอบส่งกระแสความคิดพูดคุยกับมันอย่างเงียบๆ: เด็กดีของฉัน พวกเรากลับบ้านกันเถอะนะ

ในตอนนั้นเอง เบื้องหน้าของเธอก็พลันปรากฏตัวเลือกสองข้อขึ้นมาทันที: เคลื่อนย้าย, ย่อส่วน

หวงเฉิงเลือกข้อ ย่อส่วน โดยสัญชาตญาณ ทันใดนั้นต้นส้มก็ราวกับมีเวทมนตร์คาถา มันจัดการหดตัวย่อส่วนลงจนเหลือขนาดเพียงแค่เท่าอุ้งมือเท่านั้นเอง

เธอรู้สึกเบิกบานใจเป็นล่ะล้น เดิมทีกำลังนั่งกลัดกลุ้มใจอยู่เลยว่าจะพานำมันเดินทางกลับไปอย่างไรดี คราวนี่ดีเลย สามารถยัดใส่กระเป๋าเสื้อได้สบายๆ

หวงเฉิงเดินทางกลับไปถึงฐานที่มั่นด้วยความพึงพอใจและสมปรารถนา เธอจัดการนำต้นส้มออกมาขยายส่วนแล้วลงมือปลูกทิ้งไว้ที่บริเวณลานบ้านของตัวเอง

แถมยังยืนเฝ้ามองดูอยู่เป็นเวลานานแสนนาน เพราะกลัวว่ามันอาจจะไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้จนเกิดอาการแห้งเหี่ยวเฉาตายไป ถ้าเป็นแบบนั้นเธอคงต้องรีบหาทางเด็ดผลไม้ที่อยู่บนต้นลงมาให้หมดโดยเร็วที่สุด

หลังจากเวลาผ่านพ้นไปครึ่งชั่วโมง ต้นส้มก็ยังคงมีสภาพที่สมบูรณ์ดี ยามที่มีกระแสลมพัดผ่านพ้นมา ใบไม้ก็คอยสั่นไหวไปมาสองสามที

ราวกับกำลังคอยส่งกระแสเสียงตอบรับคำพูดของหวงเฉิงอย่างไรอย่างนั้น

หวงเฉิงรับรู้ได้ถึงกระแสความเชื่อมโยงในใจ เธอส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างเบิกบานสำราญใจ พลางเอื้อมมือไปลูบไล้ลำต้นของมันอีกครั้งถึงค่อยเดินกลับเข้าห้องพักไป

ภายในร้านลอตเตอรี่ ลู่หลีเองก็นั่งพักผ่อนด้วยความพึงพอใจและสมปรารถนาเช่นกัน ปณิธานความตั้งใจที่ว่าจะลุกขึ้นมาเดินย่อยอาหารที่พูดไว้ก่อนหน้านี้ สุดท้ายเธอก็ไม่ได้ทำตามเลยสักนิด




(จบตอน)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บันทึกแล้ว
บันทึกไว้แล้ว!

📚 ชั้นหนังสือของฉัน

ฟอนต์
ขนาดตัวอักษร
ธีมสี
ระยะห่างบรรทัด
🔔 0
รายชื่อตอน
× LIST OF CHAPTERS กำลังโหลด...
กำลังดึงรายการ...
🎁

ส่งของขวัญให้ผู้แปล 💖

ขอบคุณที่สนับสนุนผู้แปลค่ะ 💕

×