ตอนที่ 210 คนในตระกูลเสิ่นไม่มีใครดีสักคนเดียว
แต่ถึงจะแจก ก็น้อยเกินไป ไม่พอสำหรับการใช้งานของคนหนึ่งคนด้วยซ้ำ สุดท้ายก็ต้องใช้คริสตัลไปแลกที่จุดแลกเปลี่ยนของฐาน ซึ่งราคาสูงมาก
ราคาแพงยังไม่พอ จุดแลกเปลี่ยนของฐานยังชอบขาดตลาดอยู่บ่อย ๆ ไม่น้ำหมด ก็อาหารหมด สรุปคือไม่เคยยอมให้คุณได้สมปรารถนาเลย!
เสิ่นปิงเอ่ยเสริมขึ้นว่า “ก่อนที่คุณจะปรากฏตัว ผมต้องฆ่าซอมบี้ตั้งแต่เช้าจรดค่ำทุกวัน”
แต่ถึงจะทำขนาดนั้น ก็ยังแลกเสบียงมาได้ไม่พอกับปากท้องของเด็กน้อยทั้งห้าคน พวกเขากำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโต แต่กลับต้องผอมโซและตัวเล็กเพราะขาดสารอาหาร...
“แล้วน้ำ อาหาร อาวุธ และยารักษาโรคของพวกเขาน่ะ เอามาจากไหนกันแน่?” ลู่หลีถามคำถามสำคัญ
“ไม่มีใครรู้ครับ” ฉู่หลีเซิงตอบเน้นทีละคำ
คำถามนี้ทุกคนต่างก็อยากรู้ แต่ผ่านมาสิบปีแล้ว ก็ยังไม่มีใครสืบทราบได้เลย
มองเผิน ๆ น้ำที่แจกจ่ายในแต่ละวันดูจะไม่มากนัก แต่ประชากรในหัวเซี่ยนั้นมหาศาลพอสมควร เมื่อสะสมรวมกัน ปริมาณน้ำรวมคงน่าตกใจมาก!
แปลกแฮะ หรือว่าพวกเขาก็มีระบบเหมือนกัน? ลู่หลีครุ่นคิดในใจ
เสิ่นปิงมองดูสีหน้าที่เหม่อลอยของเธอแล้วถามว่า “คนจากตระกูลลึกลับมาหาเรื่องเหรอครับ?”
ไม่ต้องใช้สมองคิดก็รู้ว่าตระกูลลึกลับย่อมไม่ชอบหน้าลู่หลีแน่ เดิมทีแค่นอนอยู่เฉย ๆ ก็เก็บนิวเคลียสคริสตัลได้เป็นหมื่นเป็นแสนก้อนต่อวัน แต่ตอนนี้จู่ ๆ รายได้หายไปครึ่งหนึ่ง ใครจะทนไหว?!
“ใช่ค่ะ เสิ่นสวี่จากตระกูลเสิ่น กับหลีรั่วจากตระกูลเจียง พวกคุณรู้จักไหม?” ลู่หลีถามพลางใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ
หลัวมู่ยกมือขึ้น “เสิ่นสวี่ผมรู้จักครับ ไอ้หมอนั่นมันเดรัจฉานชัด ๆ”
“เดรัจฉานยังไงคะ?” ลู่หลีสงสัย
“ก็เดรัจฉานน่ะสิ สรุปคือมันไม่เคยทำเรื่องดี ๆ เลย!” หลัวมู่พูดไม่ออกว่าทำอะไรบ้าง แต่แค่เอ่ยชื่อขึ้นมา เขาก็ดูโมโหสุด ๆ!
เสิ่นปิงช่วยขยายความ “ตอนนั้นหลัวมู่รับภารกิจหนึ่งมา เป็นภารกิจที่เสิ่นสวี่เป็นคนประกาศ พอภารกิจเสร็จสิ้น เสิ่นสวี่กลับไม่ยอมจ่ายค่าจ้างส่วนที่เหลือ”
“เดรัจฉานเกินไปแล้ว!” หลัวมู่ด่า “ตอนนั้นผมโมโหมากจนซัดมันหมอบไปรอบหนึ่ง! แต่ก็ยังไม่หายแค้น!”
“อ้อ วันนี้มือเท้าของเขาหักหมดแล้วนะคะ หายแค้นหรือยัง?” ลู่หลีเอ่ยเรียบ ๆ ราวกับถามว่ากินอิ่มหรือยัง
หลัวมู่เบิกตากว้างทันทีพลางถามอย่างตื่นเต้น “เอ๊ะ จริงเหรอครับ?” เขาขยับตัวแรงจนเกือบทำชามข้าวคว่ำ ผมสีทองสะบัดไปมา
“แน่นอนค่ะ” ลู่หลียักไหล่พลางยิ้มละไม “ไอ้เดรัจฉานนั่น สักวันโดนคนอัดตายน่ะเรื่องปกติ”
“จริงด้วย!” หลัวมู่เหวี่ยงหมัดกลางอากาศ อยากจะไปอัดซ้ำคืนนี้เลยด้วยซ้ำ แต่ความโกรธในใจก็สลายไปมากกว่าครึ่งแล้ว
คุยเรื่องเสิ่นสวี่จบ ก็ถึงตาหลีรั่วบ้าง เธอสังเกตเห็นได้อย่างรวดเร็วว่าพอเอ่ยชื่อนี้ สีหน้าของฉู่หลีเซิงดูจะเปลี่ยนไป?
ปกติเขาเป็นคนหน้าตาย แต่ในวินาทีนั้น สีหน้าเขากลับแข็งทื่อและดูไม่เป็นธรรมชาติไปชั่ววูบ
“แล้วหลีรั่วล่ะ มีใครรู้จักไหม?”
เสิ่นปิงกับหลัวมู่ส่ายหน้า จงเซี่ยยิ่งไม่รู้เข้าไปใหญ่ เพราะเมื่อก่อนเขาวนเวียนอยู่แถวเมืองหลัวติ้งและเมืองจี๋ชุน ไม่ค่อยรู้เรื่องในฐานที่มั่นกลางเท่าไรนัก
ฉู่หลีเซิงลังเลอยู่พักใหญ่ก่อนจะบอกว่า “ผมรู้จักครับ เมื่อก่อนเคยอยู่ทีมเดียวกัน”
ประโยคสั้น ๆ แต่กลับทำให้ทุกคนจินตนาการไปไกล อยู่ทีมเดียวกันย่อมทำอะไรร่วมกันมาเยอะ ทั้งร่วมเป็นร่วมตาย มีมิตรภาพที่ผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน
“แล้วหลังจากนั้นล่ะ?” ลู่หลีถาม
“อุดมการณ์ไม่ตรงกัน ทีมเลยแตกครับ” ฉู่หลีเซิงตอบ น้ำเสียงไม่ได้แฝงอารมณ์มากนัก ราวกับแค่เล่าข้อเท็จจริง
ลู่หลียังอยากถามต่อ แต่เห็นเขาดูอารมณ์ไม่ค่อยดี คล้ายกับเคยมีเรื่องฝังใจที่ไม่ค่อยดีนัก เธอจึงปิดปากเงียบ ทว่าวินาทีถัดมา
ฉู่หลีเซิงกลับเอ่ยขึ้นว่า “เธอไม่ใช่คนดี และก็ไม่ใช่คนเลวเสียทีเดียว จุดยืนของตระกูลเจียงค่อนข้างเป็นกลาง แต่ตระกูลลึกลับมักจะเห็นผลประโยชน์ของตัวเองสำคัญที่สุดเสมอ”
ลู่หลีเข้าใจแล้ว สรุปก็คือยัยนั่นก็คงไม่ชอบหน้าเธอเหมือนกัน
ส่วนตระกูลไป๋กับตระกูลโอวหยางที่เหลือคงไม่ต้องพูดถึง สรุปคือตอนนี้ทั้งสี่ตระกูลลึกลับต่างอยากจะบีบเธอให้ตายคามือตั้งแต่อยู่ในเปล... ไม่สิ ตอนนี้ไม่ใช่ในเปลแล้ว
ตอนนี้เธอกำลังก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว จะมาบีบให้ตายน่ะ เป็นไปไม่ได้หรอก!
เด็กน้อยทั้งห้าคนทานข้าวเสร็จก็ช่วยกันเก็บจานชามไปใส่เครื่องล้างจานอย่างรู้ความ
ลู่หลีและพนักงานคนอื่นคุยเรื่องตระกูลลึกลับต่ออีกพักหนึ่ง แต่ละคนรู้ไม่มากนัก สมกับคำว่า "ลึกลับ" จริง ๆ
เวลาจะทำเรื่องอะไรก็มักจะใช้สมุนรับใช้ออกไปทำแทน สายเลือดตรงจะไม่ยอมเผยโฉมหน้าที่แท้จริงเด็ดขาด รักษาความลึกลับไว้จนถึงที่สุด คุยไปคุยมา...
ลู่หลีถึงได้พบว่า นึกไม่ถึงว่าจะไม่มีใครเคยเห็นเลยว่าคนที่เป็นสายเลือดตรงของตระกูลลึกลับมีหน้าตาเป็นอย่างไร
“เสิ่นปิง นายอยู่ก่อนนะ ฉันมีเรื่องจะถามหน่อย” ลู่หลีบอก
คนอื่น ๆ สบตากันแล้วรีบแยกย้ายกลับที่พักอย่างรู้หน้าที่
“มีอะไรเหรอครับ?” เสิ่นปิงยังคงนั่งอยู่ข้างเธอ ไม่ขยับไปไหนเลย พอเห็นคนอื่นเดินไปหมดแล้ว เขาจึงเอ่ยถามเสียงเบา
ลู่หลีเข้าประเด็นทันที “นายมีความเกี่ยวข้องอะไรกับตระกูลเสิ่นหรือเปล่า?”
เสิ่นปิงได้ยินคำถามนี้ไม่ได้มีท่าทางตกใจมากนัก ด้วยสมองอย่างลู่หลี ย่อมต้องเชื่อมโยงได้แน่นอน เขาตอบโดยไม่ลังเลเลยว่า “ผมเป็นลูกคนเล็กสุดในรุ่นนี้ของตระกูลเสิ่นครับ”
ลู่หลีไม่ได้ประหลาดใจกับคำตอบนี้เท่าไรนัก เพียงแต่นึกไม่ถึงว่าเสิ่นปิงจะเป็นถึงสายเลือดตรงของตระกูลเสิ่น...
“ถ้างั้นนาย...?”
ทำไมถึงมาตกระกำลำบากอยู่ข้างนอกล่ะ?
เสิ่นปิงหัวเราะเบา ๆ “คนในตระกูลเสิ่น... ไม่มีใครดีสักคนเดียวครับ”
ถึงเขาจะพูดแบบนั้น แต่ลู่หลีก็ยังเชื่อว่าเสิ่นปิงเป็นคนดี จะมีคนเลวที่ไหนเก็บเด็กห้าคนมาเลี้ยง? ยอมอดมื้อกินมื้อเพื่อให้เด็ก ๆ ได้อิ่มท้อง
“ไม่มีอะไรแล้วล่ะ รีบกลับไปพักผ่อนเถอะ” ลู่หลีโบกมือไล่เขา
เสิ่นปิงร่างกายแข็งทื่อ รีบอธิบายลนลานว่า “ผม... ผมจะไม่ทำร้ายคุณแน่นอน ผมหนีออกมาจากตระกูลเสิ่นก็เพราะเกลียดชังพวกเขา...”
ลู่หลีหลุดขำออกมาพลางปลอบว่า “ฉันรู้ค่ะ ฉันเชื่อใจนาย”
ต่อให้คิดจะทำร้าย ก็ต้องมีฝีมือถึงขั้นนั้นก่อนจริงไหมล่ะ?
เสิ่นปิงถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก เขาจ้องมองเธออย่างละเอียดอยู่พักใหญ่ เมื่อมั่นใจว่าเธอไม่ได้หลอกให้เขาสบายใจแต่พูดออกมาจากใจจริง เขาถึงค่อย ๆ ผ่อนไหล่ลง
จากนั้น เสิ่นปิงก็เล่าเรื่องราวของเขาให้ฟังคร่าว ๆ ด้วยเสียงเบา
ช่างเป็นเรื่องราวที่เต็มไปด้วยจุดพลิกผัน
พ่อแม่ของเสิ่นปิงต่างก็เป็นคนตระกูลเสิ่น และเป็นพี่น้องแท้ ๆ กัน เสิ่นปิงโชคดีมากที่ไม่ได้พันธุกรรมที่ผิดปกติมา เขาโตมาโดยได้รับแต่ส่วนดี ๆ
ตระกูลเสิ่นเพื่อให้สายเลือดบริสุทธิ์คงอยู่ แต่ละรุ่นจึงมักจะแต่งงานกันเองในเครือญาติ ด้วยเหตุนี้สายเลือดจึงเบาบาง แทบจะทุกรุ่นจะมีคนเพียงแค่สองถึงสามคนเท่านั้น
รุ่นก่อนหน้าก็คือพ่อแม่ของเสิ่นปิง แต่ยังดีที่พวกเขาให้กำเนิดลูกได้เยอะ รุ่นนี้จึงมีถึงสี่คน เสิ่นปิงคือคนสุดท้อง
แต่ต่อมา เพราะวันสิ้นโลกปะทุขึ้น พ่อแม่ของเสิ่นปิงอาศัยความวุ่นวายส่งเสิ่นปิงออกมาข้างนอก และประกาศในตระกูลว่าเขาตายไปแล้ว เพราะไม่อยากให้เขาต้องมาพัวพันกับเรื่องเน่าเฟะพวกนี้อีก
ลู่หลีฟังจนอึ้งไปเลย ช่างเหมือนกับความลับในตระกูลใหญ่ไม่มีผิด...
ในตอนนี้คำปลอบโยนดูจะไร้น้ำหนักไปหน่อย ลู่หลีทำเพียงแค่ยื่นมือไปตบไหล่เขาเบา ๆ
เสิ่นปิงยิ้มออกมาอย่างปล่อยวาง “ไม่เป็นไรครับ ตอนนี้ผมมีความสุขดีมาก”
ทั้งคู่สบตาและยิ้มให้กัน
ลูกค้าหน้าร้านสลายตัวไปเกือบหมดแล้วตอนช่วงเวลาทานข้าว สงสัยคงได้กลิ่นกับข้าวหอมเกินไปจนทนไม่ไหวกันแน่ ๆ
หลังจากเสิ่นปิงกลับไป ลู่หลีก็จัดการนำเครื่องขูดสลากอัตโนมัติห้าเครื่องที่เพิ่งซื้อมาออกมาวาง
เธอจงใจวางให้ไกลหน่อย ห่างจากตัวรถบ้านประมาณยี่สิบเมตร วางเรียงหน้ากระดาน และเติมสลากขูดลงไปในแต่ละเครื่องจนเต็มพิกัด จะได้ไม่ต้องมาเบียดเสียดกันอยู่ที่เดียว
เธอหยิบยืดบิดขี้เกียจหนึ่งที ปิดตัวรถบ้านเตรียมจะขึ้นไปนอน
ทันใดนั้น หินก้อนหนึ่งถูกขว้างเข้ามาในรถ ระบบในหัวพลันกะพริบแจ้งเตือนสีแดงอย่างบ้าคลั่ง
[อันตราย! อันตราย! ขอให้โฮสต์ลี้ภัยฉุกเฉินเดี๋ยวนี้ค่ะ!]
(จบตอน)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น