ตอนที่ 227 งานอดิเรกสะสมผู้ชาย
ตอนที่เขาเพิ่งรู้จักบอสลู่ใหม่ๆ ก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน มักจะกินไม่อิ่ม รู้สึกว่ากินเท่าไหร่ก็ไม่พอ
นั่นเป็นเพราะก่อนหน้านี้หิวโหยมานานเกินไป นานเกินไปแล้วที่ไม่เคยได้กินอิ่มสักมื้อ หรือได้กินของดีๆ สักครั้ง...
เมื่อมีโอกาสได้กินจนอิ่ม แน่นอนว่าย่อมอดไม่ได้ที่จะปล่อยตัวปล่อยใจ แม้จะรู้ว่าการกินอิ่มเกินไปหรือกินของดีเกินไปในทันทีจะไม่ดีต่อกระเพาะก็ตาม
แต่พออยู่ต่อหน้าอาหารเลิศรส ใครจะอดใจไหว? ใครจะไปจำเรื่องนั้นได้?
แน่นอนว่าต้องตั้งหน้าตั้งตาทางลูกเดียว! ดังนั้นหลัวมู่จึงเข้าใจเป็นอย่างดี แถมยังรู้สึกเห็นใจจนอยากจะเข้าครัวไปต้มบะหมี่ให้เขาเพิ่มอีกชาม
ในใจของเขา หลินจุนคือลูกผู้ชายตัวจริง วีรกรรมในฐานที่มั่นตะวันตกเฉียงใต้นั้นเพียงพอที่จะทำให้ชื่อเสียงถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์
ได้ยินว่าเขาเคยเอาชนะพืชกลายพันธุ์ที่กำลังวิวัฒนาการไปสู่ระดับเก้ามาแล้ว
ในขณะที่ตัวเขาเองเป็นเพียงผู้มีพลังพิเศษระดับแปดเท่านั้น แต่เขากลับไม่มีความเกรงกลัวและเผชิญหน้ากับมันอย่างกล้าหาญ
หลินจุนรีบส่งเสียงเรียกเขาไว้ “ไม่ต้องหรอก ผมอิ่มแล้ว”
หลัวมู่ถามย้ำ “จริงเหรอ? กับฉันนายไม่ต้องเกรงใจนะ!” ท่าทางเหมือนเป็นพี่น้องที่สนิทกันมาก
ความจริงนี่คือการพบกันครั้งแรกของทั้งคู่ แต่ในช่วงสองปีที่หลัวมู่อยู่ในฐานที่มั่นกลาง เขาได้ยินเรื่องราวของหลินจุนมามากมาย
ถึงขนาดเคยมีความคิดอยากจะไปดูฐานที่มั่นตะวันตกเฉียงใต้ด้วยตาตัวเอง แต่เพราะระยะทางที่ห่างไกลจึงล้มเลิกไป
หลินจุนเอ่ยอย่างจริงจัง “จริงครับ”
หลังจากมื้อเช้าที่ไม่ใช่มื้อเช้านี้สิ้นสุดลง เวลาก็ล่วงเลยไปจนถึงเที่ยงตรง
หลินจุนมองไปที่ลู่หลี เห็นดวงตากลมโตเป็นประกายของเธอกำลังจ้องมองเขาอยู่ พร้อมรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วก็นึกเรื่องที่สองที่ตั้งใจจะมาทำที่ร้านสลากขึ้นมาได้
“ได้ยินว่าบอสลู่พัฒนามินิโปรแกรมออนไลน์มอลล์ขึ้นมา ไม่ทราบว่าพอจะให้ทางฐานที่มั่นตะวันตกเฉียงใต้ใช้งานร่วมด้วยได้ไหม?”
“ได้แน่นอนค่ะ” ลู่หลีตอบรับอย่างไม่ลังเล ของที่ทำออกมาก็เพื่อให้คนใช้อยู่แล้ว
ลู่หลีโชว์คิวอาร์โค้ดสำหรับติดต่อของเธอขึ้นมา “มาสิ แอดเพื่อนไว้ก่อน เดี๋ยวฉันแชร์ลิงก์ให้”
สมเหตุสมผลที่สุด
หลินจุนไม่ได้สงสัยอะไรเลย เขาเปิดคอมพิวเตอร์แสงขึ้นมาสแกนทันที
ลู่หลีเห็นรูปโปรไฟล์ของเขา เป็นภาพทะเลทรายอันอ้างว้างกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา
เนินทรายสูงตระหง่านทอดยาวไปถึงเส้นขอบฟ้า ที่ไกลออกไปมีร่างที่โดดเดี่ยวร่างหนึ่งยืนอยู่บนยอดเนินทราย เฝ้ามองผืนทรายที่ไร้จุดจบ
ช่างเข้ากับบุคลิกของเขาคนนี้จริงๆ
คนในรูปนั้นดูเหมือนจะเป็นตัวเขาเองด้วยใช่ไหมนะ?
ส่วนหลินจุนก็เห็นรูปโปรไฟล์ของเธอ เป็นรูปแมวที่น่ารักมาก ดูเหมือนกำลังอ้อนหน้ากล้องอยู่
ทั้งคู่แอดเพื่อนกันสำเร็จ โดยมีเสิ่นปิงและหลัวมู่ที่คอยมองซ้ายมองขวาทำตัวเหมือนคนนอกกั้นอยู่ตรงกลาง
“ส่งให้แล้วนะคะ” ลู่หลีบอก
“อืม” หลินจุนตอบกลับตามสัญชาตญาณด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยมาก พอรู้ตัวเขาก็รีบยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ขอโทษทีครับ ติดนิสัยเวลาคุยกับลูกน้องมาน่ะ”
ลู่หลีส่ายหน้า เรื่องเล็กน้อยค่ะ
ไม่นานก็ถึงเวลามื้อเที่ยง ฉู่หลีเซิงมาตรงเวลาเป๊ะ เขาเดินล้วงกระเป๋าเยื้องย่างเข้ามาอย่างสบายอารมณ์
ทันทีที่ก้าวเท้าลงบนพื้นรถบ้าน เขาก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ เขาเงยหน้าขึ้นมองทันที “หลินจุน?”
หลินจุนก็มองไปที่เขาเช่นกัน เมื่อสายตาสบกันเขาก็ยิ้มออกมาอย่างร่าเริง “นึกไม่ถึงว่าจะได้เจอนายที่นี่นะ! ฉู่หลีเซิง!”
ให้ตายสิ เป็น “เพื่อนเก่า” กันอีกคู่แล้วเหรอ?
พวกรุ่นเก๋านี่ไม่ธรรมดาจริงๆ รู้จักกันไปหมดทุกคนเลยแฮะ
ทั้งคู่จับมือกัน เห็นได้ชัดว่าต่างคนต่างออกแรงบีบมหาศาล ไม่รู้ว่าในนั้นแฝงไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกแบบไหนบ้าง
“นายมาประชุมที่ฐานที่มั่นกลางเหรอ?” ฉู่หลีเซิงกอดคอเขาไว้แล้วพากันนั่งลง
“ใช่ครับ” หลินจุนตอบ “ผู้เฒ่าเสิ่นเป็นคนเรียกประชุม ช่วงนี้ฐานที่มั่นกลางดูไม่ค่อยสงบสุขเท่าไหร่เหรอ?”
ฉู่หลีเซิงถอนหายใจออกมาและไม่ได้พูดอะไรมาก แต่หลินจุนก็เข้าใจได้ ทุกคนต่างก็จนปัญญาเหมือนกัน
“ว่าแต่ นายรู้จักกับบอสลู่ด้วยเหรอ?” หลินจุนถามอย่างไม่เข้าใจ
เขาพบว่าผู้หญิงคนนี้เก่งมาก เสิ่นปิงน่ะรักอิสระเป็นที่สุด เมื่อสามปีก่อนเขาเคยชวนให้ไปอยู่ด้วยกันที่ตะวันตกเฉียงใต้ แต่รายนั้นก็ไม่ยอมท่าเดียว
ทั้งคู่ถึงขั้นไม่ได้ติดต่อกันไปพักใหญ่เพราะเรื่องนี้ ใช่แล้ว พักใหญ่ที่ว่าคือผ่านไปสามปีแล้ว
แต่ดูสถานการณ์ตอนนี้ เสิ่นปิงกำลังทำงานให้บอสลู่อยู่งั้นเหรอ? แถมยังดูเต็มใจสุดๆ อีกต่างหาก!
ยิ่งไปกว่านั้น สายตาที่เสิ่นปิงมองบอสลู่... มันดูไม่ค่อยบริสุทธิ์เท่าไหร่ ใครมองก็ดูออกทั้งนั้นแหละ
“รู้จักครับ เธอคือเจ้านายของผมเอง” ฉู่หลีเซิงตอบตามความจริง
หลินจุนตกใจ เสิ่นปิงน่ะช่างมันเถอะ แต่ฉู่หลีเซิงนี่คืออันดับหนึ่งในตารางเชียวนะ
นึกไม่ถึงว่าจะถูก... สยบได้เหมือนกัน?
บอสลู่ต้องมีเสน่ห์ดึงดูดใจเฉพาะตัวแน่ๆ
เขาคิดแบบนั้น
เซิ่งเสวียนและจงเซี่ยก็เดินมาด้วยกัน ดูท่าทั้งคู่จะคุยกันถูกคอจนกลายเป็นเพื่อนสนิทกันไปแล้ว
พอทั้งคู่เห็นหลินจุนที่มีท่าทางสายแกร่งคนนี้ ก็รู้สึกประหลาดใจนิดหน่อย และแอบคิดในใจตรงกันว่า...
บอสลู่รับผู้ชายคนใหม่มาอีกแล้วเหรอ?
ทั้งคู่แอบเปรียบเทียบหน้าตาและหุ่นของตัวเองเงียบๆ แล้วแอบขยับตำแหน่งความสำคัญของตัวเองในใจบอสลู่ออกไปอีกนิด
เรียกได้ว่ามีสติรู้ตัวดีมาก
เซิ่งเสวียนน่ะถือว่าโดดเด่นมากในหมู่ชายบำเรอของฐานที่มั่นจี๋ลี่ แต่นึกไม่ถึงว่าพอมาอยู่ข้างกายบอสลู่...
ผู้ชายที่นี่ต่างคนต่างมีจุดเด่นและหล่อไปคนละแบบ
แต่ละคนถ้าจับแยกออกมาเดี่ยวๆ ก็คือระดับที่สามารถเป็น... อะไรนะ... ดาราในยุคอารยธรรมได้เลย!
แต่ข้างกายเธอมีตั้ง... เจ็ดคนแล้ว ตอนนี้เพิ่มมาอีกคนเป็นแปดคน!
เกินไป! เกินไปแล้ว! จงเซี่ยแอบตำหนิเธอเบาๆ ในใจ แต่ก็ยังแอบเดินไปนั่งตรงตำแหน่งที่ใกล้ตัวเธอที่สุด
หลินจุนพอตั้งสติได้ ก็เห็นหนุ่มหล่อเดินขึ้นมาอีกสองคน เขาถึงได้สังเกตเห็นว่า
ในรถบ้านที่ไม่ใหญ่มากหลังนี้ เต็มไปด้วยผู้ชาย แต่ละคนทั้งหล่อและมีสไตล์ ยกเว้นเด็กน้อยสองคนนั้น
บอสลู่มีรสนิยมพิเศษอะไรหรือเปล่านะ? สะสมผู้ชายเหรอ?
แต่มันก็ปกติแหละ มนุษย์ที่แข็งแกร่งมักจะมีงานอดิเรกส่วนตัวกันทั้งนั้น และดูเหมือนผู้ชายพวกนี้จะอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข... มั้ง?
ลู่หลีหันไปมองแวบหนึ่ง “มากันหมดแล้วเหรอ? อย่ามัวแต่ยืนอยู่เลย นั่งลงสิคะ”
เซิ่งเสวียนที่กำลังดื่มน้ำอยู่ถึงกับสำลัก ทำไมเขารู้สึกว่าคำว่า “นั่งสิ” มันดูมีความหมายแฝงแปลกๆ นะ?
หรือจะเป็นที่หัวใจและสมองของเขาเองที่มันสกปรก ฟังอะไรก็ดูสกปรกไปหมด? เขาเหลือบมองจงเซี่ยที่นั่งลงรอทานข้าวอย่างเรียบร้อยไปแล้ว จึงเข้าไปนั่งข้างๆ
เดิมทีโต๊ะอาหารมีสิบสองที่นั่ง ตอนนี้มีหลินจุนเพิ่มมาอีกคน หลัวมู่จึงอาสาเดินไปยกเก้าอี้จากห้องเก็บของมาให้เขาอีกตัว
ลู่หลีกวาดสายตามองไปรอบๆ บรรยากาศดูคึกคักดี แต่เธอกลับนึกถึงหวังหยางที่อยู่ในโรงอาบน้ำขึ้นมา
ดูเหมือนเขาจะอยู่คนเดียวและค่อนข้างโดดเดี่ยว แต่คนพวกนี้ล้วนเป็นผู้มีพลังพิเศษระดับสูง ไม่แน่อาจจะดูออกว่าเขาเป็นซอมบี้ก็ได้
มนุษย์กับซอมบี้ไม่มีทางอยู่ร่วมกันได้ อย่าหาเรื่องใส่ตัวจะดีกว่า
บางคนที่เพิ่งทานมื้อเช้าจนอิ่มแปล้มา ตอนนี้พอถึงมื้อเที่ยงเลยยังไม่ค่อยมีกะจิตกะใจจะทานเท่าไหร่ มีเพียงหลินจุนที่ดูตื่นเต้นมาก “จะได้กินข้าวอีกแล้วเหรอครับ?”
การเป็นผู้ชายในคอลเลกชันของบอสลู่นี่สวัสดิการดีจริงๆ วันๆ มีแต่เรื่องกิน กิน และก็กิน
ลู่หลีเพิ่งจะทานอิ่มมา ตอนนี้เลยเริ่มรู้สึกง่วงนิดหน่อย พอเห็นเขาดูตื่นเต้นจึงอดถามไม่ได้ “อยากกินอะไรคะ? ที่นี่มีทุกอย่างแหละ”
ต่อให้หลัวมู่ทำไม่เป็น เธอก็ซื้อจากมอลล์ได้โดยตรง
“สุกี้หม้อไฟไหมครับ?” หลินจุนถามหยั่งเชิง ของแบบนี้ต้องใช้ใช้วัตถุดิบเยอะมาก และยิ่งคนเยอะก็ยิ่งกินเยอะ จะมีให้กินไหมนะ?
ถ้ามีให้กินจริงๆ... เขาเริ่มมีความคิดอยากจะอยู่ที่นี่ต่อแล้วจะทำยังไงดีล่ะ แต่ที่ตะวันตกเฉียงใต้ยังมีคนอีกกลุ่มใหญ่รอเขาให้กลับไปอยู่
เขายังคงต้องถามบอสลู่เรื่องความร่วมมือดูเสียหน่อย
“ได้ค่ะ” ลู่หลีเปิดดูในมอลล์ เห็นว่าหลินจุนทานจุมาก เธอจึงตัดสินใจซื้อชุดสุกี้หม้อไฟสำหรับสิบห้าคนมาทันที
(จบตอน)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น