ตอนที่ 31: ซอมบี้สัตว์ประหลาดปรากฏตัวอีกครั้ง!
เมื่อมองดูพ่อซอมบี้ที่กำลังก้มหน้าก้มตาเหวี่ยงมีดเหล็กกล้าอยู่ที่ระเบียงอย่างขะมักเขม้น จีหรูเสวี่ยถึงได้เข้าใจเสียทีว่า ทำไมในแต่ละวันตอนที่เธอนอนอยู่บนเตียง ถึงมักจะได้ยินเสียงดังโครมครามสารพัดลอยมาจากชั้นล่าง
พอนึกถึงตรงนี้จีหรูเสวี่ยก็เริ่มกระจ่างแจ้ง ที่แท้ช่วงหลายวันมานี้พ่อซอมบี้เอาแต่ขลุกอยู่แต่ในบ้านไม่ยอมออกไปไหน ก็เพราะเขารับรู้ถึงวิกฤตการณ์และความอันตรายจากโลกภายนอก จึงได้แต่หลบซ่อนตัวอยู่ในห้องเพื่อฝึกฝนทักษะการต่อสู้นี่เอง
แม้ว่าวิชามีดของพ่อซอมบี้จะดูทุเรศทุรังจนแทบดูไม่ได้เลยก็ตาม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่คือวิถีทางที่มีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ตนเองในระดับหนึ่ง
โลกภายนอกหลังผ่านการกลายพันธุ์ในคืนพระจันทร์สีเลือด พวกซอมบี้ต่างก็เกิดการวิวัฒนาการจนครอบครองพลังการทำลายล้างที่น่ากลัว และจะเริ่มเกิดความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แต่พ่อซอมบี้ของเธอจนถึงตอนนี้กลับไม่มีความเปลี่ยนแปลงอะไรเลย เห็นได้ชัดว่าเป็นเพียงซอมบี้ระดับต่ำที่เป็นเบี้ยล่างธรรมดาที่สุดเท่านั้น
ดังนั้นการที่เขาพยายามเหวี่ยงมีดเหวี่ยงดาบไม่หยุด เพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญในการจับอาวุธ และพยายามยกระดับพลังโจมตีและพลังป้องกันของตัวเองให้ได้มากที่สุด วิธีนี้ก็นับว่าเป็นทางเลือกที่ไม่เลวเหมือนกัน
อย่างน้อยที่สุดในความทรงจำชาติก่อนของจีหรูเสวี่ย มนุษย์ผู้รอดชีวิตจำนวนมากก็มักจะเลือกเข้ายิมออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ทั้งหมดนั้นก็เพื่อให้ร่างกายมีพละกำลังที่อึดถึกทนยามต้องเผชิญหน้ากับพวกซอมบี้
ในฐานะซอมบี้ธรรมดาตัวหนึ่งที่ไม่มีพลังพิเศษเหนือธรรมชาติอะไรเลย เขาก็ทำได้เพียงพึ่งพาวิธีการอันตื้นเขินพรรค์นี้ เพื่อดึงโอกาสการมีชีวิตรอดในวันสิ้นโลกให้สูงขึ้นเท่าที่จะทำได้แล้ว
จีหรูเสวี่ยเฝ้ามองลู่ชวนฝึกเหวี่ยงมีดเหล็กกล้า ในหัวก็เริ่มขบคิดถึงเรื่องราวอื่นๆ ไปด้วย
ส่วนลู่ชวนเมื่อเห็นจีหรูเสวี่ยจ้องมองตนเองตาไม่กะพริบ ก็เข้าใจไปเองว่าเจ้าตัวเล็กกำลังรู้สึกสนใจในสิ่งเหล่านี้
วินาทีนั้นลู่ชวนก็ยิ่งเหวี่ยงมีดเหล็กกล้าให้หนักหน่วงขึ้นไปอีก คมมีดกรีดผ่านอากาศจนส่งเสียงหวีดหวิวออกมาไม่ขาดสาย
“นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าตัวเล็กจะชอบของแนวใช้กำลังป่าเถื่อนแบบนี้ด้วยแฮะ ดูท่าฉันต้องขยันฝึกฝนให้มากกว่าเดิมซะแล้ว พอเจ้าตัวเล็กโตขึ้นมาเมื่อไหร่ ฉันจะได้ถ่ายทอดวิชาดาบชุดนี้ให้เธอเอง”
ลู่ชวนแอบคิดอยู่ในใจด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่ง
ในโลกวันสิ้นโลกที่ล่มสลายแบบนี้ วิธีการง่ายๆ ที่จะช่วยยกระดับโอกาสรอดชีวิตคือสิ่งที่ลู่ชวนนึกออกในตอนนี้
เจ้าตัวเล็กในฐานะเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง แต่กลับมีความสนใจในเรื่องการจับมีดจับไม้ถืออาวุธต่อสู้ ในสายตาของลู่ชวนแล้วนับว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก
เพราะวันสิ้นโลกนั้นอำมหิตเกินไป มันไม่มีวันมานั่งเห็นใจหรือปรานีคุณเพียงเพราะเรื่องอายุหรือเพศหรอก
ลู่ชวนยินดีอย่างยิ่งที่จะแบ่งปันประสบการณ์และความรู้ของตนให้เธอเมื่อเธอโตขึ้น อย่างน้อยมันก็ช่วยยกระดับสัญชาตญาณการเอาตัวรอดให้เจ้าตัวเล็กได้
และในช่วงหลายวันต่อจากนั้น ลู่ชวนก็ปล่อยให้ลู่ฉีฉีวิ่งเล่นในห้องนั่งเล่นตามใจชอบ
อย่างไรเสีย หน้าต่างห้องนอนชั้นเจ็ดก็ถูกเขาตอกด้วยแผ่นไม้จนทึบเพื่อป้องกันสัตว์ประหลาดสีเลือดตัวนั้นไปแล้ว แสงสว่างในห้องนอนจึงไม่ค่อยดีเท่าไหร่
ห้องนั่งเล่นบนชั้นหกมีความสว่างมากกว่า และเนื่องจากเขาใช้พื้นที่ตรงนี้ฝึกศิลปะการต่อสู้อยู่เป็นประจำ มันจึงมีความกว้างขวางมากกว่าด้วย
ลู่ชวนฝึกทักษะการต่อสู้ระยะประชิดและวิชามีดอยู่ที่ระเบียง ส่วนจีหรูเสวี่ยก็ฝึกเดินตรงๆ อยู่ในห้องนั่งเล่น พร้อมกับฝึกฝนการใช้พลังจิตควบคุมวัตถุไปด้วยในเวลาเดียวกัน
ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของลู่ชวน จีหรูเสวี่ยน้อยก็เริ่มก้าวเดินได้มั่นคงแข็งแรงขึ้นในทุกๆ วัน
ในสายตาของลู่ชวน พัฒนาการของลู่ฉีฉีเมื่อนำไปเทียบกับเด็กทารกทั่วไปแล้วนับว่าก้าวหน้าอย่างรวดเร็วราวกับปาฏิหาริย์ จะเรียกว่าเด็กอัจฉริยะก็คงไม่เกินจริงเลยสักนิด
ทว่าแววตาของจีหรูเสวี่ยในยามนี้กลับยิ่งฉายแววแน่วแน่มากขึ้น รูม่านตาที่แยกสีขาวดำชัดเจนคู่นั้นไม่มีความไร้เดียงสาของทารกหลงเหลืออยู่เลยสักนิด
เมื่อวันสิ้นโลกดำเนินไปเรื่อยๆ ภายในใจของจีหรูเสวี่ยก็เริ่มเกิดความรู้สึกวิกฤตขึ้นมา เธอเริ่มมีความรู้สึกกระสับกระส่ายและรีบร้อนมากขึ้น
เพราะหลังผ่านการกลายพันธุ์ในคืนพระจันทร์สีเลือด โลกทั้งใบก็เริ่มเต็มไปด้วยอันตรายที่ซุ่มซ่อนอยู่ทุกย่างก้าว
การปลดปล่อยอนุภาคพลังงานมหาศาลออกมาในชั้นบรรยากาศ ส่งผลให้ซอมบี้จำนวนมากเกิดการวิวัฒนาการและกลายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง
และปัจจุบันมันเป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ความเปลี่ยนแปลงพรรค์นี้ก็จะยิ่งทวีความสยดสยองมากขึ้นเป็นทวีคูณ
ในขณะเดียวกัน สิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ จำนวนมหาศาล ก็เริ่มตบเท้าเข้าสู่กระบวนการวิวัฒนาการขนานใหญ่นี้ด้วยเช่นกัน
ตัวตนที่เป็นเพียงเบี้ยล่างระดับล่างสุดอย่างพ่อซอมบี้ของเธอ ไม่ช้าก็เร็วคงจะไม่มีพื้นที่ให้ยืนหยัดเพื่อเอาชีวิตรอดได้อีกต่อไป
ดังนั้นจีหรูเสวี่ยรู้ซึ้งแก่ใจดีว่า เธอจำเป็นต้องรีบเติบโตขึ้นมาให้เร็วที่สุด
อย่างน้อยที่สุดก็ต้องควบคุมร่างกายให้เดินตรงๆ ได้อย่างอิสระ และมีความสามารถในการเคลื่อนไหวที่ยอดเยี่ยม
เพื่อที่เธอจะได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือพ่อซอมบี้ได้ และอย่างน้อยเธอก็ต้องไม่ทำตัวเป็นภาระหรือตัวถ่วงในวันสิ้นโลกนี้
ในโลกวันสิ้นโลกที่กำลังจะโหดร้ายขึ้นทุกที ซอมบี้ธรรมดาที่ไม่ได้วิวัฒนาการหนึ่งตัว บวกกับทารกน้อยที่ยังขยับเขยื้อนร่างกายไม่ได้ดั่งใจอีกหนึ่งคน ในสายตาของจีหรูเสวี่ยแล้ว นี่มันคือการเริ่มต้นที่พังพินาศย่อยยับชัดๆ (天崩开局)
ในฐานะจักรพรรดินีผู้ยิ่งใหญ่ หากต้องการจะพลิกสถานการณ์จากจุดเริ่มต้นที่ย่ำแย่แบบนี้ มีเพียงวิธีเดียวคือต้องหาทางเร่งความเร็วในการฝึกฝนพลังของตนเองให้เร็วที่สุดเท่านั้น
โฮก! ในขณะที่ลู่ชวนและจีหรูเสวี่ยต่างคนต่างกำลังฝึกฝนเพื่อยกระดับพลังของตนเองตามขั้นตอนอยู่นั้น จู่ๆ เสียงคำรามด้วยความโกรธจัดก็ดังแว่วมาจากนอกอาคาร
เมื่อได้ยินเสียงแผดคำรามนี้ ลู่ชวนที่กำลังเฝ้ามองจีหรูเสวี่ยหัดเดินก็สะดุ้งสุดตัวทันที
วินาทีต่อมา ลู่ชวนสลับประสาทสัมผัสแชร์ทัศนวิสัย รีบบังคับหุ่นเชิดซากศพให้พุ่งไปยังพิกัดต้นเสียงทันที
ในพื้นที่พื้นที่สีเขียวของหมู่บ้านหยางกวง ซอมบี้สองตัวที่มีความเปลี่ยนแปลงและผ่านการวิวัฒนาการหลังคืนพระจันทร์สีเลือดมาอย่างชัดเจน กำลังเปิดฉากเข้าห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด
ตัวหนึ่งมีขนาดร่างกายที่มหึมามาก มันมีความสูงพุ่งไปเกือบสองเมตรห้าสิบเซนติเมตร มวลกล้ามเนื้อตามร่างกายกำยำล่ำสันถึงขีดสุด
โดยเฉพาะท่อนแขนทั้งสองข้างที่หนาเตอะดูราวกับมังกรคะนองน้ำ (虬龙) เวลาเหวี่ยงหมัดแต่ละครั้งส่งเสียงหวีดหวิวแหวกอากาศจนคนได้ยินถึงกับเสียวสันหลังวูบ
ท่อนแขนที่ฟาดสับลงมา สามารถทุบทำลายพื้นดินจนแตกเป็นหลุมเป็นบ่อได้อย่างง่ายดาย
ไอ้ตัวนี้ก็คือ ซอมบี้สายแทงค์ ประเภทเดียวกับตัวที่ลู่ชวนเคยเห็นและเคยกลืนกินนิวเคลียสผลึกของมันมาแล้วนั่นเอง
ส่วนอีกตัวหนึ่งลู่ชวนยิ่งคุ้นเคยกับมันดีเป็นพิเศษ ร่างกายของมันมีสีแดงฉานไปทั้งตัว รูปลักษณ์ภายนอกสยดสยองน่าเกลียดน่ากลัวถึงขีดสุด มันหมอบคลานสี่เท้าอยู่บนพื้นและรักษาระดับร่างกายไว้ต่ำ
แม้ว่าสัตว์ประหลาดตัวนี้จะมีขนาดร่างกายไม่มหึมาเท่าซอมบี้สายแทงค์ และไม่มีแรงกดดันทางสายตาที่ดูน่าเกรงขามเท่า แต่วิถีการเคลื่อนไหวของมันกลับฉับไวปานสายฟ้า
และพลังทำลายล้างยามโจมตีแต่ละครั้งก็ไม่ธรรมดาเลยสักนิด
กรงเล็บแหลมคมตวัดวูบวาบกลางอากาศ หากเปลี่ยนเป็นซอมบี้ปกติทั่วไป เกรงว่าคงถูกมันฆ่าตายไปไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยรอบแล้ว
ซอมบี้ที่มีรูปลักษณ์พิลึกพิลั่นขนาดนี้ ทำให้ลู่ชวนรู้สึกว่ามันแปลกประหลาดมาก
เพราะวิวัฒนาการจนกลายเป็นสัตว์ประหลาดอุบาทว์ขนาดนี้ ขนาดพวกซอมบี้ด้วยกันเห็นแล้วก็คงยังต้องรู้สึกรังเกียจ...
ทว่าพลังการต่อสู้ของสัตว์ประหลาดสีเลือดตัวนี้มันรุนแรงมากจริงๆ ขนาดหน่วยหุ่นเชิดซากศพที่ลู่ชวนควบคุมในวันนั้น หากไม่มีหมวกกันน็อกแบบเต็มใบป้องกันไว้
เกรงว่ากองกำลังที่บุกเข้าไปในอาคาร 1 ในวันนั้น จะเหลือรอดกลับมาได้สักกี่ตัวก็ยังยากจะคาดเดา
แต่ในขณะที่มองผ่านทัศนวิสัยของหุ่นเชิด ภายในใจของลู่ชวนกลับเกิดความฉงนสนเท่ห์ขึ้นมา
ช่วงก่อนหน้านี้เขาเพิ่งจะวางแผนระเบิดถังแก๊สเผาซอมบี้ร่างยักษ์ตายไปตัวหนึ่งแล้วไม่ใช่เหรอ แล้วไอ้ตัวนี้มันโผล่มาจากไหนอีกซะล่ะ?
พวกซอมบี้วิวัฒนาการนี่มันโผล่มาถี่ขนาดนี้เลยรนเหรอ?
ที่สำคัญที่สุดคือลู่ชวนสังเกตเห็นว่า สัตว์ประหลาดสีเลือดตัวนั้น บาดแผลตามร่างกายของมันกลับฟื้นฟูจนหายดีเป็นปลิดทิ้งแล้ว
แม้กระทั่งท่อนแขนที่เคยถูกหุ่นเชิดซากศพของเขาฟันจนขาดสะบั้นไปคราวก่อน บัดนี้มันกลับงอกใหม่ออกมาจนสมบูรณ์แล้วด้วยซ้ำ!!
ยอดฝีมือซอมบี้ทั้งสองตัวเปิดฉากเข้าห้ำหั่นกันจนสร้างความโกลาหลมหาศาล
ลู่ชวนคาดเดาว่า ซอมบี้วิวัฒนาการทั้งสองตัวนี้ต่างฝ่ายต่างก็มีจิตสังหารที่แรงกล้าต่อกัน เกรงว่าเป้าหมายของพวกมันก็คงไม่พ้นการแย่งชิงนิวเคลียสผลึกในหัวของอีกฝ่ายเพื่อมาอัปเกรดตัวเองแน่นอน
(จบตอน)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น